Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

           "ชัยวุฒิ" ปัด ”บิ๊กตู่” ถกลับ “มิน อ่อง หล่าย” ชี้สื่อญี่ปุ่นรายงานข้อมูลคลาดเคลื่อน เตือนสื่อควรระมัดระวังเสนอข่าวหวั่นกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ปูด “อดีตข้าราชการ กต.” สายอำนาจเก่าปล่อยข่าวหวังดิสเครดิต รบ.                จากกรณีที่สำนักข่าวชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น Nikkei Asia นำเสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการติดต่อกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทางทหารของเมียนมา ผ่านช่องทางการติดต่อประตูหลัง(Back door diplomacy) ก็สามารถสื่อสารกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องพบปะกัน โดยมีการถูกแชร์ต่อในโซเชียลมีเดียไทยอย่างกว้างขวางนั้น                วันนี้ (16 พ.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti fake news center) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าข้อมูลที่สื่อนำเสนอมีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง สร้างความสันสนให้กับผู้รับข่าวสารอย่างมาก และกังวลว่าเรื่องนี้จะบานปลาย กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในหลายมิติ ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในประเทศเมียนมา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยติดต่อกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ตามช่องทางตามที่สำนักข่าวดังกล่าวนำเสนอและไม่มีบุคคลระดับสูงที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปบอกกับทางสำนักข่าวต่างชาติอย่างแน่นอน              “ท่านนายกฯ ไม่มีความจำเป็นจะต้องติดต่อกันในทางลับ ตามที่สำนักข่าวญี่ปุ่นนำเสนอ ซึ่งอ้างอิงบุคคลที่เป็นแหล่งข่าวว่าเป็นคนให้ข้อมูล ไม่เปิดเผยหรือระบุตัวตนให้ชัดเจน ดังนั้น การนำเสนอเรื่องที่ละเอียดอ่อนควรระมัดระวังและรับผิดชอบให้มากกว่านี้ เพราะอาจเกิดผลกระทบในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้” นายชัยวุฒิ กล่าว               นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ชายแดนติดต่อกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกด้าน จึงมีกลไกการหารืออย่างเป็นทางการระหว่างกันในหลายระดับอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย แต่อย่างใด และที่ผ่านมานายกฯไทยก็ยืนยันในหลายวาระแล้วว่า การแก้ไขปัญหาของเมียนมา ถือเป็นกิจการภายใน โดยไทยมีจุดยืนต่อสถานการณ์ในเมียนมา ตามกลไกการแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังพบว่าแหล่งข่าวที่สำนักข่าวญี่ปุ่นอ้างอิงนั้น เป็นอดีตข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศไทย เป็นคนของกลุ่มอำนาจเก่าและมีจุดยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อยู่แล้ว แต่กลับอ้างว่าเป็นแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ซึ่งไม่เป็นความจริง             “ต้องถามว่า การปล่อยข่าวและการเสนอข่าวเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ใด เป็นความพยายามดิสเครดิตรัฐบาลไทยและ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่” รมว.ดีอีเอส ระบุ   ___________

