Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ นาย Leong Seng Tuck กรรมการผู้จัดการ บริษัท Nectar Consortium เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่าน Video Conference โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(สศด.) ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำหรับบริษัท Nectar Consortium เป็นผู้เชี่ยวชาญโซลูชั่นระบบอัตโนมัติ พร้อมนำเสนอการทำงานร่วมกับประเทศไทย โดยนำประสบการณ์ระดับสากล และเทคโนโลยีที่มีอยู่ เข้ามาสนับสนุนภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของประเทศไทย ให้เปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบของระบบดิจิทัล รองรับเทรนด์เศรษฐกิจวิถีใหม่ หนุนประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารของอาเซียนและทั่วโลก                                                                                       *****************************************************************


               กระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมคลอดประกาศมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น วางแนวทางภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนเตรียมพร้อมก่อน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีผลบังคับใช้ทั้งฉบับในปี 2564                  นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ทำหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวบนเวทีเสวนาหัวข้อ เลื่อน "คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" ต้องเตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้ผิดกฎหมาย จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่าตาม พ.ร.ฎ.ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบางหมวด เป็นเวลา 1 ปี ซึ่ง ครม.เห็นชอบในหลักการไปแล้ว ได้ระบุไว้ให้กระทรวงดิจิทัลฯ ออกประกาศมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น โดยมุ่งเน้นหัวข้อหลักๆ ได้แก่ 1.ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องมีการจัดเก็บแยกออกจากข้อมูลทั่วไป 2. มีมาตรการการจัดเก็บ ใช้ การเปิดเผยอย่างปลอดภัย และ 3.มีการกำหนดสิทธิการเข้าถึง และสิทธิในการนำไปใช้หรือเปิดเผย                   ดังนั้น แม้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะเลื่อนการบังคับใช้บางหมวดไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 แต่ก็จะมีประกาศฯ ข้างต้นที่จะออกมาในอีกไม่นานนี้ “ยิ่งปัจจุบันกิจกรรม กิจการร้านค้าต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่อนปรนตามระยะ 3 ซึ่งมีการประกาศภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้กิจกรรม/กิจการเก็บข้อมูลคนเข้า-ออก ทั้งผ่านแพลตฟอร์ม/แอปไทยชนะ และการเขียนชื่อ-เบอร์มือถือ ดังนั้นร้านค้า/สถานประกอบการที่ทำตรงนี้ ต้องมีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลกระดาษก็ต้องมีตู้จัดเก็บเอกสารบันทึกข้อมูล มีการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเอกสารนั้น และเมื่อครบเดือนต้องจัดเก็บทำเป็นรายงานไว้ด้วย แม้จะมี พ.ร.ฎ.