Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
การขับเคลื่อนระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้ GDCC
ระบบ e-Office ภายใต้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)
ที่มาและความสำคัญ
ความเป็นมาของระบบ e-Office ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) มีรากฐานและจุดเริ่มต้นที่สำคัญจากนโยบายระดับชาติ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ดังนี้:

  • รากฐานจากยุทธศาสตร์ชาติ: ระบบ e-Office พัฒนาขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยเน้นยุทธศาสตร์ที่ 4 คือการ "ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล" เพื่อให้การทำงานภาครัฐมีความโปร่งใส ประสิทธิภาพสูง และเข้าถึงบริการได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่
  • นโยบาย Cloud First Policy: รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นหลัก โดยกำหนดเป็น Cloud First Policy เพื่อใช้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ระบบ e-Office จึงถูกพัฒนาเป็นบริการประเภท Software as a Service (SaaS) บน GDCC เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเอง
  • เป้าหมายการเป็นรัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ความเป็นมาของระบบนี้มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนในการจัดหาเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงาน โดยต้องการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจากการใช้กระดาษไปสู่ ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ (ร่าง รับ-ส่ง และลงนามอิเล็กทรอนิกส์)
  • การนำร่องและขยายผล: กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มจากการสร้าง หน่วยงานต้นแบบ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,100 รีมต่อปี และได้ขยายผลไปยังส่วนภูมิภาค เช่น โครงการ "Digital Korat" ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นโมเดลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

สรุปได้ว่า e-Office เกิดขึ้นจากความต้องการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยตามแนวทาง Thailand 4.0 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลาง (GDCC) เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อความประหยัด โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการประชาชนองค์ประกอบและคุณสมบัติหลักของระบบ e-Office ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกโมดูลสำคัญในการปฏิบัติราชการ ดังนี้:


ระบบย่อย (Modules)
รายละเอียดและหน้าที่
Digital Document
ประกอบด้วยระบบร่าง (Draft), ระบบเสนอ/ลงนาม (In-tray) และระบบสารบรรณ (e-Saraban)
Archive
คลังจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
e-Signature (CA)
การลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่านใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
Support Systems
ระบบจองห้องประชุม (Meeting Room Booking), จองรถ (Car Reservation), แจ้งเวียน (Circular News) และบริหารการประชุม (e-Meeting)
Security & Identity
รองรับการพิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaID และแจ้งเตือนผ่านอีเมล


ระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มีประโยชน์ที่สำคัญต่อหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายใน: ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสารและระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ระบบบริหารการประชุม ระบบจองห้องประชุม และระบบจองรถยนต์ ช่วยให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น
  • ประหยัดงบประมาณและทรัพยากร: หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าใช้งานได้โดย ไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นบริการซอฟต์แวร์ (SaaS) ภายใต้ GDCC ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน และช่วยประหยัดต้นทุนในการจัดหาและบำรุงรักษาทรัพยากรทางเทคโนโลยีในภาพรวมของประเทศ
  • ขับเคลื่อนสู่รัฐบาลไร้กระดาษ (Paperless Government): ระบบนี้สนับสนุนการ ร่าง รับ-ส่ง และจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างความสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า สามารถลดการใช้กระดาษได้ถึง 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้กว่า 499,800 บาทต่อปี
  • เสริมสร้างความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล: การทำงานผ่านระบบดิจิทัลช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้, นอกจากนี้ยังสามารถ รักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลภาครัฐ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ GDCC
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การลดการใช้กระดาษไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีของกระทรวงพาณิชย์ที่ลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 26,775 kgCO2
  • ยกระดับการบริการประชาชน: แม้จะเป็นระบบงานภายใน แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนที่มาติดต่อราชการ

ระบบ e-Office จึงเป็นกลไกสำคัญตามนโยบาย Cloud First Policy ที่มุ่งปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เป้าหมายการขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ในอีก 3 ปีข้างหน้า มีรายละเอียดจำนวนบัญชีผู้ใช้ (User) ยอดสะสมดังนี้:

  • ปีที่ 1 (ปีงบประมาณ 2568): ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000,000 ราย
  • ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 2,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีแรก 1,000,000 ราย)
  • ปีที่ 3 (ปีงบประมาณ 2570): ตั้งเป้าหมายสะสมไว้ที่ 3,000,000 ราย (เพิ่มขึ้นจากปีที่สองอีก 1,000,000 ราย)

สรุปคือ มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานปีละ 1,000,000 ราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวม 3,000,000 รายภายในปี 2570 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGDI) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 40 อันดับแรก ภายในปี 2570 เช่นกัน





ขั้นตอนการขอเปิดใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC สำหรับหน่วยงานภาครัฐ มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ดังนี้:
  1. ประเมินจำนวนผู้ใช้งาน: หน่วยงานต้องทำการสำรวจและประเมินจำนวนบุคลากรที่จะเข้าใช้งานระบบในสังกัด
  2. แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ: ดำเนินการแจ้งความต้องการใช้งานผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น เว็บไซต์ eoffice.go.th
  3. รอเจ้าหน้าที่ประสานงานกลับ: หลังจากส่งความประสงค์แล้ว ให้รอเจ้าหน้าที่จากโครงการติดต่อกลับเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป
  4. แจ้งรายละเอียดผู้ใช้งาน: จัดเตรียมและส่งรายละเอียดข้อมูลของผู้ใช้งานในหน่วยงานให้แก่เจ้าหน้าที่
  5. อนุมัติบัญชีสำหรับใช้บริการ: เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและอนุมัติบัญชีรายชื่อ (Account) เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานระบบได้
  6. อบรมและทดลองการใช้บริการ: หน่วยงานเข้ารับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานและทดลองปฏิบัติงานจริงในระบบเพื่อสร้างความคุ้นเคย
  7. เริ่มใช้บริการ (Go Live): เริ่มต้นใช้งานระบบ e-Office อย่างเป็นทางการในการรับ-ส่งหนังสือราชการ

ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดใช้งานได้จริงจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเป็นสำคัญ หากหน่วยงานต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์ม หรือกดที่ลิงก์นี้ :
คลิกที่นี่


หน่วยงานที่มีความประสงค์ใช้งาน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่าน QR Code
ติดต่อเพิ่มเติม ได้ที่
  1. กองงานดิจิทัลจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โทร. 0-2141-6786
  2. สำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ หรือ โทรคมนาคมจังหวัด (NT) ทั่วประเทศ
สามารถศึกษาได้ที่เว็บไซต์ eoffice.go.th หรือติดต่อผ่าน Line ID : @eoffice


คู่มือระบบ e-office


แผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์: การขับเคลื่อนระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้กรอบแนวทาง GDCC สู่ปี 2569
ความสำเร็จที่ผ่านมาในระดับปฏิบัติการจะเป็นต้นแบบ (Role Model) ในการยกระดับการทำงานผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ภาครัฐให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2569

แนวทางที่ 1: การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพกลุ่มผู้ใช้เดิม (Optimization for Existing Users)
หัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพคือการเปลี่ยนจาก "การใช้งานตามคำสั่ง" สู่ "การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" (Effective Utilization) โดยมุ่งเน้นการขจัดอุปสรรคในขั้นตอนการทำงานจริง (Pain Points) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบที่มีอยู่เดิม


การสนับสนุนผ่านกลไกความรู้และคู่มือกลาง เราจะดำเนินการยกระดับ "คู่มือกลาง" ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาทางเทคนิคในพื้นที่ได้ทันที (Self-service Troubleshooting) ซึ่งจะช่วยลดภาระงานสนับสนุนและสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ
แผนการขยายผล "Quick Wins" ผ่านระบบ e-Form เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น เราจะมุ่งเน้นการเปิดตัว ระบบสวัสดิการบุคลากรที่เป็น e-Form เต็มรูปแบบภายในต้นปี 2569 ดังนี้:

 
รายการ e-Form
กรอบเวลาดำเนินการ
เป้าหมายประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
ขั้นตอนที่คาดว่าจะลดลง
ระบบเบิกค่ารักษาพยาบาล
ต้นปี 2569
ลดระยะเวลาตรวจสอบเอกสาร 40%
ขจัดการส่งเอกสารทางกายภาพระหว่างหน่วยงาน
และการรอคิวลงนาม
ระบบเบิกค่าเล่าเรียนบุตร
ต้นปี 2569
อัตราความถูกต้องของข้อมูล 100%
ตัดวงจรการตรวจสอบเอกสารซ้ำซ้อนและการแนบสำเนา
ที่เกินความจำเป็น

กิจกรรมขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการ
  • ประเมินผลตอบรับ (Response Evaluation): วิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้งานจริงเพื่อนำมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
  • ปรับปรุงคู่มือ (Manual Refinement): ปรับจูนเนื้อหาให้สอดรับกับฟังก์ชันใหม่ๆ เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้ได้รวดเร็วที่สุด
  • กระตุ้นการใช้งาน (User Engagement): สร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ระบบ e-Office ในทุกภารกิจประจำวันจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร
 