         "ชัยวุฒิ" ฮึ่มเกรียนคีย์บอร์ดตัดต่อภาพ "รพ.บุษราคัม" เทียบ "รพ.สนามพิมรี่พาย" พร้อมบิดเบือนงบประมาณโจมตีรบ. แจงรูปแบบ “รพ.บุษราคัม” เป็น “รพ.ถาวร” อุปกรณ์การแพทย์ตรงตามมาตรฐาน เชื่อ สธ.แจงงบประมาณได้หมดมอบทีมงานตรวจสอบดำเนินคดี เหตุทำสังคมแตกแยก-เข้าใจผิด             จากกรณีที่โซเชียลมีเดียมีการแชร์ข้อมูลเรื่องงบประมาณจัดทำโรงพยาบาลสนามบุษราคัม พร้อมกับตัดต่อภาพประกอบ ว่าใช้งบประมาณ 239,280,000 บาท สามารถรองรับได้ 1,092 เตียง ตกเตียงละ 220,000 บาท พร้อมกับเปรียบเทียบโรงพยาบาลสนามของพิมรี่พาย ที่ใช้งบประมาณ 170,000 บาท แต่ได้ถึง 50 เตียง ตกเตียงละ 3,400 บาทจนเกิดเสียงวิจารณ์กว้างขวาง นั้น             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตรวจสอบพบว่ามีความพยายามเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจผิดถึงการดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของรัฐบาล โดยในส่วนของคุณพิมรี่พาย ที่นำเงินส่วนตัวมาสร้างโรงพยาบาลสนาม ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เสียสละช่วยประชาชนในยามลำบาก รัฐบาลก็ต้องขอบคุณถึงความตั้งใจอันดี เช่นเดียวกันอีกหลายๆคนที่ร่วมช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ตามกำลังหรือความสามารถที่พอจะช่วยได้              “ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ต่างมีความตั้งใจดี เพื่อให้ประเทศพ้นวิกฤตโดยเร็ว แต่กลับมีขบวนการที่ไม่หวังดีนำมาเปรียบเทียบ บิดเบือน เพื่อต้องการให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง” นายชัยวุฒิ กล่าว              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามบุษราคัม ที่มีข้อสังเกตเรื่องงบประมาณนั้น จัดตั้งในลักษณะโรงพยาบาลถาวรที่มีมาตรฐาน มีความพร้อมทางการแพทย์ มีอุปกรณ์เครื่องมือดูแลผู้ติดเชื้ออย่างครบครัน มีระบบการดูแลความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์จากหลายจังหวัดจำนวนมาก สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข สามารถชี้แจงรายละเอียดหรืองบประมาณได้ทั้งหมด อีกทั้งภาพที่มีการแชร์เปรียบเทียบในขณะนี้ก็เป็นภาพเก่า ช่วงที่มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับกลุ่มเสี่ยงเพื่อสังเกตอาการ และเป็นการจัดตั้งในภาวะฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานในภายหลัง             “ในช่วงที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันเอาชนะโควิด-19 แต่กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ทางกระทรวงฯ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้มาโดยตลอด ขอให้ผู้ที่เป็นต้นตอหรือมีส่วนกับการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว ดำเนินการลบโพสต์โดยด่วน และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้สังคมรับทราบ มิเช่นนั้นกระทรวงดีอีเอส อาจต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อไป" รมว.ชัยวุฒิ ระบุ   ________________









         นางอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียนหรือ Southeast Asia Center) ได้เข้ามาหารือถึงแนวทางในการพัฒนากำลังคนดิจิทัลเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลโดยมีนายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมประชุม               นางอริญญา เถลิงศรี ได้ให้ข้อมูลว่าทาง SEAC ได้ร่วมกับ Haier บริษัทด้านนวัตกรรมชั้นนำของโลก จัดตั้งศูนย์วิจัยและจัดการนวัตกรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมองค์กรและการเรียนรู้เชิงประยุกต์สำหรับองค์กรทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขับเคลื่อนสู่การทรานส์ฟอร์มองค์กร ทางศูนย์ฯ ยังมุ่งสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมต่างๆ              นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ได้ให้ข้อมูลว่า ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล(EECd) ถ้าทาง SEAC และ Haier ได้เข้ามาร่วมพัฒนากำลังคนดิจิทัลด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไปในอนาคต   __________