ยกเว้นการบังคับใช้ไปอีก 1 ปีก็ตาม” นายภุชพงค์กล่าว                      รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายใหม่ มุ่งรักษาสิทธิคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหลัก และที่สำคัญมีมาตรการในการเยียวยาการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นกฏหมาย ที่จะสร้างการยอมรับและมาตรฐานสากล  โดยการเลื่อนบังคับใช้บางมาตราออกไป ก็เพราะมีความไม่พร้อมจากกลุ่มที่เกี่ยวข้อง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาครัฐ  กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มประชาชน ทั้งนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการคุ้มครองขัอมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นบอร์ดคณะใหญ่ ที่ผ่าน ครม. แล้วและรอประกาศในราชกิจจาฯ, คณะกรรมการกำกับ ที่จะกำหนดแผนงาน โครงการต่างๆ และอีกชุดหนึ่งที่โดยส่วนตัวมองว่ามีความสำคัญ คือ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ จะทำหน้าที่มารับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล ไกล่เกลี่ย เจรจา เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษไว้ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง                   “ดังนั้นในช่วง 1 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 64 นี้ที่กฎหมายจะมีผลการบังคับใช้ เรามีเวลาที่จะให้ประชาชนทำความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้ เพราะในยุคนี้โซเชียลทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลฯ ได้ง่ายมาก ในโลกออนไลน์ ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเกิดขึ้นได้เร็ว ต้องตระหนักถึงสิทธิของผู้อื่น ดังนั้นแนะนำให้ เก็บเท่าที่จำเป็น ใช้อย่างจำกัด และเปิดเผยอย่างเหมาะสม" นายภุชพงค์กล่าวย้ำ                   สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีทั้งหมด 96 มาตรา โดยหมวดที่ 1 และ 4 บังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนหมวดที่ 2,3,5,6,7 เดิมกำหนดงคับใช้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 แต่ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เพราะมีความไม่พร้อมหลายๆ อย่าง โดยส่วนหนึ่งเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19   *************




               “ไทยชนะ” พัฒนาระบบเพิ่มเติมอำนวยความสะดวกสหกรณ์/อู่รถแท็กซี่ และร้านค้า/กิจการเจ้าของเดียวกันที่มีร้านย่อยๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวลงทะเบียนรับคิวอาร์โค้ดหลัก และเข้าไปสร้าง QR หน่วยย่อย ล่าสุดยอดเช็คอิน/เช็คเอาท์ทะลุ 100 ล้านครั้งแล้ว                  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ล่าสุดแพลตฟอร์มไทยชนะ ได้พัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ร้านค้า/ผู้ประกอบการ เนื่องจากบางกิจการ/ร้านค้ามีเจ้าของคนเดียวกัน แต่ร้านค้าย่อยมากกว่า 1 แห่งอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน ให้สามารถลงทะเบียนผ่านหมายเลขโทรศัพท์หลักเพื่อขอรับ QR Code ของกิจการ จากนั้นสามารถเข้าไปสร้าง QR หน่วยย่อยให้กับร้านค้าในเครือข่ายได้                  ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.)  กล่าวยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ร้านเสื้อผ้า/ร้านค้าตามห้างสรรพสินค้า หรือพลาซ่า, สหกรณ์แท็กซี่ หรืออู่แท็กซี่ อู่รถบริการ หรืออู่รถโรงเรียน ซึ่งมีเจ้าของคนเดียว แต่มีรถหลายคัน ซึ่งถ้าใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ 1 หมายเลขโทรศัพท์ต่อ 1 QR Code ก็จะต้องทำการลงทะเบียนหลายครั้งเพื่อขอ QR ของแต่ละร้าน หรือสำหรับแท็กซี่แต่ละคันในสังกัด                  ขณะที่ ระบบเพิ่มเติมเข้ามา จะช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถออก QR Code แบบพ่วงบริการคิวอาร์ลูกได้ และระยะต่อไปจะขยายไปถึงบริการรถสาธารณะต่างๆ เช่น รถไฟ รถไฟฟ้า “ตัวอย่างการลงทะเบียน เช่น สหกรณ์แท็กซี่/อู่รถแท็กซี่ หลังจากเจ้าของอู่ลงทะเบียนและได้รับ QR Code หลักแล้ว ให้เข้าไปที่ปุ่มแก้ไขข้อมูล เพื่อเข้าไปสร้าง QR หน่วยย่อย โดยกรอกข้อมูลทะเบียนรถแต่ละคันของ จากนั้นรอรับเอสเอ็มเอส OTP ยืนยัน เมื่อระบบแจ้งกลับว่าได้ทำการแก้ไขข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นคิวอาร์โค้ดลูก ที่จะระบุเลขทะเบียนรถต่อท้าย” นพ.