Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

      นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  กล่าวถึงกรุ๊ปเฟซบุ๊ก“ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ขณะนี้ว่า กระทรวงดีอีเอสได้รับการร้องเรียนถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวมาเช่นกัน โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า มีเนื้อหาสร้างความแตกแยกสร้างความเกลียดชัง และยังมีการแสดงความคิดเห็นเข้าข่ายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามเบื้องต้นพบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงแนะแนวการศึกษา และแนะนำแนวทางประกอบอาชีพในต่างประเทศ ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องที่ดี และหน่วยงานภาครัฐเองก็มีการให้ข้อมูล และให้การสนับสนุนผู้ที่มีความพร้อมมาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งในแง่การไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เช่นเดียวกับการประกอบอาชีพที่มี กระทรวงแรงงาน เป็นผู้กำกับดูแล           “เท่าที่ติดตามหลายๆโพสต์ก็เป็นเรื่องแนะแนวการศึกษา และการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่แฝงด้วยประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มบางคนที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศก็มีพฤติกรรมชังชาติอยู่แล้ว ก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อสร้างความแตกแยก และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กระทรวงดีอีเอสมีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการกระทำความผิดในสังคมออนไลน์อยู่แล้ว ก็ได้กำชับไปให้ตรวจสอบดูว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นายชัยวุฒิ กล่าว           นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า หากเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาหรืออาชีพในต่างประเทศ รัฐบาลคงไม่ปิดกั้น เพราะถือเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความเป็นห่วงในบางข้อความที่ไม่เหมาะสม อาทิ การแนะนำวิธีลักลอบเข้าเมือง หรือการอาศัยอยู่เกินกำหนดอย่างผิดกฎหมายหรือที่เรียกว่าโดดวีซ่าถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และอาจจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการพิจารณาให้วีซ่าคนไทยของประเทศปลายทางในอนาคตด้วย ที่สำคัญยังเป็นห่วงว่า กลุ่มดังกล่าวอาจเป็นช่องทางของขบวนการมิจฉาชีพที่ใช้สังคมออนไลน์หลอกลวงให้มีการไปทำงานต่างประเทศที่ระบาดอย่างหนักในระยะหลัง โดยทราบจากสถิติของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ว่าช่วงปี 2561-2563 ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศแล้วมากกว่า 1,500 เรื่อง ดังนั้นผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ไม่หลงเชื่อขบวนการเหล่านี้   _________________

          คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามกระทรวงดิจิทัลฯ ขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีก 1 ปี หวังลดผลกระทบทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐ ธุรกิจทุกขนาด และประชาชน ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (5 พ.ค.64) มีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2563 ในส่วนที่กำหนดระยะเวลาใช้บังคับ ทำให้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มิถุนายน 2565               ทั้งนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายกลางที่กำหนด หลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีมาตรการเยียวยาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจากการถูกละเมิดอย่างเหมาะสมแต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมเป็นอย่างมาก                ดังนั้น หากกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ทั้งฉบับ จะทำให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก รวมทั้งประชาชนทั่วไป ถ้ามีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีรายละเอียดมากและซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งมีการกำหนดโทษปรับทางปกครอง ความรับผิดทางแพ่งและทางอาญาด้วย โดยในสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นการเพิ่มภาระและความยากลำบากให้กับทุกกลุ่มที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้              “ที่ผ่านมาภาคธุรกิจประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกลุ่มสมาคมด้านการท่องเที่ยว ได้ร่วมกันขอให้รัฐบาลบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความไม่พร้อมในการปฏิบัติตามรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ ดีอีเอส จึงได้นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และได้รับความเห็นชอบให้ขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ไปอีก 1 ปี” นายชัยวุฒิกล่าว              โดย พ.ร.