                 “เนวินธุ์” ผู้ช่วย รมว.ดีอีเอส ร่วมประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี และผู้ช่วยรัฐมนตรี จาก 42 ประเทศ โชว์ความสำเร็จประเทศไทยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำเทคโนโลยีดิจิทัลใช้บริหารจัดการ รพ.สนามสู้โควิด-19                 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วานนี้(19 พ.ค.64) ได้รับมอบหมายจากนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีภายใต้งาน World Summit on the Information Society Forum (WSIS) 2021 ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกในกรอบสหประชาชาติสำหรับ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการพัฒนาองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ รวมถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาและสร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน โดยการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี ได้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมทางไกล ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรี จาก 42 ประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)               “ในการประชุมครั้งนี้ ผมได้แลกเปลี่ยนความเห็นและแนวปฏิบัติที่ดีของไทย ในเรื่องความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 อาทิ การจัดหาเตียงผู้ป่วย การจองวัคซีน การสนับสนุนจากผู้ประกอบการติดตั้งฟรีอินเทอร์เน็ตและติดตั้ง CCTV ให้กับโรงพยาบาลสนาม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรทางการแพทย์” นายเนวินธุ์กล่าว                 นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านของ รมว.ดีอีเอส ต่อที่ประชุม ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล 2.การส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการพัฒนา e - service ภาครัฐ 3.การส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G 4.การพัฒนาและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเข้าสู่ โลกของดิจิทัล และ 5.การปกป้องคุ้มครองประชาชน จากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตในทางมิชอบ โดยนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับ WSIS Action Lines ที่มีเป้าหมายเพื่อบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาตินายเนวินธุ์ กล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสในการร่วมประชุมเวทีระดับโลกครั้งนี้ เรียกร้อง ITU และประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ โดยใช้ ICT และเทคโนโลยีดิจิทัลในการขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19   _______________

          “ชัยวุฒิ” เรียกประชุม คกก.ป้องกันฯ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางโซเชียลนัดแรก ไฟเขียวเตรียมออกร่างประกาศกระทรวงฯ หลักเกณฑ์เก็บ Log files หนุน พรบ.คอมพ์ฯ ตามทันยุคโซเชียล             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (20 พ.ค.64) ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ครั้งที่ 1/2564 โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อปรับปรุงประกาศกระทรวงฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ใช้บังคับมานานเพื่อให้ทันสมัย สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นสากล และสามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานทั้งในโซเชียลมีเดีย และดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ โดยคณะทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณา (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่องหลักเกณฑ์การจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. .... และแนวทางการกำกับดูแลและการลงทะเบียนผู้ใช้งาน Social Media  โดยดูจากแนวทางของต่างประเทศเป็นต้นแบบคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ และจะรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องต่อไป             สำหรับสรุปผลการดำเนินงานด้านการป้องกันปราบปรามของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยกระทรวงดิจิทัลฯ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ศปอส.ตร. (PCT) ในช่วง 2 เดือนนี้ (เม.ย.- พ.ค. 64)   ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verify) ทั้งหมดจำนวน 683 เรื่อง ได้รับการตรวจสอบแล้ว 348 เรื่อง ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบแล้ว 160 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 121 เรื่อง ข่าวจริง 15 เรื่อง บิดเบือน 24 เรื่อง                นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้ดำเนินการปิดกั้นข้อมูลที่เข้าข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯโดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอปิดกั้น จำนวน 16 คำร้อง  349 ยูอาร์แอล ศาลมีคำสั่งให้ระงับแล้ว  4 คำร้อง และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 12 เรื่อง 256 ยูอาร์แอล อีกทั้ง ได้ดำเนินการแจ้งเตือนแพลตฟอร์มให้ปิดกั้นข้อมูลตามคำสั่งศาล 35 คำสั่ง 726 ยูอาร์แอล และแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ตามมาตรา27 แบ่งเป็น เฟซบุ๊ก 321 ยูอาร์แอล ทวิตเตอร์ 155 ยูอาร์แอล                ขณะที่ (ศปอส.ตร.) ได้ดำเนินคดีตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 4 เรื่อง 6 รายและดำเนินการตักเตือนให้ลบโพสต์และแก้ไขข่าว โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ จำนวน 4 เรื่อง 12 ราย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้ดำเนินการสืบสวนพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บัญชีSocial Media ที่ใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับข่าวปลอม เรื่อง โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดให้ลงทะเบียนจองวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna จำนวน 11 กรณี ระบุตัวตนได้ 5 ราย อยู่ระหว่างสืบสวน (อวาตาร) 6 ราย และกรณีบิดเบือนวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 25 กรณี ระบุตัวตนได้ 19 ราย และอยู่ระหว่างสืบสวน 6 ราย              นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ในวันนี้มีความพร้อมและจะเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยจะมีการแต่งตั้ง โฆษกกระทรวง/ส่วนราชการ ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมฯ เพื่อประสานและดำเนินการตอบโต้ข่าวปลอมให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว              โดยมีแนวทางให้ทุกกระทรวง จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงขึ้นโดยด่วน เพื่อติดตาม ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างรวดเร็ว และเพื่อประสานการปฏิบัติกับคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมฯ กับกระทรวงดิจิทัลฯ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกำชับให้ กระทรวง/ส่วนราชการ ที่ได้รับความเสียหายจากการให้ข้อมูล/ข่าวสารที่เป็นเท็จ/บิดเบือน รีบดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้ตำรวจเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็ว รวมทั้งรายงานผลการปฏิบัติ เพื่อประกอบการประเมินผลการดำเนินงานตามวงรอบที่เหมาะสมต่อไป   ________________