พลวรรธน์กล่าว                      ดังนั้น เมื่อผู้ใช้บริการสแกนคิวอาร์รถแท็กซี่คันนั้นๆ เมื่อมีกรณีกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ ก็จะสามารถติดต่อได้ง่าย เพราะรู้ว่ารถคันนั้นๆ เป็นของอู่/สหกรณ์แท็กซี่ใด ขณะที่ ทางเจ้าของกิจการ ก็ไม่ต้องลำบากไปหาเบอร์โทรศัพท์ของหลายๆ คนเพื่อมาลงทะเบียน อย่างไรก็ตาม ประเภทกิจการร้านค้าที่มีสาขาทั่วประเทศ จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ โดยยังต้องไปลงทะเบียนตามรูปแบบเดิมต่อไป เพราะระบบที่เพิ่มเติมขึ้นมานี้ เน้นที่กิจการซึ่งมีหน่วยย่อยๆ ในพื้นที่เดียวกันเป็นหลัก                     นอกจากนี้ ล่าสุดร้านค้าเล็กๆ ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ สนามบิน รวมถึงริมถนนสายต่างๆ ก็จะมีการติดตั้งจุดสแกน QR Code เพื่อรองรับการควบคุมโรค และป้องกันการแพร่กระจายของโควิด-19 จากการที่ประชาชนเริ่มมีการเดินทางกันมากขึ้นหลังจากการผ่อนคลายระยะที่ 3 และเตรียมเข้าสู่การผ่อนคลายระยะที่ 4 โดยจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยช่วยกันให้ใส่ใจต่อสังคม จนกว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19                    นพ.พลวรรธน์ กล่าวเสริมว่า ภาพรวมการใช้งานล่าสุด มีจำนวนกิจการ/กิจกรรมเข้าลงทะเบียนแล้ว 173,644 ร้านค้า ยอดรวมผู้ใช้งานล่าสุด ณ เวลา 21.00 น.ของวันที่ 9 มิ.ย. 63 มีจำนวน 24,470,225 คน และปัจจุบันมียอดการเช็คอิน/เช็คเอาท์ผ่านไทยชนะ ทะลุ 100 ล้านครั้งแล้ว ขณะที่ ยอดดาวน์โหลดแอปไทยชนะผ่าน Play Store อยู่ที่ 237,738 ครั้ง ส่วนแอปไทยชนะ เวอร์ชั่นสำหรับ iOS บน App Store ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งไปสู่กระบวนการรีวิวของ Apple เจ้าของระบบ IOS เพื่อรอขั้นตอนการอนุมัติต่อไป                    ขณะที่ มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามการประเมินร้านค้าแล้ว 30,567,129 ครั้ง โดยจากข้อมูลพบว่า มาตรการการรักษาระยะห่าง และมาตรการทำความสะอาดพื้นผิว เป็น 2 มาตรการสำคัญที่ต้องเพิ่มความเข้นข้นกับร้านค้า/สถานประกอบการ                    พร้อมกันนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอีเอส ย้ำด้วยว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลที่จัดเก็บไว้กับไทยชนะ ซึ่งจะจัดเก็บโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยการบันทึกจัดเก็บข้อมูลการเช็คอิน-เช็คเอาท์ ของผู้เข้าใช้บริการข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นข้อมูลแบบมีรหัส ซึ่งต้องเป็นหน่วยงาน และผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้                     “กำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลไว้เพียง 60 วัน ตามการพิจารณาของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ระยะเวลาในการสอบสวนสืบสวนของโรคโควิด -19 ย้อนหลัง 14 วัน แต่จากที่ทางอธิบดีกรมควบคุมโรคให้ชุดข้อมูลมาว่า เราใช้ย้อนหลังกลับไปของสถานการณ์การติดเชื้อที่เราต้องติดตามกันตลอด คือ สนามมวยเพียงแค่ไม่กี่คนจนมีการติดจากรุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 ไปรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ซึ่งรุ่นหนึ่งใช้เวลา 14 วันรวมแล้ว 14x4 ซึ่งต้องวางไว้ถึงประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้มีหลักการและมีเหตุผลทั้งสิ้น เพราะเราใช้ประสบการณ์ที่เคยมีมาก่อนซึ่งเป็นประสบการณ์ของประเทศไทยเอง ด้วยเพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ต้องเก็บข้อมูล 60 วัน” นพ.พลวรรธน์กล่าว   **************

                นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือเรื่องการปรับปรุงตารางข้อผูกพันสาขาโทรคมนาคมของไทย รอบอุรุกวัยขององค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (GATS) ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการปรับปรุงตารางข้อผูกพัน และขั้นตอนการนำเสนอความเห็นชอบการปรับปรุงตารางผูกพันสาขาโทรคมนาคมของไทย รอบอุรุกวัยขององค์การการค้าโลก (WTO) ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 ซึ่งประธานแจ้งที่ประชุมรับทราบถึงความเป็นมา และสถานะล่าสุดของการปรับปรุงตารางข้อผูกพันฯ ดังกล่าว ว่า ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อหารือ รวมถึงสอบถามความเห็นไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน อาทิ สำนักงาน กสทช. สดช. กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณกรรมการกฎษฎีกา และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นต้น   ****************          



เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมายให้ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมของประเทศ ครั้งที่ 1/2563 โดยมีนายกิตติรัตน์ มังคละคีรี ประธานสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ                                                                                                                                                                                                                *******************************



                “ไทยชนะ” จำลองสถานการณ์จริงของการใช้ชีวิตปกติวิถีใหม่ พบช่วยติดตามกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 เข้าสู่กระบวนการสอบสวนโรคได้หลายร้อยคนได้อย่างรวดเร็ว จากการเช็คอิน/เช็คเอาท์แค่ 1 หมายเลขโทรศัพท์ ย้ำเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยไม่ให้การ์ดตก ป้องกันการแพร่ระบาดระลอก 2                  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีนโยบายผลักดัน การจัดทำ“ไทยชนะ” เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค โดยได้กำชับเรื่องนโยบายด้านรักษาความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกที่ 2 ซึ่งการทำงานของแพลตฟอร์มไทยชนะ และแอปไทยชนะ ได้รับการพัฒนาขึ้นมาช่วยในเรื่องนี้                    เนื่องจากการทำงานของ “ไทยชนะ” เป็นไปเพื่อในการปฏิบัติตามมาตรการผ่อนคลายมาตรการควบคุมฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อช่วยให้การสอบสวนโรคกระทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยเมื่อมีผู้ที่ติดเชื้อ สามารถไปตรวจสอบ ว่าใครมีความเสี่ยงที่ต้องเข้าข่ายการสืบสวนโรคบ้าง จากข้อมูลการเช็คอิน/เช็คเอาท์ อีกทั้ง ช่วยจำกัดเป้าหมายที่ต้องถูกสอบสวนโรคให้แคบลง                     ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า ล่าสุด ได้มีการจำลองรูปแบบการทำงานของระบบไทยชนะ จากสถานการณ์จริงของวิถีชีวิตประจำวันของอาสาสมัคร 