|
คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี |
Policy Statement of the Council of Ministers |
![]() |
![]() |
| ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม | ||
|---|---|---|
![]() นายพลวรรธน์ วิทูรกลชิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง |
ตำแหน่งว่าง |
ตำแหน่งว่าง |
| รายงานการตรวจราชการแบบบูรณาการฯ |
|---|
| - รายงานผลการตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ |
| กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง |
|---|
| - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ |







ในการร้องเรียนการทุจริตควรมีรายละเอียดให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น
1. ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อของผู้ร้องเรียน
2. ชื่อหรือตำแหน่งของผู้ถูกร้องเรียน
3. ข้อกล่าวหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริต
4. บรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาการทุจริตอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงวันเวลาที่กระทำความผิด รายละเอียดการกระทำความผิด พร้อมระบุพยานหลักฐานหรืออ้างพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันหรือสนับสนุนการกล่าวหาร้องเรียนว่ามีอะไรบ้าง มีพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ เป็นผู้ใด อย่างไร ในเรื่องนี้ได้กล่าวหาร้องเรียนไปหน่วยงานใดหรือไม่ และเป็นผลประการใด
5. ควรป้อนข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ - สกุล หมายเลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ โทรศัพท์ และอีเมล (e-mail) ของผู้ร้องเรียนที่สามารถติดต่อได้ให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อกลับเพื่อยืนยันการกล่าวหาร้องเรียน หรือขอทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้ชัดเจน สามารถดำเนินการต่อไปได้ หรือเพื่อรายงานผลให้ท่านทราบ ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับอย่างที่สุด กรณีที่ไม่เปิดเผยชื่อ - สกุลจริงถือว่าเป็น "บัตรสนเท่ห์" ซึ่งหากไม่ระบุพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ อาจไม่รับหรือไม่ยกเรื่องร้องเรียนดังกล่าวขึ้นพิจารณาได้
6. กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อกลับ และขอทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือเพื่อรายงานผลให้ท่านทราบ
7. ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างที่สุด : สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะไม่เปิดเผยชื่อตัวหรือข้อมูลใดๆ ที่จะทำให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำ เว้นแต่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายร้องขอ หรือผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูลจะให้ความยินยอมด้วยความสมัครใจ
8. การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและคุ้มครองข้อมูล : สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูลด้วยความเป็นธรรม ให้ได้รับความปลอดภัย ไม่ให้ถูกคุกคาม ข่มขู่ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน ลักษณะงาน สถานที่ทำงาน พักงาน ไล่ออก หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ
ความเป็นมา |
|---|
| จากปัญหาการทุจริตที่ผ่านมา มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งที่ ๖๙/๒๕๕๗ เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐกำหนดมาตรการหรือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในหน่วยงาน โดยมุ่งการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการตรวจสอบ เฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นมิให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ รัฐบาลได้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการทุจริต ซึ่งได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลได้เสริมสร้างกลไกขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต ขึ้นมา ๓ ระดับ คือ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เป็นกลไกระดับนโยบาย มีนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน กรรมการจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาพรวมระดับประเทศ และกลไกระดับปฏิบัติการ โดยการออกมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ซึ่งประจำอยู่ทุกส่วนราชการระดับกระทรวง หรือเทียบเท่า ปัจจุบันมีจำนวน ๓๕ ศูนย์ ให้เป็นกลไกประสานงาน กำกับ ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ข้อสั่งการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต กับหน่วยงานภายใต้กำกับทั้งหมด ซึ่งได้แก่หน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เป็นกลไกขับเคลื่อนประสาน กำกับ ติดตามผลการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ในฐานะที่สำนักงาน ป.ป.