Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

     นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม          พบการส่งต่อข่าวสารในประเด็นเรื่อง ประชาชนอายุต่ำกว่า 60 ปี สามารถโทรนัดหมายฉีดวัคซีน ที่สถานีกลางบางซื่อได้แล้ว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ          จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลว่าใครที่ต้องการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่สถานีกลางบางซื่อ ตอนนี้เปิดให้ประชาชนที่อายุต่ำกว่า 60 ปีจองได้แล้ว โทรจองเบอร์หมอพร้อม 02-7922-333 ได้เลยนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 60 ปี โดย Call Center หมอพร้อมให้บริการนัดหมายฉีดวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ เฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น          ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่www.dms.go.th หรือโทร 02 590600          โฆษกกระทรวงดิจิทัล กล่าวอีกว่า อยากขอความร่วมมือประชาชน สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน ร่วมกันต่อต้านข่าวปลอม กับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ___________

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลุยช่วยผู้ป่วยโควิด ขอความร่วมมือ กสทช. ยกเว้นค่าบริการเลขหมาย 4 หลักของ 8 เบอร์สายด่วน รวมถึงเลขหมายที่เกี่ยวข้อง และค่าส่งเอสเอ็มเอสสำหรับบริหารจัดการผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องกักตัวที่บ้าน              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (19 ก.ค. 64) ตนได้ส่งจดหมายขอความอนุเคราะห์ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการพิจารณายกเว้นค่าบริการสำหรับการใช้บริการเลขหมายแบบสั้น 4 หลัก ซึ่งเป็นเบอร์โทรสายด่วนขอคำปรึกษา และประสานขอเตียงสำหรับประชาชนกรณีติดเชื้อโควิด-19 ตลอดจนเลขหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งค่าบริการข้อความสั้นสำหรับระบบบริหารจัดการผู้ป่วยติดเชื้อติดเชื้อโควิด ที่ต้องกักตัวที่บ้าน                ปัจจุบันมีการจัดสรรสายด่วนของหน่วยงานรัฐ เพื่อรองรับการให้บริการข้อมูล ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ เช่น การขอรับคำปรึกษาในการปฏิบัติตน การหาเตียง หรือการเตรียมความพร้อมเมื่อพบว่าติดเชื้อการให้บริการ ได้แก่ เลขหมาย 1330,  1323, 1422, 1442, 1646, 1668, 1669 และ 1506 เป็นต้น              “ผมได้ระบุเหตุผลการขอความอนุเคราะห์กับ กสทช. ไปแล้วว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันได้ทวีความรุนแรง และมีแนวโน้มที่จะระบาดอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ในการนี้เพื่อให้การดูแล ป้องกัน แจ้งเตือนและให้ความช่วยเหลือประชาชน จึงมีความฉุกเฉินและเร่งด่วนในการจัดให้มีช่องทางเลขหมายด่วนเพื่อให้บริการข้อมูล และประสานขอความช่วยเหลือตามข้างต้น โดยหวังว่า กสทช. จะเห็นถึงความเดือดร้อน และยินดีช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่วด่วนเพื่อผ่านพ้นภาวะความลำบากนี้” นายชัยวุฒิกล่าว              ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้จัดทำระบบบริหารจัดการผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) โดยมอบหมายให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เป็นผู้ดำเนินการในเรื่อง SMS Gateway สำหรับส่ง OTP ไปยังผู้ป่วยเพื่อใช้สำหรับการยืนยันตัวตนบนระบบออนไลน์ และเพื่อให้แพทย์สามารถติดต่อกับผู้ป่วยได้โดยสะดวกและไม่ผิดคน             “เนื่องจาก กสทช. เป็นหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้ให้บริการมือถืออยู่แล้ว เราจึงอยากขอความร่วมมือให้กสทช. ประสานขอความอนุเคราะห์ไปยังโอเปอเรเตอร์ทุกราย ให้ประชาชนเข้าถึงเบอร์ติดต่อเหล่านี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน และเป็นการร่วมมือร่วมใจกันช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19” นายชัยวุฒิกล่าว   ____________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีข้อความแนะนำปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์ บี ลองแกน สเปรย์พ่นช่องคอ ดักจับไวรัสทุกชนิดทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีผลิตภัณฑ์ บี ลองแกน สเปรย์ ที่ระบุสรรพคุณในการจำหน่ายว่า สามารถดักจับไวรัสได้ทุกชนิดนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในชื่อ บี ลองแกน สเปรย์ (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) / B Longan