ดีอี ร่วมเสวนาระดับสูง ในหัวข้อแถลงการณ์โตเกียว 2025 เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ในเวที PRF-26 ณ ภูฏาน
ดีอี ร่วมเสวนาระดับสูง ในหัวข้อแถลงการณ์โตเกียว 2025 เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ในเวที PRF-26 ณ ภูฏาน
นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมการอภิปราย การเสวนาหารือระดับสูง ในหัวข้อแถลงการณ์โตเกียว 2025 “จากแถลงการณ์เชิงนโยบายสู่กรอบแนวทางปฏิบัติแบบพลวัต เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” โดยแถลงการณ์โตเกียว (Tokyo Statement) ซึ่งรับรองในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2025 ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดของความมุ่งมั่นระดับภูมิภาค ในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการพัฒนาด้านโทรคมนาคม การเสวนาระดับสูงครั้งนี้ได้ร่วมอภิปรายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ระดับชาติ กรอบนโยบาย และความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างการประชุม The 26th APT Policy and Regulatory Forum (PRF-26) ระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2569 ณ เมืองปาโร ราชอาณาจักรภูฏาน
โดยนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนดิจิทัลของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนระดับภูมิภาค โดยครอบคลุม 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสู่พื้นที่ห่างไกล ขับเคลื่อนนโยบาย AI แห่งชาติผ่านการสร้างคลาวด์แห่งชาติ (National AI Cloud), ยกระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และจัดตั้งคลังข้อมูล AI (National AI Data Bank) และเน้นย้ำการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน (2) การพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาแรงงานทักษะสูง มุ่งเน้นสร้างบุคลากรด้าน AI, บูรณาการ AI ในระบบการศึกษา และยกระดับความรู้เท่าทันดิจิทัลให้แก่ประชาชนทุกระดับ รวมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการ AI ไทยให้แข่งขันในระดับสากล พร้อมดึงดูดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และ (3) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและธรรมาภิบาล ด้วยความร่วมมือรอบด้าน ความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน วิชาการ และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนภายในประเทศ และร่วมมือกับ ASEAN, APT และ APEC เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ธรรมาภิบาล AI และการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน บนพื้นฐานของมาตรฐานสากลที่เชื่อมโยงกันได้ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญด้านความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลดิจิทัล เชื่อว่านวัตกรรมและความเชื่อมั่นต้องควบคู่กันไป ภายใต้นโยบาย AI ใหม่ ไทยให้ความสำคัญกับ "ความเชื่อมั่น" ผ่านการผลักดัน "แซนด์บ็อกซ์ธรรมาภิบาล AI" (AI Governance Sandbox) เพื่อส่งเสริมการใช้ AI อย่างปลอดภัย จริยธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์ โดยมี ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์โตเกียวในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือควบคู่ไปกับการสนับสนุนนวัตกรรม