แนวทางที่ 2: การขยายเครือข่ายและเร่งรัดการรับรองหน่วยงานใหม่ (Expansion and Onboarding)
การขับเคลื่อนเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย ภายในปี 2569 จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Proactive Outreach) ที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเทคโนโลยี และมิติด้านจิตวิทยาในการยอมรับนวัตกรรม

กลยุทธ์การเข้าถึงระดับพื้นที่ (Consultancy-led Outreach) เราจะดำเนินงานใน 2 ระดับคู่ขนานกัน:
  1. ระดับส่วนกลาง: เน้นการเชื่อมต่อระบบ API ระหว่างกรมและกระทรวงเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่
  2. ระดับภูมิภาค: มุ่งเน้นการจัดส่งทีมที่ปรึกษาลงพื้นที่สาธิตระบบ และการจัดกิจกรรม "ศึกษาดูงาน (Study Visits)" เพื่อให้หน่วยงานใหม่ได้เห็นความสำเร็จ จากการใช้งานจริง ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้าง Social Proof ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่หน่วยงานใหม่ ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม (Legacy) สู่ระบบดิจิทัล เราจะมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาในประเด็นสำคัญ:
  • ความมั่นคงปลอดภัย: ยืนยันมาตรฐานการเข้ารหัสและการจัดเก็บข้อมูลบน GDCC ที่มีความมั่นคงกว่าการเก็บในเซิร์ฟเวอร์ท้องถิ่น
  • การเชื่อมโยงข้อมูล: การพิสูจน์ให้เห็นว่า e-Office สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม (Interoperability) โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรในการลงข้อมูลใหม่
บทบาทของเราจะเปลี่ยนจากผู้ดูแลระบบเป็น "ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยออกแบบกระบวนงานให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปูทางสู่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในขั้นตอนถัดไป


แนวทางที่ 3: การยกระดับนวัตกรรมแพลตฟอร์มและการบูรณาการ AI อัจฉริยะ (Technological Evolution & AI Integration)
วิสัยทัศน์ของ e-Office ในปี 2569 คือการก้าวข้ามการเป็นเพียงระบบจัดการเอกสาร สู่การเป็น "แพลตฟอร์มอัจฉริยะ" ที่รองรับการตัดสินใจเชิงบริหารด้วย AI

นวัตกรรม AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารราชการ เราจะบูรณาการ AI เข้าสู่แกนกลางของระบบเพื่อสร้างความรวดเร็วและแม่นยำ:
  • ระบบค้นหาเอกสารอัจฉริยะ (Smart Semantic Search): ค้นหาข้อมูลจากเนื้อหาและบริบทของเอกสาร ช่วยให้การสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง ทำได้ในระดับวินาที
  • ระบบตรวจสอบความครบถ้วนอัตโนมัติ (AI Completeness Check): ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารแนบ และเงื่อนไขตามระเบียบสารบรรณ ก่อนส่งต่อ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบ e-Audit ของ สตง. เพื่อให้มั่นใจว่า เอกสารทุกฉบับถูกต้องตามระเบียบและพร้อมรับการตรวจสอบได้ทันที

การสร้างนิเวศการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (Inter-agency Collaboration) เราจะประสานพลังกับหน่วยงานระดับนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืน:
  • ก.พ.ร.: กำหนดมาตรฐาน e-Form ร่วมกันเพื่อให้เป็นแม่แบบเดียวทั้งภาครัฐ
  • กทพ. (Expressway Authority of Thailand): พัฒนาระบบบริหารจัดการผ่านช่องทางพิเศษ (Easy Pass) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนงานสารบรรณ
  • สตง. (State Audit Office): ร่วมพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบแบบดิจิทัล (e-Audit) เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • กรมบัญชีกลาง: หารือแนวทางปรับปรุงข้อระเบียบและกฎหมายให้รองรับการทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% ให้มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์


 
บทสรุปและแผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ (Roadmap to 2026)
ความสำเร็จตามแผนปฏิบัตินี้จะทำให้ภาครัฐไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง (Sovereign Digital Infrastructure) และมีความโปร่งใสในระดับสูงสุด โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้:

