Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส แถลงร่วมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ลุยสกัดกั้นข่าวปลอมวัคซีน-โควิดระลอก 3 แจ้งดำเนินคดีมือโพสต์แล้ว 6 ราย และอาศัยอำนาจตามข้อกำหนด (ฉบับที่1 ) ข้อ 6 ในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สั่งลบโพสต์อีก 12 ราย                วันนี้ (24 พ.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) มอบหมายให้พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. ( PCT ) และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถผบก.สส.สตม./หัวหน้าชุดบังคับบัญชาฝ่ายประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วมแถลงข่าวการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง บิดเบือน               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้กระทำการโพสต์เสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือบิดเบือนข่าวสาร สร้างความเข้าใจผิด ส่งผลให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนกกับประชาชนและสังคมในวงกว้าง ตลอดจนกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ ดังนั้นจึงได้มีความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิดฯ และดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง บิดเบือนข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548                    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามหมายค้นเป้าหมาย และติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้แล้ว 18 ราย แบ่งเป็น มีการดำเนินคดี 6 ราย และปฏิบัติการโดยอาศัยอำนาจตามข้อกำหนด (ฉบับที่1 ) ข้อ 6 ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำนวน 12 ราย                 สำหรับผู้กระทำความผิดที่อยู่ในกระบวนการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯกระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพ ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา โดยมีข้อมูลได้รับการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า ข้อความโพสต์ของทั้ง 6 รายเป็นข่าวปลอม ประกอบด้วย  1. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก สาวสกล… โพสต์ว่า “พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่วัดสังฆทาน จำนวน 300 ราย” ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Stanley… โพสต์ว่า “ศบค. ประกาศเคอร์ฟิว เวลา 23.00 – 04.00 น. พื้นที่สีแดง 18 จังหวัด”                  3.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก จิ๊บ... โพสต์ว่า “เคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามออกจากบ้าน ตั้งแต่ 4 ทุ่ม – ตี 4 เริ่มวันที่ 23 เม.ย.64 นี้” 4. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก กะทิ... โพสต์ว่า “พบผลข้างเคียงรุนแรง เลือดออกในสมอง หลังจากฉีด วัคซีน Sinovac” 5.ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @tuykal... โพสต์ว่า “พยาบาล รพ.หนองม่วง แพ้วัคซีนคับ” และ 6. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wadfhan... โพสต์ว่า “พยาบาลรพ.หนองม่วง แพ้วัคซีนคับ”                  โดยจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้โพสต์ข้อความทั้ง 6 รายข้างต้น  ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 มีอัตราโทษ จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ               นอกจากนี้ ยังได้ปฏิบัติการโดยอาศัยอำนาจตามข้อกำหนด (ฉบับที่1 ) ข้อ 6 ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีก 12 จุด พบตัวผู้กระทำผิด 12 ราย ประกอบด้วย1.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanapol... 2.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Aom... 3.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ธัญชนก... และ 4.ผู้ใช้เฟซบุ๊กแบงค์... โดยทั้ง 4 รายนี้ได้โพสต์ว่า “สธ. ประกาศฉุกเฉิน ระวัง 35 พื้นที่สีแดง เสี่ยงโควิด-19” ซึ่งทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่าเป็นข่าวปลอม                5.ผู้ใช้ทวิตเตอร์ 𝐾ℎ𝑢𝑛 𝑀𝑖𝑧... โพสต์ว่า“โรงพยาบาล Medpark เปิดให้ลงทะเบียน จองวัคซีน Moderna” ซึ่งทาง ศบค. แจ้งว่าเป็นข่าวปลอม 6.ผู้ใช้ทวิตเตอร์น้องโย... โพสต์ว่า “ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่เยาวราช เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก” โดยทางสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร แจ้งว่าเป็นข่าวปลอม                 7.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Keawjah... 8.