Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



           กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดตัวเลขผลสำรวจดัชนีการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ของคนไทยอยู่ในระดับสูงถึง 78.2% โดย 76.1% รู้ว่าการเเชร์ข่าวเท็จผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ขณะที่ เฟซบุ๊ก ยังเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่และส่งต่อข่าวปลอมเกี่ยวกับโควิด              ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แถลงผลสำรวจในโครงการประเมินพฤติกรรมของประชาชนต่อข่าวปลอมช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 4-14 พฤษภาคม 2563 จัดทำโดยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำรวจเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวปลอมเกี่ยวกับโควิด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ของคนไทย อยู่ในระดับสูง 78.2%               สำหรับผลสำรวจครั้งนี้ ดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่าง 4,100 คน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา และหลากหลายสาขาอาชีพ โดยพบว่า 64.2% สามารถแยกข่าวจริงข่าวปลอมได้ถูกต้อง , 95.2% ไม่ส่งต่อ/แชร์ข้อความที่เป็นข่าวเท็จ และ 76.1% รู้ว่าการเเชร์ข่าวเท็จมีความผิดตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์                ด้านความสามารถในการประเมินข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 พบว่า 35.7% ของประชาชนยังไม่สามารถแยกข่าวจริงและข่าวเท็จ โดย 4.8% ยังมีการแชร์ข้อความที่เป็นเท็จ และ 83.8% ของผู้ที่แชร์ข่าวเท็จแชร์ทางเฟซบุ๊ก                นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชน 57.6% เคยเห็น/ ได้ยิน/ ได้อ่าน ข่าวปลอม โดยแหล่งที่กลุ่มตัวอย่างนี้เข้าถึงข่าวปลอมโควิด19 ได้แก่ เฟซบุ๊ก มากสุด 51.1% ตามมาด้วย สื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่สื่อออนไลน์ 28.8% , ไลน์ 15.6% และทวิตเตอร์/ยูทูบ/อินสตาแกรม 4.5%                 “จากผลการสำรวจครั้งนี้ ทางกระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงสาธารณสุข ต้องเพิ่มการทำงานเชิงรุกในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและแจกแจงข้อมูลเท็จอย่างกว้างขวาง ในประชาชน ผ่านสื่อสังคม โดยเฉพาะข้อความที่เกี่ยวกับการเกิดโรคหรือรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์” นพ.พลวรรธน์กล่าว                 โดยจากนี้ไปจะมีการจัดทำผลสำรวจออนไลน์ในโครงการนี้เป็นรายสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนสิงหาคม 2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนทั่วไป เพื่อประเมิน "การรู้เท่าทันสื่อ" ของประชาชน เกี่ยวกับความสามารถแยกแยะ ตรวจสอบ การปฏิบัติตาม และการส่งต่อ ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ โควิด-19 ทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม   *******************

               ดีอีเอส แถลงผลการทำงานร่วมกับ สตช. ในปฏิบัติการปราบปรามผู้โพสต์ข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน ในสถานการณ์ฉุกเฉินตาม ระหว่างวันที่  10 - 22 พ.ค.63 แจ้งความดำเนินคดี 7 ราย               นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินงานต่อผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเร่งรัดดำเนินคดีการตามมาตรการป้องกันและปราบปราม ในปฏิบัติการปราบปรามผู้โพสต์ข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน โดยได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสนอข่าว ที่ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก. การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ระหว่างวันที่ 10 -22 พ.ค.63 มีผลการปฏิบัติการทั้งสิ้น 7 ราย               พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ ผบก.