Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



                   นางคนึงนิจ คชศิลา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นางอำไพ จิตรแจ่มใส หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดลพบุรี โดยได้เข้าพบ นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ณ ศาลากลางจังหวัดลพบุรี เพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่สามารถช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัด เช่น การสำรวจข้อมูลสถิติ การพยากรณ์อากาศ การขนส่งสินค้าราคาพิเศษในภาคการเกษตร และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการพัฒนาเมือง พร้อมทั้งนำเสนอประโยชน์ของการใช้งานแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่น “ไทยชนะ” ตามแนวทางวิถีชีวิตยุคใหม่ (New Normal) ในการสอบสวนโรค COVID-19 จากนั้นได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ก่อนลงพื้นที่เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ณ จุดบริการ Wi-Fi บ้านชอนสมบูรณ์ ตำบลชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจและเห็นถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต โดยได้ดำเนินการขอไปติดตั้งเพื่อใช้งานที่บ้านของตนเอง ต่อมาได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 88 พรรษา บ้านชอนสมบูรณ์ โดยเป็นศูนย์ฯ ที่มีศักยภาพ มีการดูแลบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี และมีการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ได้รับจากโครงการของกระทรวงฯ อย่างคุ้มค่า อาทิ ใช้จัดการอบรมให้กับประชาชน และมีการสอนเกี่ยวกับทักษะด้านคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ซึ่งไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ อย่างต่อเนื่อง   **************  






                “พุทธิพงษ์” แถลงครบรอบ 1 ปีกับบทบาท รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดชื่อ 13 โครงการเด่น เพิ่มความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ประเทศไทย สร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล หนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างทั่วถึง-เท่าเทียม ปลื้มดี่อีเอส โชว์หลายผลงานสำคัญร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย “ฝ่าวิกฤติ” สถานการณ์โควิด-19                    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในโอกาสแถลงผลงานเด่นครบรอบ 1 ปีที่เข้ามาบริหารกระทรวงฯ แห่งนี้ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ทำให้เห็นการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ เข้ามาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา และเพิ่มโอกาสใหม่ๆ เพื่อฝ่าวิกฤติ ซึ่งในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรง ได้ดำเนินหลายโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร องค์กรต่างๆ ทำงานได้อย่างไม่สะดุด ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล สร้างโอกาสคนตกงานเข้าถึงแหล่งงานใหม่ เป็นต้น                  โดยยกตัวอย่าง ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด -19 ร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต 5 ราย เปิดให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี-โทรฟรี 100 นาที, ร่วมกับ บมจ. ทีโอที และบมจ. กสท โทรคมนาคม ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน ในราคาถูก “เน็ตอยู่บ้าน”สนับสนุนการ ทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) และการเรียนการสอนออนไลน์ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา, การออก พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 เพื่อรองรับให้หน่วยงานรัฐและเอกชน สามารถจัดประชุมออนไลน์ได้ตามกฎหมาย และมีมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของระบบควบคุมการประชุม ที่เป็นมาตรฐานด้าน Security ขั้นต่ำในการดูแลความมั่นคงปลอดภัย เป็นต้น                  รวมทั้ง สนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยติดตาม และป้องกันควบคุมการขยายวงของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่โดดเด่นและได้รับความนิยม อย่างเช่น “ไทยชนะ” สำหรับการ Tracking การเดินทางรายบุคคล โดยใช้งานผ่านการเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ ร้านค้า/สถานที่สาธารณะ มียอดผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 34 ล้านคน จำนวนร้านค้าลงทะเบียน มากกว่า 2.6 แสนร้าน ล่าสุดยังช่วยติดตามจำนวนกลุ่มเสี่ยง 394 คนในจ.ระยอง ได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเตือนและติดต่อเข้ารับการคัดกรองฟรี                      นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ยังได้เปิดพื้นที่หางานออนไลน์ผ่านระบบ “JOBD2U by ThaiFightCOVID-19” ช่วยเหลือคนตกงาน-ว่างงานจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 ให้สามารถเข้าถึงโอกาสแหล่งงานใหม่ โดยรวบรวมตำแหน่งงานจากบริษัทด้านดิจิทัลทั่วประเทศ มารวมไว้บน platform นี้ รวมถึงหลักสูตรเรียนรู้ฟรี เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ                      ขณะที่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) หน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงฯ ได้ร่วมสนับสนุนการทำงานของแพทย์และเจ้าหน้าที่ โดยรับภารกิจดูแลจัดส่งหน้ากากอนามัย ไปยังบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ ผ่านโครงการ ‘ส่งความห่วงใย ส่งให้ สู้ภัย COVID-19’ โดยระหว่างวันที่ 1-11 มิถุนายน 2563 ได้ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 147,489,850 ชิ้น                      นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของการทำงานตามภารกิจกระทรวงฯ ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ในตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลฯ ได้มีการดำเนินงานโครงการสำคัญๆ 13 โครงการ ตั้งแต่การเสริมความแข็งแกร่งในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ที่ครอบคลุมไปถึงกฎหมายด้านดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาทักษะกำลังคนด้านดิจิทัลของไทย ปูทางสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางโลกและสนามการค้ายุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง                      โดยทั้ง 13 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ Thailand Digital Valley Thailand เพื่อสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อม และ Ecosystem ที่เอื้อต่อการพัฒนาการสร้างนวัตกรรมจากเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาด้านดิจิทัล จัดตั้งอยู่ในเขต EEC เพื่อเป็นฐานของภูมิภาคในการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI, VR, AR, IoT, Robotic, 5G Application รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร การผลิต และการบริการ                       ที่ผ่านมา ได้มีการจัดโรดโชว์เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของโลกด้านดิจิทัล ในซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา เช่น Seagate Technology, Facebook, CISCO Systems, Google, Amazon Web Services และ Microsoft และได้รับการตอบรับให้ความสนใจเป็นอย่างดี เป็นการปูทางสู่โอกาสการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศ และเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลให้กับคนไทย ทำให้คนไทยได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทผู้นำด้านดิจิทัลระดับโลก                       2.การพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) เริ่มให้บริการแล้ว มีหน่วยงานส่งคำขอใช้บริการเข้ามา 472 หน่วยงาน 1,570 ระบบ (ประมาณ 24,118 VM) ซึ่งตามแผนได้มีการกำหนดให้บริการหน่วยประมวลผลรวม 32,000 vCPU ภายในปี 2563 ช่วยประหยัดงบประมาณทางด้านไอทีของภาครัฐได้ 30-70% ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่สำคัญของประเทศ จะถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็น Big Data ภาครัฐ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการประชาชนได้                     “การที่เรามีระบบ GDCC หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรคอมพิวเตอร์บนระบบ Cloud กลางที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการใช้งานในการจัดทำระบบงานสำหรับให้บริการประชาชน, ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐที่มีมาตรฐาน เป็นระบบ และมีความต่อเนื่องในการให้บริการยิ่งขึ้น” นายพุทธิพงษ์กล่าว                      3.การผลักดันให้เกิดการประมูล 5G ในประเทศไทย โดยไทยเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เริ่มมีการวาง cell site เพื่อรองรับการให้บริการ 5G โดยภาคเอกชน หลังจากเสร็จสิ้นการประมูล 5G เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในปี 2564 โดยกระทรวงฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวทาง มาตรการ และกลไกในในการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล                      4.ความคืบหน้าการควบรวม CAT-TOT รับมือการแข่งขันในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจะทำให้กลายเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารขนาดใหญ่และครอบคลุมทั่วประเทศ โดย ครม. มีมติ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 และตามเป้าหมายการควบรวมจะแล้วเสร็จเป็น บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ ในปี 2564                      5.การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายลูก โดยมีการรับฟังความเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนหลายภาคส่วน เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินการ และให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสม และเกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง อีกทั้ง ยกระดับประสิทธิภาพการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล                      6.การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยดำเนินการคืบหน้าไปแล้วในหลายเรื่อง และอยู่ระหว่างการเสนอรายชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อพิจารณานำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง อีกทั้ง อยู่ระหว่างการเสนอ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ต่อคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเพื่อลงนามและประกาศใช้ต่อไป                      7.การจัดทำ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเปิดตลาดให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์ พ.ศ. ....เพื่อเป็นแนวนโยบายในระดับรัฐ (State Level) ที่ชัดเจนในการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์ ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะดำเนินการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์ในระดับผู้ประกอบการ (Firm Level) ต่อไป                       โดยกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ จะครอบคลุมตั้งแต่ระดับประชาชนทั่วไป หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาพรวมของประเทศ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการ ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัย, กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตการใช้ดาวเทียมต่างชาติที่เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ ต่อการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย, เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร และเกิดการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน                        8.การดำเนินการของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมามีการอนุมัติโครงการไปแล้วใน 2 ลักษณะ ได้แก่ โครงการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการจัดหา เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ดิจิทัลที่สนับสนุน ช่วยเหลืองานด้านสาธารณสุข และรักษาสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 40 โครงการ จาก 38 หน่วยงาน เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 409,117,831 บาท                        และโครงการภายใต้กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุน ครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีใน 7 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EdTech), เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HealthTech), เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech), เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและอาหาร (AgriTech), เทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech), เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล (ManTech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับวาระเร่งด่วนของรัฐบาลด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Technology & Digital Infrastructure Agenda : AgendaTech) โดยมีการอนุมัติและลงนามในสัญญาจำนวน 43 โครงการ รวมวงเงิน 1,487,589,075 บาท                         9.ระบบ Big Data ด้านสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ โดย GBDI ร่วมมือกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ในการให้ความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอนุญาตให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วย โดยผู้ป่วยเป็นเจ้าของข้อมูล และแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ต่อเมื่อผู้ป่วยอนุญาตเท่านั้น มีการกำหนดชั้นความลับ เพื่อให้ข้อมูลปลอดภัย และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีเครือโรงพยาบาล/โรงพยาบาลหลักของประเทศ เข้าร่วมแล้ว 14 แห่งโดยเป็นครั้งแรกที่มีการรวมตัวของผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่ในประเทศไทยได้ครบถ้วนที่สุด                         10.ระบบ Big Data ด้านการท่องเที่ยว สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน เก็บรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาเปิดให้บริการแก่ภาคเอกชนหรือหน่วยงานที่สนใจนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นบริการให้ประชาชน หรือช่วยธุรกิจการท่องเที่ยวต่อไป ตัวอย่างเช่น 1.บริการ “หมุด” และรายละเอียดแหล่งท่องเที่ยวหลักและรอง 2.การจัดทำมาตรฐานจัดเก็บข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และ 3.การวิเคราะห์ข้อมูล โดยนำร่องการพัฒนาแล้วใน จ.อุบลราชธานี, อุดรธานี, กระบี่ และภูเก็ต                         11.การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และกำลังคนด้านดิจิทัลในประเทศไทย เนื่องจากเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนากำลังคนและบุคลากรดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม และธุรกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะบุคลากร และผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ที่มีทักษะ IoT, Data Science, AI, Robotics, Mechatronics หรือทักษะดิจิทัลอื่น ๆ ที่จำเป็น ตั้งแต่ระดับความรู้ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงความรู้ขั้นสูง ให้เกิดบุคลากรด้านดิจิทัลที่เพียงพอทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ                         12. การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) ดำเนินการโดย บมจ. กสท โทรคมนาคม เป็นการลงทุนภาครัฐที่สำคัญต่อการกระตุ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงานและธุรกิจใหม่ สร้างโอกาสในการศึกษาและสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐที่เป็นประโยชน์ได้                          “โครงการนี้จะรองรับการเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยพัฒนาขีดความสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่สำคัญของภูมิภาค ขณะที่ ปริมาณความจุเชื่อมต่อวงจรผ่านประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าบริการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่างประเทศสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับประชาชน มีราคาถูกลง เพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทในการลงทุนตั้งฐานข้อมูลของ Content Provider รายใหญ่ มากขึ้น” นายพุทธิพงษ์กล่าว                         13.การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center) ที่มีระบบประมวลผลติดตามข้อมูลข่าวสารช่องทางสื่อออนไลน์ (Social Monitoring Center) เพื่อรับมือกับการสร้างข่าวปลอม การประเมินและลดความเสี่ยงโดยตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้านส่งเสริมความมั่นคงทางด้านดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องจากข่าวสารที่ปรากฎตามสื่อต่างๆ ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้ประสานงานมากกว่า 200 หน่วยงาน                           สำหรับสถิติการรับแจ้งเบาะแสและติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอม ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2562 – 15 ก.ค. 2563 พบว่า เป็นข้อความข่าวที่ต้องคัดกรอง 9,162,718 ข้อความ ซึ่งเข้าเกณฑ์ตรวจสอบ 15,297 ข้อความ คิดเป็นจำนวนที่ต้องตรวจสอบ 5,230 เรื่อง                           ปัจจุบัน มีจำนวนผู้ติดตามของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมผ่านช่องทางเว็บไซต์ 3,006,764 ผู้รับชม, ไลน์ทางการ 1,405,806 ราย, เฟซบุ๊ก 62,018 ราย และทวิตเตอร์ 6,400 ผู้ติดตาม   **************

                ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้งาน ไทยชนะ วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 21.00 น.ขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้งานสะสม 37,078,364 คน จำนวนกิจการ/ร้านค้าลงทะเบียนสะสม 274,887 ร้าน ดาวน์โหลดใช้แอปพลิเคชั่น 767,341  ซึงมีการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม ไทยชนะ คิดเป็น 52.4% สำหรับแนวทางการดำเนินงาน หากพบผู้ติดเชื้อ เมื่อกรมควบคุมโรคตรวจพบผู้ติดเชื้อ กรมควบคุมโรคกำหนดแนวทางปฏิบัติตัว และ แจ้ง “ไทยชนะ” จากนั้นไทยชนะ ระบุผู้มีความเสี่ยงการติดเชื้อ ที่อยู่ในสถานที่และเวลาเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ไทยชนะ ส่ง SMS แจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงการติดเชื้อภายใน 5 ชั่วโมง ดังปรากฎจากผลลัพธ์ของไทยชนะ กรณี อียิปต์ ระยะเวลาการดำเนินการและแจ้งเตือน จ. ระยอง จำนวน 394 หมายเลข จึงขอฝากประชาชนทุกคน เช็คอิน เช็คเอาท์ ประเมินร้าน ในทุกสถานที่เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019   *******************          

              นางคนึงนิจ คชศิลา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางอำไพ จิตรแจ่มใส หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมสำนักงานสถิติแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี ๒๕๖๓ ติดตามความคืบหน้าในการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐอย่างคุ้มค่า ณ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ณ กศน. อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเพื่อผลิตมาลัยดอกมะลิทำจากกระดาษทิชชู่ ขายผ่านทาง Social Network สร้างรายได้เสริมให้กับคนในกลุ่มฯ ได้เป็นอย่างดี                ก่อนหน้านี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้มอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เมื่อปี ๒๕๕๗ กลุ่มมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีสภาพพร้อมใช้งาน และจัดฝึกอบรมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่อง e-Commerce  สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้แนะนำช่องทางการขายสินค้าเพิ่มเติมผ่านทาง Thailandpostmart.com และเสนอแนะให้มีการทำ Story ของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและคุณค่าให้กับสินค้าอีกด้วย จากนั้นคณะเดินทางไปติดตามการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ณ จุดบริการ Wi-Fi ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ อาทิ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ หมู่ ๙ ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง หมู่บ้านคลองโพธิ์ ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคิรี  เป็นต้น พบว่าประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เห็นถึงประโยชน์ของการใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งการส่งข้อมูลให้ส่วนราชการเพื่อขอรับบริการหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ  พร้อมกันนี้ ยังได้ให้กำลังใจเน็ตอาสาประชารัฐของหมู่บ้านและกระตุ้นการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐในการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในชุมชน    *******************              

             กระทรวงดิจิทัลฯ เผยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 กำหนดมาตรการให้ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องดำเนินการ 5 ข้อ                 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564                 โดยในประกาศฉบับนี้ กำหนดนิยาม“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงาน หรือกิจการตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ.2563                 และกำหนดนิยาม “ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า การธำรงไว้ซึ่งความลับ (confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (availability) ของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ                 พร้อมทั้งกำหนดให้ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องแจ้งมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามประกาศนี้ ให้แก่บุคลากร พนักงาน ลูกจ้างหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ รวมถึงสร้างเสริมความตระหนักรู้ด้านความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด                 ขณะเดียวกัน ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งควรครอบคลุมถึง มาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ (administrative safeguard) มาตรการป้องกันด้านเทคนิค (technical safeguard) และมาตรการป้องกันทางกายภาพ (physical safeguard) ในเรื่องการเข้าถึงหรือควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (access control)   โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและอุปกรณ์ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยคำนึงถึงการใช้งานและความมั่นคงปลอดภัย 2. การกำหนดเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล 3. การบริหารจัดการการเข้าถึงของผู้ใช้งาน (user access management) เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้ว                   4. การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน (user responsibilities) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปิดเผย การล่วงรู้ หรือการลักลอบทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล การลักขโมยอุปกรณ์จัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และ 5. การจัดให้มีวิธีการเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับการเข้าถึง เปลี่ยนแปลง ลบ หรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคล ให้สอดคล้องเหมาะสมกับวิธีการและสื่อที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล                   ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจเลือกใช้มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากประกาศฉบับนี้ได้ หากมาตรฐานดังกล่าวมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในประกาศนี้                  “ประกาศกระทรวงฯ เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 ถือเป็นมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น ในระหว่างที่มี พ.ร.ฎ.ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบางหมวด เป็นเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564  เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเราที่เขาได้เก็บรวบรวมหรือนำไปใช้ ให้มีความปลอดภัย ควบคุมการเข้าถึงและตรวจสอบย้อนกลับได้ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้การต่อยอดนำข้อมูลไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทำได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” นายพุทธิพงษ์กล่าว   *******************


              นางคนึงนิจ คชศิลาหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพร้อมด้วย นางอำไพ จิตรแจ่มใส หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ และคณะได้ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเ ศรษฐกิจและสังคม ประจำปี ๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน จากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ณ กศน. อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งได้รับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากกระทรวงดิจิทัลฯ ไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ และมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีมีสภาพพร้อมใช้งาน มีการจัดฝึกอบรมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่าง โดยเฉพาะในเรื่อง e-Commerce ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเพื่อผลิตมาลัยดอกมะลิ ทำจากกระดาษทิชชู่ ขายผ่านทาง Social Network สร้างรายได้เสริมให้กับคนในกลุ่มฯ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้แนะนำช่องทางการขายสินค้าเพิ่มเติมผ่านทาง Thailandpostmart.com และเสนอแนะให้มีการทำ Story ของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและคุณค่าให้กับสินค้า ต่อมาได้เดินทางไปติดตามการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ณ จุดบริการ Wi-Fi ศาลาเฉลิมพระเกียรติ หมู่ ๙ ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีประชาชนเห็นถึงประโยชน์ของการใช้อินเทอร์เน็ตโดยได้ดำเนินการขอติดตั้งไปใช้งานที่บ้าน และตรวจเยี่ยมจุดให้บริการ Wi-Fi หมู่บ้าน คลองโพธิ์ ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคิรี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ในการส่งข้อมูลให้ส่วนราชการเพื่อขอรับบริการหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ นอกจากนี้ได้ให้กำลังใจเน็ตอาสาประชารัฐของหมู่บ้านและกระตุ้นการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐในการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในชุมชน

         นางคนึงนิจ คชศิลา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี ๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ จังหวัดอุทัยธานี โดยได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับแนวคิดการนำดิจิทัลมาช่วยพัฒนาสังคมและชุมชน ร่วมกับนางสาวชนากานต์ นิลกนิษฐ ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านสังคม ต่อมาได้เดินทางไปลงพื้นที่เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ณ จุดบริการ Wi-Fi หมู่ ๗ ตำบลเนินแจง อำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนทำให้มีเด็กนักเรียนมาใช้บริการอยู่เป็นประจำ อึกทั้งประชาชนในพื้นที่เห็นถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตจึงได้มีการดำเนินการขอติดตั้งเพื่อใช้งานในบ้านของตนเองจากนั้นได้เดินทางไปที่ จุดให้บริการ WI-FI บ้านเขาพะแวงเหนือ หมู่ที่ ๙ ตำบลเนินแจง อำเภอเมือง โดยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหากระแสไฟฟ้าไม่สม่ำเสมออยู่เป็นประจำ และประชาชนในพื้นที่ยังใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้ไม่คุ้มค่า ผู้ตรวจราชการฯ จึงได้เสนอแนะให้ปลัด อบต. สามารถประสานกับอุตุนิยมวิทยาจังหวัด หรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เพื่อจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้ประโยชนจากอินเทอร์เน็ต เช่น การดูข้อมูลอุตุนิยมวิทยาสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.