Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

 21 ส.ค.63 นายพลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะ เดินทางตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยได้เข้าพบหารือข้อราชการกับ นายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ที่กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ในพื้นที่ ซึ่งกล่าวชื่นชมว่าทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้ทำงานตอบสนองนโยบายของจังหวัดนครนายกเป็นอย่างดี ทั้งสำนักงานสถิติจังหวัด ได้สนับสนุนงานด้านการประชาสัมพันธ์จังหวัดด้วย โดยเฉพาะสถานีอุตุนิยมวิทยานครนายกได้รายงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานจังหวัด เช่น การพยากรณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันการณ์ เป็นต้น ด้านไปรษณีย์จังหวัดนครนายกมีบทบาทสำคัญเมื่อมีการปิดจังหวัดช่วงสถานการณ์โควิด-19 สามารถช่วยเรื่องการจัดส่งอาหารให้แก่ประชาชนได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดเนื่องจากมีเครือข่ายทุกพื้นที่ จากนั้นได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ในจังหวัดนครนายก เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมหาแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการฯ ได้เสนอแนะให้ทุกหน่วยงานในสังกัดควรมีการปรับวิธีการทำงานให้พร้อมต่อสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งยังไม่สามารถทราบกำหนดแน่ชัดได้ว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อไร เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมได้ตามแผนที่กำหนดต่อไป รวมทั้งให้มีการประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ เพื่อดำเนินภารกิจในพื้นที่/จังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

 นางคนึงนิจ คชศิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานแผนงาน/โครงการตามแผนการตรวจราชการ กระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (รอบ 12 เดือน) โดยที่ประชุมพิจารณา 4 โครงการ จาก 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า)  สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(สศด.) และ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งมีโครงการสำคัญคือ 1) โครงการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน (Thailand e-Commerce  Sustainability) 2) โครงการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเกษตรสมัยใหม่ 3) แผนงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City)  มีโครงการย่อย คือ  โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้านการจราจรและขนส่งตะเข็บชายแดนภาคอีกสาน (หนองคาย นครพนม มุกดาหาร) โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันให้มีคุณภาพระดับโลก (กระบี่ เชื่อมต่อภูเก็ต) โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้พื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และ 4) โครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

              เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 จากหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย จำนวน 54 แห่ง เพื่อหารือ “(ร่าง) แผนแม่บทปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยมีกรอบประเด็นในการรับฟังความเห็นครั้งนี้ ได้แก่  1) เป้าหมายและกรอบแผนแม่บท AI 2) แผนงานหลักภายใต้ยุทธศาสตร์AI 3) กลไกขับเคลื่อนสำคัญ AI ของไทย  ณห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จากนั้น กระทรวงดิจิทัลฯและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. จะร่วมพัฒนาแผนฯ และนำเสนอขอรับความเห็นชอบอนุมัติจาก ครม. ภายในเดือนธันวาคม 2563 ต่อไป  ส่วนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมระดมความเห็นในครั้งนี้ อาทิ สำนักงานปลัดฯทุกกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย  สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) เป็นต้น                ทั้งนี้การผลักดัน (ร่าง) แผนแม่บทปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ (พ.ศ.2564 –2570) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยจะเป็นประเทศชั้นนำในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในปี พ.ศ. 2570   *****************


