นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,877 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,924 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,919 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook 4 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่
อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กฎหมายห้ามเผา ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 20 ปี
อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ใช้มะนาวผสมผงชูรสราดบริเวณที่ถูกต่อต่อย เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น
อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รัฐธรรมนูญ ปี 60 ไม่อนุญาตให้ล่ารายชื่อถอดถอนผู้นำองค์กรอิสระ
อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รถบรรทุกจากไทยลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังของเขมร ที่ผ่านทางด่านเขมร-ลาว ทำให้ราคามันสำปะหลังในประเทศปรับลดลง
อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยคือผู้สังหารผู้ลี้ภัยจากเขมรแดง เมื่อ 47 ปีก่อน
อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง สถานทูตไทยในฝรั่งเศส ประกาศขยายเวลารับบัตรเลือกตั้งถึงวันที่ 2 ก.พ. 2569
อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ตม.ดอนเมือง จับกุมสายลับชาวกัมพูชาแฝงตัวลักลอบเข้าไทย
อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง พบชาวอินเดีย 7 คน ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กักตัวที่โรงพยาบาลสิริโรจน์
อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สิทธิประชาชนลงชื่อถอดถอน กกต.ได้
สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กฎหมายห้ามเผา ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 20 ปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 กรมควบคุมมลพิษ ได้ควบคุมและบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่โล่งอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 และกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนดังนี้
- เผาในพื้นที่ตนเองหรือพื้นที่สาธารณะ : จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนน : ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- เผาในพื้นที่เกษตรกรรม : จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า : จำคุกไม่เกิน 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000–2,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
- เผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ : จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท (หากเผาเกิน 25 ไร่ โทษจำคุก 4–20 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000–2,000,000 บาท)
ทั้งนี้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิดโดยเฉพาะช่วงที่ประกาศห้ามเผา เพื่อร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5
อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด
หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่
| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
| Line ID: @antifakenewscenter
| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand
| X : @AFNCThailand
| TikTok : @antifakenewscenter
| IG : afnc_thailand/
-------------------------------------------------------------------------