Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                   เมื่อวันที่ 15 มกราคม  2564 นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ ผู้แทนจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. เพื่อพิจารณา เรื่อง แนวทางการบูรณาการระบบวิทยุ PS-LTE ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ   **************    


           “พุทธิพงษ์” สยบดราม่า “หมอชนะ” ยืนยันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังร่วมกันทำงาน ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาแอป และ สพร. เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น การปรับปรุงแอปล่าสุดหลังจากถ่ายโอนการดูแลให้รัฐคือ เพิ่มความมั่นใจเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล โดยให้ทีมผู้พัฒนาตัดฟังชั่นการทำงานของแอปหมอชนะออกหลายจุด เพื่อให้ใช้งานง่าย และไม่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน               นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้พัฒนาแอป “หมอชนะ” ได้แก่ กลุ่ม Code For Public และกลุ่มทีมงานอาสาหมอชนะ Mor Chana Volunteer Team ได้มีการส่งต่อ “หมอชนะ” จากกลุ่มอาสาสมัครมาสู่การกำกับดูแลจากทางรัฐบาลอย่างเต็มตัวแล้ว เนื่องจากหลังการนำมาใช้งานเพื่อรับมือการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นการระบาดในประเทศที่รุนแรงกว่ารอบแรก ทำให้ปริมาณผู้ใช้งานจากประชาชนทั่วไปเพิ่มมากขึ้น ทาง ศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้ให้ผู้พัฒนาปรับปรุงโดยยกเลิกการขอข้อมูลส่วนบุคคลในการลงทะเบียน เช่น ชื่อ-เบอร์โทรศัพท์ออก ไม่ให้มีการได้มาหรือเก็บข้อมูลนั้นไว้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ                 นอกจากนั้นยังตัดฟังก์ชั่นการทำงานของแอปหมอชนะออกหลายจุด เพื่อให้ใช้งานง่าย และไม่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน โดยมีการใช้งานเพียงการตรวจสอบหาบุคคลที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้ติดเชื้อเพื่อแจ้งเตือนเท่านั้น                 “การพัฒนาแอปหมอชนะ เกิดจากการร่วมมือกันของอาสาสมัครที่อยากให้มีแอปพลิเคชั่นในลักษณะติดตามตัวผู้ใช้งาน เพื่อมาช่วยในการควบคุมการระบาดของโควิด -19 โดยมีการพัฒนามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยดีอีเอส ได้ตรวจสอบแล้วว่ามีความมั่นคงปลอดภัยและไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้ให้การรับรองและมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) เป็นผู้ดูแล และสนับสนุนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในคลาวด์ของ สพร. รวมทั้งตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลมาตรวจสอบด้วย ซึ่งแอปหมอชนะได้มีการใช้งานแล้วในกลุ่มภาคเอกชน บริษัท โรงงานต่างๆ มาระยะหนึ่ง” นายพุทธิพงษ์กล่าว                  ทั้งนี้ เมื่อเกิดการระบาดรอบใหม่ในประเทศ และรัฐบาลต้องการควบคุมมาตรการเข้มงวดเฉพาะจุดในพื้นที่การระบาด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนในวงกว้าง จึงเห็นความจำเป็นให้นำแอปหมอชนะมาใช้ติดตามผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ เพื่อให้เข้ามารับการตรวจสอบ                  โดยในการนำหมอชนะมาให้ประชาชนใช้ นอกจากเพิ่มการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลแล้ว บางฟังก์ชั่นการใช้งานรวมถึงการจัดระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลไม่ได้นำมาใช้ ทำให้มีผลต่อองค์กรที่ใช้งานแอปหมอชนะมาก่อนหน้านี้ สามารถใช้งานได้น้อยลง                   “ดังนั้นกลุ่มอาสาสมัครผู้พัฒนาแอปหมอชนะ จึงได้ออกคำชี้แจงเพื่อให้ทุกคนทราบว่าได้มอบแอปนี้ให้รัฐบาลนำไปใช้งานแล้ว ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกลุ่ม โดยทางกลุ่มยังให้การสนับสนุนการใช้งานของรัฐบาลต่อไป” นายพุทธิพงษ์กล่าว                   รมว.ดีอีเอส กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังร่วมกันทำงาน ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาแอป และ สพร. เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คลาวด์เก็บข้อมูลที่ สพร. เริ่มไม่พอมาตั้งแต่ต้นปีนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ จึงต้องให้ใช้คลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT มารองรับในการเก็บข้อมูล                  ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การใช้งานของแอปหมอชนะนั้น ศบค. และ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลฯ และ สพร. ซึ่งรับผิดชอบในการทำงานของแอปพลิเคชั่นด้านเทคนิค ก็กำกับดูแลตามหลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ดาวน์โหลดหมอชนะ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง                  โดยเมื่อเย็นวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Code for Public และเพจเฟซบุ๊ก ทีมงานอาสาหมอชนะ Mor Chana Volunteer Team ได้ออกแถลงการณ์การส่งต่อแอปหมอชนะ จากกลุ่มอาสาสมัครไปสู่การกำกับดูแลจากทางรัฐบาลอย่างเต็มตัว โดยส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า กลุ่มผู้พัฒนาจะไม่ได้เป็นผู้ดูแลแอปหมอชนะอีกต่อไปอย่างเป็นทางการ และทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามที่ทางทีมผู้พัฒนาวางแผนกันไว้ว่าจะดูแลเพียงส่วนของโปรแกรมระบบเปิดในการพัฒนา (Open Source) ซึ่งหลังจากนี้ก็จะยังพัฒนาโอเพ่นซอร์สตัวเดิมต่อไป                    และเมื่อดูจากแถลงการณ์ในข้อที่ระบุว่า “การดำเนินการการส่งต่อให้รัฐบาลครั้งนี้ คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลเป็นสำคัญเช่นเดิม ดังนั้นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนอย่างเช่นเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบทิ้งออกจากฐานข้อมูล รวมถึงตัวแอปได้ปิดฟีเจอร์ ยืนยันตัวตนเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เวอร์ชัน 2.0.1 ทำให้ผู้ใช้ใหม่จะไม่มีวิธีในการใส่เบอร์โทรตัวเองเข้าระบบอีกต่อไป” จะเห็นว่าทางกลุ่มผู้พัฒนาได้ดำเนินการตามคำร้องขอของรัฐบาลแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   *******************  