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Mai... 9.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chanyaphut... 10.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เรืองชัย... 11.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ธนกฤต... และ 12.ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ศุภชัย... โพสต์ว่า “The Old Siam ปิด 1 อาทิตย์ หลังมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียมาใช้บริการ” ซึ่งทางเพจ The Old Siam Shopping Plaza แจ้งว่าเป็นข่าวปลอม                 “ทั้ง 12 รายนี้ ผู้กระทำผิดกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัดทั้งกรุงเทพ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรีอุดรธานี สกลนคร สุรินทร์ ระนอง ซึ่งผู้โพสต์ได้รับว่ากระทำผิดจริง จึงได้อาศัยอำนาจตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 1 ) ข้อ 6 ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้ให้ผู้โพสต์ระงับ สั่งให้แก้ไขข่าว ผู้โพสต์จึงลบโพสต์ดังกล่าวและรับว่าจะไม่กระทำแบบนี้อีก” นายชัยวุฒิกล่าว                 รมว.ดีอีเอส กล่าวย้ำว่า อยากขอเตือนประชาชน ที่จะโพสต์ข้อมูลข่าวสารอันไม่เป็นความจริง หรือบิดเบือนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เกิดความหวาดกลัว การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับหรือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ________________

          เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/ 2564 โดยมี นายทศพล  เพ็งส้ม  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ video conference  ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9  ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าตามข้อสั่งการรัฐมนตรี อาทิ การผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในกระทรวงดิจิทัลฯประกอบด้วย การขับเคลื่อนการใช้ระบบ e-office (paperless) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของกระทรวงฯในส่วนภูมิภาค  และการทบทวนภารกิจ แผนงาน การดำเนินงานของกระทรวงฯ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนบริบทของประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการจัดการข่าวปลอมและข้อมูลเท็จเฉพาะประเด็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ปลูกจิตสำนึกและรอบรู้เท่าทันข่าวปลอมหรือข่าวเท็จ และเรื่องอื่นๆ ได้แก่ การสำรวจความคิดเห็นและความต้องการ ของผู้ประกอบการ ประชาชน  เช่นเรื่องวัคซีนเป็นต้น   _________________

         กระทรวงดิจิทัลฯ แนะ 6 วิธีรู้เท่าทันและสังเกตข่าวปลอม เตือนใครโพสต์-แชร์ต่อ ระวังโทษคุกสูงสุด 5 ปี            นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลในโลกออนไลน์มีมาก การรับและส่งข้อมูลข่าวสารสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง และรวดเร็ว โดยเฉพาะช่องทางอินเทอร์เน็ต ที่มีความสะดวกในการรับและส่งข่าวสารต่อ ๆ กันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากความตื่นรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด และอาจทำให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วนตามมา            ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะช่วยกันสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน ได้รู้เท่าทันข่าวปลอม รวมถึงป้องกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ที่บิดเบือน และรู้วิธีสังเกตข่าว เพื่อไม่ให้โดนหลอก โดยมีข้อแนะนำ 6 วิธีรู้เท่าทันและสังเกตข่าวปลอม ดังนี้ 1. ข่าวต้องมีความน่าเชื่อถือ มีแหล่งอ้างอิงที่มาชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ 2. สังเกตการเรียบเรียงเนื้อข่าว และการสะกดคำต่าง ๆ เพราะข่าวปลอมมักจะสะกดผิด และมีการเรียบเรียงที่ไม่ดี 3. สังเกตยูอาร์แอล (URL) ให้ดี โดยข่าวปลอมอาจมี URL คล้ายเว็บของสำนักข่าวจริง 4. ดูรายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ ว่ามีข่าวแบบเดียวกันหรือไม่ โดยมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ 5. ตรวจสอบข่าวจากการเสิร์ชหาข้อมูล อาจพบว่าเป็นข่าวเก่า หรือพบการแจ้งเตือนจากเว็บไซต์อื่นว่าเป็นข่าวปลอม และ 6. ข่าวปลอมอาจมีการนำรูปภาพจากข่าวเก่ามาใช้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ             “อยากเน้นย้ำว่าผู้ผลิตข่าวปลอม บิดเบือน และนำเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา ๑๔ ทั้งในเรื่องข้อมูลเท็จ บิดเบือน ปลอมแปลง ทำให้ประชาชนตื่นตะหนก หรือกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากข้อมูลนั้นทำให้บุคคล องค์กร หน่วยงาน เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ยังอาจได้รับโทษใน ความผิดฐานหมิ่นประมาท มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่ห่วงใยประชาชนในช่วงเกิดสถานการณ์วิกฤตนี้ จะต้องพึงระวังในการจะแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 มาตรา 9 (3) กำหนดว่า ห้ามผู้ใดเสนอข่าว มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือมีข้อความอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือทั่วราชอาณาจักรมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางสาวอัจฉรินทร์กล่าว              ดังนั้น ทุกครั้งที่ผู้บริโภคสื่อหรือผู้ใช้โซเชียลมีเดีย พบข่าวที่มีการแชร์ต่อๆ กันมา จึงไม่ควรเชื่อทันที ควรใช้หลักสังเกตและปฏิบัติตาม 6 วิธีข้างต้นก่อนส่งต่อข่าวนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามจากข้อสังเกตทั้งหมดอาจบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าข่าวนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผู้บริโภคสื่อทุกคนจึงควรมีภูมิคุ้มกันตนเองในการรับข่าวสารข้อมูล ตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ หรือแจ้งเบาะแสข่าวที่น่าสงสัย มายังช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ผ่านช่องทาง เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ช่องทาง Facebook: Anti-Fake News Center ช่องทาง Twitter @AfncThailand ช่องทางLine@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ______________

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย หารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล และสร้างโอกาสจับคู่ธุรกิจทั้งระดับภาครัฐและเอกชน ชื่นชมการดำเนินงานด้านต่อต้านข่าวปลอมของประเทศไทย              วานนี้ (24 พ.ค. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ได้ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ทั้งนี้ ฝ่ายรัสเซียแสดงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล กับไทยโดยเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมแสดงความชื่นชมและสนใจการดำเนินการต่อต้านข่าวปลอมของประเทศไทย              นอกจากนี้ ฝ่ายรัสเซียยังได้แสดงความประสงค์จัดงาน Forum ทั้งแบบออนไลน์และ face-to-face กับฝ่ายไทยเพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนของทั้งสองฝ่าย ได้มีโอการสร้างความร่วมมือหรือจับคู่ธุรกิจ ซึ่งฝ่ายไทยและรัสเซียได้เคยร่วมจัดงาน Russia – Thailand Technology Day เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จด้วยดี             “ในการพบปะครั้งนี้ ฝ่ายรัสเซียยังได้มีการพูดถึงการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เช่นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและการให้ทุนการศึกษา และต้องการร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เช่นสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.)” นายชัยวุฒิกล่าว             ในโอกาสนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้แสดงความขอบคุณและยินดีสนับสนุนกิจกรรมความร่วมมือกับฝ่ายรัสเซียอย่างเต็มที่ในทุกด้าน รวมถึงได้หารือในประเด็นการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างกระทรวงพัฒนาดิจิทัล โทรคมนาคมและการสื่อสารมวลชนสหพันธรัฐรัสเซีย และกระทรวงดิจิทัลฯ               นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในปี 2565 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรอบความร่วมมือภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (APEC) ซึ่งฝ่ายรัสเซียแจ้งว่า ผู้นำประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัสเซีย มีแผนจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำของทั้งสองประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีโอกาสพบปะ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันต่อไป   ____________


          เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการใช้ระบบ e - office ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม MDES 2 ชั้น 9 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ที่ผ่านมาคณะทำงานได้หารือร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ ได้แก่  สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  NT ซึ่งได้หยิบยกประเด็นสำคัญ อาทิ ระบบสารบรรณ เพื่อให้สามารถรองรับการทำงานของสารบรรณกลางของหน่วยงานต่างๆภายในกระทรวงฯ รวมทั้งประเด็นการทดสอบระบบของ สป.ดศ. ประกอบด้วย การออกเลขหนังสือ ฟังก์ชันการรับหนังสือ และฟังก์ชันเกษียณหนังสือ  ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่แสดงความประสงค์ใช้ระบบ e-saraban ได้แก่  กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด(ปณท)    ___________

          เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุม The First Meeting of The Drafting Group for Developing The Action Plan of The Asia - Pacific Information Superhighway [AP-IS] ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักเลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการข้อริเริ่มทางด่วนข้อมูลเอเชียแปซิฟิก AP - IS (2022 – 2026) รวมถึงพัฒนาสิ่งที่ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจากแผนฉบับเดิมAP - IS (2019 – 2022) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ______________

             เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564  นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกล่าวในพิธีปิดกิจกรรม Girls in ICT Day 2021 ของประเทศไทย ในรูปแบบการประชุมทางไกล โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีปิดจาก ITU องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) UNESCO UNICEF UNESCAP สำนักงาน กสทช. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตัวแทนนักเรียนนักศึกษา โดยปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ ITU ในฐานะผู้ริเริ่มจัดงานดังกล่าว ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมอบรมในช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม 2564 ซึ่งดำเนินการสำเร็จไปด้วยดี โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การจัดฝึกอบรมให้แก่นักเรียนหญิงทั่วประเทศไทย อาทิ การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ ความมั่นคงปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศหญิงและชายด้วยการสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลให้เด็กผู้หญิงหันมาสนใจใน ICT และการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ให้มากขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปเผยแพร่ในชุมชน การสร้างอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยผู้เข้าร่วมฝึกอบรมในปีนี้มีจำนวนมากกว่า 200 คน มาจากโรงเรียนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย อาทิ จังหวัดพิษณุโลก พังงา และสกลนคร     ****************        


         เมื่อวันที่ 28 พ.ค. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กรณี บริษัท แอคแคปแอสเซ็ทส์ จำกัด ระบุติดต่อตัวแทนรัฐบาลเพื่อขอนำเข้าวัคซีนชิโนฟาร์ม 20 ล้านโดส แต่ทางรัฐบาลออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แบบนี้ถือเป็นเฟคนิวส์ต้องดำเนินการอะไรอย่างไรหรือไม่ ว่าเรื่องนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรเป็นข่าวปลอมหรือไม่ คงต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อเท็จจริง ถ้าเป็นการให้ข้อมูลเท็จแล้วทำให้ประชาชนสับสนก็จะเข้าข่ายเฟคนิวส์มีความผิด หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายก็ต้องร้องเข้ามา ดังนั้นขณะนี้ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับข่าวที่ออกมา ขอให้รับความจริงอย่างรอบด้าน เพราะตอนนี้รัฐบาลพยายามหาทางนำเข้าวัคซีนโควิดอยู่แล้ว ส่วนเอกชนรายใดจะสามารถนำเข้าได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกชนรายนั้นๆที่ต้องยื่นขอนำเข้าตามช่องทางที่มีอยู่ ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์นั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้มีคนมาหาประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลก็ติดต่อผู้ผลิตโดยตรงไม่ผ่านนายหน้า และวัคซีนเป็นที่ต้องการของตลาดจึงไม่มีความจำเป็นที่ผู้ผลิตต้องใช้นายหน้าในการวิ่งขายวัคซีน จึงเชื่อว่าไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ตามข่าวที่ออกมา   _______________

           เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม I – Share ครั้งที่ 3  กิจกรรม I – Share หรือ “การยกระดับคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” บรรยายโดย นายอนุวัตร ศรีไชโย รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต และนางสาวกนกศิลป์ใจทัน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  โดยเป็นโครงการบริหารจัดการองค์ความรู้ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ ข้าราชการ พนักงานราชการบุคลากรภายในหน่วยงาน  นำความรู้ที่ถ่ายทอดไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ                ทั้งนี้ ITA roadmap แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ(พ.ศ.2561-2580 ) โดยในระยะแรกของแผนแม่บท (พ.ศ.2561-2565 ) ได้กำหนดค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดให้หน่วยงานภาครัฐที่มีผลการประเมิน ITA ผ่านเกณฑ์  (85 คะแนน) มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบก็ได้กำหนดค่าเป้าหมายในปี พ.ศ.2563 ให้หน่วยงานภาครัฐที่มีผลการประเมิน ITA ผ่านเกณฑ์มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ล่าสุดคะแนนสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2563  อยู่ที่ 91.31 คะแนน   _____________