ข่าวกรองยาเสพติด ในฐานะหัวหน้าชุดประสานความร่วมมือกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ ได้แถลงผลการฏิบัติการฯ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาจำนวน 6 ราย แบ่งเป็นผู้ที่โพสต์ข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 มีการนำหมายค้นเข้าตรวจค้น 4 ราย และเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง 2 ราย การปฏิบัติการครั้งนี้มีการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 ราย รวมมีผลการปฏิบัติครั้งนี้ทั้งสิ้น 7 ราย ผลการตรวจค้นในบางจุดได้มีการตรวจพบว่า มีการลักลอบมียาบ้าไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายอีกด้วย จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป               รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทำให้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้กระทำการโพสต์ เสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือบิดเบือนข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเตือนประชาชนที่จะโพสต์ข้อมูลข่าวสาร อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   **************

           ศบค. ย้ำประชาชนอย่าหลงเชื่อ SMS แจ้งลิงก์ ให้ดาวน์โหลดแอป “ไทยชนะ” เป็นวิธีล่อลวงข้อมูลจากประชาชน วอนอย่างส่งต่อ อย่างแชร์   แจง“ไทยชนะ” เป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่แอปพลิเคชันใดๆ ระบุชัดเจนไม่มีการส่ง SMS จากภาครัฐ  หากสงสัยโทรสายด่วน 1119 ได้ตลอด 24 ชม. เผยยอดผู้ใช้ “ไทยชนะ” กว่า 10 ล้านคน              ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า   ตามที่ได้มีข่าวปรากฎในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในประเด็นเรื่อง ส่ง SMS แจ้งลิงก์ ให้ดาวน์โหลดแอป “ไทยชนะ” ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พบว่าข้อมูลที่ปรากฏดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ              โดยขณะนี้ได้มี SMS ส่งลิงก์ให้ประชาชนเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไทยชนะ  ทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ขอชี้แจ้งว่าทางภาครัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้ส่ง SMS ดังกล่าว และ “ไทยชนะ” เป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่แอปพลิเคชันใดๆ ดังนั้นประชาชนจึงไม่ต้องดาวน์โหลดแอปตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งในวิธีการล่อลวงข้อมูลจากประชาชน ทันทีที่กดเข้าเว็บ จะมีการพยายามดาวน์โหลดแอป Thaichana.apk เข้ามาในเครื่อง หากกดติดตั้งอาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวได้              ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเว็บไซต์ thaichana.pro, thai-chana.asia และ thaichana.asia หรืออื่นๆ เพราะเป็นลิงก์เว็บปลอม เว็บไซต์ของจริงจะใช้ชื่อว่า www.ไทยชนะ.com หรือ www.thaichana.com เท่านั้น โดยหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรสายด่วน 1119 ได้ตลอด 24 ชม.               “ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อ ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ทางภาครัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้ส่ง SMS ดังกล่าว และ “ไทยชนะ” เป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่แอปพลิเคชันใดๆ จึงไม่ต้องดาวน์โหลดแอปตามที่กล่าวอ้าง” ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ กล่าว  และว่า ปัจจุบัน ช่องทางการสื่อสารของไทยชนะ ประกอบด้วย เว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com  ไลน์ทางการ “ไทยชนะ” และโทรสายด่วน  1119 ซึ่งมีไว้สำหรับการติดตามข่าวสารที่ถูกต้อง เที่ยงตรงเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จากรัฐบาล                สำหรับข้อมูลยอดรวมการเช็คอิน และเช็คเอาท์ การใช้แพลตฟอร์ม “ไทยชนะ”  ณ วันที่ 23 พ.ค. 2563 น.  