Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา





           เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการการประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 27 ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ อาทิ การกำหนดท่าทีของไทยในการขอเสียง/แลกเสียงสนับสนุนการเลือกตั้งตำแหน่งต่างสมาชิกสภาบริหาร (CA) และสมาชิกสภาปฏิบัติการไปรษณีย์ (POC) และหารือการพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 27 รวมทั้งการหาเสียงเลือกตั้งทั้งสองสภาดังกล่าวในระหว่างการประชุมเต็มคณะของสภาบริหารของสหภาพสากลไปรษณีย์แห่งเอเซียแปซิฟิก (APPU) เป็นต้น   __________________


         ครม. เห็นชอบแต่งตั้งโฆษกดีอีเอส ฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ มอบหมาย 4 ภารกิจหลัก หนุนติดสปีดการประสานข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านต่างๆ ประชาสัมพันธ์สื่อสารสู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบัน รายงานข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (6 ก.ค. 64) มีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอการแต่งตั้งโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครอบคลุมทั้งโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนี้ 1. นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น เป็นโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง   2. นายภุชพงค์ โนดไธสง เป็นโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายข้าราชการประจำ3. นางปิยนุช วุฒิสอน เป็นรองโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายข้าราชการประจำ            ทั้งนี้ เพื่อให้งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การดำเนินงานและทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เป็นไปด้วยความถูกต้องและสร้างความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน มีความรวดเร็ว สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ            โดยมีอำนาจหน้าที่ 1.แถลงข่าวผลงานกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ได้รับมอบหมายต่อสื่อมวลชนและประชาชนเป็นระยะและต่อเนื่อง 2.ประสานงานและจัดให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงแถลงข่าวต่อประชาชน โดยเฉพาะในเวลาที่มีประเด็นสำคัญหรือประเด็นฉุกเฉิน 3.ดำเนินการเองหรือจัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง หรือแก้ข่าวสื่อมวลชนหรือข่าวสังคมออนไลน์ที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอันจะก่อความเสียหายต่อส่วนรวมให้ทันการณ์ และ4.ประสานการดำเนินงานกับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยใกล้ชิดในการประสานข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทันสมัย เพื่อประมวลไว้เป็นข้อมูลสื่อสารสู่ประชาชน            สำหรับการแต่งตั้งโฆษกกระทรวงฯ ข้างต้น เป็นการดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่กำหนดให้ทุกส่วนราชการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่โฆษกกระทรวง/หน่วยงานอย่างเป็นทางการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของทางราชการ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรวบรวมรายชื่อเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ และเผยแพร่รายชื่อดังกล่าวให้สาธารณชนทราบด้วย   ______________


        เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดการเสวนาออนไลน์ เรื่อง “แรงงานรู้ สู้โควิด: สถานะและโอกาส – การระบาดของโรคโควิด – ๑๙ กับแรงงานข้ามชาติ” และร่วมบรรยายในหัวข้อ “บทบาทของ ICT ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ ในประเทศไทยซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจาก Mekong Institute             โดยการเสวนาฯ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็นระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน  เกี่ยวกับบทเรียน แนวปฏิบัติที่ดีจากประสบการณ์ในการป้องกันและควบคุมการระบาดใหญ่ ของโรคโควิด – ๑๙ ในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติและการจัดการของภาครัฐ โดยการเสวนาดังกล่าว มุ่งหวังจะก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ ในกลุ่มแรงงานต่างชาติ รวมถึงสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวให้ดำรงอยู่ได้ในสถานการณ์และสภาวะเศรษฐกิจของโลกการเปลี่ยนผ่านไปสู่ New Normal หรือ Next Normal ได้ในที่สุด ด้วยความร่วมมือ ของทุกฝ่าย   _______________  