         “ดีอีเอส” รวบตึงหลักฐานฟัน “แอคแคปฯ-ดวงฤทธิ์” ปมปั่นข่าวซิโนฟาร์ม 20 ล้านโดส อ้างต้องจ่ายผลประโยชน์ให้รบ. ล่า 2 กก.บห.ลงนามหนังสือกำมะลอ พิรุธผู้เกี่ยวข้องปฏิเสธยังจ้อคลับเฮาส์ต่อ เชื่อทำเป็นขบวนการ ชี้ “ดวงฤทธิ์” จงใจสร้างความสับสนหลายหน ซัดจุดยืนการเมืองชัด ตอกเจอจับได้กลับอ้างมีอันตราย-ไม่พูดต่อ เจตนาให้สังคมสับสน ชี้ความผิดสำเร็จแล้ว สั่งเอาเรื่องถึงที่สุด             จากกรณีที่ในสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่หนังสือ บริษัท แอคแคป แอสเซ็ทส์ จำกัด (บริษัท แอคแคปฯ) ที่ทำถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีเนื้อหาอ้างว่า บริษัท แอคแคปฯสามารถจัดหาวัคซีนชิโนฟาร์ม จำนวน 20 ล้านโดส และสามารถจัดส่งให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่ไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้ จนมีการเผยแพร่หนังสือฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 พ.ค.64 ที่ผ่านมานั้น            วันนี้ (29 พ.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) ตรวจสอบเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า บริษัท แอคแคปฯไม่มีชื่อยื่นขึ้นทะเบียนนำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม รวมทั้งยังจดทะเบียนทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีคุณสมบัตินำเข้ายาและเวชภัณฑ์ และไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ผลิตวัคซีนซิโนฟาร์มจริง ซึ่งภายหลังปรากฏเป็นข่าว ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก็ได้ปฏิเสธ พร้อมชี้แจงแล้วว่า ลักษณะของบริษัทไม่น่าเชื่อถือ และไม่มี Dossier หรือเอกสารประกอบรายการประกอบยาและการผลิตจากบริษัทเจ้าของวัคซีน เพื่อมาใช้ขอใบอนุญาตต่อ อย.แต่อย่างใด ดังนั้นหนังสือฉบับดังกล่าวนั้น จึงเป็นข้อความที่บิดเบือน และทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำดังกล่าวที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) เช่นเดียวกับผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ หรือส่งต่อก็จะเข้าข่ายมีความผิดเช่นกัน           “กระทรวงดีอีเอส กำลังประสานข้อมูลกับ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์) รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรวบรวมหลักฐานแล้ว และดำเนินการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวกรรมการผู้จัดการผู้ลงนามทั้ง 2 รายในหนังสือมาให้ข้อมูล และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือฉบับดังกล่าว เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป” นายชัยวุฒิ กล่าว           นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีบุคคลและกลุ่มบุคคลนำไปวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวหาในทำนองว่ารัฐบาลมีการเรียกรับผลประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนและจัดหาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเข้าข่ายการหมิ่นประมาท และเสนอข้อมูลเท็จ อย่างชัดเจนเช่นกัน เพราะการขึ้นทะเบียนและนำเข้าวัคซีนมีระเบียบขั้นตอนการดำเนินการตามช่องทางกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าพบใครเป็นพิเศษ น่าสังเกตว่า ที่ผ่านมาเกิดความพยายามในการตั้งประเด็นโจมตีการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น มองได้ว่า มีการวางแผนเป็นขบวนการเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ เห็นได้ชัดจากกรณี บริษัท แอคแคปฯ ที่ผู้เกี่ยวข้องในส่วนของภาครัฐต่างออกมาปฏิเสธไปแล้ว แต่ทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 27 พ.ค.64 นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิก และแกนนำกลุ่มแคร์ คิดเคลื่อนไทย ที่มักร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย นำไปพูดคุยแสดงความคิดเห็นผ่านแอปพลิเคชันคลับเฮาส์ โดยมีเนื้อหาสาระให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม ตลอดจนสร้างความเสียหายให้แก่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง มีการพูดถึงขั้นว่า มีคนเรียกค่าพาเข้าพบนายกรัฐมนตรี กับบริษัทดังกล่าว เพื่อให้มีช่องทางเจรจานำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม โดยแลกกับเงิน 5 ล้านบาทอีกด้วย และเมื่อต้นเดือน พ.