เวลา 06.00 น. ปรากฏว่า จำนวนกิจกรรม/กิจการลงทะเบียน (ร้าน) สะสม 104,292 จำนวนผู้ใช้งานสะสม (คน) 10,362,011 จำนวนการเข้าใช้งาน (ครั้ง) เช็คอินสะสม 22,414,223 ครั้ง เช็คเอาท์ 15,552,013 ครั้ง ทำประเมินร้าน 9,230,176 ครั้ง มียอดสะสมทั้งสิ้นมีการใช้ระบบตั้งแต่เปิดมาทั้งสิ้น 22,567,765 ครั้ง               โดยสรุปภาพรวมการลงทะเบียนไทยชนะ แยกตามจังหวัดยอดสะสมสูงสุด กรุงเทพมหานคร 30,282 ร้าน รองลงมา ชลบุรี 5,602 ร้าน นนทบุรี 5,173 สมุทรปราการ 3,836 และ เชียงใหม่ 3,682 และ 5 ลำดับจังหวัดน้อยสุด อำนาจเจริญ 132 ร้าน ปัตตานี 165 ร้น ระนอง 166 ร้าน บึงกาฬ 166 ร้าน และแม่ฮ่องสอน 168 ร้าน  ซึ่งแยกตามประเภทกิจกรรม ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง 26,399 ร้าน ร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, ภัตตาคาร, ศูนย์อาหาร ยอด 24,073 ร้าน ห้างสรรพสินค้า,ศูนย์การค้า, คอมมูนิตี้มอลล์  14,894ร้าน และ ธนาคาร 7,009 ร้าน               การเช็คอิน เช็คเอาท์ แยกตามประเภทกิจกรรม 1) ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง เช็คอิน 1,767,665 ครั้ง และเช็คเอาท์ 1,197,665 ครั้ง  2) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เช็คอิน ๑,๘๔๗,๔๐๙ ครั้ง และเช็คเอาท์ 1,382,464 ครั้ง 3) ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ภัตตาคาร เช็คอิน 392,779 ครั้ง และเช็คเอาท์ 248,396 ครั้ง 4) การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค เช็คอิน 221,334 ครั้ง และเช็คเอาทุ์ 162,150 ครั้ง  และ 5) ธนาคาร เช็คอิน 86,422 ครั้ง และเช็คเอาท์ 60,008 ครั้ง   **************  

            นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ “Marketing Tech 2020” ครั้งที่ 1/2563 โดยมีนางสาวกัลยา แสวงหาบุญ เลขาธิการสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) , อาจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ              ซึ่งการจัดงานโครงการ “Marketing Tech 2020” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จึงต้องการส่งเสริมและพัฒนาการนำแนวคิดทางด้าน Digital Marketing มาปรับใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในยุคดิจิทัลให้กับประชาชนหรือผู้ที่สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ โดยกำหนดจัดงานนี้ขึ้น ในวันที่ 26–27 สิงหาคม 2563 ณ อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 2-4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   ******************

             ศบค. โชว์ผลงาน “ไทยชนะ” เปิดตัว 1 สัปดาห์ มียอดผู้ใช้งานมากกว่า 11.7 ล้านคน ร้านค้าลงทะเบียนทะลุหลัก 1 แสนร้าน ยอดเช็คอิน/เช็คเอาท์ 47 ล้านครั้ง ขณะที่ ร้านเสริมความงาม/ร้านเสริมสวย ได้รับคะแนนประเมินนำโด่งใน 5 อันดับแรกของกิจกรรมที่ได้รับคะแนนดีที่สุดจากประชาชน              ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า ภาพรวมการเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ในรอบ 1 สัปดาห์หลังการเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 63 ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่  24 พ.ค. 63 พบว่ามีจำนวนกิจกรรม/กิจการลงทะเบียน 106,235 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 11,757,624 คน โดยจำนวนการเข้าใช้งาน จำแนกเป็น เช็คอิน 27,101,565 ครั้ง เช็คเอาท์ 19,204,736 ครั้ง และประเมินร้าน 10,867,125 ครั้ง               โดยมีกิจการที่ได้คะแนนการประเมินดีที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ร้านเสริมความงามร้านเสริมสวย, การถ่ายทำรายการโทรทัศน์,ภาพยนต์และวีดิทัศน์, สถานที่บริการเด็กหรือผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง, ที่ทำการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด ตามลำดับ               “จากข้อมูลการใช้งานดังกล่าว ต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการใช้แฟลตฟอร์มไทยชนะ เนื่องจากจะเป็นประโยชน์กับตัวผู้ใช้งานและสังคมรอบข้าง และยังเป็นสัญญาณชี้ว่าคนไทยมีความพร้อมสำหรับการปรับตัวรับชีวิตปกติวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อร่วมแรงร่วมใจผ่านพ้นสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19” นพ.