              “พุทธิพงษ์” นำคณะผู้บริหารดีอีเอส พร้อมหน่วยงานในสังกัด ติดตามผลงานการพัฒนาระบบจัดการท่าเรืออัจฉริยะ จ.ภูเก็ต นำร่องตอบโจทย์การใช้งานเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยการคัดกรองและติดตามโรคระบาด เพิ่มความมั่นใจการผ่อนคลายมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ควบคู่การตรวจคัดกรอง ติดตาม และเฝ้าระวังโควิด-19                  วันนี้ (1 พ.ย. 63) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ คณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ในโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย. 63 ที่ จ.ภูเก็ต                  นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า โครงการท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ต้นแบบท่าเทียบเรืออ่าวปอ เป็นโครงการที่กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้ดำเนินการพัฒนาจัดการท่าเรือ ณ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อให้จังหวัดสามารถทราบข้อมูลและจำนวนผู้โดยสารในเรือแต่ละลำ เก็บภาพ VDO ของผู้โดยสาร พร้อมการคัดกรองอุณหภูมิผู้โดยสารก่อนลงเรือ เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยการคัดกรองและติดตามโรคระบาด                  ทั้งนี้ ระบบการจัดการท่าเรืออัจฉริยะในโครงการต้นแบบดังกล่าว ประกอบไปด้วย 1. ระบบลงทะเบียนผู้โดยสารทางทะเลกลางผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยให้ผู้ประกอบการทัวร์ หรือเจ้าของเรือ ลงทะเบียนรายชื่อผู้โดยสาร ลูกเรือ กัปตัน ชื่อเรือ พร้อมเส้นทางการเดินทางของเรือ ก่อนเรือออกในแต่ละวัน พร้อมระบบรายงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง                  2. ระบบจัดการผู้โดยสารท่าเรืออัจฉริยะ คือ ประตูอัตโนมัติ จุดขึ้นลงเรือ พร้อม CCTV จับใบหน้าและวัดอุณหภูมิ และตู้พร้อมอุปกรณ์ (Kiosk) ลงทะเบียนผู้โดยสารหน้าท่าเรือ พร้อมกล้องจับใบหน้า เครื่องอ่านบัตรประชาชน และพาสปอร์ต 3. ระบบ Wristbands ติดตามตัวบุคคลและร้องขอความช่วยเหลือเมื่อประสบภัย และ 4. เรือท่องเที่ยวที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการเพื่อเป็นต้นแบบท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) เป็นจุด One Stop Service บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อการพัฒนาการบริหารงานท่าเทียบเรือในอนาคต                   “แพลตฟอร์มนี้ได้รับการออกแบบในลักษณะ One Stop Service เช่น การเชื่อมต่อข้อมูลด้านประกันภัยแบบอัตโนมัติ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถนำสายรัดข้อมือไปยืนยันการเคลมประกันกับโรงพยาบาลได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องโทรติดต่อประกันภัย หรือนำเอกสารยืนยันตัวต่างๆ เข้าไปยื่นก่อนการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาได้เลย เป็นลดขั้นตอน ลดระยะเวลาไปอย่างมาก หรือจะเป็นการส่งรายชื่อนักท่องเที่ยวทุกคน ให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าก่อนการออกเดินทาง เพื่อเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งแพลตฟอร์มรองรับการอัปโหลดข้อมูลจากบริษัทนำเที่ยว จากนั้นแพลตฟอร์มจะทำการส่งข้อมูลเหล่านั้น ให้กับเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และสามารถประมวลผล และสรุปผลได้โดยทันที” นายพุทธิพงษ์กล่าว                    โดยในโอกาสนี้ เขาได้มอบข้อเสนอแนะว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการท่าเทียบเรือ จะทำให้ท่าเทียบเรือให้มีความปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการจะทำให้เพิ่มขั้นตอนการดำเนินงาน และท่าเรือ/บริษัทนำเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม จึงอาจจะทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการขยายผลในท่าเรืออื่นๆ หรือเกิดการย้ายท่าเรือของบริษัทนำเที่ยว เพื่อหลีกเลี่ยงในกระบวนการในส่วนนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ของการดูแลความปลอดภัยทางทะเล                    ดังนั้น ควรมีการกำหนดมาตรการ และการสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม และขยายผลให้มีการดำเนินการทุกๆ ท่าเทียบเรือในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และสามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว                    “ผมจึงมีคำสั่งการให้ดีป้า ประสานงานกับกรมเจ้าท่าเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ และการสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการขยายผลในทุกๆ ท่าเทียบเรือในจังหวัดภูเก็ต ปิดช่องโหว่ข้างต้น เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว” นายพุทธิพงษ์กล่าว                     นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ต้นแบบท่าเทียบเรืออ่าวปอ จะมีส่วนสนับสนุนให้ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ มีความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวภูเก็ตเพิ่มขึ้น ภายหลังมีมาตรการผ่อนคลายการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไทย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูเก็ต ซึ่งพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา   ****************