ฎ. กำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลให้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางหมวดกับกิจการ 22 ประเภทไปจนถึง 31 พฤษภาคม 2564 จะขยายเวลาบังคับใช้ไปเป็นปี 2565               อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทรวงดิจิทัลฯ ประกาศกำหนด โดยต้องจัดให้มีมาตรการเรื่องการเข้าถึงและการควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (Access Control) และแจ้งมาตรการดังกล่าวพร้อมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แก่บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด             ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้จัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง และร่างแผนแม่บทการส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งผ่านการรับฟังความเห็นสาธารณะไว้แล้ว รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดทำแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านค้าปลีกและค้าออนไลน์ ด้านการคมนาคมและขนส่ง ด้านอสังหาริมทรัพย์ และด้านภารกิจของหน่วยงานรัฐ              นอกจากนี้ ยังมีแผนงานเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจเรื่องการคุ้มครองบุคคล ให้ผู้ประกอบการทุกประเภทกิจการ และทุกขนาด โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเก็บรวบรวม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเกิดความเชื่อมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้พัฒนานวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม   ______________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส วอนหยุดแชร์ข่าวปลอม โรงพยาบาลเอกชนเปิดให้จองวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา ล่าสุดประสานทวิตเตอร์ปิดกั้นแล้ว            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ขณะนี้มีการเผยแพร่และแชร์ต่อข่าวปลอม เกี่ยวกับประเด็นโรงพยาบาลเอกชน เปิดให้จองวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา(Moderna) สร้างความเข้าใจผิดและสับสนให้กับประชาชน จึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชน และสื่อออนไลน์/โซเชียลต่างๆ ให้หยุดการแชร์ลิ้งค์ และข้อความข่าวปลอมดังกล่าว โดยล่าสุดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ประสานงานปิดกั้นการแชร์ลิงค์ข้อมูลเท็จนี้ผ่านทวิตเตอร์แล้ว            ทั้งนี้ จากกรณีที่มีการแชร์ลิงค์ และข้อความในสื่อออนไลน์ เรื่องโรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดให้ลงทะเบียนจองวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กับทาง ศบค.  กระทรวงมหาดไทย พบว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ โดยเมดพาร์ค ชี้แจงว่าโรงพยาบาลฯ เปิดให้มีการกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เพื่อเตรียมการให้ผู้มีสิทธิ์รับวัคซีนจากรัฐบาล ได้ มารับการฉีดที่โรงพยาบาลฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่การเปิดจองวัคซีนโควิด-19 หรือขายวัคซีนแต่อย่างใด             อย่างไรก็ตาม กระทรวงดิจิทัลฯ ขอแนะนําให้ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนฉีดวัคซีนจากรัฐบาล เข้าไปลงทะเบียนโดยตรงที่แอปหมอพร้อม  หรือ LINE ID หมอพร้อม เพื่อจะได้สามารถให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพโดยตรงกับกระทรวงสาธารณสุข และสามารถนัดวันเวลาฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลที่ผู้ลงทะเบียนสะดวกได้โดยตรง             “ขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชน อย่าแชร์ข้อมูลเท็จ และอย่ากรอกข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ผ่านเว็บไซต์ที่อาจเก็บข้อมูลของเราไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์” นายชัยวุฒิกล่าว   _________________

         เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุม APPU ผ่านทาง Online Conference ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ  รายงานผลการดำเนินงานของวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก(APPC) ประจำปี 2563 ,การดำเนินงานของ APPC รวมทั้งแผนธุรกิจของ APPC ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 ที่ประชุมได้พิจารณาความคืบหน้าของโครงการกิจกรรมตามแผนธุรกิจของ APPC ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานเกี่ยวกับ หลักสูตร/การฝึกอบรม/การจัดกิจกรรม  เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการฝึกอบรมของ APPC ในการนี้ ทาง APPC ได้พัฒนาการฝึกอบรมหลักสูตรผ่านทางออนไลน์ขึ้น ประกอบด้วย หลักสูตรปกติ การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรพิเศษ จะเป็นหลักสูตรที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกมีการเตรียมความพร้อม การพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่วิทยาลัยกำลังจัดหลักสูตรขึ้น ส่วนการฝึกอบรมภายนอก ETP ได้กำหนดเป้าหมายไปยังประเทศหรือกลุ่มประเทศเฉพาะ ทำให้สามารถฝึกอบรมผู้คนได้จำนวนมากขึ้น สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมออนไลน์ วิทยาลัยจะใช้เครื่องมือและแหล่งข้อมูลออนไลน์ร่วมกันเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมเรียนรู้ก้าวไปข้างหน้าและให้สมาชิกได้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนไปรษณีย์    ______________



         นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยถึงกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งส.ส.และรัฐมนตรีเนื่องจากคำตัดสินของศาลออสเตรเลีย ไม่มีผลต่อการพิจารณาของศาลไทย การวินิจฉัยคำร้องจึงไม่ตกอยู่ภายใต้ตุลาการรัฐอื่น จนเกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์อย่างมากในโซเชียลมีเดียนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากคำตัดสินอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครก็ได้ แต่เมื่อศาลวินิจฉัยแล้ว ย่อมถือเป็นที่สิ้นสุด ตนไม่ขัดข้องหากการวิพากย์วิจารณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล หรืออยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ โดยไม่สร้างผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายไม่ว่ากับตัวบุคคลหรือสถาบันใดในสังคมก็ตาม              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย มีการวิพากย์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเหตุผล แต่เป็นการใช้อารมณ์และความรู้สึกมากกว่า จึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย อย่างกรณีเพจเฟซบุ๊กของพรรคก้าวไกล ที่ออกมาโพสต์ข้อความภายหลังทราบคำตัดสินของศาลด้วยการโจมตีรัฐบาลที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าเป็น "โจรอุ้มโจร" พร้อมภาพคู่ระหว่างนายกฯ และร.อ.ธรรมนัส โดยเป็นการอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลนั้น ตนได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายให้ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวแล้วพบว่ามีความผิดชัดเจน เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ทำให้นายกฯ และรัฐบาล ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ผ่านข้อความในโซเชียลฯ ซึ่งล้วนไม่ใช่ข้อเท็จจริงแม้แต่น้อยและผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินคดีแจ้งความเอาผิดฐานหมิ่นประมาท และอาจเข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย            "ผมไม่เป็นห่วงฝ่ายการเมือง เพราะถือว่ามีวุฒิภาวะ รู้ผิดชอบชั่วดี และพร้อมจะรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำแต่สิ่งที่ผมห่วงคือประชาชนทั่วไปที่อาจได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วนจนแสดงความคิดเห็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงรวมถึงการแชร์เฟคนิวส์ ที่นอกจากจะยิ่งสร้างความไม่เข้าใจในสังคมแล้ว ยังอาจถูกดำเนินคดีอีกด้วย ที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีเกิดขึ้นให้เห็นเป็นบทเรียนแล้ว" นายชัยวุฒิ กล่าว   ____________




         เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพร ในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี ในวันที่ 3 มิถุนายน 2564 โดยมี นายทศพล  เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมบันทึกเทป ณ ชั้น 1 สตูดิโอ 5 อาคารปฏิบัติการ  สถานีโทรทัศน์ช่อง 9   ______________

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส สั่งฟ้องนักข่าวไทยพีบีเอสปั่นเฟคนิวส์สาวอุดรฯแพ้วัคซีน ลุยแจ้งความ สน.ทุ่งสองห้อง เอาผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ-พ.ร.บ.คอมฯ 3 บัญชีเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ ต้นตอปั่นข่าว ร่วมด้วย ระบุต้นสังกัดออกข่าวผิดถี่ยิบ สั่งไล่สอบฟันไม่เลี้ยง ยันไม่เว้นแม้เป็น “สื่อ” เพราะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนทั่วไป               จากกรณีที่สื่อหลายสำนักรายงานข่าวว่า มีหญิงสาวรายหนึ่งที่เข้ารับวัคซีนซิโนแวคที่ จ.อุดรธานี ได้เกิดผลข้างเคียงมีอาการชาทั้งตัว และมีเลือดออกในสมอง แต่มีการแอบอ้างภาพของผู้ป่วยรายหนึ่งที่โรงพยาบาลหนองม่วงจ.ลพบุรี ที่มีอาการแพ้ยา มีผื่นแดงเต็มตัว มาเผยแพร่ควบคู่กันจนเกิดความเข้าใจผิด และผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธไปแล้วนั้น               วันนี้ (12 พ.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กรณีสาวอุดรฯอ้างแพ้วัคซีน ได้รับรายงานจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) รวมทั้งมีผู้ร้องเรียนเข้ามายังกระทรวงดีอีเอส จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้น ก็พบว่าต้นตอของข่าวดังกล่าวมาจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวม 3 ราย ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง                โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงดีอีเอสเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้องเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Wadfhan Niphawan", ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ "@tuykallaya" และผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ"กะทิ จ้า" เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว แม้ทราบว่า ทั้ง 3 รายได้ลบโพสต์ออกไป และบางรายก็ได้โพสต์ขอโทษไปแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ที่จะโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังต่อสู้กับโควิด-19 ที่เป็นเรื่องความเป็นความตาย               “รัฐบาลได้ยกระดับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนหลายภาคส่วนออกมาร่วมรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีขบวนการที่พยายามดิสเครดิต สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นายชัยวุฒิ ระบุ                นายชัยวุฒิ เปิดเผยด้วยว่า นอกจากนี้ตนได้ตรวจสอบบัญชี ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "กะทิ จ้า" ซึ่งพบว่าประกอบอาชีพสื่อมวลชน มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยบรรณธิการข่าวเช้า สำนักข่าวไทยพีบีเอส  ซึ่งที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนของสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่า มีการนำเสนอข่าวผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง 1.เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นำเสนอข่าวชาวอินเดียเช่าเครื่องบินเหมาลำมายังประเทศไทยเมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.                 2.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.กรณีข่าวประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีต่อเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ที่เป็นเพียงการคาดการณ์ ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในระยะเวลาไล่เลี่ยกันอย่างผิดสังเกต แล้วยังมีคนระดับบรรณาธิการมาโพสต์ข้อมูลทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนอีก                 ทั้งนี้ในช่วงเวลา 1 เดือนสำนักข่าวไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวผิดถึง 2 ครั้ง และมีพนักงานนำเฟคนิวส์มาเผยแพร่จนสื่อมวลชนสำนักอื่น นำข้อมูลดังกล่าวไปผลิตซ้ำ รวมแล้วเกิดเฟคนิวส์ที่มีจุดเริ่มต้นจากสำนักข่าวไทยพีบีเอส 3 ครั้งจนทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่น แม้เป็นสื่อมวลชน หากกระทำผิดก็ไม่ละเว้น ยิ่งต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพราะสื่อมวลชนควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงกว่าคนทั่วไป ต้องมีภูมิคุ้มกันที่สูงกว่า และเป็นผู้เสริมภูมิคุ้มกันในการเสพข่าวทางสังคมออนไลน์ให้กับประชาชน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนการนำเสนอ ไม่ควรปล่อยให้มีการออกข่าวผิดพลาด และบ่อยครั้ง จนมีคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของสำนักงานแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสื่อสาธารณะแห่งนี้               “แม้ที่ผ่านมาสำนักข่าวไทยพีบีเอส จะออกมาขอโทษที่นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่ได้สร้างความสับสน และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ผมจึงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะการกระทำผิด 3 ครั้งภายใน 1 เดือน เป็นวิสัยที่ผิดปกติ และผมเกรงว่าหากไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายจะมีการกระทำผิดครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก” นายชัยวุฒิ กล่าว   _____________


         "ชัยวุฒิ" รมว.ดีอีเอส เร่ง ผลักดัน อินเทอร์เน็ต เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เตรียมตั้งคณะทำงานรองรับ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ คิดค่าบริการราคาถูก หรือไม่เก็บผู้มีรายได้น้อย-ผู้รับผลกระทบจากโควิด              จากการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ครั้งที่ 2 / 2564 ที่มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน             ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าสืบเนื่องจากการประชุม Top Executive ครั้งที่ผ่านมา โดยหารือประเด็นสำคัญอาทิ การผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานเนื่องจากปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน ทั้งการทำงาน การศึกษา การติดต่อสื่อสาร ขณะนี้กระทรวงดีอีเอส อยู่ระหว่างการเสนอร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเสนอแนวทางผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมีค่าบริการราคาถูก หรือไม่คิดค่าบริการสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาโควิด-19 นอกจากนี้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าเรื่อง การทำงานระดับภูมิภาค การใช้ระบบ e-Office ในหน่วยงาน เป็นต้น              ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยว่า สังคมยุคปัจจุบันประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน เพื่อเข้าถึงการสื่อสาร ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ต่างๆ สามารถเท่าทันความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวของโลกได้อย่างรวดเร็ว และอินเทอร์เน็ตยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น การลงทะเบียนรับสิทธิเยียวยาจากรัฐบาล การซื้อสินค้า การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ ก็ล้วนแต่ต้องมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตรองรับทั้งสิ้น ทางกระทรวงดิจิทัลฯ จึงพยายามผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางมากที่สุด              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า หากดำเนินการสำเร็จ จะถือเป็นการช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนที่ประสบภาวะยากลำบากจากสถานการณ์ตอนนี้ เช่นเดียวกับที่ภาครัฐดูแลเรื่องค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ตามสิทธิที่ประชาขนได้รับจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ   ________________