            “พุทธิพงษ์” แถลงร่วมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้พัฒนาแอปหมอชนะ เปิดเหตุผลการถ่ายโอนหมอชนะให้รัฐเพราะมองอนาคตการใช้ประโยชน์จากแอปได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ และกำลังคนมาอัดฉีดในระยะยาว ซึ่งภาครัฐ คือคำตอบดีที่สุด ด้านกรมควบคุมโรค เผยแอปหมอชนะเคาะ 3 สีแจ้งสถานะกลุ่มเสี่ยง                นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (18 ม.ค. 64) ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อติดตามข้อสรุปในการดูแลระบบแอปพลิคชั่นหมอชนะ หลังจากกลุ่มผู้พัฒนาได้ถ่ายโอนการดูแลให้กับรัฐ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รวมทั้งนายอนุชิต อนุชิตานุกูล และนายสมโภชน์ อาหุนัย ตัวแทนกล่มผู้พัฒนาแอปหมอชนะ              “สืบเนื่องจากประเด็นที่มีคำถามจากสังคม การใช้แอปหมอชนะ ขอเรียนไปยังพี่น้องประชาชน ว่าการทำงานตั้งแต่ทีมงานพัฒนาหมอชนะ 9-10 เดือนที่แล้ว จนถึงปัจจุบันก็ยังหารือด้วยดีกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันนี้ได้เชิญผู้แทนที่เกี่ยวข้องมาอย่างครบถ้วน ซึ่งยังทำงานร่วมกันมาด้วยดีโดยตลอด” นายพุทธิพงษ์กล่าว              ทั้งนี้แอปหมอชนะ มีการพัฒนากันมาเป็นลำดับ ที่ผ่านมาทำเพื่อรองรับการใช้งานหลายเรื่อง ซึ่งการที่รัฐบาลนำมาใช้งานรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก จำเป็นต้องมีทีมงาน พื้นที่ในการเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ที่รองรับการใช้งานที่มากขึ้น ซึ่งเจตนารมย์ที่ส่งมอบหมอชนะให้รัฐบาล เป็นของผู้พัฒนาตั้งแต่แรก เพื่อให้มีการบริหารจัดการกันเป็นระบบ มีผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง โดยกลุ่มผู้พัฒนาที่เป็นทีมงานอาสาก็ยังสนับสนุนการพัฒนากับรัฐบาลต่อไป             นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในระยะยาว และบุคลากรที่ทำงานกันแบบประจำแบบ 24 ชั่วโมงเข้ามาเสริม จากเดิมเป็นการทำงานในรูปแบบทีมพัฒนาอาสา จึงมีการขยับบทบาทออกไปเป็นที่ปรึกษา             รมว.ดิจิทัลฯ ย้ำด้วยว่า ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญมาก ฟังก์ชั่นสีต่างๆ ในการแจ้งสถานะแจ้งเตือนประชาชนกรมควบคุมโรค จะเข้ามาเร่งให้มีการแจ้งเตือนได้รวดเร็วขึ้น ยิ่งใช้เยอะ ข้อมูลยิงแม่นยำ รวดเร็ว ดังนั้นอยากขอให้ประชาชนช่วยกันใช้แอปหมอชนะกันเยอะๆ เพื่อการแจ้งเตือนเข้ามาในระบบ และส่งแจ้งเตือนกลุ่มเสี่ยงจะยิ่งรวดเร็วขึ้น” นายพุทธิพงษ์กล่าว              “ยืนยันว่าเราและนักพัฒนาได้มีการหารือกันตั้งแต่ต้น ใครออกข่าวอย่างไรมา เราไม่ทราบ แต่ตอนนี้ ยืนยันว่านักพัฒนาไม่ได้ถอนตัว เขาก็ยังอยู่กับเราไม่ได้ทิ้งกันไป ไม่มีการถอนตัว ซึ่งถอนตัวไม่ได้ เพราะเริ่มพัฒนาร่วมกันมาตั้งแต่แรก ในปัจจุบัน เมื่อมีการใช้งานมากขึ้นจากหลักแสน เป็น 5-6 ล้านคน จำเป็นต้องมีงบประมาณในการขยายการดำเนินงาน มีกรอบงบประมาณแล้ว ซึ่งผู้คิดกรอบงบประมาณ คือ ผู้พัฒนานั่นเอง โดยที่ผ่านมา ก็ได้มีการใช้งบประมาณกลาง เป็นค่าเช่าคลาวด์  แต่ผู้พัฒนาไม่คิดค่าแรงเลย และเมื่อต้องใช้งานกันอย่างจริงจัง ก็ต้องมีเงินเพื่อเป็นงานประจำ มีที่เก็บข้อมูลที่รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้ และการทำงานต่อจากนี้ของนักพัฒนาต่อจากนี้ ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ยังสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป” นายพุทธิพงษ์กล่าว             นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า รัฐและทีมผู้พัฒนาฯ ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อปีที่ผ่านมา และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และ ศบค. ต้องการใข้แอปมาช่วยติดตามกลุ่มเสี่ยง กระทรวงฯจึงได้รับนโยบายมาเมื่อยอดใช้งานทะลุ 5 ล้านคนช่วงหลังปีใหม่ ว่าต้องมีการขยายพื้นที่การใช้งานบนระบบคลาวด์เพราะเรามีระบบคลาวด์กลางภาครัฐอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลผู้ใช้งาน มีแต่กรมควบคุมโรคเรียกใช้ได้  เมื่อมีกรณีพบผู้ติดเชื้อ            นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดี กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมควบคุมโรค และทีมผู้พัฒนา ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยในการแจ้งเตือนสถานะเสี่ยงของผู้ใช้งานนั้นมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลและ 2. ฐานของข้อมูลจะต้องดูแลโดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้คือ กรมควบคุมโรค ซึ่งการเปลี่ยนสี QR code เพื่อเปลี่ยนการแจ้งเตือนสถานะจากสีเขียวนั้น ต้องผ่านกระบวนการยืนยันหลังการสอบสวนโรคของผู้ป่วยยืนยันก่อน             โดยการอัพเดทสถานะจะมี 3 สี ได้แก่ QR code สีแดง ผู้ป่วยยืนยัน, QR code สีส้ม ผู้มีความเสี่ยงสูงในการใกล้ชิดผู้ป่วย ที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังติดตามสังเกตอาการ และมารับการตรวจเชื้อ และ QR code สีเขียวคือ ประชาชนทั่วไป หรือกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจได้รับข้อความแจ้งเตือนเฝ้าระวังตนเอง            ดังนั้น ขอให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องเรื่องสี QR code ว่า แอปจะไม่สามารถเปลี่ยนสีเองได้ เพราะแอปคุยกันเองไม่ได้ ต้องมีการรวบรวมข้อมูลทั้งจากคนของกรมฯ ที่ลงไปอยู่ในระดับเขตและจังหวัด ข้อมูลในไทม์ไลน์ของผู้ใช้แอปหมอชนะ และการแปลงข้อมูลหลังการสอบสวนโรค จากนั้นกรมฯ จะแจ้งส่วนงานที่เกี่ยวข้องให้เปลี่ยนสีของสถานะ QR code ของกลุ่มเสี่ยง            นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) กล่าวว่า ตลอดการทำงาน 8-9 เดือนที่ผ่านมา เป็นแบบอย่างของความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเมื่อมีการใช้งานมากขึ้น ก็จำเป็นต้องบริหารจัดการให้เป็นระบบ รองรับจำนวนคนใช้งานที่มากขึ้น และการทำงานก็จะเป็นในแบบรูปแบบเดิม มีการร่วมมือการพัฒนา หมอชนะ ตั้งแต่ต้น และส่วนเรื่องการดูแลข้อมูล สพร. ก็ยังเป็นผู้ดูแลข้อมูล และอยากขอให้ประชาชนช่วยกันดาวน์โหลดแอปหมอชนะมาใช้งาน             นายอนุชิต อนุชิตานุกูล หนึ่งในกลุ่มผู้พัฒนาแอปหมอชนะ กล่าวว่า ทีมอาสาฯ มองว่าถึงเวลาที่แอปนี้ ต้องมีการดูแลอย่างเป็นทางการ จากที่ผ่านมาอยู่ในลักษณะอาสาสมัคร อีกทั้งคำแนะนำ การใช้งานต่างๆ การสื่อสารจำเป็นต้องมีเอกภาพชัดเจน ควรต้อง “สื่อสารจากรัฐบาล” เพื่อสร้างความชัดเจน           นายสมโภชน์ อาหุนัย ทีมผู้พัฒนาแอปหมอชนะ กล่าวว่า กลุ่มคนทำงานอาสาสมัคร มุ่งพัฒนาแอปเพื่อประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เป็นเครื่องมือหนึ่ง ดังนั้นจำเป็นต้องรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามาช่วยกันใช้งาน เพื่อให้แอปหมอชนะ กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และเมื่อถึงจุดหนึ่ง จำเป็นต้องให้รัฐเป็นผู้นำในการรณรงค์การใช้งาน และมีความเป็นเอกภาพ ********************        

            เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake Center) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการสถานีประชาชน ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชน ถึงขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบข่าวต่างๆของหน่วยงาน ก่อนมีการประชาสัมพันธ์ และส่งต่อเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ โดยที่ผ่านมาศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มีการเปิดอบรมประชาชนให้รู้ทันข่าว ก่อนแชร์ เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ในพื้นที่ 4 ภาคทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี พังงา และอยุธยา  ณ ห้องประชุม  ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ พร้อมกันนี้ รองปลัดฯ จะเข้าร่วมสนทนาเพื่อพูดคุยถึงการตรวจข่าวสารที่ถูกต้องกับทางรายการฯ อีกครั้ง ในวันที่ 26 มกราคม 2564 ช่วงเวลา 14.05 – 15.00 น.   *******************  

                เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง “ส่งมอบแอปหมอชนะให้รัฐบาลเพื่อความยั่งยืน” ร่วมกับผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รวมทั้งนายอนุชิต อนุชิตานุกูล และนายสมโภชน์ อาหุนัย ตัวแทนกล่มผู้พัฒนาแอปหมอชนะ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม Walk the Talk ชั้น 15 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ทั้งนี้แอปหมอชนะ มีการพัฒนากันมาเป็นลำดับ ที่ผ่านมาทำเพื่อรองรับการใช้งานหลายเรื่อง ซึ่งเจตนารมย์ที่ส่งมอบหมอชนะให้รัฐบาล เป็นของผู้พัฒนาตั้งแต่แรก เพื่อให้มีการบริหารจัดการกันเป็นระบบ มีผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง โดยกลุ่มผู้พัฒนาที่เป็นทีมงานอาสาก็ยังสนับสนุนการพัฒนากับรัฐบาลต่อไป การถ่ายโอนหมอชนะให้รัฐ เพราะมองอนาคตการใช้ประโยชน์จากแอปได้อย่างยั่งยืน   *******************  

               เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564  ดร.ปิยนุช  วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “โลกาภิวัฒน์กับผลกระทบต่อสังคมไทยในปัจจุบัน” ให้กับนักศึกษาหลักสูตรหลักประจำวิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ ๖๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ จำนวน ๑๕๖ คน ผ่านระบบ VDO Conference ณ วิทยาลัยการทัพบก ถนนเทิดดำริ เขตดุสิต กรุงเทพฯ   ****************

             เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบหมายนายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ยื่นแจ้งความที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิด นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ฐานความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” และด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปี 2560 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ณ ชั้น 4 ศูนย์ราชการ อาคาร B แจ้งวัฒนะ   ****************        




              เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุม รัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 1 (The First ASEAN Digital Ministers’ Meeting : ADGMIN) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “อาเซียน : ประชาคมที่เชื่อมโยงกัน ด้วยดิจิทัล” หรือ “ASEAN – a Digitally Connected Community” โดยมีรัฐมนตรีดิจิทัล จากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และรองเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม โดยมีมาเลเซีย ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ทั้งนี้การประชุม ADGMIN ครั้งที่ 1 ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของการเปลี่ยนผ่านจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (TELMIN) เป็นด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย โดยที่ประชุมรัฐมนตรีครั้งนี้ได้มีการรับรองแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025) โดยมุ่งให้อาเซียนบรรลุวิสัยทัศน์ ในการเป็นประชาคมชั้นนำด้านดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บริการดิจิทัล และระบบนิเวศ ที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า                     โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เชิงนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยในหัวข้อ อาเซียน : ประชาคมที่เชื่อมโยงกันด้วยดิจิทัล โดยเน้นย้ำถึง การรับมือกับสถานการณ์โควิด – 19ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือด้านดิจิทัลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การบูรณาการด้านดิจิทัลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพในการผลิตและโอกาสในการดำเนินธุรกิจอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะ SMEs และ MSMEs ซึ่งถือเป็นรากฐานของภูมิภาคอาเซียน โดยที่ไทยตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ในภูมิภาคอาเซียน                     พร้อมกันนี้ ในประเด็นของการรับมือกับการระบาดของโควิด - 19 มาเลเซีย ประธานการประชุมฯ ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทย โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด – 19    ***********************

              เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔ นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ ๑ ร่วมกับ คู่เจรจา ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม Brain Storming สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศ กับ คู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) รวมทั้งรองเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมการประชุมฯ โดยมีมาเลเซียทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ                การประชุม ADGMIN ครั้งที่ ๑ กับคู่เจรจาในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาด การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยี 5G การพัฒนาบุคคลากรด้านดิจิทัล รวมถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาบนพื้นฐานของประโยชน์ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025)                นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการรับรองแผนงานความร่วมมือด้านดิจิทัลและกิจกรรมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาในปี ๒๕๖๔ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองต่อความท้าทายและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด               โอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงฯ ได้ร่วมกล่าวขอบคุณการดำเนินงานความร่วมมือกับคู่เจรจาที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้สนับสนุนผ่านการดำเนินงานของศูนย์ความร่วมมืออาเซียน – ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ASEAN – Japan Cybersecurity Capacity Building Centre: AJCCBC) การผลักดันประเด็นความร่วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลีในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งความร่วมมือโครงการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างไทยกับ ITU เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในเวทีขององค์การระหว่างประเทศด้วย   ********************

              เมื่อวันที่ 19-20 มกราคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 1 (The 1st ASEAN Digital Senior Officials’ Meeting : ADGSOM ครั้งที่ 1) และการประชุม ADGSOM ครั้งที่ 1 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และรองเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม โดยมาเลเซียทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ณ ห้องประชุม MOC ชั้น 6 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยผลการประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลได้หารือและพิจารณาเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 1 (ADGMIN ครั้งที่ 1) รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานความสำเร็จที่ผ่านมาในปี 2563 ภายใต้กรอบอาเซียนสาขาดิจิทัล และสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน                     สำหรับการประชุมหารือกับคู่เจรจา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลได้หารือแผนงานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ปี 2564 กับ คู่เจรจา ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย สหภาพยุโรป (EU) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โดยทั้ง 7 คู่เจรจาได้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโรคโควิด – 19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกด้านการค้าดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นการยกระดับความร่วมมือและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือด้านการพัฒนาดิจิทัลที่เพิ่มพูนมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและกรอบการดำเนินงานของคู่เจรจาสำหรับเป็นแนวทางการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน   *****************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.