1.
ระยะฐานราก (ปัจจุบัน): สรุปบทเรียนจากการประชุม 9 ธ.ค. 2568 และกระจายคู่มือแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนสู่หน่วยงานเป้าหมาย
2.
ระยะเร่งขยายผล (ปี 2568 - ต้นปี 2569): เปิดตัว e-Form บริการสวัสดิการบุคลากร (Medical & Education) และเริ่มกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อกระตุ้นการ Onboarding หน่วยงานใหม่
3.
ระยะก้าวสู่ความอัจฉริยะ (ปี 2569): บรรลุเป้าหมายผู้ใช้งาน 2,000,000 ราย พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน AI ตรวจสอบเอกสาร และระบบ
e-Audit ร่วมกับ สตง. อย่างสมบูรณ์

ความยั่งยืนของโครงการนี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก คือ
บุคลากรที่พร้อมรับนวัตกรรม ระบบที่พัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้จริง และกฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้จะหลอมรวมเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ GDCC เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต


ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
  • การขับเคลื่อน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.)

มีเป้าหมายรองรับผู้ใช้งานถึง
400,000 ราย โดยเริ่มนำร่องจากส่วนกลาง 3,000 ราย และใช้ระบบ Automation ในการ Sync ข้อมูลผู้ใช้งานจากระบบเดิม (Mymoph) เข้าสู่ e-Office ภายใต้ GDCC เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการลงนาม MOU เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ระหว่างปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ จนนำไปสู่การ Go-Live ส่วนกลางครบ 100% ทุกกอง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569
สถิติที่น่าทึ่งคือปริมาณงานรับ-ส่งหนังสือพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยแตะระดับสูงสุดที่ 4,604 เรื่อง/วัน ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งยืนยันว่าระบบถูกใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การรันระบบทิ้งไว้ และนี่คือแผนการขยายผล (Rollout Roadmap) สู่ 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศในปี 2569:

 
รอบที่
วันที่ Go Live (2569)
หน่วยงานเป้าหมาย (เขตสุขภาพ)
1
11 พฤษภาคม
เขตสุขภาพที่ 9
2-3
2 มิถุนายน และ 15 มิถุนายน
เขตสุขภาพที่ 10, 3 และ 12
4-5
1 กรกฎาคม และ 13 กรกฎาคม
เขตสุขภาพที่ 2, 11, 7 และ 8
6-7
3 สิงหาคม และ 17 สิงหาคม
เขตสุขภาพที่ 1, 6 และ 5
8
1 กันยายน
เขตสุขภาพที่ 4



ข้อมูลเพิ่มเติม Click Link

  • กระทรวงพาณิชย์: ต้นแบบความสำเร็จเต็มรูปแบบ





กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็น
รูปธรรม โดยมีผลลัพธ์ที่สำคัญดังนี้:
  • การประหยัดทรัพยากร: ลดการใช้กระดาษได้ 5,100 รีมต่อปี คิดเป็นเงินกว่า 499,800 บาทต่อปี
  • สิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,775 kgCO2
  • การดำเนินงาน: จัดทำ MOU ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ และขยายผลไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และในต่างประเทศอีก 4 แห่ง


  • กรณีศึกษา: การขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค (Digital Korat)


จังหวัดนครราชสีมาได้รับเลือกเป็นจังหวัดต้นแบบในการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีการสำรวจปัญหาและอุปสรรคจาก
การปฏิบัติจริง ดังนี้:

ข้อจำกัดและอุปสรรคที่พบ (Pain Points)
  1. ความเข้าใจและทัศนคติ: เจ้าหน้าที่บางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจ และมองว่าการเปลี่ยนระบบเป็นภาระเพิ่ม
  2. การสนับสนุนจากผู้บริหาร: ผู้บริหารบางหน่วยงานยังไม่ให้ความสำคัญหรือมองว่าการใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการเป็นเรื่องยาก
  3. การประสานงาน: ปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ (เช่น NT และบริษัทคู่สัญญา) ทำให้การขับเคลื่อนล่าช้า
  4. ข้อมูลทางเทคนิค: ข้อมูลรายชื่อหน่วยงานย่อยมีจำนวนมากและซับซ้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมองว่าเป็นเรื่องยากใน

การจัดการ
แนวทางการแก้ไข
  • การลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อติดตามงานและให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว
  • การสื่อสารสิทธิประโยชน์และโอกาสที่จะได้รับเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล
  • การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแยกตามส่วนงาน (อปท. และ ส่วนราชการภูมิภาค)

--------------------------------------------------------------------------------

 
icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.