ค.64 นายดวงฤทธิ์ก็เคยทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์อ้างว่า มีรุ่นน้องที่รู้จักกันพยายามนำวัคซีนซิโนฟาร์ม 20 ล้านโดสให้รัฐบาล และระบุว่า “ประสานไปที่คนของรัฐบาลทุกช่องทางแล้ว มันถามหาผลประโยชน์ตอบแทนกันก่อนหมดเลย” จนมีผู้มารีทวิตหรือเผยแพร่ข้อความต่อจำนวนมาก และยังมีหลักฐานว่า มีความสนิทสนมกับ นายกรกฤษณ์ กิติสิน หนึ่งในผู้บริหารของบริษัท แอคแคปฯ ด้วย หรือเมื่อต้นเดือน ม.ค.64 ก็ทวีตในทำนองว่า มีคนบางกลุ่มได้สิทธิซื้อวัคซีนโควิด-19 แล้ว ทั้งที่กระบวนการทุกอย่างมีการเปิดเผยโปร่งใสโดยตลอด             “ทั้งการที่บริษัท แอคแคปฯถูกเปิดโปงว่า ไม่ใช่ผู้แทนซิโนฟาร์มจริง และการทวีตข้อความในประเด็นเดียวกันล่วงหน้าของคุณดวงฤทธิ์ ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า อาจเป็นขบวนการเดียวกันที่ต้องการสร้างความสับสนและดิสเครดิตรัฐบาล เรื่องนี้กระทรวงดีอีเอสได้รวบรวมหลักฐานการเผยแพร่ข้อความในแพลตฟอร์มต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยใน แอปฯคลับเฮาส์ล่าสุดไว้ทั้งหมดแล้ว ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายทำการสรุปว่า มีผู้กระทำผิดกี่รายอย่างไรบ้างเพื่อดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนต่อไป” รมว.ดีอีเอส กล่าว             นายชัยวุฒิ กล่าวอีกว่า การที่มีการออกมาโพสต์ว่ามีการเรียกเงิน 5 ล้านบาท หรือมีการเรียกผลประโยชน์จากการจัดหาวัคซีนโควิด-19 นั้น หากมีหลักฐานยืนยันชัดเจน ก็เปิดเผยได้อยู่แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย เพราะเป็นการแอบอ้างหาประโยชน์ ซึ่งไม่สมควรให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาการระบาดโควิด-19 แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน เป็นการพูดลอยๆ ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อดิสเครดิตนายกฯ และรัฐบาล เท่ากับเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย คนเหล่านี้ก็มักจะออกมาเรียกร้องว่า เป็นการละเมิดสิทธิ ปิดหูปิดตาประชาชนซึ่งเป็นรูปแบบของขบวนการเฟคนิวส์ และต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม             “เชื่อว่าสังคมพอจะเข้าใจถึงเจตนาของกลุ่มคนดังกล่าว หลายคนก็เป็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล และนิยมชมชอบกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม จุดยืนทางการเมืองของคุณดวงฤทธิ์ก็ชัดเจน พอถูกจับได้ไล่ทัน ก็อ้างว่า ชนตอ มีอันตรายถึงตาย ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้อีก ทั้งที่หากไม่มีเจตนาก็ควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เหมือนมีเจตนาให้สังคมสับสนไปเรื่อยๆ ซึ่งกรณีของคุณดวงฤทธิ์ ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมหลักฐาน และจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดแน่นอน" นายชัยวุฒิ ระบุ.   ______________



         เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมการจัดทำ (ร่าง) แผนการสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน สปฉ.2 ส่วนงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ประชุมร่วมพิจารณาวาระสำคัญการจัดทำแผนการสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน สปฉ.2 ฯ ดังกล่าว เพื่อเป็นกรอบแนวปฏิบัติและกำหนดภารกิจให้หน่วยงานหลักและหน่วยสนับสนุน มีแนวทางการประสานการปฏิบัติงานร่วมกัน รวมถึงการระดมทรัพยากรในทุกด้านเพื่อใช้ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  โดยมีหัวข้อ จำนวน 11 หัวข้อ ในแผนดังนี้1) วัตถุประสงค์ 2) ขอบเขตของแผน 3) อำนาจหน้าที่ของ สปฉ. 2 4) เงื่อนไขการเริ่มปฏิบัติและการยกเลิกการปฏิบัติการของ สปฉ. 2 5) หน่วยงานหลัก/สนับสนุน และผู้ประสานงานหลัก 6) กฎหมาย ระเบียบ แผน ระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง 7) ภารกิจของหน่วยงาน 8) แนวปฏิบัติ 9) การประสานการปฏิบัติร่วมกับ สปฉ.5 การจัดการในภาวะฉุกเฉิน10) ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน (ถ้ามี) 11) ภาคผนวก โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนส่งข้อมูล และประชุมการจัดทำ (ร่าง) แผนการสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน (สปฉ. 2) ฯ ดังกล่าว อีก 2 ครั้ง จากนั้นส่งร่างเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเทคโนลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ตามลำดับ คาดว่าจะเป็นช่วงเดือนกันยายน 2564   _______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.