ผู้ตรวจราชการดีอี เดินทางตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช
วันที่ ๒๘ - ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (นายขจิต สุขุม) และคณะ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อปฏิบัติภารกิจการตรวจราชการ ดังนี้ ๑. ประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานต่างๆ โดยนายขจิต สุขุม ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งมอบนโยบายแก่หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสถานีอุตุนิยมวิทยาสุราษฎร์ธานี ๒. เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (นายวิชวุทย์ จินโต) เพื่อหารือข้อราชการและขอรับการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อาทิ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. ๒๕๖๓ โครงการดิจิทัลชุมชนด้าน e-Commerce เป็นต้น ๓. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐ ณ หมู่ที่ ๑๓ บ้าน บางหลุด (บ้านทุ่งตาหนอน) ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งประชาชนในชุมชนได้รวมกลุ่มกันใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ อาทิ กลุ่มแปรรูปสมุนไพรบ้านทุ่งตาหนอนใช้เป็นช่องทางในการขายสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรผ่านเพจเฟซบุ๊ก เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการฯ ได้แนะนำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นประธานกลุ่มแปรรูปฯ และสมาชิกพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเพื่อให้ได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานราชการ และได้กลุ่มลูกค้ากว้างขึ้น นอกจากนั้นหน่วยงานราชการในพื้นที่ยังได้ใช้ในการอบรมหรือส่งข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อมา ในวันที่ ๒๙ - ๓๑ มกราคม ๒๕๖๒ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ (นายขจิต สุขุม) และคณะ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อปฏิบัติภารกิจการตรวจราชการ ดังนี้ ๑. ติดตามการดำเนินการกิจกรรมการอบรมหลักสูตร “พัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ภายใต้โครงการเน็ตอาสาประชารัฐ ณ โรงแรมนิภาการ์เด้น อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๖๙ จากเป้าหมายทั้งหมดจำนวน ๗๗ ครั้ง ทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมฯ รวมกว่า ๔๐๐ คน ๒. เข้าพบรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช (นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ) เพื่อหารือข้อราชการและขอรับการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อาทิ โครงการเน็ตอาสาประชารัฐ : กิจกรรมการพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. ๒๕๖๓ โครงการดิจิทัลชุมชนด้าน e-Commerce เป็นต้น ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการฯ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานกรณีเหตุการณ์พายุ “ปาบึก” เป็นอย่างดี ถือเป็นกำลังสำคัญ ทำให้จังหวัดได้รับความเสียหายไม่มาก ๓. ร่วมประชุมกับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานต่างๆ พร้อมทั้งได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงฯ ในปัจจุบัน และมอบนโยบายแก่หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น ๖ อาคารโทรศัพท์จังหวัดนครศรีธรรมราช บมจ.ทีโอที อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๔. ติดตามการดำเนินการกิจกรรมการอบรมหลักสูตร “พัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ภายใต้โครงการเน็ตอาสาประชารัฐ ณ โรงแรมทวินโลตัส อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้เข้าอบรมฯ รวมกว่า ๖๐๐ คน ๕. ตรวจเยี่ยมและติดตามการใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐ ณ หมู่ที่ ๘ บ้านชัน ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ติดตั้งที่ศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ใช้เป็นสถานที่ประชุมชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่างๆ แก่คนในชุมชนเป็นประจำทุกเดือน นอกจากนั้นเด็กและเยาวชนได้มาใช้ประโยชน์ในการค้นคว้าข้อมูลทำการบ้าน และเล่นเกมต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้แนะนำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ดูแลศาลาประชาคมที่ติดตั้งเน็ตประชารัฐ ช่วยส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ได้ใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องและคุ้มค่าต่อไป ๖. ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในช่วงเกิดเหตุการณ์พายุ “ปาบึก” สถานีอุตุนิยมวิทยาฯ รับหน้าที่หลักในการติดตามเฝ้าระวังและให้ข้อมูลสภาพอากาศเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานรับมือกับพายุดังกล่าวตลอด ๒๔ ชั่วโมงจนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลายและพายุสงบลง ขณะที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง ๖ คน เท่านั้น อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการสถานีฯ ได้ฝากประเด็นที่ต้องการให้สนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ โดยขอให้มีการจัดสรรอัตรากำลังและงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจของสถานีฯ