Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด เยี่ยมชมจุดติดตั้งเน็ตประชารัฐ ในพื้นที่หมู่ 5 บ้านเกษตรศิริ ต.สำนักทอง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง            

                   นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดีอีเอส ให้เกียรติบรรยายพิเศษหัวข้อ "เศรษฐกิจยุค Digital" " ในโครงการฝึกอบรมหลักสูตร "นักบริหารการเศรษฐกิจการเกษตร ระดับกลาง" รุ่นที่ 1  ณ อาคารนวัตกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 โดยหลักสูตรดังกล่าว เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาข้าราชการให้เป็นผู้นำยุคใหม่ บริหารการเปลี่ยนแปลงและบริหารงานได้อย่างมืออาชีพ สามารถนำองค์กรสู่ความสำเร็จ เพิ่มขีดความสามารถในการนำภารกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ก้าวสู่การแข่งขันในระดับสากล ทั้งนี้ การฝึกอบรมฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม – 19 กันยายน 2563    ***************

                     พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 หรือ​ ครม.สัญจร​ พร้อมทั้งเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) โดยมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และผู้แทนกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสุนทรภู่ ชั้น ๒ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563  โดยช่วงก่อนประชุม นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ๑  ณ โรงแรมสตาร์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี   *****************



                 21 ส.ค.63 นายพลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะ เดินทางตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยได้เข้าพบหารือข้อราชการกับ นายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ที่กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ในพื้นที่ ซึ่งกล่าวชื่นชมว่าทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้ทำงานตอบสนองนโยบายของจังหวัดนครนายกเป็นอย่างดี ทั้งสำนักงานสถิติจังหวัด ได้สนับสนุนงานด้านการประชาสัมพันธ์จังหวัดด้วย โดยเฉพาะสถานีอุตุนิยมวิทยานครนายกได้รายงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานจังหวัด เช่น การพยากรณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันการณ์ เป็นต้น ด้านไปรษณีย์จังหวัดนครนายกมีบทบาทสำคัญเมื่อมีการปิดจังหวัดช่วงสถานการณ์โควิด-19 สามารถช่วยเรื่องการจัดส่งอาหารให้แก่ประชาชนได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดเนื่องจากมีเครือข่ายทุกพื้นที่ จากนั้นได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในจังหวัดนครนายก เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมหาแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการฯ ได้เสนอแนะให้ทุกหน่วยงานในสังกัดควรมีการปรับวิธีการทำงานให้พร้อมต่อสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งยังไม่สามารถทราบกำหนดแน่ชัดได้ว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อไร เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมได้ตามแผนที่กำหนดต่อไป รวมทั้งให้มีการประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ เพื่อดำเนินภารกิจในพื้นที่/จังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม                    นอกจากนั้นผู้ตรวจราชการฯ และคณะ ยังได้เดินทางตรวจเยี่ยมติดตามการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐ ณ ศาลาธรรมสังเวช 2 ตั้งอยู่ในบริเวณวัดและโรงเรียนวัดสันตยาราม หมู่ 12 บ้านหนองแสนตอ ต.พรหมณี อ.เมืองนครนายก ซึ่งได้พบปะพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ดูแลและส่งเสริมให้เด็กนักเรียน เยาวชน รวมถึงชาวบ้านได้ใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียน และค้นคว้าข้อมูลในการประกอบอาชีพ โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยแนะนำลูกบ้านใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ครูโรงเรียนวัดสันตยาราม แจ้งว่าเน็ตประชารัฐเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนอย่างมาก และอยากให้กระทรวงฯ ขยายรัศมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมพื้นที่ไกลยิ่งขึ้น สำหรับในช่วงบ่ายคณะผู้ตรวจราชการฯ ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชน ณ กศน.ตำบลศรีนาวา อ.