Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
จาก “ม้า 5 สี” สู่ “ระบบบัญชีเดียว” เมื่อ ศปอท. รวมศูนย์ข้อมูลมิจฉาชีพไว้ในที่เดียว

จาก “ม้า 5 สี” สู่ “ระบบบัญชีเดียว” เมื่อ ศปอท. รวมศูนย์ข้อมูลมิจฉาชีพไว้ในที่เดียว

ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงคำว่า “บัญชีม้า” คนไทยแทบทุกคนคงเคยได้ยินการแบ่งระดับด้วยสีที่ฟังดูเหมือนสัญญาณไฟจราจรฉบับขยาย ตั้งแต่ “ม้าน้ำตาลอ่อน” บัญชีที่ธนาคารเริ่มสงสัยเพราะพฤติกรรมการทำธุรกรรมผิดปกติเล็กน้อย ไล่ระดับขึ้นไปเป็น “ม้าน้ำตาลเข้ม” ที่ธนาคารมั่นใจมากขึ้น ต่อด้วย “ม้าเทาอ่อน” กรณีมีผู้เสียหายร้องเรียนแต่ยังไม่ได้แจ้งความอย่างเป็นทางการ ยกระดับไปเป็น “ม้าเทาเข้ม” เมื่อผู้เสียหายแจ้งความแล้วและอยู่ในเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และท้ายที่สุดคือ “ม้าดำ” บัญชีที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ
 
ระบบม้า 5 สีนี้ถูกออกแบบมาด้วยเจตนาที่ดี คือต้องการแบ่งระดับความเสี่ยงให้ละเอียด เพื่อให้การอายัดบัญชีมีความรัดกุมและได้สัดส่วนกับความเสียหายจริง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ แต่ละสีมี “เจ้าภาพ” คนละหน่วยงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินดูแลม้าน้ำตาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลม้าเทา ส่วน ปปง. ดูแลม้าดำ เมื่อแต่ละหน่วยงานถือข้อมูลคนละชุด ไม่ได้เชื่อมโยงกันแบบทันที (real-time) อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมจึงมีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือความล่าช้าในการอายัดบัญชีของมิจฉาชีพตัวจริง ทำให้เงินของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีปลายทางอื่นก่อนที่หน่วยงานจะตามทัน และอีกด้านหนึ่งซึ่งสร้างความเดือดร้อนไม่น้อยไปกว่ากันคือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่งถูก “ลูกหลง” บัญชีถูกล็อกโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยมีเจตนาเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมใด ๆ เลย การจะขอปลดบัญชีก็ต้องวิ่งเรื่องติดต่อหลายหน่วยงานตามแต่ว่าตนเองติด “สี” ไหน สร้างความสับสนทั้งกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเอง
 
จุดเปลี่ยนสำคัญ เริ่มต้นจากประกาศ ศปอท. ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569
 
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ลงนามประกาศหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ว่าด้วยการประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศฉบับนี้ให้ยกเลิกประกาศเดิม 2 ฉบับที่เคยใช้บังคับมาตั้งแต่ต้นปี และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
หัวใจสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการ รวมศูนย์การพิจารณา ประกาศ และเผยแพร่รายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไว้ที่ ศปอท. เพียงหน่วยงานเดียว ผ่านระบบกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง แทนที่จะให้แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างประกาศเหมือนที่ผ่านมา กล่าวอย่างง่ายคือ ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า “ม้าน้ำตาล ม้าเทา ม้าดำ” ที่แยกกันดูแลอีกต่อไป แต่จะเหลือเพียงสถานะเดียวคือ “รายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ที่ประกาศผ่านระบบของ ศปอท. เท่านั้น
 
ประกาศฉบับนี้วางเกณฑ์การพิจารณาไว้อย่างชัดเจนในข้อ 7 ว่าบุคคลที่จะถูกขึ้นบัญชีต้องเข้าลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 กรณี ได้แก่ 
1. เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยตรง 
2. เป็นบุคคลที่ถูกระงับการทำธุรกรรมตามพระราชกำหนดฯ และมีพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ และ 
3. เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์อื่นตามที่ ศปอท. จะประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งเปิดช่องให้ปรับปรุงเกณฑ์ให้ทันกับกลโกงรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
 
ในทางกลับกัน ประกาศฉบับนี้ก็ไม่ได้ลืมสิทธิของประชาชนที่อาจถูกอายัดบัญชีโดยผิดพลาด โดยข้อ 8 กำหนดเกณฑ์การเพิกถอนรายชื่อไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่หากไม่รีบเพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนยากจะเยียวยา ก็สามารถดำเนินการเพิกถอนรายชื่อออกจากระบบได้ทันที ไม่ต้องรอกระบวนการยืดยาวข้ามหน่วยงานเหมือนในอดีต
 