ท. เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 7 มีนาคม 2567 ให้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในกระทรวง รับผิดชอบงานขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1. เสนอแนะต่อปลัดกระทรวงเกี่ยวกับการป้องกันและปรามปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการในสังกัด ประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดและปิดโอกาสการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของส่วนราชการดังกล่าวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติและนโยบายของรัฐบาลเสนอต่อปลัดกระทรวง 2. เร่งรัดและกำกับการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของส่วนราชการในสังกัด 3. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมและประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน รับข้อร้องเรียนเรื่องกากรทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฝ่าฝืนจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ส่วนราชการในสังกัด และส่งต่อไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานงาน เร่งรัด และติดตามจนได้ข้อยุติ 4. ติดตาม ประเมินผลสัมฤทธิ์และจัดทำรายงานการต่อต้านกาทุจริตและประพฤติมิชอบ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของส่วนราชการในสังกัด เสนอต่อปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5. ประสานความร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อมูลการจัดทำและดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมและประมวลจริยธรรม ตลอดจนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานดังกล่าว เพื่อเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อปลัดกระทรวงในการจัดทำรายงานต่อรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนดังกล่าวต่อไป 6. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย |
| วิสัยทัศน์ | "กระทรวงดิจิทัลฯ ใสสะอาด ปราศจากทุจริต" |
|---|
| พันธกิจ | "การป้องกันและปราบปรามการทุจิต การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัต์สุจริต" |
|---|
| เป้าประสงค์ | 1. เพื่อสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต |
|---|---|
| 2. สร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริต | |
| 3. เสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต | |
| 4. เพื่อยกระดับจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลากรในองค์กร |
| ยุทธศาสตร์ | ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต |
|---|---|
| ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก | |
| ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต |
| อำนาจหน้าที่ | กลุ่มงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ |
|---|---|
| 1. ศึกษา วิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลสภาพปัญหา เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการแนวทางการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการเสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการ | |
| 2. จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ นโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ตลอดจนบูรณาการแผนปฏิบัติราชการ ๔ ปี และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของส่วนราชการ และส่วนราชการในสังกัด | |
| 3. ให้คำปรึกษาแนะนำ ประสานงาน เร่งรัด กำกับและติดตามให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจตามแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ | |
| 4. รับข้อรองเรียนเรื่องทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ ส่วนราชการในสังกัด และส่งต่อไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประสานงาน ติดตาม อย่างต่อเนื่องจนได้ข้อยุติ | |
| 5. เป็นกลไกการปฏิบัติหรือประสานการปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ ศอตช. สั่งการหรือร้องขอ | |
| 6. เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในส่วนราชการ | |
| 7. ส่งเสริมให้ทุกภาพส่วนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในส่วนราชการ | |
| 8. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการและส่วนราชการในสังกัดและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาพรวมของส่วนราชการส่งสำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | |
| กลุ่มงานจริยธรรม | |
| 1. งานคุ้มครองจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน | |
| 2. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการระดับกระทรวง หรือระดับกรม | |
| 3. ประสานการดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี แผนงาน/โครงการ ตลอดจนบูรณาการแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการคุ้มครองจริยธรรม การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของส่วนราชการและส่วนราชการในสังกัด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | |
| 4. รวบรวมปัญหาการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของส่วนราชการในสังกัด ตลอดจน เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงประมวลจริยธรรมต่อสำนักงาน ก.พ. | |
| 5. ติดตาม ประเมินผลการดำเนินการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การดำเนินการตามประมวลจริยธรรมของส่วนราชการและส่วนราชการในสังกัดเสนอหัวหน้าส่วนราชการ และส่งผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาพรวมของส่วนราชการ |

| รายการพระราชกฤษฎีกา |
|---|
| - พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 |
ASEAN Digital Hub
กิจกรรมการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub)
ดศ. ได้มอบหมายให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเพิ่มศักยภาพไทยให้เป็นศูนย์กลางการติดต่อสารสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนตอนบน (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของอินเทอร์เน็ตทราฟฟิคสูง และยังตอบสนองความต้องการใช้งานดิจิทัลคอนเทนต์จำนวนมากในประเทศ ซึ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยการสร้างโอกาสอันดีที่ไทยจะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบกิจการคอนเทนต์ (Content Provider) รายใหญ่ให้มาตั้งฐานข้อมูลในไทยใช้งานผ่านโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่ได้ขยายความจุไว้พร้อมรองรับอันจะทำให้ไทยสามารถพัฒนาศักยภาพก้าวสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ตอนบนได้อย่างมั่นคงซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมสำคัญ คือ
กิจกรรมย่อยที่ ๑ เสริมความแข็งแกร่งในประเทศและเขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้านโดยการเพิ่มความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปยังชายแดนเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา และจัดหาอุปกรณ์เพิ่มความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปยังสถานีเคเบิลใต้น้ำจังหวัดชลบุรี เพชรบุรี สงขลา สตูล และกับศูนย์โทรคมนาคมของ บมจ. กสท โทรคมนาคม ขนาดความจุรวม 2,300 Gbps
สถานะปัจจุบัน
การจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ตามสถานีต่าง ๆ ทั่วประเทศรวม ๑๕๑ สถานี (ตามแผนเดิม) เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งมอบอุปกรณ์ให้กับกระทรวงฯ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ และกระทรวงฯ อนุมัติรับงานไว้ใช้ในราชการแล้ว
ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคจากผลกระทบโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ ทำให้อุปกรณ์ที่ติดตั้งที่สถานีเพชรบุรี และสถานีศรีราชา (ระบบ PS) ไม่สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ จึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพโครงข่ายเพื่อทดแทน โดย ครม. มีมติเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๓ เห็นชอบให้ดำเนินการปรับปรุงแผนงานและงบประมาณการดำเนินโครงการฯ ปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งและตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้งานให้ได้ตามวัตถุประสงค์ (Final Acceptance Test) แล้วเสร็จ และได้จัดทำผลการทดสอบที่เกี่ยวข้องมาให้แก่ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว โดยคณะกรรมการตรวจรับฯ ของ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้รับไว้ใช้งานแล้ว เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๔ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับไว้ใช้งานอย่างเป็นทางการของ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ก่อนส่งมอบให้แก่ สป.ดศ. ต่อไป
ในส่วนทรัพย์สินภายใต้กิจกรรมย่อยที่ ๑ ได้ให้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ยืมพัสดุอุปกรณ์เพื่อนำไปให้บริการโดยต้องลดอัตราค่าบริการวงจรเชื่อมโยงระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้การให้บริการไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐
ของอัตราค่าบริการภายในเวลา ๑ ปี ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดค่าบริการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่างประเทศให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้าน อันจะส่งผลให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับประชาชนถูกลง รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชนมาใช้บริการและทำให้ค่าบริการของเอกชนภายในประเทศลดลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวม
กิจกรรมย่อยที่ ๒ ขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมโดยร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีสมาชิกของระบบ ขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของระบบที่มีอยู่ รวม 1,770 Gbpsเพื่อลดค่าบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่างประเทศให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับประชาชนถูกลง
สถานะปัจจุบัน