เมืองนครนายก ซึ่งได้รับอุปกรณ์/เครื่องมือด้านดิจิทัล จำนวน 16 รายการจากกระทรวงฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 เพื่อใช้ประโยชน์ในการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ และนักเรียน กศน. อาทิ จัดอบรม อสม.ในการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ สอนประชาชนเรื่องการขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น มีการพัฒนาครู กศน.ให้เป็นครู 5G มีการเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นช่วงเวลา เพื่อป้องกันการมั่วสุมของเด็ก และการใช้อินเทอร์เน็ตในทางไม่เหมาะสมของสามเณรในพื้นที่ โดยมีปัญหาเรื่องสัญญาณขัดข้องในบางครั้ง ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้แนะนำครู กศน.ผู้ดูแลศูนย์ฯ ให้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในชุมชนไม่เพียงเฉพาะนักเรียน กศน.เท่านั้น ซึ่งกรณีมีปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตภายในศูนย์ฯ สามารถประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่ ทั้งสำนักงานสถิติจังหวัด หรือ ทีโอทีจังหวัด ได้ทันที   *************    



                   กระทรวงดิจิทัลฯ เผยทุกแพลตฟอร์มโซเชียลลบข้อมูลผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลแล้วชุดแรกแล้วครบ 1,276 ยูอาร์แอล และวันนี้ส่งหนังสือแจ้งเตือนการติดตามการปิดกั้นตามคำสั่งศาล ไปยังสื่อสังคมออนไลน์/เว็บไซต์ เพื่อระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายอีก 1,024 ยูอาร์แอล ย้ำไม่มีการเลือกปฏิบัติ เผยแนวโน้มเว็บ-โซเชียลผิดกฎหมายลดลง หลังเปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านเพจ “อาสา จับตา ออนไลน์”                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยในการแถลงข่าวการระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ วันนี้ (26 สิงหาคม 2563) ว่า กระทรวงฯ จะมีหนังสือแจ้งเตือนการติดตามการปิดกั้นตามคำสั่งศาลอีก จำนวน 1,024 รายการ (ยูอาร์แอล) ไปยังสื่อสังคมออนไลน์/เว็บไซต์ต่างๆ แบ่งเป็น เฟซบุ๊ก จำนวน 661 รายการ, ยูทูบ 289  รายการ, ทวิตเตอร์ 69 รายการ และเว็บอื่นๆ จำนวน 5 รายการ โดยให้ความมั่นใจว่า มีการติดตามให้ทุกแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล กระทรวงฯ ไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด                   ที่ผ่านมา กระทรวงฯ มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ เป็นจำนวน 1,276 ยูอาร์แอล โดยจากการติดตามความคืบหน้าเมื่อครบกำหนด 15 วัน เมื่อวานนี้ (25 สิงหาคม 2563) พบว่าทุกรายรวมถึงเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ TikTok ให้ความร่วมมือดำเนินการลบยูอาร์แอลผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลครบทั้ง 100% โดยในจำนวนนี้เป็นรายการที่อยู่บนเฟซบุ๊ก จำนวน 1,129 ยูอาร์แอล                   “กระทรวงฯ ขอย้ำว่าการดำเนินการในครั้งนี้ เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีคำสั่งศาลอย่างถูกต้อง มิได้เป็นการข่มขู่ใดหรือกลั่นแกล้งอย่างใด” นายพุทธิพงษ์กล่าว                    ทั้งนี้ เพจรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ซึ่งเฟซบุ๊กสั่งปิดไปตามคำสั่งศาลตามกฎหมายประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าว และยืนยันว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นทางการเมือง แต่ในอีกหลายยูอาร์แอลที่มีคำสั่งศาลออกมา ยังครอบคลุมถึงด้านอื่นๆ ที่เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วว่าเข้าข่ายการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560                    “กระทรวงฯ ไม่ได้คิดเอง หรือจะไปรังแกใคร เราทำตามกฎหมายประเทศไทย ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป อธิปไตยของแต่ละประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่เขตแดนอีกต่อไป เราต้องพูดถึงอธิปไตยไซเบอร์ เพราะไซเบอร์มาเร็ว ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่องให้กับประเทศไทย” นายพุทธิพงษ์กล่าว                    ส่วนกรณีที่มีข้อวิตกกังวลจากบางกลุ่มว่า เฟซบุ๊ก อาจมีการฟ้องร้องไทยสำหรับกรณีการสั่งปิดกั้นเนื้อหาหรือเพจผิดกฎหมาย รวมทั้งอาจทำให้เฟซบุ๊ก ตัดสินใจยกเลิกการลงทุนในประเทศไทยนั้น โดยส่วนตัวมองในทางกลับกัน เนื่องจากการดำเนินการในเรื่องนี้ของประเทศไทย เป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายของประเทศไทย จดหมายแจ้งเตือนและขอความร่วมมือทุกฉบับที่ส่งไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อลบหรือปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย จะมีการแนบคำสั่งศาลไปด้วย เพื่อเป็นข้อมูลและหลักฐานช่วยให้เจ้าของแพลตฟอร์มทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ถูกโจมตีว่าไปละเมิดสิทธิ์ผู้ใช้งาน อีกทั้งเป็นการตอกย้ำความศักดิ์ของกฎหมายประเทศไทย ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนของบริษัทต่างๆ ว่าจะได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน                    นายพุทธิพงษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าของเพจ “อาสา จับตา ออนไลน์” หลังเปิดตัวเป็นช่องทางให้ประชาชนส่งข้อมูลแจ้งเบาะแสสื่อสังคมออนไลน์/เว็บผิดกฎหมาย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายว่า ตลอดกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดแจ้งเบาะแสเข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพบว่าข้อความที่ตรวจสอบแล้วเข้าข่ายผิดกฎหมาย เริ่มมีแนวโน้มลดลง                    ทั้งนี้ สถิติระหว่างวันที่ 15-24 สิงหาคม 2563 มีผู้ส่งข้อมูลแจ้งเบาะแสสื่อสังคมออนไลน์/เว็บผิดกฎหมาย เข้ามาจำนวน 2,931 รายการ (ยูอาร์แอล) ในจำนวนนี้พบว่าเป็นรายการที่ซ้ำซ้อน/ไม่เข้าข้อกฏหมาย จำนวน 1,891 รายการ โดยตรวจสอบแล้วเข้าข้อกฎหมาย จำนวน 680 รายการ แบ่งเป็น เฟซบุ๊ก จำนวน 434 รายการ ยูทูบ 63 รายการ ทวิตเตอร์ 50 รายการ และเว็บไซต์/อื่นๆ จำนวน 133 รายการ                    หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบ ศาลมีคำสั่งแล้วทั้งสิ้น จำนวน 354 รายการ (ยูอาร์แอล) และอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอศาล 326 รายการ ขณะที่ คงเหลือข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จำนวน 360 รายการ                   สำหรับตัวเลขรวมที่ได้รับการรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน นับตั้งแต่วันเปิดตัวเพจ “อาสา จับตา ออนไลน์” เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม -24 สิงหาคม 2563 มีผู้ส่งข้อมูลแจ้งเบาะแสสื่อสังคมออนไลน์/เว็บผิดกฎหมาย เข้ามาทั้งสิ้น 5,943 รายการ ในจำนวนนี้พบว่าเป็นรายการซ้ำซ้อน/ไม่เข้าข้อกฏหมาย 3,232 รายการ และตรวจสอบแล้วเข้าข้อกฎหมาย 2,260 รายการ โดยศาลมีคำสั่งแล้ว จำนวน 1,781 รายการ (เตรีนมส่งจนท.ตร./เจ้าของแพลตฟอร์ม), อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอศาล 479 รายการ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 451 รายการ                    นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า น่าชื่นชมที่ประชาชนตื่นตัวให้ความร่วมมือช่วยกันดูแลสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดจำนวนเนื้อหา/ข้อมูลที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมบนเครือข่ายโซเชียล/ออนไลน์ โดยมีข้อน่าสังเกตว่า แม้จะมีการแจ้งเบาะแสเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังการตรวจสอบแล้ว พบว่าแนวโน้มของรายการที่เข้าข้อกฎหมาย และต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามกฎหมาย การลบ หรือการสั่งปิด มีสัดส่วนที่ลดลง เนื่องจากหลายรายการเป็นการรับแจ้งเบาะแสที่ซ้ำซ้อนกัน หรือไม่เข้าข้อกฎหมาย ถือเป็นความสำเร็จของการกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสาธารณะในการดูแลสังคมออนไลน์                     ทั้งนี้ หากดูจากสถิติย้อนหลัง พบว่าช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเพจ “อาสา จับตา ออนไลน์” ได้รับแจ้งเบาะแสสื่อสังคมออนไลน์/เว็บผิดกฎหมาย จำนวน 1,050 รายการ (ยูอาร์แอล) ตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายซึ่งเป็นการดำเนินการกระทำความผิดตามกฎหมาย จำนวน 317 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของข้อมูลที่ได้รับแจ้ง                     จากนั้นในวันที่ 7-17 สิงหาคม 2563 มีผู้ส่งข้อมูลแจ้งเบาะแส จำนวน 3,083 รายการ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมาย คือมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวนทั้งสิ้น 1,395 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของข้อมูลที่มีการแจ้งเบาะแส                     “ขณะที่ สัปดาห์ล่าสุดมีข้อมูลที่ผู้แจ้งเบาะแสเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแล้ว พบว่ามีรายการที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไม่ถึง 1 ใน 4 เพราะส่วนใหญ่เป็นรายการซ้ำซ้อน และไม่เข้าข่าย แสดงว่ามีประชาชนจำนวนมากตื่นตัวที่จะแจ้งเบาะแสมาที่เพจเรา (อาสา จับตา