              2 พ.ย.63 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัดพังงา ชุมพรและระนอง ณ โรงแรมเนินเขา รีสอร์ท พังงา ในการนี้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งในที่ประชุมเน้นประเด็นปัญหาและข้อเสนอที่เห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนของท้องถิ่นโดยเฉพาะที่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลที่น่าจะดำเนินการใน 3 จังหวัดได้อย่างรวดเร็ว   *****************

              รมว.ดีอีเอส เปิดงานสัมมนา “สร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3” จ.พังงา ตอกย้ำการทำงานเชิงรุกแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ดึงทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกัน เผยผลการดำเนินงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีจำนวนข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองกว่า 25 ล้านข้อความ พบที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 6,826 เรื่อง เกินครึ่งเป็นข่าวปลอมในหมวดสุขภาพ                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (2 พ.ย. 63)  ได้เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “สร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3” จ.พังงา ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ และคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมรับฟัง                   สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมสัมมนา ครอบคลุมทั้ง ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรด้านสาธารณสุข ภาคสังคม สื่อมวลชน และภาคประชาชน อาทิ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.พังงา เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมได้ด้วยตนเอง วิธีเช็คแหล่งที่มา วิธีสังเกตหัวข้อพาดหัวข่าว และได้ทราบถึงการแจ้งเบาะแสให้กับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม                   สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตั้งแต่วันจัดตั้งศูนย์ฯ ถึงช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา (1 พ.ย.62-28 ต.ค.63) จากการรวบรวมข้อมูลทั้งจากที่มีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามา และระบบติดตามการสนทนาทางโซเชียล (Social listening) พบว่า มีจำนวนข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งหมด 25,835,350 ข้อความ ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19,466 ข้อความ โดยมีจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 6,826 เรื่อง ในจำนวนนี้ 56% เป็นข่าวในหมวดสุขภาพ ตามมาด้วยหมวดนโยบายรัฐ 2,620 เรื่อง (38%),  หมวดเศรษฐกิจ 251 เรื่อง (4%) และหมวดภัยพิบัติ 143 เรื่อง (2%)                   ทั้งนี้ กระทรวงฯ มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าการทำงานเชิงรุก เพื่อเร่งทำการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ผ่านกลไกการทำงานทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้เกิดแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม และให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น                  “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก 12 ด้านของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการจัดการข้อมูลที่เป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายกับประชาชนและสาธารณชนในวงกว้าง บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ในการตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้องแก่ประชาชน ยึดหลักการสำคัญในการทำงานคือ ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้” นายพุทธิพงษ์กล่าว                  นายภุชพงค์  โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กล่าวว่า การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ฯ ในภาคใต้ครั้งนี้ จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนการตรวจสอบเฝ้าระวังการเผยแพร่ข้อมูลเนื้อหา และข่าวสารที่เผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต โดยช่วยสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มวัยรุ่นนักศึกษา