ขณะนี้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ได้นำสิทธิการใช้งานความจุที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ เปิดใช้งานแล้ว จำนวน ๑,๑๙๐ Gbps (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔) โดยภายหลังจากได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิการใช้งานความจุฯ แล้ว บมจ. โทคมนาคมแห่งชาติ ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขข้อกำหนดการอนุญาตให้ใช้สิทธิการใช้งานความจุฯ ที่กำหนดให้ลดอัตราค่าบริการจากปกติไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของอัตราค่าบริการภายในระยะเวลา ๒ ปี โดยการดำเนินการในขณะนี้สามารถปรับลดราคาค่าบริการการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ (IIG) ปรับลดได้ ๔๕ % - ๕o % และวงจรเช่าส่วนบุคคลระหว่างประเทศ (IPLC) ปรับลดได้ ๓๐ % ซึ่งสามารถปรับลดอัตราค่าบริการได้มากกว่าร้อยละ ๒๐ ของอัตราค่าบริการ ตามเงื่อนไขข้อกำหนดฯ ทั้งนี้ จากการปรับลดอัตราค่าบริการ ทำให้มี IIG Traffic มีการใช้งานเป็น ๙๙๘ Gbps และ Bandwidth (IPLC) มีการใช้งานเป็น ๓,๑๒๓ Gbps รวม ๔,๑๒๑ Gbps คิดเป็น ๖๗.๑๑ % ของความจุสูงสุด โดยสิทธิการใช้งานความจุเท่ากับเดือนเมษายน ในขณะที่ปริมาณการใช้งาน IIG Traffic เพิ่มขึ้น ๑๐ Gbps และ Bandwidth (IPLC) เพิ่มขึ้น ๒๓ Gbps
ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ให้บริการผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบเปิด (Over-The-Top : OTT) รายใหญ่ เข้ามาตั้ง Server ในประเทศไทย เพื่อเป็น Hub ในการให้บริการแล้ว โดยใช้งานบนระบบเคเบิลใต้น้ำที่ได้ขยายความจุจากกิจกรรมย่อยที่ ๒ ด้วยความพร้อมในการขยายความจุดังกล่าว ส่งผลให้บริการ IIG สามารถรองรับ Traffic จากผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศเมียนมาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเหตุความไม่สงบภายในประเทศได้ นอกจากนี้ บริการ IPLC สามารถส่งมอบวงจรที่ล่าช้าจากเหตุระบบเคเบิลใต้น้ำขัดข้องให้กับลูกค้าได้ตามกำหนดเช่นกัน ส่งผลให้เดือนเมษายน ๒๕๖๔ นั้น ทั้ง 2 บริการ มีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมย่อยที่ ๒
กิจกรรมย่อยที่ ๓ การสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเส้นใหม่ (ASIA Direct Cable (ADC)) เป็นการร่วมก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบใหม่เชื่อมต่อประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ร่วมกับภาคีสมาชิก 6 ประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเวียดนาม
สถานะปัจจุบัน
ขณะนี้ผู้รับจ้างก่อสร้างระบบ และภาคีสมาชิกดำเนินกิจกรรมการทำ Project Management Plan and Quality Assurance Review และ Marine Route Survey ทางด้านเหนือของระบบฯ และน่านน้ำฮ่องกง Desktop Study Review และ Product Design Review แล้วเสร็จ รวมถึงการผลิตสายเคเบิลและ Repeater แล้วเสร็จบางส่วน และอยู่ระหว่างการทำ Marine Route Survey ทางด้านใต้ของระบบฯ คาดว่าจะส่งมอบสิทธิการใช้งานได้ภายในปี ๒๕๖๕ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีเส้นทางที่หลากหลายเชื่อมตรง (Direct Route) โดยการลงทุนสามารถรองรับการใช้งาน จำนวน 9 Tbps ในเส้นทาง 1) ประเทศไทยไปฮ่องกง 2) ประเทศไทยไปสิงคโปร์ 3) ฮ่องกงไปประเทศญี่ปุ่น

111.png)



.png)












111.png)



.png)












ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC1441) ให้บริการสายด่วนหมายเลขโทรศัพท์ 1441 ช่องทางเดียว โดยไม่มีช่องทางการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางอื่น ๆ
การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์
ความเชื่อมโยงในระดับยุทธศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์
จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นประเด็นปัญหาระดับโลกรัฐบาล ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ โดยกำหนดนโยบายมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ดังคำกล่าวว่า
“รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์”
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง และ แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อรองรับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมั่นคง การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ในการเฝ้าระวังและจัดการกับภัยคุกคาม และการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ และความสามารถในการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมออนไลน์
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัย พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์
เป้าหมาย
มีศูนย์บริการแบบครบวงจรที่บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการไหลของเงินในบัญชีของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ
การดำเนินการของศูนย์ฯ
เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึงปัจจุบัน
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) โดยให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและดำเนินการระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ และบริการที่ครบวงจร ศูนย์ AOC 1441 มุ่งมั่นในการป้องกัน และระงับยับยั้งอาชญากรรมออนไลน์เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจของประชาชนในโลกดิจิทัล
ที่ผ่านมาสถิติการดำเนินงานของศูนย์ AOC เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จในการให้บริการ และผลกระทบเชิงบวกในการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยข้อมูลที่ศูนย์ AOC ได้รับร้องเรียนจากประชาชนไม่เพียงแต่แสดงถึงจำนวนการดำเนินการ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและรูปแบบ ของอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการวางมาตรการการป้องกันและรับมือในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลสถิติการให้บริการของศูนย์ AOC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 

20 กุมภาพันธ์ 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร
13 มีนาคม 2567
ถ่ายทำรายการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Thai PBS
2 กรกฎาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กระทรวงกลาโหม
6 สิงหาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ธนาคารกลางฟิลิปิน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
27 สิงหาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้กองงานดิจิทัลจังหวัดทั่วประเทศ
9 กันยายน 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้หน่วยงานทางการเงินของ สปป.ลาว พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
25 กันยายน 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
17 ตุลาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้สถานทูตญี่ปุ่น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
12 ธันวาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้นักศึกษาผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
12 ธันวาคม 2567
บรรยายสรุปการดำเนินการให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1441 กับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการประชาชน สายด่วน GCC1111 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้บริการประชาชน
9 มกราคม 2568
บรรยายสรุปดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้ผู้แทนสำนักงานตำรวจประเทศมองโกเลีย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
15 มกราคม 2568
ต้อนรับ Mr. PHUANGPASERT KEOSOUVANH ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าเยี่ยมชมศูนย์ AOC และรับฟังคำบรรยายเรื่อง “การทำงานในการบูรณาการความร่วมมือของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC)”
5.2 ไม่วางสายเมื่อรอนานแล้วโทรเข้ามาใหม่ เพราะคิดว่าจะทำให้การรับสายเร็วขึ้น หากท่านโทรเข้ามาใหม่ท่านจะต้องรอรับบริการต่อท้ายสายอื่น ๆ ที่อยู่ในรายการรอสาย
5.3 อย่าลืมไปพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน เพราะคดีหลอกลวงออนไลน์เป็นคดีอาญา แม้จะทำการ KYC เพื่อระงับบัญชีและแจ้งความออนไลน์แล้ว แต่กฎหมายระบุให้ผู้เสียหายต้อง ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอาญาต่อไป
The Anti Online Scam Operation Center (AOC1441) provides its services exclusively through the hotline number 1441. It does not offer any communication or contact services via social media platforms or other channels
Combating Online Scam
In response to the increasing prevalence of online crime and its widespread impact, which has become a global concern, the Thai government, under the leadership of Prime Minister Ms. Paetongtarn Shinawatra, has demonstrated a clear commitment to addressing this issue. The government has implemented policies aimed at aggressively combating online crime, as reflected in her statement:
“The government will urgently address crime, including online scams and transnational crimes, to protect the interests of the people. This will be achieved by enhancing the capacity and efficiency in preventing and suppressing call center scams and swiftly responding to online crimes. Additionally, we will provide prompt assistance to victims of scams, strengthen cooperation with neighboring countries, and establish mechanisms for shared responsibility involving telecommunications operators and commercial banks.”
This policy aligns with the goals of the 20-Year National Strategy on Security and the Digital Economy and Society Plan, which emphasize building trust and security in the use of digital technology. Key priorities include:
These efforts aim to create a secure digital environment where citizens can use technology confidently and safely, enabling them to address new challenges in the digital era effectively and efficiently.