ออนไลน์) เมื่อพบเห็นสื่อสังคมออนไลน์/เว็บไซต์ที่อาจผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม จึงพบรายการซ้ำซ้อนจำนวนมาก และสัดส่วนของเนื้อหา/เว็บที่ผิดกฎหมายก็ลดลง ทั้งนี้นับเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการมีส่วนร่วมช่วยกันดูแลสังคมออนไลน์” นายพุทธิพงษ์กล่าว                      ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการสืบหา และเก็บหลักฐานการกระทำผิดในสื่อออนไลน์ โดยตั้งกฎเหล็กไว้ว่าการปิดกั้น จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อส่งให้ศาลอนุมัติคำสั่ง และปิดเว็บ ลบเนื้อหา หรือส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี รวมถึงให้มีการจัดนิติกรเวร เป็นผู้แจ้งความในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560                      “ประชาชนสามารถช่วยกันแจ้งข้อมูลเบาะแส ร้องเรียน รวมทั้งขอคำปรึกษาเมื่อพบเห็นเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายได้ที่เพจ “อาสา จับตา ออนไลน์” ทาง inbox m.me/DESMonitor จะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องและตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง พิจารณาข้อมูลร้องเรียนตามข้อกฎหมายและตอบกลับโดยเร็ว” นายพุทธิพงษ์กล่าว   *****************



              นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงานและเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษในงาน August Series 2020 ซึ่งประกอบด้วยงาน eGovernment Forum, Digtal HR Forum, Big Data & Clound โดยงาน eGovernment Forum 2020 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก Empowering Thailand Through Trusted Digital Public Service  ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย(DUGA) เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 27 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ห้องวายุภักษ์ 2-4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ                  ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมและสัมมนาวิชาการ การปาฐกถาพิเศษผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ  การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ และเอกชน การสัมมนาวิชาการนำเสนอหัวข้อเทคโนโลยีและโชลูชั่น และการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ความก้าวหน้า และประโยชน์จากเทคโนโลยี จากผู้ประกอบการ และผู้ใช้ไอซีที ในการนี้  นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นวิทยากรในงานอบรมสัมมนา Big Data & Cloud Computting 2020 หัวข้อเสวนา1: Emphasizing Privacy Protection in Data Activities อีกด้วย                 สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีการบริหาร การบริการ และการพัฒนาเพื่อให้พร้อมรองรับการเดินหน้าประเทศไทยเข้าสู่ Digital Economy ที่ digital technology จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน หากแต่จะหลอมรวมเข้ากับทุกกระบวนการ และเป็นตัวขับเคลื่อนทุกกิจกรรมอย่างแท้จริง การปฏิรูปกระบวนทัศน์การทำงานและการให้บริการของภาครัฐ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศที่สอดคล้องกันระหว่างทุกหน่วยงาน โดยมีองค์ประกอบของยุทธศาสตร์กรอบการพัฒนา และแผนการดำเนินงาน (Roadmap) เพื่อเป็นแนวทางการยกระดับขีดความสมารถเชิงดิจิทัลของภาครัฐไทย   *************



                นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมแนวทางการพัฒนาระบบหนังสือเดินทางสุขภาพ Digital Health Passport Application (DHP) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นต่อรูปแบบการใช้งานของระบบบัตรสุขภาพ ณ ห้องประชุม 1801 วิภาวดี ชั้น 18 สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์ ถนนซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอความร่วมมือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชั่น Digital Health Passport Application (DHP) เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจสุขภาพของผู้เดินทาง ตลอดจนการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ หน่วยงานและบุคลากรทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการประมวลผลข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงจากประวัติการเดินทางของผู้ใช้บริการ และระงับการแพร่ระบาด สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับประเทศ   *****************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.