วันที่ 22 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการหารือนักลงทุนร่วมกับธนาคาร Bank of America ณ ห้อง Rockefeller Park อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ในการหารือดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอศักยภาพประเทศไทยในฐานะ ฐานการลงทุนและการเติบโตระยะยาวในเอเชีย ด้วยจุดแข็งด้านฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายผู้ผลิตและ Supply Chain ที่เข้มแข็ง ตลอดจนทำเลที่เชื่อมโยง ASEAN และตลาดเอเชีย โดยรัฐบาลมีนโยบายมุ่งเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ Next-generation Industries โดยเฉพาะ AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing และนวัตกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เข้ามาประยุกต์ใช้และขยายผลบนฐานอุตสาหกรรมจริงของไทย โดยไทยพร้อมเป็น “Trusted Partner” หรือพันธมิตรที่น่าไว้วางใจ ในท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ภายใต้การให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ และการที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยยกระดับ กฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากล
ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย พร้อมเข้าถึงโอกาสผ่าน ตลาดทุนไทย เพื่อสนับสนุนบริษัทไทยที่มีศักยภาพให้สามารถระดมทุน ขยายกิจการ พัฒนานวัตกรรม และแข่งขันในระดับสากล พร้อมกับการนำจุดแข็งด้าน AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing และ Innovation มาต่อยอดกับฐานอุตสาหกรรมและ Supplier Network ของไทย ด้วยแนวคิดของรัฐบาลไทยต้องการให้เกิดการสนับสนุนเทคโนโลยี และการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยที่มากกว่าการลงทุน
ด้าน รมว.ดีอี ได้กล่าวถึงความพร้อมของไทย ทั้งทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเชื่อมโยง (Connectivity) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคในด้าน AI และ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนด้านเทคโนโลยีจากภูมิภาคทั่วโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลพร้อมผลักดันให้ไทยเป็น “Regional Regulatory Sandbox” สำหรับบริษัทและนักลงทุนที่ต้องการทดสอบหรือบูรณาการเทคโนโลยีจากทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก และพร้อมเปิดรับ ผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้จากนานาชาติ เพื่อร่วมพัฒนากรอบกำกับดูแลให้มีมาตรฐานและสามารถรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้จุดยืนที่จะรักษา ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology Neutrality) และเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการจากทุกฝ่าย
“เป้าหมายของรัฐบาล คือการสร้างประเทศไทยให้เป็น พื้นที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากภูมิภาคต่างทั่วโลก เพื่อโดยให้ประชาชนและตลาดสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการใช้งาน บนพื้นฐานความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมภายในประเทศ เราไม่ได้ต้องการเพียงเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการพันธมิตรในระยะยาวที่จะเข้ามาร่วมสร้างเศรษฐกิจและระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยคาดหวังให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรและทักษะดิจิทัล ความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาไทย ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการพึ่งพาและพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้ในระยะยาว” รมว.ดีอี กล่าว