วัยทำงาน ผู้สูงอายุ หน่วยงานต่างจังหวัดและประชาชนทั่วไป ตลอดจนหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทำให้การบูรณาการการทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น                  ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเป็นหน่วยเฉพาะกิจ ในการดำเนินงานเชิงรุกป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและปัญหาข่าวปลอมอันจะทำให้ภาครัฐสามารถชี้แจงทำความเข้าใจ และเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อให้เกิดความมั่นคงและความไว้วางใจในการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศ   *****************

               “บิ๊กป้อม” ตรวจราชการนอกสถานที่ระหว่างการประชุม ครม. สัญจรที่ภูเก็ต รับฟังความคืบหน้าโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ Smart City มีผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อวันกว่า 2 หมื่นคน แนะเร่งประชาสัมพันธ์โครงการขนานไปกับกิจกรรมจังหวัด เพิ่มจุดแข็งภูเก็ตสู่เมืองอ้จฉริยะ ด้านอีดีเอส เตรียมต่อยอดใช้เป็นโมเดลนำร่องฟื้นฟูเศรษฐกิจภูมิภาคด้านการท่องเที่ยว ในทุกจังหวัดทั่วไทย                    วันนี้ (2 พ.ย. 63) พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจราชการ และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 3/2563 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยในโอกาสนี้ได้มีการติดตามความคืบหน้าของโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ Smart City จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต                    ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเชื่อมต่อโครงข่ายบรอดแบนด์สาธารณะดังกล่าวเฉลี่ยต่อวัน 22,983 คน โดยสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตเข้าถึงข้อมูลและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพ สร้างธุรกิจ และเพิ่มรายได้ในชุมชน ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งการได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนผ่านบริการดิจิทัลต่างๆ ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับ ประชาชนทุกคน และการเข้าถึงบริการสุขภาพภาครัฐที่ทันสมัยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ                     พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า โครงการนี้ยังมีบทบาทในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศ และเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมที่จะรองรับการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Internet of Things (IoT) และนวัตกรรมอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City)                     “กระทรวงดิจิทัลฯ ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องการบริหารข้อมูล และนำข้อมูลประชาสัมพันธ์โครงการเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ โดยให้มีการดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับกิจกรรมของเมืองภูเก็ต” พล.อ.ประวิตรกล่าว                      นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะด้วยเทคโนโลยีไร้สาย Wi-Fi (Hi-speed Wi-Fi) สำหรับประชาชน นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ ณ พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต จำนวนไม่น้อยกว่า 100 สถานที่และมีจุดให้บริการทั้งสิ้นกว่า 1,000 จุด ความเร็วในการรับ/ส่งข้อมูล 100/25 Mbps ผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง                      “เรามองถึงการสร้างโครงข่ายประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดภูเก็ต รวมถึงพื้นที่เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดภูเก็ต และเพื่อให้มีช่องทางในการช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการสื่อสาร และเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลสำหรับ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านข้อมูลข่าวสารของรัฐ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ ผ่านทางอุปกรณ์ Digital Signage พร้อมระบบที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยกว่า 21 จุด” นายภูเวียงกล่าว                       นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ยังเตรียมขยายผลโครงการตามนโยบายของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ  โดยจะสร้างความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดอื่นๆ เพื่อผลักดันโครงการให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และใช้โครงการนี้ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค สร้างงานสร้างอาชีพในท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีการจ้างงานสูง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินการตามเป้าหมายนี้ได้รวดเร็ว เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความพร้อม   ***************  

