Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


               เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 นางคนึงนิจ คชศิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมการตรวจราชการแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รอบที่ 1 เขตตรวจราชการที่ 10 (จังหวัดบึงกาฬ) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องทำงานผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งที่ประชุมร่วมพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับนโยบายหลักของรัฐบาล อาทิ การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนหลังโควิด 19 การจัดการแหล่งน้ำชุมชนภาคเกษตร ได้แก่ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล และโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของประชาชนในโครงการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ( คทช.) และการแก้ไขปัญหามลพิษทางอาการ และการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยได้ประชุมร่วมกับคณะตรวจราชการแบบบูรณาการฯ ของสำนักนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 108 อรรถไกวัลวจี ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ   *********************                

               ดีอีเอส ห่วงผู้ใช้โซเชียลตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แนะแนวทางป้องกัน 5 ข้อ เรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนร่วมมือแก้ไขปัญหา รวมทั้งผู้พัฒนาระบบ ได้แก่ กูเกิล และแอปเปิ้ล  กลั่นกรองปิดกั้นแอปผิดกฎหมาย                 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า แนวโน้มอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นภัยใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น ในรูปแบบแอปพลิเคชันผิดกฎหมายบนโทรศัพท์มือถือ เมื่อผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ดาวน์โหลดมาใช้งาน ก็จะถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลทุกอย่างที่จัดเก็บไว้ในมือถือได้ทันที                 ดังนั้น ในเบื้องต้นอยากแนะนำประชาชนทั่วไปเพื่อให้ลดโอกาสเสี่ยงที่จะกลายเป็นเหยื่อ โดยมีแนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ 5 ข้อ ได้แก่  1. การป้องกันข้อมูลส่วนตัว โดยการตั้งรหัสเข้าข้อมูลของไฟล์ข้อมูลที่ต้องการป้องกัน 2. การป้องกันการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การใส่ชื่อ username และ password  การใช้สมาร์ทการ์ดในการควบคุมการใช้งาน หรือกุญแจเพื่อการป้องกันการใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้อุปกรณ์ทางชีวภาพ เช่น ตรวจสอบเสียง ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ ลายเซ็น ม่านตา เป็นต้น                 3. การสำรองข้อมูล โดยไม่เก็บข้อมูลไว้ที่เดียว สามารถสำรองไว้ในอุปกรณ์ที่ใช้อ่านอย่างเดียว เช่น แผ่นซีดีและแผ่นวีดีโอ 4. การตั้งค่าโปรแกรมค้นหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นการป้องกันที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้ 5. ไม่คลิกรับไฟล์ที่ไม่รู้จักที่ส่งเข้ามาผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ไลน์ , Email หรือ SMS โดยเฉพาะไฟล์ที่มีนามสกุล .APK , .EXE เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นการ Phishing ข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปดำเนินการในทางทุจริต รวมถึงการเชิญชวนให้รับโชคต่างๆต้องไม่หลงเชื่อโดยไม่มีการตรวจสอบ                  “ล่าสุดที่มีประชาชนจำนวนมาก ตกเป็นเหยื่อแอปเงินกู้เถื่อน เป็นตัวอย่างกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนว่า การที่อนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลเพื่อที่จะดำเนินการกู้เงิน ผลที่ตามมาร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะผู้ร้ายจะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของเราได้ เช่น รูปภาพ เบอร์โทรศัพท์ ไฟล์ข้อมูลต่างๆ และนำข้อมูลนั้นมาข่มขู่หรือรบกวนผู้กู้ และผู้ที่รู้จักภายหลังได้ ข้อมูลที่ผู้ร้ายได้ไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้อีก” นายภุชพงค์กล่าว                   นายภุชพงค์ กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงฯ ในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชันผิดกฎหมาย ยังมุ่งเรื่องการตรวจสอบเป็นหลัก เพราะแอปที่เปิดให้บริการอยู่ในประเทศไทย มีการยื่นขอเปิดไปทางผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการมือถือ ได้แก่ แอปเปิ้ล และกูเกิล จึงเป็นข้อจำกัดของกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง                   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพจอาสาจับตาออนไลน์ ที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ และรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า แอปพลิเคชันใดที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือผิดกฎหมายในข้อต่างๆ สามารถแจ้งเข้ามาได้ทาง inbox คลิก m.me/DESMonitor  โดยจะมีทีมงานของกระทรวงฯ และของเพจช่วยกันจับตา ตรวจสอบ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้                   “นอกเหนือจากมาตรการทางเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ต้องดำเนินการ หรือมาตรการทางกฎหมายที่รัฐบาลต้องผลักดันกฎหมายต่างๆ แล้ว มาตรการสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์สัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้นั้น คือมาตรการด้านความร่วมมือกับระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในด้านของผู้พัฒนาระบบหรือผู้กำหนดนโยบาย” นายภุชพงค์กล่าว                    สำหรับผลการดำเนินงาน เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. 64 ดำเนินการยื่นคำสั่งต่อศาล เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับการแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายไปแล้ว 561 คำสั่ง รวมทั้งสิ้น 20,588 ยูอาร์แอล   ******************

               เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทการดำเนินงานด้านการส่งเสริม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2564 – 2568 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 5 ชั้น 5  โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยในช่วงเช้า เป็นการสรุปสถานการณ์ประเทศไทยเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  และ “เสวนาเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงาน” ส่วนช่วงบ่าย เป็นการสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ เมื่อวันที่ 15-19 มีนาคม 2564 และนำเสนอ (ร่าง) แผนแม่บทฯ               ก่อนหน้านี้ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมกับ สถาบันวิชาการนโยบายกิจการสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดให้ผู้สนใจเข้าร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบแผนแม่บทการดำเนินงานด้านการส่งเสริม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2564 – 2568 “กิจกรรมจัดทำแผนแม่บทการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2564 – 2568 ภายใต้โครงการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งจัดในรูปแบบออนไลน์ เรียบร้อยแล้ว จำนวน 5 ครั้ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในระหว่างวันที่ 15 – 19 มีนาคม 2564 โดยกำหนดการประชุมแต่ละครั้ง ประกอบด้วย ช่วงเช้า เป็นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ช่วงบ่าย เป็นการนำเสนอ (ร่าง) กรอบแผนแม่บทการดำเนินงานด้านการส่งเสริม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2564 – 2568               ซึ่งการประชุมออนไลน์ที่ผ่านมา มีรายละเอียด ดังนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งที่ 1 วันที่ 15 มีนาคม 2564  ​สำหรับกรุงเทพฯ/ปริมณฑล การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 16 มีนาคม 2564 สำหรับภาคเหนือ การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งที่ 3 วันที่ 17 มีนาคม 2564 สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งที่ 4 วันที่ 18 มีนาคม 2564 สำหรับภาคตะวันออก การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งที่ 5 วันที่ 19 มีนาคม 2564 สำหรับภาคใต้   ******************                  







             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส สั่งการ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รุดสนับสนุนภารกิจป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ลงพื้นที่ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตไวไฟ ไอพีโฟน และซีซีทีวี ให้โรงพยาบาลสนามทั่วไทย พร้อมประสานงานให้โอเปอเรเตอร์ร่วมติดตั้ง                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด จึงได้มอบหมายให้ นางสาว อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ประสานงานไปยัง บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ให้ดำเนินการสนับสนุนติดตั้งระบบ Internet Wi-Fi ระบบโทรศัพท์ IP Phone รวมถึงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ให้บริการกับเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ใช้ในการติดต่อสื่อสาร โดยพร้อมอำนวยความสะดวกในการใช้งานให้กับ รพ.สนามทุกแห่ง ที่แจ้งความประสงค์เข้ามาที่ NT                  โดยนับตั้งแต่สถานการณ์ระบาดโควิดรอบล่าสุด เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น NT ได้เข้าไปสนับสนุนภารกิจของบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งในส่วนของรถพยาบาลเคลื่อนที่และหน่วยคัดกรองผู้ป่วย รพ.สนาม รวมถึงสถานกักกันโรคแห่งรัฐ (SQ) สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ดำเนินการไปแล้วในหลายจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น และล่าสุดระหว่างวันที่ 17 -18 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้เข้าไปช่วยติดตั้งและประสานงานอีกหลายจังหวัด ได้แก่ 1. รพ. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย รองรับประมาณ 200 เตียง  2. รพ.สนาม มรภ.ราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ประมาณ 250 เตียง 3. รพ.สนาม มรภ.ร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด ประมาณ 200-250 เตียง 4. รพ.สนาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ รองรับ 200 เตียง 5. รพ.มหาวิทยาลัยพะเยา รองรับวอร์ดคนไข้ชั้น 2 และโถงทางเดิน 6. รพ.สมุทรปราการ มรภ.ธนบุรี สมุทรปราการ ทำ รพ. สนาม กับ Hospitel 7. รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ขยายเตียงเพิ่ม 500 เตียง 8. รพ.สนามเอราวัณ 1 บางบอน ของ กทม. 9. รพ.สนาม ของ รพ. กลาง 10. รพ.สนาม ของ รพ. วชิรพยาบาล และ 11. รพ.สนาม จ.ขอนแก่น ตั้งที่ อบจ. ขอนแก่น                  ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุข และ รพ.สนาม ที่มีความต้องการให้ NT เข้าไปสนับสนุนการติดตั้งระบบสื่อสารอินเทอร์เน็ต และ CCTV ในภารกิจป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) โทร. 02-5001111 “ภารกิจดังกล่าว เป็นงานหนึ่งที่กระทรวงดิจิทัลฯ สนับสนุนได้ อีกทั้งยังจะช่วยประสานงานกับผู้ให้บริการมือถือและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เข้ามาช่วยติดตั้ง Wi-Fi ที่ รพ.สนามให้อีกด้วย ท้ายสุดนี้กระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด รวมถึง NT ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ และผู้ป่วย ผ่านพ้นวิกฤตนี้โดยเร็ว” นายชัยวุฒิกล่าว   ********************