Spray (Dietary Supplement Product) เลข อย. 10-1-04741-5-0008 ซึ่งปริมาณในส่วนประกอบที่ได้รับอนุญาตไม่สามารถป้องกันไวรัสเกาะในช่องปาก และโพรงจมูก หรือป้องกันภูมิแพ้ หรือฆ่าเชื้อไวรัส และแบคทีเรียและลดการอักเสบในช่องปากตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด อีกทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการบำบัด บรรเทาหรือรักษาโรค           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทรสายด่วน 1556           โฆษกกระทรวงดิจิทัล กล่าวอีกว่า อยากขอความร่วมมือประชาชน สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER  และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ______________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ประกาศกร้าว เดินหน้าฟันมือโพสต์หมิ่น ซ้ำเติมความเดือดร้อนของบ้านเมืองท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19 รวบรวมข้อมูลการโพสต์/แชร์ข้อความผิดกฎหมายจากสถานการณ์ชุมนุม 18 ก.ค. 64 เตรียมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การชุมนุมของศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมและใช้โซเชียลมีเดีย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 พบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่ผิดกฎหมาย มีรายละเอียดข้อมูลที่รับแจ้งจากสื่อโซเชียล พบว่ามีข้อความที่น่าจะเข้าข่ายตรวจสอบทั้งหมด 67 เรื่อง แบ่งเป็น จากเฟซบุ๊ก 52 เรื่องทวิตเตอร์ 6 เรื่อง ยูทูบ 6 เรื่อง เวบบอร์ด 2 เรื่อง และคลับเฮาส์ 1 เรื่อง  โดยเข้าข่ายกระทำความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14  จำนวน 4 เรื่อง            “ขอฝากเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมทุกท่านว่าการใช้โซเชียลมีเดีย ที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง และผิดกฎหมาย ทางกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการติดตามความเคลื่อนไหว ตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐานไว้ทั้งหมด แม้แต่ในคลับเฮาส์ที่ท่านใช้เป็นช่องทางในการนัดหมายรวมตัวกัน เราก็มีคนเข้าไปเป็นสมาชิก เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของท่านทั้งหมด โดยจะมีการดำเนินคดีกับแกนนำรวมถึงขบวนการที่ใช้โซเชียลในทางที่ผิดให้ถึงที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว              สำหรับการโพสต์หรือแชร์ข้อความผิดกฎหมายลงในระบบคอมพิวเตอร์/ผ่านโซเซียล จะมีโทษ ดังนี้  1.ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (2) (5) มาตรา 16 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสน 3. พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ผู้ใดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท)   ____________

         เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 นางคนึงนิจ คชศิลา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รอบครึ่งปีหลัง ร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัด ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน และ ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อติดตามการดำเนินงานที่สำคัญตามภารกิจกระทรวงฯในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดสุรินทร์ ตามลำดับ โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่ ได้สรุปผลการดำเนินงาน ความคืบหน้างาน/โครงการต่างๆ  รวมทั้งผลกระทบต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้มีการปรับตัวและรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมให้ข้อแนะนำ/แนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับนโนบายหลักของกระทรวงฯ รวมทั้งให้กำลังใจหัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนในการร่วมมือร่วมใจกันทำงานบนพื้นฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อไป     ________________