                2 พ.ย.63 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาสร้างการรับรู้เท่าทันข่าวปลอม ครั้งที่ 3 ณ จ.พังงา โดยมี นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวต้อนรับ และมีนายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ภาคสังคม สื่อมวลชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมได้ด้วยตนเอง วิธีตรวจสอบแหล่งที่มา วิธีสังเกตหัวข้อพาดหัวข่าว และได้ทราบถึงการแจ้งเบาะแสให้กับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการนี้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวง และคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย   *****************      

              รมว.ดีอีเอส นำคณะผู้บริหารตรวจราชการ จ.พังงา เยี่ยมชมศูนย์ดิจิทัลชุมชน วิทยาลัยชุมชนพังงา และโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านไปรษณีย์ไทย ดูความสำเร็จการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  เร่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มฐานราก เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย สร้างโอกาสเข้าถึงช่องทางตลาดออนไลน์                   วันนี้ (2 พ.ย. 63) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พังงา พร้อมนำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด เยี่ยมชมศูนย์ดิจิทัลชุมชน วิทยาลัยชุมชนพังงา และโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านไปรษณีย์ไทย (ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท) ซึ่งมีผลสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  เร่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ สร้างงานในพื้นที่โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มฐานราก เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ผ่านออนไลน์                    ทั้งนี้ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ตั้งอยู่ในวิทยาลัยชุมชนพังงา ต.บ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา  กลุ่มผู้ใช้งานเป็นเด็ก เยาวชน ประชาชนและกลุ่มแม่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือ เกษตรกรรม ประมง และรับจ้าง และเป็นหนึ่งในศูนย์ดิจิทัลชุมชนตามแผนการนำร่อง 250 แห่ง ที่มีการปรับรูปแบบการให้บริการศูนย์ฯ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่  รวมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในชุมชน เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ จัดอบรมการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตให้กับประชาชนทั่วไป เป็นต้น                    “ผมให้นโยบายเพื่อให้มีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากศูนย์ดิจิทัลชุมชน ที่นอกเหนือจากการอบรมให้ความรู้และการขายสินค้าออนไลน์ โดยควรเพิ่มในเรื่องของการท่องเที่ยว การสาธารณสุข และความรู้ในท้องถิ่น การค้นคว้าหาความรู้ โดยมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เร่งรัดพัฒนาเชิงรุกให้ชุมชนการเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐ ได้สะดวกและง่ายขึ้น” นายพุทธิพงษ์กล่าว                    ในโอกาสนี้ ได้เยี่ยมชมบูธโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านไปรษณีย์ไทย (Thailandpostmart) ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด  (ปณท)  โดยมีตัวแทนชุมชนจากหลายพื้นที่ของ จ.พังงา และผู้ผลิตสินค้าร่วมกันมานำเสนอสินค้า ที่ปัจจุบันวางจำหน่ายผ่าน e-Marketplace ของ www.Thailandpostmart.com  ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านปริง ปณอ.