พลวรรธน์กล่าว                ทั้งนี้ ศบค. ขอเน้นย้ำความมั่นใจในการเข้าใช้งาน “ไทยชนะ” ว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งกับประชาชน และสถานประกอบการ โดยสำหรับประชาชน หรือผู้ใช้บริการ จะได้ประโยชน์ คือ ไม่ต้องไปยืนรอ และสามารถเช็คได้ทั้งหมดว่า ร้านค้าที่เราจะไปนั้น มีคนเข้าใช้บริการเต็มหรือยัง / ข้อมูลในแพลตฟอร์ม "ไทยชนะ" สามารถตรวจสอบได้ว่า หากพบผู้ติดเชื้อในบริเวณใด ก็จะสามารถบอกได้ว่าใครมีความเสี่ยงบ้าง ทางกรมควบคุมโรคก็จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการสืบสวนโรคได้ อีกทั้งสามารถนำข้อมูลไปเป็นหลักฐานเพื่อประกอบการรับการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการฟรี                 ขณะที่ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ คือ ปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะได้รับการรับรองหรือประเมิน และสามารถนำผลประเมินมาปรับปรุงบริการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งการให้ผู้มาใช้บริการสแกนคิวอาร์โค้ด “ไทยชนะ” เป็นแพลตฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูลผู้มาใช้บริการ ในการเข้า-ออก สถานประกอบการต่าง ๆ เพื่อกำหนดจำนวนผู้เข้ารับบริการให้ไม่แออัดและไม่ต้องยืนรอ พร้อม ทั้งเป็นข้อมูลในการติดตามสอบสวนโรค กรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากกิจการร้านค้าต่างๆ                 นพ.พลวรรธน์ กล่าวว่า ความร่วมมือทั้งในการลงทะเบียน, เช็คอิน-เช็คเอาท์ผ่านไทยชนะ เป็นการแสดงออกถึง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ทั้งจากประชาชนและผู้ประกอบการทุกกลุ่ม และขอเน้นย้ำว่าการลงทะเบียนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการควบคุมโรคเท่านั้น สิ่งที่ต้องการเบื้องต้น คือ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อความสะดวกในการติดต่อแจ้งเตือนให้เข้า สู่ระบบการคัดกรองได้อย่างรวดเร็ว                 สำหรับข้อห่วงกังวลแพลตฟอร์มไทยชนะเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ศบค. ยืนยันว่า ไม่มีข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ อยู่ในชุดข้อมูล ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแลชุดข้อมูลที่ถูกส่งไปกรมควบคุมโรค โดยมีเจตนาเพื่อการควบคุมโรค โดยเฉพาะการติดตามตัวผู้สัมผัสกลุ่มเสี่ยงให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง และสามารถควบคุมโรคได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ หากไม่พบการติดเชื้อข้อมูลจะถูกลบไปภายใน 60 วัน                พร้อมกันนี้ ได้เตือนประชาชนว่า ปัจจุบันมีเวบไซต์ปลอมไทยชนะ ขอให้อย่าหลงเชื่อ โดยเว็บไซต์ไทยชนะของจริง มีชื่อยูอาร์แอล ดังนี้  www.ไทยชนะ.com  และ ww.thaichana.com เป็นเว็บไซต์เพื่อใช้ในการควบคุมและป้องกันโรค สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ได้ทันที โดยไม่ต้องโหลดแอปใดๆ ทั้งสิ้น                    ขณะที่ ถ้าเป็นเว็บไซต์ปลอม/หลอกลวง จะให้โหลดผ่านแอปเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ล่าสุด ชื่อเว็บไซต์ปลอม ได้แก่ thaichana.pro,  thai-chana.asia และ thaichana.asia หรือชื่อใกล้เคียง                  “สำหรับกรณีที่มี SMS ส่งลิงก์ให้ประชาชนเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไทยชนะ ทาง ศบค. ขอชี้แจงว่าภาครัฐ ไม่ได้เป็นผู้ส่ง SMS นี้ และเราจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำการดังกล่าว” นพ.พลวรรธน์กล่าว                  ปัจจุบัน ช่องทางการสื่อสารของไทยชนะ ประกอบด้วย เว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com และ www.thaichana.com รวมทั้ง ไลน์ทางการ “ไทยชนะ” และโทรสายด่วน 1119 ซึ่งมีไว้สำหรับการติดตามข่าวสารที่ถูกต้อง เที่ยงตรงเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จากรัฐบาล   **************




           ศบค. ให้ความมั่นใจการบริหารข้อมูลระบบ “ไทยชนะ” เผยรมว.ดีอีเอส เน้นย้ำนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยและมีการเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยของข้อมูลบนแพลตฟอร์มนี้ในทุกด้าน วอนร้านค้า/สถานบริการที่บันทึกข้อมูลการเข้าใช้บริการระบบแมนน่วล ช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการไว้ให้เข้าถึงได้ยาก สกัดกั้นผู้ไม่ประสงค์ดีขโมยข้อมูลเบอร์โทรลูกค้าไปใช้ในทางที่ไม่ดี              ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวอัพเดทสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย วันนี้ (26 พ.