      “ทศพล เพ็งส้ม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เปิดสถิติ 10 อันดับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน ที่มีการแชร์วนซ้ำบ่อยสุดปี 64 พุ่งเป้าเศรษฐกิจ ใช้ปัญหาปากท้องลวงให้ประชาชนหลงเชื่อ          นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (9 ก.ค. 64)  ได้รับมอบหมายจากนายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม "สร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม" จังหวัดขอนแก่น จัดโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากคณะผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ เครือข่ายภาคประชาชนและภาคเอกชน ตัวแทนจากบุคลากรทางการแพทย์และการศึกษา ตลอดจนสื่อมวลชน          ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลที่เป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวปลอมที่สร้างผลกระทบกับสาธารณชนในวงกว้าง และตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้มีมติให้ให้ทุกกระทรวงเตรียมดำเนินการเรื่องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม อาจทำในรูปแบบของกระบวนการทำงานที่สนับสนุนการดำเนินการต่อต้านข่าวปลอม และให้โฆษกกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงให้ข้อเท็จจริงกับสังคมและประสานงานกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และจังหวัดทุกจังหวัดอาจต้องเตรียมพร้อมในการจัดให้มีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจังหวัด เพื่อตรวจสอบข่าวปลอม บิดเบือนที่เกี่ยวข้องและจะต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ         นายทศพล กล่าวว่า สำหรับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่าข่าวปลอม และข่าวบิดเบือนที่มีการแชร์วนซ้ำบ่อยที่สุดในรวม 10 ลำดับในรอบปี 2564 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้เผยแพร่เรียบร้อยแล้วในช่องทางเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ทวิตเตอร์ และ Line Official จะพบว่า ส่วนมากเป็นข่าวเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง การเงิน รายได้การกู้หนี้ อาจจะเป็นตัวบ่งช้สำคัญในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทย ตัวอย่างข่าวปลอม 1. เรื่อง คลินิกแก้หนี้ ดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาท ดำเนินการผ่านธนาคารออมสิน กรุงไทย และ ธ.ก.ส 2. เรื่อง ธ. ออมสิน เพิ่มช่องทางซื้อสลากออมสิน ที่เพจขายหวยออนไลน์3. เรื่อง ธนาคารออมสินให้กู้ฉุกเฉิน 10,000 บาท ผ่านมือถือและผ่อน 400 บาทต่อเดือน 4. เรื่อง พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่วัดสังฆทาน จำนวน 300 ราย          5. เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดลงทะเบียนปล่อยสินเชื่อเสริมพลังฐานรากรอบใหม่ ไม่ต้องมีคนค้ำ 6. เรื่อง ธนาคารออมสิน เตรียมเปิดให้กู้สินเชื่อเสริมพลังฐานราก รอบ 2 วงเงินทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาท และเป็นลักษณะข่าวบิดเบือน7. เรื่อง ธ.ออมสินปล่อยสินเชื่อเงินด่วน 50,000-100,000 ผ่อนชำระ 9 ปี ไม่ต้องมีคนค้ำ 8. เรื่อง ธ. ออมสิน เปิดให้ลงทะเบียน เข้าร่วมสินเชื่อธนาคารประชาชน 9. เรื่อง ภาพที่กล่าวถึงแอปฯ หมอชนะขอเข้าถึงประวัติการใช้งาน ไมค์ และข้อมูลต่อไวไฟ และ 10. เรื่อง เปิดให้ขอสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ผ่านแอปฯ MyMo           “ทุกวันนี้จะเห็นว่าข่าวปลอมที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอกนั้น รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก็ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการข่าวปลอม เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน และประชาชนจะต้องได้รับรู้ถึงข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม ในการแชร์ต่อข่าวปลอมทางโซเชียล อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ได้และการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดเป็นอีกหนึ่งมิติที่กระทรวงฯ บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” นายทศพลกล่าว           นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวว่า  นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงฯ ได้ดำเนินการจัดการข่าวปลอมในภาพรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 25 ม.ค.63 -30 มิ.ย. 64 มีจำนวนข้อความที่ถูกคัดกรองทั้งหมดกว่า 83 ล้านข้อความ พบว่าเข้าหลักเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ7,307 ข้อความ เป็นข่าวประสานให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบจำนวน 3,583 เรื่อง           โดยมีผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนในหมวดสุขภาพ ยังครองอันดับ 1 จำนวน 2,373 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 66 ตามมาด้วย หมวดนโยบายรัฐ 1,086 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 30 และหมวดเศรษฐกิจ 124 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 4 ตามลำดับ            ทั้งนี้ ปัจจุบันศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มีการจัดทำคู่มือการแจ้งข่าวปลอมสำหรับประชาชน และมีเนื้อหารู้เท่าทันข่าวปลอมเพื่อแจกจ่ายเผยแพร่ให้กับประชาชน และทุกภาคส่วนที่สนใจ เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดการรู้เท่าทันข่าวลวงบนโลกออนไลน์ โดยแนะนำมีวิธีตรวจสอบข่าวปลอม ได้แก่ ให้อ่านข่าวทั้งหมดโดยยังไม่เชื่อพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบ URL ของเว็บไซต์ที่นำมาเผยแพร่และตรวจสอบแหล่งที่มา ตัวตนของผู้เขียน ดูความผิดปกติของตัวสะกด ภาษาที่ใช้ หรือการเรียบเรียง พิจารณาภาพประกอบข่าว วันที่เผยแพร่ข่าว แหล่งของข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาใช้ หรือหาข้อมูลเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น เป็นต้น            อีกทั้ง ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลที่มีการเผยแพร่โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ทั้งรูปภาพที่เป็นInfographic และรวมถึงแจ้งเบาะแสได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ฯ ดังนี้ 1. เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com  2. เฟซบุ๊ก Anti-Fake News Center 3. ทวิตเตอร์ @AfncThailand 4. บัญชีไลน์ทางการ @antifakenewscenter   และ 5. สายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ______________  

        เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาบรรยาย ภายใต้หัวข้อ “ASEAN - China Digital Economy: New Trends, New Development” ของการประชุม ASEAN - China Digital Economy Partnership Forum สำหรับงาน CADEF 2021 ผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ (Video message) ซึ่งงานดังกล่าวมีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 กรกฎาคม 2564 ในรูปแบบผสมผสาน(Hybrid) ณ นครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนด้านนโยบาย การส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือด้านดิจิทัล เพื่อช่วยให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียนและขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อริเริ่มว่าด้วยการสร้างความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียน – จีน            โอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนพัฒนาการความก้าวหน้าการพัฒนาด้านเศษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียนที่ให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล โดยมีการพัฒนา แนวทางการดำเนินงานและนโยบายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาอย่างครอบคลุมทุกมิติ  เช่น โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม การค้าดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยโดยได้ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ผ่านการดำเนินนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 20 ปี และโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการเน็ตประชารัฐ โครงการ ASEAN Digital Hub การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูล ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โครงการ Digital Park Thailand และการพัฒนาด้านกฎหมายดิทัล อีกทั้ง ยังกล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อรับมือกับความท้าทาย จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ของไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถึงการสนับสนุนการดำเนินการตามแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 และเน้นย้ำเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา อันจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและครอบคลุมระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป   _______________        

         เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี พ.ศ.2565 ครั้งที่ 2-2564 โดยมี นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมด้วย ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อรับทราบและหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการดำเนินการด้านสารัตถะ ซึ่งจะได้รับทราบผลการประชุมระดมสมองร่วมกันเพื่อกำหนด Theme และ Deliverables ของการประชุม ความคืบหน้าด้านพิธีการและอำนวยการ และความปลอดภัยและสถานที่จัดการประชุม สำหรับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม  ผ่านระบบประชุมทางไกล   ________________

       เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมกับนางโจเซฟิน ทีโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ (ไอซีที) แห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีนายเควิน ฉ็อก เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย          และ ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในรูปแบบเสมือนจริง           โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออันใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล บุคลากร และประสบการณ์ ในสาขาต่าง ๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ระบุไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ อาทิ การเชื่อมโยงดิจิทัล การจัดการข้อมูล ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและกำลังคน เทคโนโลยีอุบัติใหม่ เมืองและนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และประเด็นอื่น ๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร            ทั้งนี้ นายชัยวุฒิกล่าวย้ำว่า “รัฐมนตรีไอซีทีของสิงคโปร์ และผมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ทั้งสองประเทศจะมีการส่งเสริมความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม และเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้สูงขึ้นต่อไป”    _______________

        ดีอีเอส ประสานความร่วมมือ ศปอส.ตร. วันเดียวบุก 6 จุดเมืองปทุมธานี จับกุมเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์MGM99 เงินหมุนเวียนในระบบ 1,200 ล้านบาท จ่อใช้ยาแรงทั้ง พ.ร.บ.การพนันฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายฟอกเงิน           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (12 ก.ค. 64) กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ประสานความร่วมมือกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เข้าสืบสวนติดตามจับกุมเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ เครือข่าย MGM99  โดยจากการสืบสวนพบเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 เว็บไซต์ ได้แก่ ไลน์ไอดี @MGM99VP,@MGM99TH และเว็บไซต์ WWW.PD24H.COM  มีเงินหมุนเวียนในระบบ 1,200 ล้านบาท  ดำเนินการมาประมาณ 2 ปี           โดยช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ชุดเทคนิคและสืบสวนชุดที่ 1 และ 3   (ศปอส.ตร.)  ได้นำหมายจับผู้ต้องหาศาลแขวงปทุมวันในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศหรือโฆษณาโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” และได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดธัญบุรีเพื่อทำการตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยกระทำความผิด จำนวน 6 จุด ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จับกุมผู้ต้องหารวม 18 ราย (ผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย ผู้ต้องหาอื่น 15 ราย) พร้อมตรวจยึดของกลางซึ่งรวมถึงรถยนต์หรู 8 คันและเงินสดของกลางประมาณ  11 ล้านบาท             ทั้งนี้ ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศหรือโฆษณาโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” และความผิดฐาน “ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(ห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่รวมกันมากกว่า 5 คน) ประกอบคำสั่งจังหวัดปทุมธานี ที่ 6728/64 ลง 11 ก.ค. 64” (เฉพาะจุดตรวจค้นที่ 3) “เนื่องจากคดีการพนันออนไลน์เป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งทาง ศปอส.ตร.จะได้ดำเนินการประสานกับทาง ปปง. เพื่อยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีฐานฟอกเงินต่อไป” นายชัยวัฒน์กล่าว             สำหรับประชาชนที่พบเห็นหรือทราบถึงการกระทำความผิดของผู้ลักลอบชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ อันเป็นการมอมเมาเยาวชน และทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่เพจอาสาจับตาออนไลน์ https://m.facebook.com/DESMonitor/ ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งมายัง ศปอส.ตร. ได้ที่สายด่วนหมายเลข 1599 และ และ สายตรง 081-8663000 เวลาราชการ  เพื่อดำเนินการสืบสวนหาพยานหลักฐานจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ______________

