วันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรม "เปิดตัวโครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร นายชวชิต สุนทรศารทูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจเอส เคิร์ฟ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) นายปริญญา สุวรรณชินกุล รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมงาน ณ ห้องออดิทอเรียม ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลระดับชุมชนผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาเพื่อเปิดงานในตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ "ดิจิทัล" ได้แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของสังคมไทย ตั้งแต่เศรษฐกิจ งานราชการ การศึกษา ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่ม โครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนฯ จึงไม่ใช่แค่ยกคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตไปตั้งไว้ในพื้นที่ แต่เรากำลังต่อยอดโอกาสจากมือของคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ทุกคนต้องสามารถปรับใช้และต่อยอดเครื่องมือดิจิทัลได้จริง ตัวเลขที่ฉายภาพชัดคือมูลค่าตลาด E-Commerce ไทยแตะ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว และมีทิศทางไปแตะ 1.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2573
พร้อมกล่าวต่อว่า ตัวเลขนี้เล่าได้แค่ครึ่งเดียว เพราะโจทย์จริงไม่ใช่ตลาดจะโตแค่ไหน แต่คือคนตัวเล็กในชุมชนจะยืนอยู่ตรงไหนของสมการนี้ จะได้ส่วนแบ่งเท่าไร และสู้ในสนามที่ใหญ่ขึ้นได้จริงหรือไม่ สำหรับกระทรวงดีอี E-Commerce ไม่ใช่แค่ช่องทางขาย แต่เป็นเครื่องมือเพื่อเชื่อมความเหลื่อมล้ำให้แคบลง กระจายรายได้ให้ทั่วถึง และเปิดสนามใหญ่ให้รายเล็กเข้าแข่งได้ ของดีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจะไม่ถูกกักไว้แค่ตลาดใกล้บ้านอีกต่อไป
จุดที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากเดิม คือการจับมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) วางศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั้ง 125 แห่งไว้ในที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่คนในชุมชนเดินเข้าออกอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ยกระดับจากที่เคยเป็นแค่จุดให้บริการอุปกรณ์ ไปเป็นสนามฝึกขายจริง ครบวงจรตั้งแต่เปิดร้านออนไลน์ ถ่ายภาพสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์สดขายสินค้า ไปจนถึงจัดการออเดอร์และส่งของแบบไม่ต้องขยับออกจากจุดเดียว พร้อมเป็นตัวเชื่อมวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs เข้ากับแพลตฟอร์มออนไลน์ เครือข่ายขนส่งของ ปณท และเครือข่ายการตลาด ให้กลายเป็นรายได้จริงของคนในพื้นที่
ศูนย์ดิจิทัลชุมชนโฉมใหม่ ต้องเลิกเป็นแค่ "ห้องเก็บอุปกรณ์" แต่ต้องขยับไปเป็น "พื้นที่แห่งโอกาส" ที่คนเดินเข้ามาปรึกษาได้ ลงมือทำได้จริง และเดินออกไปพร้อมทักษะที่ใช้ในชีวิตต่อได้ทันที กลไกขับเคลื่อนคือการปั้น "วิทยากร E-Commerce ชุมชน" ที่ไม่ใช่แค่คนสอนคลิกใช้แอป แต่ต้องรู้จักบริบทพื้นที่ อยู่เคียงข้างผู้ประกอบการตอนลงมือทำจริง และช่วยแก้ปัญหาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเป้าหมายไม่ใช่ตัวเลขคนเข้าอบรม แต่คือร้านที่ขายได้จริง รายได้ที่โตขึ้นจริง และผู้ประกอบการที่ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในระยะยาว
"บ้านเราไม่เคยขาดของดี ไม่เคยขาดภูมิปัญญา และไม่เคยขาดคนเก่ง สิ่งที่ยังขาดคือคนที่จะช่วยเชื่อมระหว่าง 'ของดี' กับ 'ตลาดที่ใช่' ให้มาพบกันกลางทาง ด้วยความรู้ เทคโนโลยี เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่พาไปถึงกันได้จริง ตลาดออนไลน์อาจไม่มีพรมแดนขวางกั้น แต่โอกาสไม่เคยเดินมาเองถ้าคนในพื้นที่ยังไม่มีทักษะ ไม่มีเครื่องมือ และไม่มีคนหนุนหลัง งานของเราจึงไม่ใช่แค่ดันชุมชนขึ้นแพลตฟอร์ม แต่คือทำให้ชุมชนยืนเอง แข่งเอง และโตเองได้ในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล เราหวังว่า ศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั้ง 125 แห่งนี้ จะเป็นจุดตั้งต้นของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ และเป็นเครือข่ายที่พาสินค้าชุมชนกับ OTOP ไทยไปได้ไกลกว่าที่เคย" รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย