Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ยืนยันข้อสรุป “ข่าวบิดเบือน” กรณี อสม. พิษณุโลกไม่ได้รับค่าตอบแทนการคัดกรองโควิด-19 ตามที่กำหนดไว้ ยึดตามที่ศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย ระบุไว้ในเอกสารการรายงานการตรวจสอบข่าวปลอม               นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวง ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กล่าวว่า กรณีมีข้อทักท้วงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวสารของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เกี่ยวกับข่าวที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์เรื่อง "ลือ!!  อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน 240 บาท ตามที่กำหนดไว้” ว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” ขอย้ำว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นการยืนยันให้ข้อเท็จจริง และประสงค์จะให้เผยแพร่หรือไม่นั้นหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้แจ้งข้อเท็จจริงและความประสงค์กลับมาให้ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก็จะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป                โดยหลังจากศูนย์ฯ ได้รับแจ้งเบาะแสข่าวจากประชาชนในประเด็นดังกล่าว จึงได้ประสานงานไปยังกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตามกระบวนการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวนี้ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 พ.ค. 63 และได้รับข้อมูลคำชี้แจงตอบกลับมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค. เวลา 11.08 น. โดยอ้างอิงตามเอกสารแบบฟอร์มการรายงานการตรวจสอบข่าวปลอม จากศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย หัวข้อประเด็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง  : จ.พิษณุโลก ทุจริตเงินค่าตอบแทนการคัดกรองโควิด-19 ของอสม. โดยมีข้อสรุปว่า “ข่าวบิดเบือน”               ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าว เป็นแบบฟอร์มรายงานข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบว่า “ผลการตรวจสอบกับ อสม. ในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลค่อนข้างสอดคล้องว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามที่แจ้ง อสม.ไว้ตอนแรกได้ ทำให้ อสม. ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไม่ได้เต็มตามจำนวน วันก่อนมีการประชุมที่ สสจ. มีการแจ้งเหตุผลว่าจำนวนชั่วโมงปฏิบัติงานใน 1 วันไม่ถึงตามระเบียบจึงเบิกจ่ายได้แค่ครึ่งวัน ที่เป็นเหตุเนื่องจาก อสม. ระบุว่าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกปฏิบัติหน้าที่เอง แต่เมื่อพบว่าเบิกจ่ายให้ได้เบี้ยเลี้ยงเพียงครึ่งเดียว จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ตามข่าวด้านล่าง                  อย่างไรก็ตามเย็นวานนี้ (6 พ.ค.63) ผวจ.พล. แจ้งในเพจส่วนตัวว่า สามารถเบิกจ่ายให้ได้แล้วโดยอาศัยตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค.0402.4/19207 ลว. 30 เม.ย.2563 และจากการประสานไปยังกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) การจะขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่กำหนดจ่ายให้ อปพร. หรือ อสม. โดยจังหวัดสามารถเบิกจ่ายได้แต่ต้องขอยกเว้นการปฏิบัตินอกเหนือระเบียบกระทรวงการคลังฯ ไปยัง ปภ. เพื่อให้การขออนุมัติเป็นไปด้วยความถูกต้อง และให้มีการจัดส่งเอกสารสำคัญของผู้ที่จะขอเบิกให้ครบถ้วนและมีการลงนามรับรองผลการปฏิบัติงานประกอบการขอเบิกจ่าย ตามความเป็นจริง ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายของทางราชการ” และมีความชัดเจนในการแจ้งสรุปเป็น “ข่าวบิดเบือน” และแจ้งความประสงค์ “ต้องการเผยแพร่” พร้อมลงชื่อผู้รายงานจากศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย ดังนั้น ศูนย์ฯ จึงได้ดำเนินการเผยแพร่ข้อเท็จจริงและข้อสรุป ตามที่หน่วยงานแจ้งมา ตามช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 พ.ค.63 เวลา 17.43 น.                ขณะที่ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับการติดต่อ/ประสานงานจากต้นสังกัด ขอให้งดเผยแพร่ข่าวบิดเบือนเรื่องดังกล่าวออกจากเพจศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก่อน และแจ้งว่าทางศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก จะเป็นผู้ชี้แจงข่าวกรณีมีการนำเสนอข่าว อสม. ไม่ได้รับค่าตอบแทนในพื้นที่ เพื่อให้สาธารณะรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป                นพ.พลวรรธน์ กล่าวว่า ขอให้มีความมั่นใจการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งเรายึดหลักการเป็นสำคัญ มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามบทบาทและภารกิจ โดยข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ไปนั้นได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องตามกระบวนการจากหน่วยงานเครือข่ายที่เป็นผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และเป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินงานทุกประการ โดยไม่มีเจตนาทำให้หน่วยงานใดได้รับความเสียหายแต่อย่างใด และขอยืนยันอีกครั้งว่า ทางศูนย์ฯ ได้ดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ และคำนึงถึงมาตรฐานหลักการของกระบวนการตรวจสอบความจริงต่อไป   *************