   “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วม ผบช.สอท. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อแชร์ข่าวปลอม รัฐบาลเรียกเก็บภาษีวัคซีนโมเดอร์นา ประสานตำรวจเตรียมดำเนินคดีมือโพสต์ และผู้ร่วมขบวนการกว่า 10 ราย หลังตรวจสอบชัดเจนพบมีเจตนาดิสเครดิตกระบวนการจัดซื้อวัคซีนของรัฐบาล เกิดความเสียหายต่อการแก้ปัญหาแพร่ระบาดโควิด-19        วันนี้ (12 ก.ค. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ร่วมแถลงข่าวกับ พล.ต.ท. กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) เตรียมดำเนินคดีถึงที่สุดกับ ดร.ลอย ชุนพงษ์ทอง รวมทั้งผู้ร่วมขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอมผ่านคลิปวิดีโอว่า รัฐบาลเก็บภาษีวัคซีนโมเดอร์นา 100%       นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตามที่มีการการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เสนอข้อมูลว่า รัฐบาลเรียกเก็บภาษีวัคซีนโมเดอร์นา รวมแล้วสูงกว่า 100% ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมศุลกากร กลุ่มสารนิเทศการคลัง และกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ       โดยจากการตรวจสอบพบว่า มีการทำกันเป็นขบวนการโดยผู้โพสต์ต้นทางคือ ดร.ลอย และมีผู้ร่วมขบวนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ/บิดเบือนนี้อีกกว่า 10 ราย เพื่อหวังผลดิสเครดิตกระบวนการจัดซื้อวัคซีนของรัฐบาล ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เกิดความเสียหายต่อกระบวนการแก้ปัญหาแพร่ระบาดโควิด        “เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเป็นข่าวปลอมชัดเจน ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) โดยจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอมข้างต้น ทั้งในส่วนของผู้โพสต์และผู้แชร์” นายชัยวุฒิกล่าว        นายชัยวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประสานงานไปยังกรมศุลกากร กลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าวัคซีนทุกประเภทอตามที่มีกระแสข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจุบันการนำเข้าวัคซีนและอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าให้เหลือ 0% ทั้งหมดอยู่แล้ว        นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ครม.ได้มติเห็นชอบให้ขยายเวลายกเว้นอากรศุลกากร สำหรับของที่นำเข้ามาใช้ในการรักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามรายการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียอากรนำเข้า จนถึงเดือนมีนาคม 2565        อีกทั้ง กรมสรรพากร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา81 (1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชน จึงได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากวัคซีนทางเลือก ที่ให้บริการแก่ประชาชนได้         ขณะที่ ล่าสุดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้ออกแถลงการณ์กรณีถูกกล่าวหาบวกกำไรหรือภาษีวัคซีนทางเลือก"โมเดอร์นา" เข้าไปในราคาขาย โดยระบุว่า การกำหนดราคาขายวัคซีนโมเดอร์นา ให้กับโรงพยาบาลเอกชน ที่ราคา1,100 บาทต่อโดสนั้น เป็นราคาที่มาจากราคาวัคซีนที่ อภ. ได้รับจากบริษัทซิลลิค ฟาร์มา ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตโดยตรง รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รวมกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ อาทิ ค่าเก็บรักษา ค่าขนส่ง  ค่าประกันภัยรายบุคคล  เพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นา กรณีที่อาจมีอาการไม่พึงประสงค์           “ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลข่าวปลอมที่อ้างว่า รัฐบาลเรียกเก็บภาษีวัคซีนโมเดอร์นา รวมแล้วสูงกว่า 100% ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้วัคซีนทางเลือกมีราคาแพง และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพราะจะสร้างความตื่นตระหนก และความเสียหายต่อส่วนรวม” นายชัยวุฒิกล่าว           ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และสายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87   _______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.