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๖๔)



            ดีอีเอส เปิดสถิติข่าวปลอม 3 เดือนแรกปี 64 ทะลุ 50 ล้านข้อความ พิษโควิดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดันตัวเลขข่าวปลอมเพิ่ม ขณะที่ปี 63 พบมือโพสต์ที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายกว่า 2 พันคน               นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กล่าวว่า จากการรับแจ้งเบาะแส และติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอม ช่วงระยะเวลา 3 เดือนแรกของปี 2564 พบว่า มีข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองจำนวนกว่า 50 ล้านข้อความ ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ 4,649 ข้อความ โดยหลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 2,194 เรื่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 64)              สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของศูนย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 62 - 31 มี.ค. 64 พบข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งสิ้นกว่า 94 ล้านข้อความ โดยมีข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ 28,717ข้อความ และหลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 9,775 เรื่อง ในจำนวนนี้หมวดสุขภาพ ยังมีสัดส่วนมากสุด 5,301 เรื่อง คิดเป็น 54% อันดับรองลงมา ได้แก่  หมวดนโยบายรัฐ 4,000 เรื่อง คิดเป็น 41% หมวดเศรษฐกิจ 300 เรื่อง คิดเป็น 3% และหมวดภัยพิบัติ 174 เรื่อง คิดเป็น 2% โดยข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 9,755 เรื่อง  ได้ทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว 5,207 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 2,418 เรื่อง ข่าวจริง 1,946 เรื่อง ข่าวบิดเบือนจำนวน 378 เรื่อง นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า ทางด้านการดำเนินการทางกฎหมายนั้น กระทรวงดิจิทัลฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มีการประสานร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยจากผลการตรวจสอบที่พบว่าเป็นข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน ตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ฯ ถึงสิ้นไตรมาสแรกปีนี้ (วันที่ 1 พ.ย. 62 – 31 มี.ค. 64) พบจำนวนคนที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามกระบวนการทางกฎหมาย 2,276 คน               ขณะที่ ผลการดำเนินงานเกี่ยวกับข่าวปลอมที่เกาะกระแสไวรัสโควิด - 19 ทั้งสองระลอก รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 25 ม.ค. 63 – 31 มี.ค. 64) มีจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกว่า 57 ล้านข้อความ โดยหลังจากคัดกรองพบข่าวที่เข้าหลักเกณฑ์ 5,079 ข้อความ ข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 2,334 เรื่อง แบ่งเป็น อันดับ 1 คือ หมวดหมู่สุขภาพ 1,589 เรื่อง คิดเป็น 68% ตามมาด้วย หมวดหมู่นโยบายรัฐ 621 เรื่อง คิดเป็น 27% หมวดหมู่เศรษฐกิจ 124 เรื่อง คิดเป็น 5% ตามลำดับ ในส่วนของหมวดหมู่ภัยพิบัติไม่พบเรื่องที่เข้าข่าย   ********************    

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.