พังงา 104 วิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาตำหนอน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล ท่าปากแหว่ง และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา                    นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้นโยบายกับหน่วยงานใต้สังกัดเพื่อช่วยเข้าไปช่วยเหลือให้ชุมชนทุกพื้นที่ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐครอบคลุมถึง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ และสอดคล้องกับบริบทความต้องการของคนในชุมชน โดยในส่วนของการจำหน่ายสินค้าชุมขนออนไลน์ผ่าน Thailandpostmart จะมี ปณท เข้าไปช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชนทั่วประเทศ สร้างการเข้าถึงช่องทางการตลาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งใช้ศักยภาพของ ปณท ทั้งเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์กว่า 5,000 แห่ง พนักงานมากกว่า 40,000 คน ระบบการขนส่งที่ครอบคลุมและเข้าถึงทุกชุมชน เข้าไปสนับสนุน                   ทั้งนี้ ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท หรือโครงการดิจิทัลชุมชนด้านอี-คอมเมิร์ซ ได้พัฒนาระบบงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบร้านค้าออนไลน์ (e-Marketplace) ที่ทันสมัยเพื่อให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนสามารถนำสินค้าหรือบริการมาขึ้นทะเบียนจำหน่ายบนเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com ที่ทำงานได้ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ แทบเล็ต คอมพิวเตอร์                   2. การพัฒนาระบบการชำระเงิน  (e-Payment) เพื่อรองรับธุรกรรมการชำระเงินจากผู้สั่งซื้อสินค้า และการจ่ายเงินค่าสินค้าให้กับผู้ประกอบการได้อย่างสะดวก ทันสมัย ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่ง ปณท ได้มีพันธมิตรร่วมดำเนินการ ในเรื่องช่องทางการชำระเงิน (Payment Gateway) เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินได้ทุกช่องทาง และ 3. การพัฒนาระบบการขนส่ง (e-Logistics) พัฒนาระบบการแจ้งเตือนข้อมูลคำสั่งซื้อไปยังที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง และผู้จำหน่ายสินค้าเพื่อเตรียมการจัดส่งสินค้า วางเส้นทางและรูปแบบ วิธีการขนส่งสินค้าให้เหมาะกับสินค้าแต่ละประเภท เช่น ระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับการขนส่งผลผลิตการเกษตร อาหาร การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่มีมาตรฐาน ลดการสูญเสีย เป็นต้น ระบบการแสดงสถานะ การขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้สั่งซื้อใช้ตรวจสอบรายการสั่งซื้อสินค้าได้อย่างสะดวก ทันสมัยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต   *****************



              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 หรือ ครม.สัญจร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2563  เพื่อหารือแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต และกลุ่มจังหวัดอันดามัน โดยมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และผู้แทนกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ โรงแรมสแปลซ บีซ รีสอร์ท ไม้ขาว จ.ภูเก็ต  และก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีฯถ่ายภาพร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและร่วมหารือร่วมกับ 6 ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มอันดามัน(ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พังงา ระนอง และสตูล) และประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต นายกสมาคมมัคคุเทศก์อันดามัน เป็นต้น   **************

             ดีอีเอส เผยล่าสุดศาลมีคำสั่งปิดเว็บ/โซเชียลผิดกฎหมายอีก 209 ยูอาร์แอล ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่างจริงจัง เริ่มเห็นสัญญาณบวก ล่าสุดได้รับความร่วมมือลบ/ปิดกั้นแล้ว 4,114 ยูอาร์แอล คิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ที่แจ้งความเอาผิดไป                นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสร้างความขัดแย้งในสังคม การปลุกปั่นยั่วยุ และการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการแก้ไข รวมถึงเร่งเพิ่มการสื่อสารสร้างความตระหนักให้กับประชาชน ตลอดเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะการสร้างช่องทางเพจอาสา จับตา ออนไลน์ หรือm.me/DESMonitor มีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง และตั้งกฎเหล็กให้เร่งดำเนินการรวบรวมหลักฐาน เพื่อยื่นขอคำสั่งศาลให้เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์/โซเชียลดำเนินการปิดกั้น/ลบยูอาร์แอลที่ผิดกฎหมาย ภายใน 48 ชั่วโมง                โดยมีการรายงานผลการดำเนินการตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน2563 ซึ่งดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และมีคำสั่งศาล 5 คำสั่ง ให้เจ้าของแพลตฟอร์มดำเนินการระงับการเข้าถึง/ปิดกั้นรายการผิดกฎหมาย จำนวนรวม 209 ยูอาร์แอล แบ่งเป็น