ค. 63) โดยเน้นย้ำว่า ตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส ได้กำชับและให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังดูแลด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และการปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล              ทั้งนี้ การบริหารข้อมูลระบบ “ไทยชนะ” เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อติดตามมาตรการผ่อนปรน เป็นตัวช่วยในการปลดล็อคดาวน์ได้เร็วขึ้น ปัจจุบันหลายประเทศมีการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นในรูปแบบนี้เช่นกัน และนำไปใช้ในการควบคุมป้องกันโควิด-19              จากข้อมูลภาพรวมการใช้งานล่าสุดวันที่ 25 พ.ค. 63 รวบรวมเมื่อเวลา 21.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 111,691 ร้านค้า จำนวนผู้ใช้งานทั้งสิ้น 12,845,612 คน โดยมียอดเช็คอินเข้าใช้งาน 31,153,255 ครั้ง เช็คเอาท์ 21,481,593 ครั้ง และมีจำนวนการประเมินร้าน 12,222,685 ครั้ง              “ต้องเรียนให้ทราบว่า www.ไทยชนะ.com เป็นแพลตฟอร์มที่จัดทำขึ้นมาเพื่อคนไทย เป้าหมายหลัก ของ "ไทยชนะ" คือ 1.ประเมินความหนาแน่นของสถานประกอบการ เพื่อให้ร้านค้าสามารถบริหารจัดการและช่วยผู้ใช้ในการตัดสินใจว่าจะไปใช้บริการหรือไม่ และ 2.เพื่อการสอบสวนโรค ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด จากพิกัดสถานที่ที่บุคคลเข้าใช้บริการ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากประชาชนชาวไทย เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยดีและผ่านพ้นวิกฤตโควิดไปด้วยกัน” นพ.พลวรรธน์กล่าว                สำหรับประเด็นข้อกังวลของประชาชนผู้เข้าใช้บริการนั้น ขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดสิทธิใดๆ อย่างแน่นอน ซึ่งการใช้งานระบบนี้ จะช่วยให้ผู้เข้าใช้บริการทราบปริมาณคนที่เข้ามาใช้บริการในจุดนั้นๆ การติดตามและป้องกันโรคก็จะเป็นความลับเฉพาะตัว เป็นต้น การที่บางคนกังวลและกรอกหมายเลขของคนอื่น หรือหมายเลขปลอม กรณีที่พบการแพร่ระบาดจะไม่สามารถติดตามตัวได้เลย               “การบันทึกข้อมูลการเช็คอิน-เช็คเอาท์ ของผู้เข้าใช้บริการ ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะ ข้อมูลที่ถูกเก็บของผู้เข้าใช้บริการจะเป็นข้อมูลแบบมีรหัส ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานและผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ อีกทั้งได้กำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลไว้เพียง 60 วัน และปัจจุบันแพลตฟอร์มไทยชนะ www.ไทยชนะ.com เป็นเพียงระบบเดียวที่ราชการรับรอง ข้อมูลจะส่งต่อให้กรมควบคุมโรค มีวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 เท่านั้น” นพ.พลวรรธน์กล่าว                ส่วนกรณีที่ประชาชนสงสัยว่า ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์อาจรั่วไหลจากการแสกนเข้าใช้งาน แพลตฟอร์มไทยชนะ เนื่องจากประชาชนได้รับข้อความสแปมโฆษณาบ่อยครั้ง หลังแสกน QR code นั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจากบางกรณีซึ่งผู้ใช้บริการไม่มีสมาร์ทโฟนสำหรับทำการเช็คอิน-เช็คเอาท์ หรือกรณีร้านค้า/กิจการ/สถานประกอบการ ไม่มีระบบที่ใช้ เช็คอิน-เช็คเอาท์ และใช้วิธีการขอจดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ ของผู้เข้าใช้บริการเพื่อง่ายต่อการติดต่อกลับเมื่อมีปัญหาต่างๆ หรือพบความเสี่ยงเกี่ยวกับโควิด-19 ทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีถ่ายภาพหน้ากระดาษที่มีการบันทึกข้อมูลติดต่อดังกล่าวไว้ และนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี ดังนั้นจึงอยากกำชับให้แต่ละร้านค้า ช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการไว้ให้เข้าถึงได้ยาก              นพ.