Objectives
Goal
To establish a one-stop service center that integrates operations with relevant agencies, focusing on providing prompt services to the public. The center aims to swiftly intercept the flow of funds in criminal accounts and serve as a central hub for data analysis and the formulation of effective measures to address online crime.
Operations of the Center
Operational since November 1, 2024.
The Anti Online Scam Operation Center (AOC 1441), operating under the Ministry of Digital Economy and Society, was established as a One-Stop Service Center to assist the public efficiently and promptly suspend suspicious accounts.
Collaborative Operations
The center integrates efforts from multiple agencies, including:
Services Provided via Hotline 1441
The center offers three main services:
Service Process

With the collaboration of multiple agencies and comprehensive services, the AOC 1441 Center is committed to preventing and addressing online crime efficiently to ensure public safety and confidence in the digital realm.
The operational statistics of AOC reflect its success in service delivery and its positive impact on assisting the public. Complaints received by AOC not only represent the number of cases handled but also provide insights into trends and patterns of emerging online crimes. This information serves as a valuable resource for designing effective preventive and responsive measures for the future.
Service Statistics of AOC
Operational data since November 1, 2024 to June 13, 2025

On February 20, 2024
a briefing on measures to address online crime was presented to the House of Representatives' Committee on Anti-Money Laundering and Narcotics Control.
On March 13, 2024
the program was filmed at Thai PBS television station to raise awareness of online scams.
On July 2, 2024
A briefing on the progress and measures to address online crime was presented to officials from the Ministry of Defense.
On August 6, 2024
a briefing on measures to address online crime was presented to the central bank of the Republic of the Philippines. The session included an exchange of views on the prevention and suppression of online crime.
On August 27, 2024
a briefing on measures to address online crime was conducted for provincial digital offices nationwide.
On September 9, 2024
a briefing on measures to address online crime was conducted for financial institutions of the Lao PDR, along with an exchange of views on preventing and suppressing online crime.
On September 25, 2024
a briefing on measures to address online crime was conducted for financial institutions of the UNODC, along with an exchange of views on preventing and suppressing online crime.
On October 17, 2024
a briefing on measures to address online crime was conducted for the Japanese Embassy, along with an exchange of views on preventing and suppressing online crime.
On December 12, 2024
a briefing on measures to address online crime was conducted for students enrolled in the Assistant Prosecutor Training Program at the Institute of Prosecutor Personnel Development, along with an exchange of views on preventing and suppressing online crime.
On December 12, 2024
a briefing on public service operations through the 1441 hotline was conducted with staff from the Government Contact Center (GCC) 1111, aiming to exchange experiences in serving the public.
On January 9, 2025
a briefing on measures to address online crime was conducted for representatives from the Mongolian Police Agency, along with an exchange of views on preventing and suppressing online crime.
On January 15, 2025
We welcomed Mr. Phuangpasert Keosouvahn, Permanent Secretary of the Ministry of Technology and Communications of the Lao People's Democratic Republic, along with his delegation, to visit the Anti Online Scam Operation Center (AOC). During their visit, they received a presentation on "The Integration of Collaborative Efforts by the Anti Online Scam Operation Center (AOC)."
5.2 Do Not Hang Up and Call Again If you experience long wait times, avoid hanging up and redialing, as this will place you at the end of the call queue, delaying your service further.
5.3 Meet the Investigator Within 7 Days Online scams are criminal offenses under the law. Even after completing the KYC process and filing an online report, victims are required by law to meet with an investigator at the designated police station within 7 days to proceed with the legal process.

สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการบริหารจัดการระดับนานาชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการเผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ซึ่งเป็นการประเมินขีดความสามารถการพัฒนาด้านดิจิทัลของแต่ละประเทศที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้แข็งแกร่งขึ้น
นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับ WDCR ยังช่วยให้รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถระบุจุดอ่อนของตนเองและกำหนดนโยบายที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางดิจิทัล ประเทศที่มีอันดับสูงมักมีระบบการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีความคล่องตัวทางธุรกิจและการบริหารจัดการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วรายงานฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของแต่ละประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (World Digital Competitiveness Rankings: WDCR) ประจำปี 2567 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ อยู่ที่ 37 จาก 67 ประเทศ (เดิมอันดับที่ 35 จาก 64 ประเทศ ในปี 2566 ลดลงจากเดิม 2 อันดับ) โดยในปีนี้มีจำนวนประเทศเพิ่มขึ้น 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศ Ghana, Nigeria และ Puerto Rico และมีตัวชี้วัด WDCR จำนวน 59 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเพิ่มใหม่ 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ ดัชนีการศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์, จำนวนบทความปัญญาประดิษฐ์, การตรานโยบายปัญญาประดิษฐ์เป็นกฎหมาย, เซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย และความยืดหยุ่นและการปรับตัว โดยประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ และมาเลเซีย และยังคงอยู่ในอันดับ 10 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยมีอันดับปัจจัยหลักดีขึ้น 2 ด้าน คือ ด้านองค์ความรู้ (Knowledge) และด้านความพร้อม ในอนาคต (Future Readiness) โดยมีอันดับดีขึ้นด้านละ 1 อันดับ ในขณะที่ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี (Technology) มีอันดับลดลง 8 ลำดับ จึงทำให้ภาพรวมการจัดอันดับของประเทศไทยลดลง



จากผลการจัดอันดับ WDCR ประจำปี 2567 พบว่าตัวชี้วัดที่มีอันดับมากกว่าอันดับที่ 30 มีจำนวน 30 ตัวชี้วัด สามารถแบ่งออกเป็นแต่ละปัจจัย ดังนี้ (1) ปัจจัยหลักด้านความรู้ จำนวน 13 ตัวชี้วัด (2) ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยี จำนวน 8 ตัวชี้วัด และ (3) ปัจจัยหลักด้านความพร้อมในอนาคต จำนวน 9 ตัวชี้วัด โดยในคราวการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2568 ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนตัวชี้วัด ตามกลุ่มการขับเคลื่อนฯ จำนวน 4 กลุ่ม ดังนี้
จำนวน 9 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) 1.1.1 ผลการทดสอบ PISA – ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ (2) 1.2.7 ดัชนีการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (3) 1.3.8 จำนวนบทความด้านปัญญาประดิษฐ์ (4) 2.1.7 นโยบาย AI ที่ผ่านการบังคับใช้เป็นกฎหมาย (5) 2.3.7 เซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย (6) 3.1.2 การค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ต (7) 3.3.4 การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (8) 3.3.5 ความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐ และ (9) 3.3.6 การใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ สกมช. สคส. สศด. สพธอ. สป.ดศ. และ สดช.
รมว.ประเสริฐ ชูดิจิทัล เปลี่ยนประเทศ 7 flagships ยกเครื่อง ครั้งใหญ่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงดีอี มี Flagships ในการดำเนินงาน 7 ด้านหลัก
รองนายกฯ ประเสริฐ เปิดงาน “DE Open House” โชว์ผลงาน 1 ปี สานต่อนโยบาย
รองนายกฯ ประเสริฐ เปิดงาน “DE Open House” โชว์ผลงาน 1 ปี สานต่อนโยบาย สร้างเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัลอย่างเท่าเทียม-ยั่งยืน
ดีอี หารือ AIS ร่วมเชื่อมต่อข้อมูลศูนย์ AOC1441 แก้อาชญากรรมออนไลน์
ผู้อำนวยการศูนย์ AOC 1441 ประชุมหารือการดำเนินงานด้านการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์
มว.ดีอี เผยสถิติ ข้อมูลรั่วไหล ลดเหลือเพียง 1.62 % รุกสกัดแล้วกว่า 6,000 เรื่อง
รมว.ดีอี เผยสถิติ ข้อมูลรั่วไหล ลดเหลือเพียง 1.62 % รุกสกัดแล้วกว่า 6,000 เรื่อง สั่งการ PDPC เร่งปราบต่อเนื่อง
จำนวน 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) 1.3.5 การจ้างงานในกิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค (2) 2.3.4 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (3) 3.1.1 การมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (4) 3.1.3 การมีคอมพิวเตอร์พกพาขนาดกลาง (แท็บเล็ต) (5) 3.2.6 สัดส่วนระดับความเป็นผู้ประกอบการที่กลัวการล้มเหลว และ (6) 3.3.1 ความเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ สป.ดศ.