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม






          ดีอีเอส จัดแถลงด่วนแจงข้อเท็จจริงกรณีเผยแพร่เรื่อง “ลือ!! อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจํานวน” ตามความประสงค์ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมโชว์ผลงานร่วม สตช. จับ 7 มือโพสต์คลิปตัดต่อผู้ว่า จ.สุรินทร์             วันนี้ (8 พ.ค.63) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ร่วมกับพล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ หัวหน้าชุดประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงด่วนเกี่ยวกับภารกิจของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้แก่ 1.กรณี “ข่าวบิดเบือน” อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน และ 2. ดำเนินคดีกับมือโพสต์ 7 ราย ที่โพสต์ข้อความข่าวปลอมว่า “คลิปสัมภาษณ์ ผวจ.สุรินทร์ เผยสถานการณ์ COVID-19 มีคนติดเชื้อ 100,000 คน”             ตามที่เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลา 17.43 น. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่อง “ลือ!! อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน 240 บาท ตามที่กำหนดไว้” และว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือนนั้น เป็นการดำเนินการตามที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แจ้งความประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบ หลังมีการตรวจสอบตามกระบวนการจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง และได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวบิดเบือน            ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้รับแจ้งเบาะแสข่าวจากประชาชน ในประเด็นที่มีการเผยแพร่บนโลกออนไลน์มีเนื้อความระบุว่า “อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน” และในวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลา 19.03 น. ทางศูนย์ฯ ได้มีการประสานงานไปยังกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตามกระบวนการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว และได้รับข้อมูลผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.08 น. โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงดังนี้               “ผลการตรวจสอบกับ อสม.ในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลค่อนข้างสอดคล้องว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามที่แจ้ง อสม.ไว้ตอนแรกได้ ทำให้ อสม. ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไม่ได้เต็มตามจำนวน วันก่อนมีการประชุมที่ สสจ. มีการแจ้งเหตุผลว่าจำนวนชั่วโมงปฏิบัติงานใน 1 วันไม่ถึงตามระเบียบจึงเบิกจ่ายได้แค่ครึ่งวัน ที่เป็นเหตุเนื่องจาก อสม. ระบุว่าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกปฏิบัติหน้าที่เอง แต่เมื่อพบว่าเบิกจ่ายให้ได้เบี้ยเลี้ยงเพียงครึ่งเดียว จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ตามข่าวด้านล่าง อย่างไรก็ตามเย็นวานนี้ ผวจ. พล. แจ้งในเพจส่วนตัวว่า สามารถเบิกจ่ายให้ได้แล้วโดยอาศัยตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค.0402.4/19207 ลว. 30 เม.ย.2563”               โดยทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แจ้งความประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบ ดังนั้นศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย จึงได้ดำเนินการเผยแพร่ข้อเท็จจริงตามที่หน่วยงานแจ้งมา ตามช่องทางต่าง ๆ ของศูนย์ฯ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลา 17.43 น. ตามกระบวนการ             อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 เวลา 13.56 น. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประสานงานมายังศูนย์ฯ และแจ้งขอให้นำข่าวบิดเบือนดังกล่าวออกจากสื่อที่เผยแพร่  ซึ่งทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจึงได้นำข่าวบิดเบือนดังกล่าวออกจากสื่อของศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.40 น. ตามที่หน่วยงานแจ้งความประสงค์มา            “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย จึงขอเรียนชี้แจงว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามบทบาทและภารกิจ โดยข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ไปนั้น ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องตามกระบวนการจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละประเด็น และเป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินงานทุกประการ โดยไม่มีเจตนาทำให้หน่วยงานใดได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ทางศูนย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ และคำนึงถึงมาตรฐานของกระบวนการตรวจสอบความจริงตลอดมา”              ด้านพล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ หัวหน้าชุดประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  กล่าวเพิ่มเติม ถึงผลตรวจสอบและดำเนินคดีกับการเสนอข่าวปลอมหรือบิดเบือนทางสื่อออนไลน์ ในช่วงวันที่ 24-29 เม.ย.63 ตรวจพบอีก 7 ราย  ได้โพสต์ข้อความข่าวปลอมว่า “คลิปสัมภาษณ์ ผวจ.สุรินทร์ เผยสถานการณ์ COVID-19 มีคนติดเชื้อ 100,000 คน” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้น 7 จุด  ประกอบด้วย  1. น.ส.ประภาพร ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Ju… อยู่ในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี     2. นายทนงศักดิ์ ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Thanongsak …อยู่ในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์   3. น.ส.ทิพวรี ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก โรส ... อยู่ในพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่    4. น.ส.บุญนภัส ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Nanniiz ... อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี  5. นายปัญญาพล ฯ  ผู้ใช้เฟสบุ๊ก ปัญญาพล ...อยู่ในพื้นที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ  6. นายวัชรินทร์ ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก วัชรินทร์ ...อยู่ในพื้นที่ เขตดินแดง กรุงเทพฯ  7. น.ส.สุทัชชา ฯ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก น้ำใส ... อยู่ในพื้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย จากการเข้าตรวจค้น                ทั้งหมดยอมรับว่าโพสต์จริง เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการกระทำผิด และนำส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ เพื่อดำเนินการต่อไป                ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ซึ่งกระทรวงดีอีเอสและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาจริงเอาจังกับการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอม เพราะถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก บางคนอาจจะตั้งใจโพสต์ข่าวปลอม หรือบางคนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำไปโพสต์หรือแชร์ต่อ ถือว่าความผิดนั้นสำเร็จ และก่อให้เกิดผลกระทบที่เสียหาย ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ อาจทำให้ผู้คนตื่นตระหนกหรือเกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ โดยผู้กระทำผิดมีโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ***************

9 พฤษภาคม 2563, อาคารดีป้า ลาดพร้าว – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมหารือภาคเอกชน-รัฐวิสาหกิจหาแนวทางความร่วมมือในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ว่างงานนัดแรก หวังช่วยให้ประชาชนไทยมีงานทำ หลังสิ้นสุดวิกฤต COVID-19 พร้อมรองรับยุคเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล และสภาวะ New Normal นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ว่างงานจากผลกระทบสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ครั้งที่ 1ร่วมกับคณะผู้บริหารจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจ รวม 19 บริษัทวานนี้ ประกอบด้วย บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัดบริษัท เดลล์ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน)บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)(DTAC)บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE)บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT)บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป โดย นายพุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการหารือใน 3 ประเด็นหลักคือ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ว่างงาน พนักงานที่ถูกลดค่าตอบแทน และนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานหรือเริ่มประกอบธุรกิจ อีกทั้งการพัฒนา National Digital Workplace Platform ซึ่งดีป้า จะเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการพัฒนาระบบ พร้อมร่วมมือกับบริษัทด้านดิจิทัลในการจับคู่งาน (Matching) กับผู้ที่ต้องการงาน ทั้งในรูปแบบ Digital Supporter (Non-technical) ไปจนถึง Programmer และ Data Scientist ซึ่งรัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการนำส่งข้อมูลตำแหน่งงานว่างด้านดิจิทัล และนอกเหนือจากดิจิทัล เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทจะมีสิทธิ์ในการเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติและคัดเลือกผู้สมัครด้วยตนเอง ประเด็นถัดมาคือ การช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านต่าง ๆ เพิ่มเติมReskill และ Upskillเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด รองรับการก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล รวมถึงสภาวะ New Normal โดยดีป้าจะดำเนินการช่วยเหลือและประสานงานกับบริษัทด้านดิจิทัลในการพัฒนาหลักสูตร และมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประเด็นสุดท้ายคือข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการและข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ โดยคณะผู้บริหารจะนำผลการประชุมครั้งนี้กลับไปหารือและนำข้อสรุปกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้งหลังจากนี้ ด้าน ดร.