1 รายที่เซ็นยินยอมให้นำข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์เข้าไปใส่ไว้บนแพลตฟอร์มไทยชนะ เพื่อให้ระบบทำการ detect ข้อมูลว่าไปอยู่ในพื้นที่ใด มีจำนวนผู้อยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้นเท่าไรในระยะเวลาช่วงนั้น และใช้ข้อมูลเพื่อจำลองสถานการณ์โอกาสในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 จากผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่เป็นพาหะเพียง 1 ราย                    “เรามีเชื้ออยู่ 1 คน แต่เราไม่รู้ตัวว่าไปสัมผัสกับใครบ้างในแต่ละวัน สังเกตได้จากเมื่อถูกสอบสวนโรค คนที่ติดเชื้อหรือเป็นพาหะ จะจำได้เฉพาะคนรู้จัก หรือคนที่อยู่ในเครื่องแบบ เช่น ตำรวจ รปภ. พนักงานห้าง แต่ไม่รู้จักว่าเป็นใคร ระบบของไทยชนะ ออกมาเพื่อตรงนี้” นพ.พลวรรธน์กล่าว                    โดยอาสาสมัครรายนี้ ทำงานอยู่ในอาคารสำนักงานที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ได้สแกน QR ไทยชนะเช็คอินเข้าห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงาน ระหว่างนั้นมีคนที่อยู่บริเวณเดียวกัน 149 คน ช่วงบ่ายสแกนเข้าห้องทำงานที่อยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานนั่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน 10 คน แม้ว่าการจำลองสถานการณ์วันแรกนี้ อาสาสมัครจะลืมเช็คเอาท์ตอนออกจากอาคาร แต่ก็ประมวลตัวเลขจำนวนผู้ที่เสี่ยงสัมผัสกับบุคคลนี้ว่ามีถึง 159 คน อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการเช็คเอาท์ ก็จะขาดข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการจัดทำข้อสรุปผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น                    ในวันต่อมาจึงมีการจำลองสถานการณ์ซ้ำ มีการเช็คอินเข้าห้างในช่วงเช้า ระหว่างนั้นเสี่ยงสัมผัสกับคนอื่นอีก 66 คน เมื่อลงไปห้องทำงาน มีเพื่อนร่วมงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน 77 คน จากนั้นลงมาทานอาหารเที่ยงที่บริเวณห้างสรรพสินค้า มีคนอยู่ในพื้นที่นั้น 144 คน และเมื่อเช็คอินที่ร้านก๋วยเตี๋ยว มีลูกค้าอยู่ในร้าน 39 คน ทั้งๆที่ขนาดของร้านรองรับลูกค้าพร้อมกันได้ไม่เกิน 10 คน สะท้อนว่ามีการลืมเช็คเอาท์ และเย็นวันนั้นเมื่ออาสาสมัครเช็คเอาท์ระบบไทยชนะ มีคนอยู่ในบริเวณนั้น 23 คน                    นพ.พลวรรธน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์จำลองนี้ พบว่ามีจำนวนผู้เสี่ยงจากการสัมผัส ถ้ามีการถูกเรียกมาสอบสวนโรค ตามมาตรฐานกรมควบคุมโรค จะมีถึง 508 คน และกล่าวได้ว่าถ้าการทำงานของระบบไม่ครบกระบวนการ เพราะมีการลืมเช็คเอาท์ ก็จะทำให้ระบบไม่สามารถประมวลผลลัพธ์สุดท้ายที่อาจเกิดขึ้นได้                    “อยากฝากบอกว่า เมื่อมีแอปไทยชนะขึ้นมาแล้ว เพื่อช่วยแก้ปัญหาการลืมเช็คเอาท์ แม้ปัจจุบันจะยังใช้งานได้แค่บนมือถือแอนดรอยด์ เพราะในส่วนของ iOS จะเร็ววันนี้ เนื่องจากมีกระบวนการอนุมัติของเจ้าของระบบ คนไทยทุกคนไม่ควรลืมเช็คเอาท์กันตามวิถีใหม่ ระบบไทยชนะ เป็นเครื่องมือช่วยให้คนไทยช่วยกันป้องกันทั้งตัวเอง และคนที่รัก รวมถึงห่วงใยต่อสังคม เพื่อก้าวไปสู่การผ่อนคลายมาตรการควบคุมฯระยะ 4 และจนถึงวันที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายในที่สุด” นพ.พลวรรธน์กล่าว   **************