            “พลเอก ประวิตร” รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มอบนโยบายดำเนินการอย่างเร่งด่วนร่วมกับ ศปอส.ตร. ใช้กฎหมายลงดาบมือปล่อยเฟคนิวส์ โดยเฉพาะประเด็นวัคซีน และโควิด-19 ตัดวงจรกระบวนการผลิตข่าวปลอมป่วนสังคมและประเทศชาติ                วันนี้ (14 พ.ค.64) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม(Anti Fake News Center) พร้อมทั้งมอบนโยบาย ณ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม อาคาร 20 ชั้น 8 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ  ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ น.อ. สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ให้การต้อนรับ                พลเอก ประวิตร กล่าวว่า ในภาวะวิกฤติที่ประเทศไทยและทั่วโลก ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 และยังเผชิญกับการเผยแพร่ข่าวปลอมที่รุนแรงมากขึ้น สร้างความตื่นตระหนกในสังคม และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ต้องร่วมกันดําเนินการอย่างเร่งด่วน ในการตรวจสอบข่าวสารอันเป็นเท็จ               โดยหากพบข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน ที่เข้าข่ายเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชน ให้ดําเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างเคร่งครัด เร่งแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม พร้อมชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดจนสร้างการรับรู้ ให้รู้เท่าทัน               ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และศปอส.ตร. ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างดีอีเอส กับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีความสําคัญอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กระทบกับความปลอดภัยในชีวิตด้านสุขภาพของประชาชน และขณะเดียวกัน ได้มีกระแสข่าวปลอม ที่ทําให้เข้าใจผิด ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาล ในสภาวะวิกฤตนี้              “ผมขอเน้นย้ำให้มีดําเนินการอย่างเร่งด่วน หากพบกรณีจงใจสร้างความสับสนแก่ประชาชน ให้ดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นวัคซีน และเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้กระทรวงดิจิทัลฯเป็นหลักในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทัน เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญหาข่าวปลอม หรือทําอย่างไรให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อ ร่วมมือกันตัดวงจรกระบวนการผลิตข่าวปลอม ที่สร้างความสับสน ตื่นตระหนกแก่คนในสังคม” พลเอก ประวิตรกล่าว               ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ให้มีการทํางานได้อย่างต่อเนื่อง และมีงบประมาณเพียงพอ ในการพัฒนาเครื่องมือให้พร้อม และทันสมัยต่อสภาวะการณ์ด้วย ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้วิธีการทํางานเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามต่อไป               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-11 พ.ค. 64 พบจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้อง 3,857,190 ข้อความ หลังจากคัดกรองพบข่าวที่เข้าหลักเกณฑ์ 788 ข้อความ และมีข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 343 เรื่อง อยู่ใน 2 หมวดหมู่ข่าว คือ หมวดหมู่สุขภาพ 233 เรื่อง คิดเป็น 68% และหมวดหมู่นโยบายรัฐ110 เรื่อง คิดเป็น 32%                ด้านภาพรวมสถานการณ์ข่าวปลอมเกี่ยวกับโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก ซึ่งทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรวบรวมจากการติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์ (Social Listening) และการแจ้งเบาะตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 63 – 11 พ.ค.64 รวมระยะเวลา 475 วัน พบว่า มีจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้อง 73,833,192 ข้อความ โดยหลังจากคัดกรองพบข่าวที่เข้าหลักเกณฑ์ 6,791 ข้อความ และมีข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 3,376 เรื่อง  อันดับ 1 คือ หมวดหมู่สุขภาพ พบจำนวน 2,242 เรื่อง คิดเป็น 66% หมวดหมู่นโยบายรัฐ 1,011 เรื่อง คิดเป็น 30% หมวดหมู่เศรษฐกิจ 124 เรื่อง คิดเป็น4% ในส่วนของหมวดหมู่ภัยพิบัติไม่พบเรื่องที่เข้าข่าย                ขณะที่ สถานการณ์ข่าวปลอมนับตั้งแต่จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจนถึงปัจจุบัน (วันที่ 1 พ.ย. 62 - 11 พ.ค. 64) พบข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งหมด 116,419,184 ข้อความ โดยมีข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ30,183 ข้อความ และหลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 10,587 เรื่อง แบ่งเป็น หมวดสุขภาพ 54% นโยบายรัฐ 41% เศรษฐกิจ 3% และภัยพิบัติ 2%                นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย  ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และ ศปอส.ตร. ตั้งแต่ 1 พ.ย. 62 - 6 พ.ค. 64 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ส่งคดีเกี่ยวกับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน ไปให้ ศปอส.ตร. ดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 1,021 เรื่อง รวมคดีที่ดำเนินการ 23 ราย โดยมีการดำเนินคดีแล้ว 33 เรื่อง จำนวนผู้กระทำผิด 70 ราย แบ่งเป็น เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 14 เรื่อง ผู้กระทำผิด 18 ราย และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  19 เรื่อง ผู้กระทำผิด 52 ราย   _____________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.