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๔)

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส โชว์ผลงาน 7 ปีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เอาจริงขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 5 ด้าน วางฐานแกร่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เผยเป็นรัฐบาลที่ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมากสุด แต่ผู้ใช้โซเชียลต้องไม่ละเมิดและสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวแถลงผลงาน7 ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ผ่านโครงการสำคัญ 5 ด้าน                ประกอบด้วย 1. การบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ฟรี ครอบคลุมทั่วประเทศ 44,352 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐ ของกระทรวงดิจิทัลฯ 24,700 หมู่บ้าน และต่อยอดสู่นโยบายการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในพื้นที่ชุมชนเพิ่มมากขึ้นผ่านโครงการ “ศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ผลักดันให้อินเทอร์เน็ตนำคนจากทุกชุมชน เข้าถึงโลกดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบัน มีศูนย์ดิจิทัลชุมชนอยู่ประมาณ 500 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนขยายให้มีจำนวนรวมไม่น้อยกว่า 2,520 แห่ง             2.การพัฒนาและส่งเสริม 5G ของประเทศไทย โดยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียน ที่มีการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 5G (700 MHz 2600 MHz และ 26 GHz) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และเริ่มทยอยเปิดใช้งานตั้งแต่ปีที่ผ่านมารวมทั้งมีการกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ 5G ภายใต้แนวนโยบายและการกำกับดูแลของคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน              3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ “สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)” เตรียมพร้อมให้ประชาชนในทุกระดับเข้าถึงประโยชน์จากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเริ่มตั้งแต่การสร้างบริการพร้อมเพย์ (PromptPay) จนมาถึงแอปเป๋าตัง ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยให้คนไทย ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันคนไทยทุกกลุ่ม สามารถทำธุรกิจและทำการติดต่อค้าขายทางออนไลน์ได้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งมีการพัฒนากฎหมายที่รองรับการประกอบธุรกรรมทางออนไลน์            “เห็นได้ว่าในช่วงหลัง ประชาชนส่วนใหญ่ เริ่มมีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ ในรูปแบบ internet และ mobile banking หรือ e-payment ต่าง ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด คือการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ของรัฐบาล และแอปเป๋าตังค์ ที่ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของประเทศในการปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และเอื้ออำนวยให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นไปโดยง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า จะสามารถรองรับการเติบโตของ e-commerce ในอนาคตได้เป็นอย่างดีด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว              4. การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย  ส่งเสริมให้เกิดระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนในการใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน (Digital Identification) อีกทั้งขับเคลื่อนนโยบายเรื่อง e-document e-signature และ e-timestamp และมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมไร้กระดาษ               และ 5.การพัฒนาสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล วางเป้าหมายเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ให้รับบริการจากภาครัฐเป็นไปได้โดยง่าย สะดวก ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงสำนักงาน  ซึ่งในอนาคตรัฐบาลจะพัฒนาการบริการภาครัฐ ให้เป็นระบบอัตโนมัติ โดยประชาชนไม่ต้องร้องขอ ด้วย               “ตลอด 7 ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ มีแต่ความก้าวหน้า ไม่เคยก้าวถอยหลังหรือล้าหลังให้อิสระในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโซเชียล ไม่เคยห้ามการแสดงความคิดเห็น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์/สื่อโซเชียล แต่คนใช้โซเชียล ก็ต้องโพสต์สิ่งที่ไม่สร้างความเสียหายต่อคนอื่นๆ ด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว   ______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.