รายละเอียดที่ประชาชนควรรู้ เมื่อมีการกำหนดอายุรายชื่อที่ต้องจัดเก็บ 3 ปี และช่วงเปลี่ยนผ่าน
 
อีกประเด็นที่น่าสนใจในประกาศฉบับนี้คือการกำหนด “อายุ” ของรายชื่อ ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อบุคคลใดถูกนำรายชื่อเข้าสู่ระบบแล้ว รายชื่อนั้นจะมีผลอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่นำเข้าสู่ระบบ และหากยังพบพฤติการณ์ผิดปกติต่อเนื่อง ศปอท. สามารถพิจารณาประกาศรายชื่อบุคคลนั้นต่อไปได้อีกคราวละไม่เกิน 3 ปี โดยต้องดำเนินการก่อนครบกำหนดเดิมไม่น้อยกว่า 90 วัน และต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังมีเหตุอันสมควรอยู่จริง ไม่ใช่การต่ออายุอัตโนมัติแบบไม่มีการทบทวน
 
สำหรับบุคคลที่เคยถูกขึ้นบัญชีเป็น “ม้าเทาเข้ม” หรือ “ม้าเทาอ่อน” ภายใต้ระบบเดิมอยู่ก่อนแล้ว ประกาศฉบับนี้ได้วางบทเฉพาะกาลรองรับไว้ โดยให้ถือว่ารายชื่อดังกล่าวเป็นรายชื่อบุคคลตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด แต่จะเริ่มนับอายุ 3 ปีใหม่นับแต่วันที่มีการนำรายชื่อเข้าสู่ระบบใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เกิดรายชื่อซ้ำซ้อนหรือรายชื่อที่ตกค้างอยู่ในระบบเก่าโดยไม่มีสถานะรองรับ ส่วนกรณีที่หน่วยงานใดกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาประกาศหรือเพิกถอนรายชื่อก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ดำเนินการต่อไปภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้เช่นกัน
 
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดระเบียบงานเอกสารภายในหน่วยงานราชการ แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนใน 3 มิติสำคัญ
 
มิติแรก ความเร็วในการสกัดกั้นมิจฉาชีพ เมื่อสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจทุกรายอ้างอิงรายชื่อจากฐานข้อมูลกลางเพียงชุดเดียว การอายัดบัญชีของขบวนการหลอกลวงจะทำได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เงินของผู้เสียหายจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีปลายทางอื่นก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามทัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ภายใต้ระบบเดิมที่ข้อมูลกระจัดกระจาย
 
มิติที่สอง ความเป็นธรรมต่อผู้บริสุทธิ์ เมื่อมีเกณฑ์การพิจารณาและเพิกถอนที่ชัดเจนอยู่ในประกาศฉบับเดียว ประชาชนที่ถูกอายัดบัญชีโดยผิดพลาดจะมีช่องทางที่ชัดเจนขึ้นในการยื่นเรื่องขอเพิกถอนรายชื่อ ไม่ต้องสับสนว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดตามแต่ละ “สี” เหมือนในอดีต
 
มิติที่สาม ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดอายุรายชื่อไว้ชัดเจนที่ 3 ปี พร้อมเงื่อนไขการต่ออายุที่ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ ช่วยป้องกันไม่ให้มีรายชื่อบุคคลค้างอยู่ในระบบแบบไม่มีวันสิ้นสุดโดยไม่มีการทบทวน ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมทั้งต่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา
 
แม้ระบบดีขึ้น แต่การป้องกันตัวเองยังคงสำคัญที่สุด
 
แม้ระบบหลังบ้านของภาครัฐจะรัดกุมและรวดเร็วขึ้นเพียงใด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ AOC 1441 ขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชนว่าแนวทางป้องกันตัวเองยังคงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด ดังคำแนะนำต่อไปนี้
 
1. อย่าให้ยืมหรือรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือคนแปลกหน้าที่ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการกลายเป็น “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้แม้จะอ้างว่าไม่มีเจตนา
2. ตรวจสอบก่อนโอนทุกครั้ง หากมีผู้ชักชวนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว ควรตรวจสอบผ่านช่องทางที่เป็นทางการก่อนทุกครั้ง
 
และหากตกเป็นผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ ควรแจ้งความและแจ้งธนาคารโดยเร็วที่สุด ผ่านสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะยิ่งดำเนินการเร็วเท่าไร โอกาสในการติดตามและอายัดเงินคืนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
 
การรวมศูนย์ข้อมูลครั้งนี้คือก้าวสำคัญของภาครัฐในการปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพเคยอาศัยความล่าช้าและความไม่เชื่อมโยงของหน่วยงานต่าง ๆ แสวงหาประโยชน์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของประชาชนทุกคนที่ต้องรู้เท่าทันกลโกง และไม่หลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง
 
---------------------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.