                 ศบค. เปิดให้ผู้ใช้ iOS ดาวน์โหลดแอปไทยชนะได้แล้ว ด้านกระทรวงดิจิทัลฯ ย้ำประชาชนมั่นใจนโยบายด้านรักษาความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ชี้แอปฯ นี้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาการลืมเช็คเอาท์ได้เกือบ 100% เพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการระบุจำนวนผู้เสี่ยงสัมผัสกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ ป้องกันการแพร่ระบาดระลอกที่ 2                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีนโยบายผลักดัน การจัดทำ“ไทยชนะ” เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค โดยได้กำชับเรื่องนโยบายด้านรักษาความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกที่ 2 ซึ่งการทำงานของแพลตฟอร์มไทยชนะ และแอปไทยชนะ ได้รับการพัฒนาขึ้นมาช่วยในเรื่องนี้                   ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า ขณะนี้แอปไทยชนะ พร้อมให้ดาวน์โหลดสำหรับผู้ใช้มือถือระบบ iOS แล้ว โดยดาวน์โหลดผ่าน App Store ทั้งนี้ เน้นย้ำว่าเป็นแอปจริงที่รัฐบาลให้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ใช้ชื่อ "Thaichana - ไทยชนะ" ผู้พัฒนา คือ "Krungthai Bank PCL."                  หลังจากดาวน์โหลดจะลงทะเบียนเลขหมายโทรศัพท์ที่ใช้งาน แอปไทยชนะจะขออนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการควบคุมโรค เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค ได้แก่ ตำแหน่ง (Location) ในการเช็คอิน, กล้อง (Camera) เอสแกนคิวอาร์โค้ดร้านค้า และการใช้ข้อมูล (Cellular Data) ส่วนการขออนุญาตเปิดตำแหน่ง (Location) สำหรับค้นหาร้านค้าใกล้ตัว เพื่อทราบระยะทางแบบประมาณการ ส่วนการเปิด Cellular Data ก็เป็นเหมือนเปิดการใช้งาน data ให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ในลักษณะเดียวกับที่มือถือระบบแอนดรอยด์ ต้องเปิดการใช้ข้อมูลเวลาเล่นอินเทอร์เน็ต                    “ยืนยันว่าแอปพลิเคชั่นไทยชนะ ไม่ได้เข้าถึงที่เก็บข้อมูล หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมไปถึงไม่มีการส่งข้อมูลพิกัด Location ของผู้ใช้งานออกไปแต่อย่างใด ขณะที่ในส่วนของความปลอดภัยในเรื่องป้องกันข้อมูลรั่วไหลของแอป และมาตรฐานความปลอดภัยที่แอปมือถือต้องทำ (Certification Pinning) ซึ่งเป็นวิธีการทางเทคนิคที่ป้องกันการดักจับหรือดักเอาข้อมูล” นพ.พลวรรธน์กล่าว                    ทั้งนี้ หลังจากมีแอปไทยชนะสำหรับทั้งมือถือระบบแอนดรอยด์ และระบบ iOS แล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการลืมเช็คเอาท์ได้ดียิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาจากข้อมูลการใช้งานแอปไทยชนะบนแอนดรอยด์ พบว่ามีสัดส่วนการเช็คเอาท์ราว 90% เมื่อเทียบกับการใช้งานผ่านเว็บไซต์ไทยชนะ ที่มียอดเช็คเอาท์ประมาณครึ่งหนึ่งของการเช็คอิน ดังนั้นจึงเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า การพัฒนาแอปไทยชนะเพื่อแก้ปัญหาเช็คเอาท์มาถูกทางแล้ว                   นพ.พลวรรธน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำสถานการณ์จำลองโดยใช้ข้อมูลจริงจากเบอร์โทรศัพท์เพียง 1 เลขหมายของอาสาสมัครที่เช็คอิน/เช็คเอาท์ผ่านไทยชนะแค่ 1 วัน พบว่ามีจำนวนคนที่จะเป็นผู้เสี่ยงจากการสัมผัส ถ้ามีการถูกเรียกมาสอบสวนโรค ตามมาตรฐานกรมควบคุมโรคถึงมากกว่า 500 คน ดังนั้นอยากย้ำให้เห็นความสำคัญของการเช็คเอาท์ทุกครั้งจากสถานที่ๆ เข้าไปใช้บริการ เพราะจะช่วยให้สามารถระบุจำนวนผู้เสี่ยงสัมผัสในสถานที่ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และจำกัดวงกลุ่มเสี่ยงให้แคบลง ลดโอกาสและความเสี่ยงสำหรับการแพร่ระบาดระลอกที่ 2   *****************    

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.