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ
ดีอี ตั้งเป้าหนุนพัฒนาระบบราชการ ดันรัฐบาลดิจิทัลไทย ขึ้นอันดับ 40 โลก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบ ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ (พ.ศ. 2567-2570)
ดีอี - มมร. ร่วมขับเคลื่อนการเผยแพร่พระพุทธศาสนา พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ยกระดับการเข้าถึงประชาชน
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
ปลัดดีอี ร่วมเปิดตัว มาตรการ “ส่งดี Dee-Delivery” แกะก่อนจ่าย ได้ของตรงปก เริ่ม 3 ต.ค. นี้
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแถลงข่าว เปิดตัวมาตรการส่งดี (Dee–elivery) การให้บริการขนส่งสินค้า โดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามประกาศ
จำนวน 9 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) 1.1.6 จำนวนนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาในประเทศและออกไปศึกษาในต่างประเทศในระดับอุดมศึกษาสุทธิ (2) 1.2.2 งบประมาณรวมด้านการศึกษา (3) 1.2.3 ประชากรที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา (4) 1.2.4 อัตราส่วนจำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ 1 ท่าน (การศึกษาระดับอุดมศึกษา) (5) 1.2.6 จำนวนเพศหญิงที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา (6) 1.3.1 ร้อยละค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ (7) 1.3.2 สัดส่วนบุคลากรทางการวิจัยและพัฒนาที่ทำงานเทียบเท่าเต็มเวลา (8) 1.3.6 สิทธิบัตรของคนไทยที่ผ่านการจดทะเบียน และ (9) 2.2.4 การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ สดช.
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการสำมะโนประชากร
รองนายกฯ ประเสริฐ ร่วมคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่” กทม.
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีเปิดโครงการ “30 บาท รักษาทุกที่เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า กรุงเทพมหานคร”
ดีอี ปั้น “โคราชโมเดล” ยกระดับสู่ “มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต” รับ Digital Economy Hub
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต”
ดีอี ผนึกกำลัง อว.- ศธ.- UNESCO ร่วมเป็นเจ้าภาพ งาน “UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025”
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถา
จำนวน 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) 1.1.5 ทักษะแรงงานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีพร้อมใช้งาน (2) 2.1.3 กฎหมายคนเข้าเมืองที่เอื้อให้บริษัทสามารถจ้างแรงงานต่างชาติ (3) 2.1.4 กฎหมายกฎระเบียบที่สนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (4) 2.1.5 กฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ฯ (5) 2.1.6 กฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการทรัพย์สินทางปัญญา และ (6) 3.3.3 ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ สพธอ.
ดีอี หนุนหน่วยงานรัฐ-อปท. ใน EEC ใช้ระบบ “e-Office” เสริมศักยภาพด้านดิจิทัล มุ่งสู่ “Smart Region”
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนา
รมว.ประเสริฐ เปิดโครงการให้ความรู้และส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการให้ความรู้และส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วน
ดีอี คิกออฟ มาตรการ “Mobile Banking” เร่งสกัด “บัญชีม้า” ตัดตอน “โจรออนไลน์” เริ่ม 1 ก.พ.68
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบ
ดีอี MOU สธ. ยกระดับการทำงานบุคลากรกว่า 4 แสนคน ด้วยระบบ e-Office ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
(MOU) การใช้งานระบบ e-Office ภายใต้