Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



                นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวความสำเร็จโครงการ “U Power Digital Idea Challenge Season 4” เป็นความร่วมมือของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) สร้างจุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตนักศึกษาที่มีความสนใจในการประกอบธุรกิจใหม่ (Startup) โดยโครงการจะส่งเสริม การประยุกต์การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อทำโจทย์แผนการตลาด (Digital Marketing Plan) ของสินค้าและบริการ จากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสศึกษาพร้อมทำจริงแผนการตลาดโดยใช้สื่อดิจิทัล ผู้เข้าประกวดยังได้เริ่มต้นเรียนรู้และมีแนวทางในการทำธุรกิจที่ถูกต้องและชัดเจน และได้ฝึกอบรม โดยผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพัฒนาต่อยอดงาน ในเชิงธุรกิจร่วมกับกลุ่มบริษัทชั้นนำ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพและยกระดับผลงานก้าวสู่เวทีนานาชาติต่อไป โดยในปีที่ 4 นี้ มีทีมที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน 821 ทีม จากเดิมในปีแรกจำนวน 357 ทีม การประกวดภายใต้โครงการนี้ยังได้ถูกบรรจุลงในหลักสูตรของหลายมหาวิทยาลัย ในการนี้ได้มีผู้แทนจะบริษัทเอกชนชั้นนำ ได้แก่ บ.โซบิวตี้ จำกัด บ.ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พัฒน์พลัส จำกัด ร่วมแถลงข่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2563 ณ ห้อง Jubilee A-B ชั้น 11 โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ   ****************        



นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ชี้แจงประเด็นชี้แจงทันสถานการณ์ ประจำวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563 เรื่อง : สตง. แจงผลสอบ เน็ตประชารัฐ ไม่คุ้มงบ 13,000 ล้าน แถมเชื่อมต่อยังไม่ได้ ไม่สะท้อนความสำเร็จการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ดังนี้   ประเด็นที่ชี้แจง : 1. ตามข่าวที่ระบุว่า โครงการเน็ตประชารัฐไม่คุ้มค่า เนื่องจากยังไม่เปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงกับประชาชน หลังจากวางโครงข่ายแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ นั้น   ข้อเท็จจริงคือ : คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ ภายในวงเงินงบประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยการวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงไปยังหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเป็นโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) กระทรวงฯ ได้ดำเนินการวางโครงข่ายแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 โดยมีความยาวโครงข่ายหลัก (Core Network) ประมาณ 82,000 กิโลเมตร และให้บริการฟรี Wi-Fi หมู่บ้านละ 1 จุด ทั้ง 24,700 หมู่บ้าน ในความเร็ว 30/10 Mbps โดยใช้งบประมาณ 9,847 ล้านบาท และต่อมาขยายเป็น 100/50 Mbps ขณะนี้มีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งาน จำนวน 8,637,497 ราย และจำนวนอุปกรณ์ใช้งานจำนวน 10.1 ล้านเครื่อง โดยมีการใช้งานโดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ล้านครั้งต่อเดือน เพื่อเตรียมการให้เป็นโครงข่ายแบบเปิด ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอื่นเชื่อมต่อไปให้บริการยังบ้านเรือนประชาชนได้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์ในการเชื่อมโครงข่ายแบบเปิด โดยได้เสนอหลักการให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งประเภทที่มีโครงข่ายและไม่มีโครงข่ายของตนเอง ให้สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐ โดยไม่มีค่าใช้บริการ เพื่อลากสายไปให้บริการยังบ้านเรือนของประชาชน ซึ่งจะทำให้เกิดผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายเล็กในภูมิภาค ทำให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนได้ใช้ประโยชน์และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง ซึ่งได้เสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 และเสนอ ครม. รับทราบ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 หลังจากนั้น กระทรวงฯ ได้จัดทำร่างข้อเสนอการใช้โครงข่ายและแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคทราบ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 โดยมีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสนใจเข้าเชื่อมต่อโครงข่าย จำนวน 8 ราย เนื่องจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐเป็นทรัพย์สินของรัฐ การอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ในการจัดทำสัญญาการอนุญาตให้ใช้โครงข่ายฯ ได้ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 แต่อัยการเห็นว่า มติ ครม. เดิมยังไม่มีความชัดเจนในการเป็นโครงข่ายแบบเปิดที่ให้เอกชนมาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งมีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การอนุญาตให้เอกชนนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อาจเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ กระทรวงฯ จึงต้องดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้เสนอให้ ครม. ให้ความเห็นชอบแนวทางการเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐแบบเปิดให้เอกชนที่สนใจเชื่อมต่อโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่ง ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ต่อมาได้หารือไปยังคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในประเด็นการอนุญาตให้เอกชนนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ว่า เข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ หรือไม่ โดยได้รับหนังสือตอบเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ว่า การดำเนินการในรูปแบบที่กระทรวงฯ นำเสนอไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ จึงได้จัดส่งสัญญาการใช้โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง และได้รับการตอบกลับมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562  ส่งผลให้การเปิดโครงข่ายแบบเปิดมีความล่าช้าไปประมาณ 1 ปี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562  กระทรวงฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจำนวน 6 ราย ที่แสดงความสนใจ เข้าเชื่อมต่อโครงข่ายฯ และปัจจุบันมีผู้ประกอบการฯ ได้ลงนามในสัญญาแล้ว 4 ราย ได้แก่ (1) บมจ. ทีโอที (2) หจก. เอส.ที.แอล เสียง (ไทยแลนด์) (3) บริษัท วารินชำราบ จำกัด และ (4) บมจ. กสท โทรคมนาคม ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ และบางรายเริ่มให้บริการแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐในการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 โดยได้ทำการต่อขยายจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปยังโรงเรียน 1,187 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงเรียน ตชด. 36 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสุขศาลาพระราชทาน 484 แห่ง ที่ยังไม่มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงเข้าถึง ทำให้เกิดความครอบคลุมได้ครบทุกแห่ง ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณในการดำเนินการได้มากและสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น 2. ผลการตรวจสอบพบว่า กระทรวงฯ ยังไม่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้บริการโครงข่ายแบบเปิด ส่งผลกระทบให้มีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมบางราย นำโครงข่ายดังกล่าว ไปใช้งานโดยยังไม่ได้รับอนุญาต   ข้อเท็จจริงคือ : เนื่องจากอุปกรณ์โครงการเน็ตประชารัฐมีการติดตั้งอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลทั่วประเทศ กระทรวงฯ จึงได้พัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สิน (MDES-SM) เพื่อควบคุมกำกับอุปกรณ์ปลายทางและการใช้งาน เพื่อให้บริการไวไฟเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และได้เพิ่มระบบบริหารจัดการโครงข่ายแบบเปิด (MDES-OA) เมื่อปลายปี 2562  ทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ สถานะของการใช้และเชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดที่ได้รับการอนุมัติ สำหรับกรณีผลการตรวจสอบของ สตง. ว่ามีผู้ประกอบกิจการโทรคมบางรายเชื่อมใช้โครงข่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดทั้งหมด และรายงานผลให้ทราบภายใน 60 วัน   *********************

              นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือแนวทาง “โครงการฝึกอบรมทักษะด้านดิจิทัล” ตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอของบประมาณ ตาม พรบ. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท  โดยมีผู้แทนฯ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และ บริษัท กสท โทรคมนาคม ร่วมหารือ คาดว่าจะทราบผลการพิจารณาจากสภาพัฒน์ฯ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 ในระหว่างนี้เตรียมความพร้อม หากได้รับอนุมัติ ก็สามารถเริ่มดำเนินงานได้ทันที                “โครงการฝึกอบรมทักษะด้านดิจิทัล” เป็นแนวคิดที่จะช่วยน้องๆ นักศึกษาจบใหม่ที่ตกงาน ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เพื่อให้มีทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัลเพียงพอ ตรงกับความต้องการของตลาด  โดยจะอบรมทักษะด้านดิจิทัลให้เป็นเวลา 3 เดือน มีเงินให้เดือนละ 10,000 บาท ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านดิจิทัลแก่นักศึกษาเหล่านี้ให้สามารถหางานได้  ตั้งเป้าอบรมสำหรับคนที่จบปริญญาตรีไม่เกิน 3 ปี และยังไม่มีงานทำ ไม่ซ้ำซ้อนกับคนที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่แล้ว เน้นคนที่ไม่ได้จบทางด้านดิจิทัล เลือกอบรมได้ 2 หลักสูตร จาก 4 หลักสูตร คือ 1. การทำ content  2. การจัดการข้อมูลเพื่อทำ Big Data 3. Digital Marketing 4. การทำ E-Commerce ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการคัดเลือก เข้าเรียนตามที่กำหนด และผ่านการสอบวัดผล โดยจะมี job matching ให้มีโอกาสได้งานโดยตรงจากผู้ประกอบการที่ต้องการคนทำงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล   ******************          




ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน

                พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2563 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมประชุมด้วย ได้รับทราบรายงานผลการจัดอันดับจากสถาบัน IMD ให้คะแนนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี Technology Infrastructure) ไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 34 ขณะที่ ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจทั่วโลก (IMD World Competitiveness Ranking) ประจำปี 2563 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 63 ประเทศ (เป็นอันดับที่สามของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย) พร้อมย้ำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความสำคัญมากในปัจจุบัน ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ กำหนดทิศทางการพัฒนาการบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบคลาวด์กลางภาครัฐของประเทศ ต้องมุ่งที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะในยุคหลัง New Normal ข้อมูลต้องมีความรวดเร็วและทันสมัย รองรับการพัฒนาดิจิทัลของประเทศให้ไปสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์เต็มรูปแบบต่อไป   ****************  




icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.