เฟซบุ๊ก 139 ยูอาร์แอล, ยูทูบ 20 ยูอาร์แอล, ทวิตเตอร์ 24 ยูอาร์แอล และอื่นๆ 26 ยูอาร์แอล                รวมทั้ง ดำเนินการแจ้งความเอาผิดผู้กระทำความผิดอีก 12 ยูอาร์แอล ได้แก่ กลุ่มเฟซบุ๊กรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส – ตลาดหลวง จำนวน 11 ยูอาร์แอล และบัญชีทวิตเตอร์ Nicky @Pari_2532 จำนวน 1 ยูอาร์แอล                ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้มีการดำเนินการแจ้งความเอาผิดผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่ไม่ปิดกั้นรายการเนื้อหาผิดกฎหมายตามคาสั่งศาลไปแล้ว 4 ชุด จำนวนรายการรวม 6,582 ยูอาร์แอล โดยจากการติดตามผลล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ย.63 พบว่ามีการดำเนินการลบ/ปิดให้แล้ว จำนวน 4,114 ยูอาร์แอล ยังคงเหลืออยู่อีก 2,468 ยูอาร์แอล ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะรวบรวมคำสั่งศาลในช่วงวันที่ 2-18 ต.ค. 63 เพื่อสรุปจำนวนยูอาร์แอลที่ที่ยังไม่ปิดกั้นหลังมีหนังสือเตือน 15 วัน เพื่อดำเนินการแจ้งความเอาผิดไอเอสพีและแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นชุดที่ 5 ต่อไป               นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงฯ ได้มีการแจ้งความเอาผิดผู้ให้บริการที่ไม่ปิดกั้นตามคำสั่งศาลในช่วงวันที่ 26 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563  ซึ่งเป็นการเข้าแจ้งความชุดที่ 3 และชุดที่ 4 ตามคำสั่งศาลช่วงเดือนส.ค.- 2 ก.ย. 63 และเดือน ก.ย.-2 ต.ค. 63 ตามลำดับ ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มต่างๆ เกิดความตื่นตัวให้ความร่วมมือดำเนินการกฎหมายเพิ่มขึ้น โดยมีความคืบหน้า ดังนี้ การแจ้งความเอาผิดชุดที่ 3 จำนวน 3,097 ยูอาร์แอล ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก 1,748 ยูอาร์แอล ปิดแล้ว 1,003 ยูอาร์แอล คงเหลือ 745 ยูอาร์แอล, ยูทูบ 607 ยูอาร์แอล ปิดครบแล้ว, ทวิตเตอร์ จำนวน 261 ยูอาร์แอล ปิดแล้ว 31 ยูอาร์แอล คงเหลือ 230 ยูอาร์แอล และเว็บอื่นๆ  481 ยูอาร์แอล ปิดแล้ว 127 ยูอาร์แอล คงเหลือ 354 ยูอาร์แอล               ขณะที่ การแจ้งความเอาผิดชุดที่ 4 จำนวน 1,185 รายการ ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก  735 ยูอาร์แอล ปิดแล้ว 204 ยูอาร์แอล คงเหลือ 531 ยูอาร์แอล, ยูทูบ จำนวน 332 ยูอาร์แอล ปิดครบแล้ว, ทวิตเตอร์ 107 ยูอาร์แอล ปิดแล้ว 17 ยูอาร์แอล คงเหลือ 90 ยูอาร์แอล และเว็บอื่นๆ จำนวน 11 ยูอาร์แอล โดยยังไม่มีการปิดให้ตามคำสั่งศาล                นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้รายงานการแจ้งเตือนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และแพลตฟอร์มต่างๆ ตามคำสั่งศาลที่มีการอนุมัติในช่วงเดือนตุลาคม เกี่ยวกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมายจำนวนรวม 70 ยูอาร์แอล โดยสัดส่วนหลักๆ ยังอยู่บนเฟซบุ๊ก 29 ยูอาร์แอล และตามมาด้วย ยูทูบ 26 ยูอาร์แอล, ทวิตเตอร์ 7 ยูอาร์แอล และเว็บอื่นๆ 8 ยูอาร์แอล               “กระทรวงฯ มีนโยบายในการบูรณาการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเว็บ/สื่อผิดกฎหมายบนโซเชียลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการขอความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ในประเทศ และแพลตฟอร์มต่างประเทศ” นายพุทธิพงษ์กล่าว   ****************

              เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร เพื่อศึกษาดูงานศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การชุมนุม ศูนย์เฝ้าระวังเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมและต่อต้านข่าวปลอม ในการนี้ได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวโครงสร้าง การดำเนินงาน ระเบียบปฎิบัติและขั้นตอนการปฎิบัติงานของศูนย์ฯ ณห้องประชุม บมจ.ทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ โดยในที่ประชุมได้รายงานภาพรวมผลการดำเนินการของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ว่าปัจจุบันได้มีการรับแจ้งเบาะแส และติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอมตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 62 -2 พ.ย. 63 มีข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งหมด 26,091,975 ข้อความ ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดาเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19,553 ข้อความ โดยหลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดาเนินการตรวจสอบทั้งหมด 6,877 เรื่อง     ********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.