ณัฐพลกล่าวว่า ดีป้า คาดหวังว่า การประชุมนัดแรกในวันนี้จะส่งผลให้คน ITคน Non IT รวมถึงผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะเพื่อประกอบอาชีพใหม่มีช่องทางการหางานผ่านแพลตฟอร์มที่รัฐและเอกชนบูรณาการการทำงาน โดยมี ดีป้า เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งในเรื่องของการสร้างสังคมดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนไทยสามารถปรับตัวรับยุค New Normalและสามารถสืบค้นงานที่ตรงตามความเชี่ยวชาญและทักษะที่เปลี่ยนไปได้                                                              **************************************************แหล่งที่มา : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (dapa)





  วิสัยทัศน์ “เป็นเลิศด้านการบริหารจัดการเพื่อผลักดันทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัล”   ค่านิยม “มุ่งสัมฤทธิ์ คิดพัฒนา ประชาร่วมใจ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ใจอาสา นำพาคุณธรรม”   วัฒนธรรมองค์กร “องค์กร SMART คน ACTIVE”   อำนาจหน้าที่           ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ให้สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนายุทธศาสตร์และแปลงนโยบายของกระทรวงเป็นแผนปฏิบัติงาน จัดสรรทรัพยากร และบริหารราชการทั่วไปของกระทรวง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของกระทรวง โดยให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1. ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของกระทรวง 2. พัฒนายุทธศาสตร์การบริหารของกระทรวง และแปลงนโยบายเป็นแนวทางและแผนการปฏิบัติงาน3. จัดสรรและบริหารทรัพยากรของกระทรวง เพื่อให้เกิดการประหยัดคุ้มค่า และสมประโยชน์4. ประสานงาน กำกับ ติดตาม เร่งรัด และประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง 5. ดูแลงานประชาสัมพันธ์ และการต่างประเทศ 6. พัฒนาปรับปรุงกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 7. ประสานเครือข่ายสารสนเทศระดับประเทศ และเป็นศูนย์กลางเครือข่ายสารสนเทศระดับกระทรวง รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้ในการบริหารงานและการบริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง 8. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจให้ทั่วถึงทุกส่วนของสังคม 9. ศึกษา วิเคราะห์ เสนอแผน มาตรการ จัดทำหลักเกณฑ์ กำกับดูแล สนับสนุนและประสานงาน ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และปฏิบัติการป้องกันปราบปราม รวมทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ 10. ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะนโยบายและแผนด้านการสื่อสาร ด้านโทรคมนาคม และด้านไปรษณีย์ รวมทั้งสนับสนุนงานด้านความมั่นคงและการจัดการวิกฤติระดับชาติ  11. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงานปลัดกระทรวงหรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย   พันธกิจ 1. กำหนดนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ของกระทรวง แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และบริหารทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่า รวมทั้งบริหารจัดการองค์กร กำกับ ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวง2. พัฒนาปรับปรุงกฎหมาย กฎ กฎระเบียบ มาตรการ หลักเกณฑ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม3. เสนอแนะนโยบาย กำกับดูแล และปฏิบัติงานด้านการสื่อสาร ด้านโทรคมนาคม ด้านไปรษณีย์ ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนงานด้านความมั่นคงและการจัดการวิกฤติระดับชาติ4. ประสานเครือข่ายสารสนเทศระดับประเทศ เป็นศูนย์กลางเครือข่ายสารสนเทศระดับกระทรวง รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้ในการบริหารงาน และการบริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง5. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วน6. ดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2566 - 2570 ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลรองรับการให้บริการทุกภาคส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 : เสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล   เป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ / เป้าหมายการให้บริการสำนักงานปลัดกระทรวงฯ 1. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลรองรับการให้บริการทุกภาคส่วน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ2. ทุกภาคส่วนมีความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องตามมาตรฐานสากล และใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายเลขโทรศัทพ์ของหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม       งานตรวจราชการ 0 2141 6811 0 2142 3345 กลุ่มตรวจสอบภายใน 0 2142 2482 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 0 2141 6671       ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต 0 2141 6807 กองกลาง 0 2141 66840 2141 6685 กองกฎหมาย 0 2141 6766       กองการต่างประเทศ 0 2141 68840 2141 68860 2141 68870 2141 6889 กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 0 2141 69510 2141 69520 2141 69680 2141 69770 2141 6978 กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 0 2141 65550 2141 65710 2141 6795       ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 0 2141 6918 กองการสื่อสารโทรคมนาคม 0 2142 1340 0 2141 7012 กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง 0 2142 11670 2141 6070      

13 พฤษภาคม 2563, ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล – รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นำทัพเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2563 โดยเป็นการประชุมครั้งแรกประจำปี 2563 ร่วมหารือเดินหน้าขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะประเทศไทย เร่งพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ รวมถึงเตรียมปรับแผนดำเนินงานให้ตรงตามนโยบายการพัฒนาประเทศมุ่งให้เกิดผลสำเร็จ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal) พร้อมสานต่อความร่วมมือเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียนประจำปี 2563 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2563 โดยมี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมทีมงานจากฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดีป้า รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบเกี่ยวกับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ผ่านมา รวมถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานรายพื้นที่ ประกอบด้วย การประกาศเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะทั้ง 27 เขตทั่วประเทศ ความก้าวหน้า Smart City กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่ศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ความก้าวหน้า Smart City จังหวัดชลบุรี ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ความก้าวหน้า Smart City จังหวัดชลบุรี ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และความก้าวหน้า Smart City จังหวัดภูเก็ต จากนั้น ที่ประชุมมีการพิจารณาในเรื่องการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโทรคมนาคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานสานต่อเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน ประจำปี 2563 (ASEAN Smart Cities Network: ASCN2020) พลเอกประวิตร กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วน โดยที่ประชุมเห็นชอบการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ เพื่อให้การขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว “ในส่วนของการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานสานต่อความร่วมมือด้านเมืองอัจฉริยะอาเซียน ASEAN Smart Cities Network ประจำปี 2563 ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ดำรงตำแหน่ง National Representative (NR) รวมถึง ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ผู้อำนวยการ สนข. และ ผู้อำนวยการ สนพ. ดำรงตำแหน่ง Chief Smart City Officer (CSCOs) พร้อมมอบหมายให้เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมประจำปี ASCN ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2563 ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งเป็นวาระสำคัญของประเทศให้เกิดผลสำเร็จ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal)” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าว นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ได้มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งพิจารณาเรื่องการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยหารือร่วมกับ ดีป้า เพื่อทำข้อเสนอให้จูงใจนักลงทุน รวมถึงมีข้อเสนอแนะให้มีการพิจารณาเรื่องการเพิ่มลักษณะเมืองอัจฉริยะอีกหนึ่งด้านคือ ด้านสุขภาพอัจฉริยะ (Smart Health) หรือ นำไปเป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมในด้าน การเป็นอยู่อัจฉริยะ (Smart Living) เนื่องจากเรื่องสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ และนำมาหารือในที่ประชุมครั้งต่อไป                                                                                               *******************************************แหล่งที่มา : ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.