Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




       เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 นางคนึงนิจ คชศิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาความเชื่อมโยงกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ(ฉบับปรับปรุง) ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วุฒิสภา ครั้งที่ 5 ผ่านระบบประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีประเด็นพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ ภาพรวมความเชื่อมโยงของกระทรวงดิจิทัลฯ ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงฯ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล   _______________  

        เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการเปิดอบรมการใช้งานระบบร่างหนังสือราชการ (Draft) และระบบลงนามอนุมัติด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (In-Tray) ผ่านระบบประชุมทางไกล  ณ ห้องทำงานรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการอบรมผ่านระบบประชุมทางไกล ด้วยโปรแกรม Cisco Webex ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)   ____________  


        บอร์ดดีอี เคาะแผนปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ โรดแมป 2 ปีแรกโฟกัส 3 เซกเตอร์เร่งด่วน ตั้งเป้าปั้นคน AI แตะ 7 แสนคนใน 7 ปี ไฟเขียวต่อยอดการใช้ประโยชน์เน็ตประชารัฐ มอบหมาย อปท.        จัดให้บริการเน็ตสาธารณะประจำหมู่บ้าน 24,700 แห่งทั่วไทย            วันนี้ (14 ก.ค. 64)  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 2/2564 โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นางวรรณพร เทพหัสดิน ณอยุธยา เลขาธิกาiคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ ได้นำเสนอวาระเพื่อพิจารณา “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2564–2570)” โดยแผนปฏิบัติการฉบับนี้ จะแบ่งเป็น ชุดโครงการระยะเร่งด่วน ดำเนินการภายใน 2 ปี (พ.ศ. 2564-2565) และระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570)  มีเป้าหมายเพื่อการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ส่งเสริมผู้ประกอบการหน้าใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพประชาชน            สำหรับโครงการระยะเร่งด่วน ที่จะดำเนินการช่วง 2 ปีนี้ มุ่งเน้นการเตรียมพร้อมกำลังคนด้าน AI ของประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้นำร่องใน 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ด้านการแพทย์และสุขภาวะ การเกษตรและอาหาร และการใช้งานและบริการภาครัฐ           โดยได้เน้นย้ำถึงการสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับ ทั้งในส่วนของกำลังคนที่ผลิตได้จากสถาบันการศึกษาต่างๆตลอดจนการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลในมิติต่างๆ เพื่อให้ AI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าของธุรกิจ หรือบริการที่ดีขึ้น            ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ตามแผนงาน 7 ปี ว่า จะสร้างทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีศักยภาพตามสาขาความต้องการด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อปี หรือประมาณ 7 แสนคนใน 7 ปี เกิดการลงทุนด้านAI ในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี หรือ 3 หมื่นรายใน 7 ปี เกิดธุรกิจใหม่และนวัตกรรมบริการที่ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 700 ราย ใน 7 ปี ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ           ด้านนางสาวอัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการให้โอนทรัพย์สิน อุปกรณ์และโครงข่ายฯ รวมถึงระบบควบคุมส่วนกลางภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐและโครงการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต(โครงการงบ Big Rock) ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ให้กับ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 โดย NT จะต้องบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องในราคาถูกรวมทั้งบำรุงรักษาทรัพย์สินดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด               อีกทั้งกระทรวงดีอีเอส โดย NT จะร่วมมือกับท้องถิ่น ในการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะประจำหมู่บ้าน24,700 หมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีอีเอส ได้วางโครงข่ายเน็ตประชารัฐครอบคลุมไว้แล้วเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง รวมถึงมอบนโยบายให้ท้องถิ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีบริการดังกล่าว          ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ ได้กล่าวฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านที่ประชุมวันนี้ว่า "ฝากเรื่องโครงการบริการฟรีอินเทอร์เน็ตไร้สาย ขอให้ NT และ อปท. ร่วมมือกันดำเนินการ ช่วยกันรับผิดชอบดูแล และฝากในเรื่องของการกำกับดูแลการนำ free wi-fi ไปใช้ทางที่ผิด ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการจับกุมได้ แต่ก็มีกระทำผิดซ้ำ โดยจะได้มีการพิจารณาเสนอปรับปรุงกฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดต่อไป"   ________________

        เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้บริหารร่วมบันทึกเทปถวายพระพรในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  12 สิงหาคม 2564 โดยมี นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เข้าร่วม ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี  เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย   ___________  

        เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ASEAN -  China Dialogue in the Never Normal : The New Frontier: Leveraging ASEAN and China’s Interdependence for Inclusive Growth” ในช่วง Closing Session ของการประชุม FutureChina Global Forum 2021 ซึ่งมีผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และการดำเนินงานในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - ๑๙ ซึ่งทำให้โลกเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า “Never Normal” รวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ความเชื่อมโยงทางด้านการเงิน การลงทุน และการค้าข้ามพรมแดน เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่ Never Normal           ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ของไทย โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล รวมไปถึงการสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด – ๑๙ พร้อมทั้งได้กล่าวแสดงความพร้อมของไทยที่จะสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน - จีน เพื่อการรับมือกับสภาวะ Never Normal การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลภายในภูมิภาคอาเซียนให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมครอบคลุม และยั่งยืนต่อไป   ________________

             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เปิดข้อมูลพฤติกรรมมือปล่อยเฟคนิวส์ พบสถิติย้อนหลัง 9 เดือน คนไทยแชร์ข่าวปลอมกว่า 20 ล้านคน และเป็นผู้โพสต์เองกว่า 5 แสนคน หนุนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม รุกเดินสายจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ฯ ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วไทย ติดอาวุธประชาชนรู้เท่าทันและรับมือข่าวปลอม                 วันนี้ (16 ก.ค. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม” ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย โดยเป็นการกล่าวเปิดงานผ่านระบบ Conference แสดงความขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัด บุคลากรทางการแพทย์และการศึกษา ผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม                 ทั้งนี้ จากผลกระทบของปัญหาข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน (เฟคนิวส์) ที่มีต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการข่าวปลอม เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน ประสานงานตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยให้ประชาชนรับรู้ว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม และในการแชร์ต่อข่าวปลอมทางโซเชียล อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์                 อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี ยังได้มีข้อสั่งการให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วกรณีปัญหาข่าวปลอม/บิดเบือน ในสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ ให้ทุกกระทรวงเตรียมดำเนินการเรื่องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม อาจทำในรูปแบบของกระบวนการทำงานที่สนับสนุนการดำเนินการต่อต้านข่าวปลอม และประสานงานกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ของดีอีเอส และทุกจังหวัดอาจต้องเตรียมพร้อมในการจัดให้มีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจังหวัด เพื่อตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่เกี่ยวข้อง และชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ                     นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ย้อนหลังไปช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค. 63 - 30 มิ.ย.64) พบข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเผยแพร่ข่าวปลอมของคนไทยว่า มีจำนวนผู้โพสต์ข่าวปลอม 587,039 คน และจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอม 20,294,635 คน ขณะที่ กลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่า 90% อยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี                     โดยจากการรับแจ้งเบาะแส และติดตามการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอม ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งหมด 145,515,605 ข้อความ ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ 13,165 ข้อความ และพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 5,010 เรื่อง                     “ประชาชนต้องตระหนักว่า ในการแชร์ต่อข่าวปลอมทางโซเชียล อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีการประกาศใช้ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ขณะนี้ ซึ่งการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด เป็นอีกหนึ่งมิติที่กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  เราจึงห่วงใยประชาชนทุกท่านให้รู้เท่าทันภัยจากข่าวปลอม ไม่ตกเป็นเหยื่อ” นายชัยวุฒิกล่าว                     ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง กับการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากการหลงเชื่อข่าวปลอมข่าวลวง ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ถือเป็นหนี่งในภารกิจหลักกระทรวงฯ ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยแก่ประชาชนและสังคม เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมในการเผยแพร่และการแชร์ส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนจะผลักดันให้เกิดการบรรจุเป็นหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน ในการรู้เท่าทันในข่าวปลอมอย่างมีวิจารณญาณ ไตร่ตรองก่อนการแชร์ต่อ   ******************

           โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปผลการมอนิเตอร์ข่าวปลอม ประจำวันที่ 15 ก.ค. 64 พบเรื่องเข้าเกณฑ์ตรวจสอบ 17 เรื่อง จับสัญญาณมือโพสต์ยังมุ่งซ้ำเติมสถานการณ์โควิด สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความตื่นตระหนกให้ประชาชน               นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,650,581 ข้อความ ในจำนวนนี้มาจากช่องทาง Social Listening 1,648,765 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทางไลน์ทางการของศูนย์ฯ เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ ตามลำดับ               ทั้งนี้ จากการคัดกรอง มีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 30 ข้อความ พบจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง แบ่งเป็น จำนวน 10 เรื่องอยู่ในกลุ่มข่าวสุขภาพ  จำนวน 6 เรื่องอยู่ในกลุ่มข่าวกลุ่มนโนบายรัฐ / ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ และอีก 1 เรื่องอยู่ในกลุ่มข่าวภัยพิบัติ โดยทั้งหมดนี้อยู่ในขั้นตอนรอดำเนินการตรวจสอบ               “น่าสังเกตว่าจำนวนข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับโควิด-19 ยังคงมีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่นๆ โดยข้อมูลที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรวบรวมมาเฉพาะเมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 64) พบว่าจำนวนข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบเป็นเรื่องโควิดฯ ถึง 8 เรื่อง หรือเกือบครึ่งของจำนวนเรื่องที่ต้องตรวจสอบ เป็นการเพิ่มความตื่นตระหนก และซ้ำเติมประชนชนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด” นางสาวนพวรรณกล่าว                สำหรับข่าวปลอมที่ได้เผยแพร่โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 64 ซึ่งได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเคอร่า (Kerra) รักษาโรคโควิด-19 จากกรณีการแชร์สรรพคุณผลิตภัณฑ์ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบยาเม็ดที่ได้จากสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ฟ้าทะลายโจร แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว หัวคล้า รากฟักข้าว รากมะนาว รากสะแก เป็นต้น เมื่อพิจารณาจากสูตรตํารับแล้วเห็นว่า มิได้มีสรรพคุณหรือมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างใด                  ด้าน พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ใช้วิจารณญาณในการที่จะตัดสินใจเชื่อ ทุกวันนี้สังคมถูกขับเคลื่อนโดยข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างความเสียหายและความแตกตื่นทำลายความสงบสุขของสังคม โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากการแชร์ และการส่งต่อ มีความผิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขอให้ระวังเรื่องที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นข่าวปลอมผู้โพสต์ผู้แชร์อาจมีความผิดโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ การติดตามจับกุม การดำเนินคดี จะดำเนินการโดยเร็วที่สุด                  สำหรับข่าวที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นข่าวปลอมซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม และนำมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ขณะนี้รอผลตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่  1. พบชายคนหนึ่งเกิดอาการชักเกร็ง หลังฉีดวัคซีนซิโนแวค และ 2. ห้องเช่าแถวพระราม 3 ซอยเชื้อโควิด-19 ทั้งซอย 80 คน เสียชีวิตแล้ว 10 คน                  ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER Iและช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   *****************  

           เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดงานเสวนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้น สถานการณ์แสวงหาประโยชน์และการทารุณทางเพศต่อเด็กในโลกออนไลน์ในประเทศไทย ภายใต้โครงการวิจัย “Disrupting Harm” ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมีนางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งการเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยองค์การตำรวจสากล และองค์การเอ็กแพทอินเตอร์เนชั่นแนล (UNICEF, INTERPOL and ECPAT) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ ผลการศึกษาเบื้องต้นจากการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจรูปแบบอาชญากรรมดังกล่าว โดยมีการสำรวจมุมมองของเด็กต่อประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ต โดยที่ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมดังกล่าว และส่งเสริมความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป   ________________

          เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมประชุมกับสมาชิกสภาหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) ผ่านระบบการประชุมทางไกล พร้อมได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “Overcoming COVID-19 Through Digital Transformation” โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้แทนAMCHAM ในประเทศไทย และผู้แทนบริษัทอเมริกันเข้าร่วมกว่า 96 คน ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ได้แสดงความยินดีต่อการสร้างความร่วมมือกับบริษัทอเมริกันในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน พร้อมทั้งได้เชิญชวนให้บริษัทด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาลงทุนในเขต Digital Park ของไทยอีกด้วย             ในช่วงต่อมา นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สศด. สคส. และ สกมช. ได้เข้าร่วมการประชุม AMCHAM Roundtable Meeting เพื่อหารือภาคเอกชนอเมริกันในเรื่องการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ประเทศไทยยินดี และเปิดกว้างที่จะต้อนรับการลงทุนในไทยของภาคเอกชนจากสหรัฐอเมริกา   ___________    

        “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปผลการมอนิเตอร์ข่าวปลอม ประจำวันที่ 16 ก.ค. 64 มีเรื่องเข้าเกณฑ์ตรวจสอบ 27 เรื่อง             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,687,147 ข้อความ ในจำนวนนี้มาจากช่องทาง Social Listening 1,685,799 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทางไลน์ทางการของศูนย์ฯ เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ ตามลำดับ             จากการคัดกรอง มีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 48 ข้อความ โดยเป็นจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง เป็นข่าวอยู่ในหมวดข่าว 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนโยบายรัฐ จำนวน 16 เรื่อง และกลุ่มข่าวสุขภาพ 11 เรื่อง โดยในส่วนข่าวปลอม/บิดเบือนที่เกี่ยวกับโควิด-19 พบจำนวน 9 เรื่อง            โดยข่าวปลอมที่ได้เผยแพร่โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 64 เครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้ว ใช้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในร่างกายได้ จากที่มีการแนะนำให้ประชาชนซื้อเครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้วมาติดไว้ที่บ้าน เพื่อตรวจว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้ว ใช้เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการเฝ้าระวังและติดตามอาการของผู้ป่วยโควิด-19 แต่ไม่ใช่เครื่องยืนยันการติดเชื้อโควิด-19             นางสาวนพวรรณ กล่าวต่อไปว่าในการแก้ไขปัญหาเรื่องข่าวปลอม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเร่งแก้ไขปัญหา หลังพบว่ามีการโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จจำนวนมาก สร้างความตื่นตระหนกและความสับสนให้กับประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยได้สั่งกำชับผู้ที่รับผิดชอบของกระทรวงเร่งติดตามปัญหาเชิงรุก มีการมอนิเตอร์สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศทุกวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (2560) และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ให้รวบรวมหลักฐานส่งให้ศาลพิจารณาระงับ ปิดกั้น หรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์พร้อมประสานส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ดำเนินคดีต่อไป             อยากขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER  และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ___________

         นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไปรษณีย์ไทย หนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงดิจิทัลฯ เห็นความสำคัญของการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จึงเดินหน้าส่งความช่วยเหลือแก่ภาคสาธารณสุข ที่เป็นส่วนสำคัญในการรับมือโควิด-19               ซึ่งล่าสุดกระทรวงดิจิทัลได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปัญจพลไฟเบอร์คอนเทนเนอร์ จำกัดมอบเตียงสนามร่วม 4,000 เตียง ผ่านโครงการ “ส่งความห่วงใย ส่งให้ สู้ภัย COVID-19” ให้กับโรงพยาบาลสนามสนามทั่วประเทศ  โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งมอบให้รพ.สนามที่จ.ปัตตานี ซึ่งขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นจำนวนมากให้สามารถรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาลสนาม             ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย ได้ช่วยกระจายส่งมอบช่วยโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศฟรีไม่คิดค่าขนส่ง  พร้อมทั้งสนับสนุนเตียงกระดาษให้ผู้ป่วยในศูนย์พักคอยพื้นที่ กทม. อีก 450 เตียงครับ            โดยเตียงสนามแบบใหม่ ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผลิตจากกระดาษที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม สามารถพับเก็บได้ง่าย สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย การขนส่ง และการจัดเก็บในทุกพื้นที่ครับ              ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนและทุกภาคส่วนที่ช่วยกัน..เราจะผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปให้ได้ครับ   _____________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.