พลวรรธน์ กล่าวเสริมว่า อยากฝากไปถึงร้านค้า/กิจการ/สถานประกอบการ ที่ยังไม่มีระบบที่ใช้เช็คอิน-เช็คเอาท์ ต้องขอความร่วมมือให้สมัคร/ลงทะเบียน โดยเร็ว เพื่อผู้ใช้บริการจะมีความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยของร้านค้าที่มีการลงทะเบียนและปฏิบัติตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข              พร้อมกันนี้ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับตามที่มีข่าวปรากฎในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในประเด็นเรื่อง ส่ง SMS แจ้งลิงก์ ให้ดาวน์โหลดแอป “ไทยชนะ” โดยทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อมูลที่ปรากฏดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ ภาครัฐไม่ได้เป็นผู้ส่ง SMS ดังกล่าว และ “ไทยชนะ” เป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่แอปพลิเคชันใดๆ ดังนั้นประชาชนจึงไม่ต้องดาวน์โหลดแอปตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งในวิธีการล่อลวงข้อมูลจากประชาชน ทันทีที่กดเข้าเว็บ จะมีการพยายามดาวน์โหลดแอป Thaichana.apk เข้ามาในเครื่อง หากกดติดตั้งอาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวได้              ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ก็ได้ประกาศแจ้งเตือนว่า พบการแพร่กระจายมัลแวร์ โจมตีผู้ใช้งาน Android ในประเทศไทย โดยช่องทางการโจมตีผู้ไม่หวังดีจะส่ง SMS ที่แอบอ้างว่าเป็นการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ไทยชนะ ใน SMS ดังกล่าวจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์หลอกลวง ซึ่งหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวสร้างเลียนแบบเว็บไซต์จริงของโครงการไทยชนะ โดยจะมีปุ่มที่ให้ดาวน์โหลดไฟล์ .apk มาติดตั้ง ซึ่งไฟล์ดังกล่าวเป็นมัลแวร์ขโมยข้อมูลทางการเงิน จะขอสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลการโทร รับส่ง SMS แอบอัดเสียง และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ภายในเครื่อง                จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบ ชื่อเว็บไซต์ปลอม ได้แก่ thaichana.pro, thai-chana.asia และ thaichana.asia หรือชื่อใกล้เคียง ซึ่ง ศคบ. จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำการดังกล่าว ขณะที่ ไทยเซิร์ตได้ประสานเพื่อระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้ควรระมัดระวังก่อนคลิกลิงก์ที่ส่งมาใน SMS รวมถึงไม่ควรดาวน์โหลดและติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา               ปัจจุบัน ช่องทางการสื่อสารของไทยชนะ ประกอบด้วย เว็บไซต์ www.ไทยชนะ .com และ www.thaichana.com รวมทั้ง ไลน์ทางการ “ไทยชนะ” และโทรสายด่วน 1119 ซึ่งมีไว้สำหรับการติดตามข่าวสารที่ถูกต้อง เที่ยงตรงเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จากรัฐบาล   **************




รายงานผลการดำเนินงานโครงการที่สำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม - รายงานผลดำเนินตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ไตรมาส ๑ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘  - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ สิ้นไตรมาส ๒-๓ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๘) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ สิ้นไตรมาส ๒ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ สิ้นไตรมาส ๑ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ณ ไตรมาส ๑ - ๓ (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๗) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ไปพลางก่อน รอบ ๖ เดือน (ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖ ณ สิ้น ไตรมาส ๑ - ๒ (รอบ ๖ เดือน ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕ รอบ ๖ เดือน (๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ รอบ ๖ เดือน (๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔) - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ สิ้นไตรมาสที่ ๓ - ๔ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ - ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓) - รายงานผลการดำเนินงานของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ - รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ สิ้นไตรมาสที่ ๑ - ๒ (๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓)  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.