       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส รับมอบระบบการแพทย์ทางไกล Telemedicine Kaitomm (ไข่ต้ม) Hospital ที่พัฒนาโดยบริษัทไทย พร้อมแท็บเล็ตรุ่นทนทานพิเศษ 10 เครื่อง เพื่อประยุกต์ใช้ในงานภาคสนามภายใต้ภารกิจสู้โควิด-19           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากนโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่สนับสนุนให้มีการบูรณาการความร่วมมือนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยีและบุคลากรเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกในภารกิจการทำงานด้านสาธารณสุขภาคสนามสู้โควิด-19 ล่าสุดมีภาคเอกชนทั้งค่ายไอทีไทย-เทศ เดินทางเข้าพบเพื่อสาธิตระบบการทำงานของแอปพลิเคชันด้านการแพทย์ทางไกล (เทเลเมดิซีน) พร้อมมอบไลเซ่นอนุญาตการใช้งาน และมอบเครื่องแท็บเล็ตรุ่นทนทานพิเศษ เพื่อให้กระทรวงฯ นำไปใช้ประโยชน์ในภารกิจต่อไป            ทั้งนี้ นายณชพล สองทิศ บริษัท อาร์ ที เอส (2003) จำกัด เป็นบริษัทที่ประกอบการด้านผู้รวบรวมระบบ(System Integrator) ประสบการณ์ 17 ปี พร้อมด้วย ดร. มหิศร ว่องผาติ จากบริษัทพันธมิตร บริษัท โอโบดรอยด์คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์บริการและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นระบบแอปพลิเคชันสำหรับติดต่อสื่อสารทางไกลระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และโรงพยาบาล ชื่อ Kaitomm (ไข่ต้ม) Hospital ซี่งมีคุณสมบัติการใช้งานสอดคล้องกับภารกิจช่วยเหลือบุคลากรการแพทย์ ในการเพิ่มระยะห่างเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 และช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพสูง            ทั้งนี้ ระบบการทำงานของ “ไข่ต้ม”Hostpital สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานภาคสนามภายใต้ภารกิจของดีอีเอส ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การบริหารจัดการระบบและอุปกรณ์สื่อสารทางไกลระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และโรงพยาบาล  เพื่อลดการสัมผัสของบุคลากรทางการแพทย์กับคนไข้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล ติดตามรักษาอาการของคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล/สถานพยาบาล ส่งผลให้การติดเชื้อจากการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง ติดตามอาการผู้ป่วยได้ใกล้ชิดขึ้น และรักษาอาการของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที             โดยระบบ Telemedicine สื่อสารทางไกลระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ผ่านทางการโทรวีดีโอคอล (VDO Call) โดยเครื่องของผู้ป่วยที่ใช้ในสถานพยาบาลสามารถรับสายอัตโนมัติได้ ซึ่งทำให้นอกจากจะสามารถใช้ระบบนี้ในการติดตามผลการรักษาแบบ Interactive Communication แล้ว ยังสามารถใช้ในการเฝ้าดู/ติดตามอาการของผู้ป่วยจากระยะทางไกล (Remote Monitoring) ในลักษณะเดียวกับ Mobile CCTV ด้วย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในห้องฉุกเฉิน, ห้องแยกโรค, ห้องความดันลบ, หอผู้ป่วยรวม (โควิด-19), ห้องผ่าตัด, หออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต (ICU), โรงพยาบาลสนามเป็นต้น              “ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด และบริษัท วีเอสที อีซีเอส(ประเทศไทย) จำกัด มอบระบบ Telemedicine Kaitomm (ไข่ต้ม) Hospital จำนวน 100 ลิขสิทธิ์การใช้งานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยแบบไม่จำกัดผู้ใช้งาน และอุปกรณ์แท็บเล็ตรุ่นทนทานพิเศษSamsung Galaxy Tab Active 3 ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความทนทาน กันน้ำ กันฝุ่น และทนการกระแทก จำนวน 10 เครื่อง ให้กับกระทรวงฯ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภารกิจต่อไป” นายชัยวุฒิกล่าว   ________________    

        กรุงเทพฯ 20 กรกฎาคม 2564 – นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบนโยบายไปรษณีย์ไทยใช้ศักยภาพด้านการขนส่ง ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในช่วงการระบาดของเชื้อCOVID – 19 โดยร่วมกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และองค์การเภสัชกรรม เตรียมเปลี่ยนกล่อง/ ซองเป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุรวมใน “กล่องBOXบุญ” เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาล เพื่อกระจายสู่บุคลากรทางการแพทย์สู้ศึก COVID-19            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้มอบนโยบายให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 มุ่งเน้นการช่วยเหลือเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการช่วยขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปถึงโรงพยาบาลทั่วประเทศ โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือประชาชนในด้านการลดต้นทุนค่าขนส่ง รวมถึงการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร และอีกส่วนสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นกำลังหลักในการขนส่งและการสื่อสาร เพื่อให้สอดรับกับความเป็น“เพื่อนแท้ร่วมทาง” ของคนไทยในทุกสถานการณ์            นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังได้ดำเนินโครงการ “ไปรษณีย์ reBOX” ซึ่งไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่ในการรวบรวมกล่องพัสดุ และซองกระดาษที่ไม่ใช้แล้วจากคนไทย ส่งต่อให้กับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) กว่า23,500 กิโลกรัม เพื่อแปรสภาพเป็นเตียงกระดาษสำหรับรองรับผู้ป่วย COVID-19 ส่งให้โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังได้ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม ผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุรวมใน “กล่องBOXบุญ” เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาล เพื่อกระจายสู่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นด่านหน้า ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤต COVID-19 อีกด้วย              “แคมเปญไปรษณีย์ reBOX  เป็นกิจกรรมที่ไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 ซึ่งถือได้ว่าสอดรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากปัจจุบันนั้นการส่งพัสดุ รวมถึงสิ่งของต่างๆผ่านบริการไปรษณีย์ไทย หรือแม้แต่กระทั่งบริษัทขนส่ง - แพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์อื่นๆ มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยโครงการนี้จะช่วยให้กล่อง/ซองที่ไม่ใช้แล้ว กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคน ร่วมเป็นส่วนสำคัญในแคมเปญดังกล่าว โดยผู้ที่สนใจสามารถรวบรวมกล่อง/ ซองทุกขนาด ทุกประเภท นำมาให้ที่ไปรษณีย์ใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือ จุดรับรวบรวมอื่นๆ เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (สำนักงานใหญ่) มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยบูรพามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี Shippop เป็นต้น ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564” _________________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เตรียมดำเนินคดี มือโพสต์หมิ่น จากสถานการณ์ชุมนุม 18 ก.ค. 64 จำนวน 147 ราย พบมากสุดบนทวิตเตอร์             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากกรณีสถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา และมีการโพสต์หรือส่งต่อข้อความที่เข้าข่ายการกระทำความผิด ศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมและใช้โซเชียลมีเดีย กระทรวงดิจิทัลฯ พบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่เข้าข่ายการกระทำความผิด ทั้งหมด 147 ราย ประกอบด้วย จากเฟซบุ๊ก 15 ราย ทวิตเตอร์ 132 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป            สำหรับการโพสต์หรือแชร์ข้อความผิดกฎหมายลงในระบบคอมพิวเตอร์/ผ่านโซเซียล จะมีโทษ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ม.14 (3) การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดใดอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ           “ผมอยากเตือนผู้ใช้สื่อออนไลน์ทุกคนด้วยความห่วงใยว่า ให้เพิ่มความระมัดระวังในการโพสต์ เพราะหากโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จ สร้างข่าวปลอมในระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการแชร์ข้อความเท็จนั้น ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย รวมทั้งให้มีความตระหนักในการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือกฎหมายในช่วงสถานการณ์วิกฤติโควิด” นายชัยวุฒิกล่าว              ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชุมนุมโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากติดตามแล้วก็จะสืบค้นถึงต้นโพสต์ แม้จะเป็นอวตารก็จะหาตัวให้ได้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปดำเนินคดีต่อไป            “ที่สำคัญกลุ่มดารานักแสดง Influencer เป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนรักและศรัทธา ขอความกรุณาอย่าใช้สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวทางการเมืองโจมตีรัฐบาล เพราะสิ่งที่ทำเป็นการบิดเบือนข้อมูล เป็นการสร้างเฟคนิวส์ขึ้นในระบบโซเชียลมีเดีย ท่านพูดแต่ว่าทุกวันนี้มีคนตายเป็นจำนวนมากเพราะโควิดเนื่องจากวัคซีนไม่ดีเป็นความผิดของรัฐบาลแล้วมันจริงหรือไม่ ขอให้อย่ามองเพียงด้านเดียว ต้องนึกถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาได้จัดหาวัคซีนมาอย่างดีตามมาตรฐาน เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราตอนนี้” นายชัยวุฒิกล่าว              ปัจจุบัน หากมองภาพรวมในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทย ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคนี้ ซึ่งช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนของประเทศไทย ได้ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้สถานการณ์การระบาดโควิด-19 คลี่คลายให้เร็วที่สุด จึงจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับภัยโควิด บนพื้นฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์นี้              ทางด้าน พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยโดยรวมของประเทศ จากการชุมนุมที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนผู้ร่วมชุมนุมที่ผ่านมาหลายครั้ง โดยแจ้งว่าผู้ที่มีการชักชวน เชิญชวน ไม่ว่าด้วยประการหนึ่งประการใด ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อโซเชียล จะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อีกส่วนหนึ่งด้วย             รวมทั้ง ได้มีการประสานข้อมูลกับ รมว.ดีอีเอส เพื่อดำเนินการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานงานกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ             “ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า การโพสต์เชิญชวนด้วยประการใดๆ ให้มีการร่วมกระทำผิดโดยเฉพาะการชุมนุมหรือการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นความผิดทางกฎหมาย ผู้โพสต์ ผู้เชิญชวน ผู้ประกาศส่งต่อด้วยประการหนึ่งประการใด จะเป็นความผิดตามกฎหมายที่ได้กล่าวไปแล้ว” พล.ต.ต. ปิยะกล่าว   ____________


         เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564  นางคนึงนิจ คชศิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เป็นประธานการประชุมตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณพ.ศ.2564 รอบครึ่งปีหลัง ร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัด ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อติดตามการดำเนินงานที่สำคัญตามภารกิจกระทรวงฯ จ.นราธิวาส  (เขตตรวจราชการที่ 7) โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่ ได้สรุปผลการดำเนินงาน ความคืบหน้างาน/โครงการต่างๆ  รวมทั้งผลกระทบต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้มีการปรับตัวและรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมให้ข้อแนะนำ/แนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับนโนบายหลักของกระทรวงฯ รวมทั้งให้กำลังใจหัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนในการร่วมมือร่วมใจกันทำงานบนพื้นฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อไป   ________________      

          เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564  นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณพ.ศ.2564 ร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัด ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เพื่อติดตามการดำเนินงานที่สำคัญตามภารกิจกระทรวงฯ จ.พัทลุง (เขตตรวจราชการที่ 5) โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงฯ ในพื้นที่ ได้สรุปผลการดำเนินงาน ความคืบหน้างาน/โครงการต่างๆ  รวมทั้งผลกระทบต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้มีการปรับตัวและรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมให้ข้อแนะนำ/แนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับนโนบายหลักของกระทรวงฯ รวมทั้งให้กำลังใจหัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนในการร่วมมือร่วมใจกันทำงานบนพื้นฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อไป   ___________

           “ชัยวุฒิ” ประกาศดัน 7 หน่วยงานใต้สังกัด ใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และเชื่อมโยงระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) เต็มรูปแบบภายในสิ้นปี 64 หวังเป็นต้นแบบนำไปสู่การขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงฯ เตรียมเร่งผลักดันการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) เชื่อมโยงระหว่าง 7 หน่วยงานสังกัดกระทรวงฯ ให้ครบทั้ง 100% ภายในปลายปีนี้ ขานรับมาตรการรัฐบาล เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้ดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ขั้นสูงสุด และมุ่งเน้นการปฏิบัติงานหรือจัดกิจกรรมโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุดเพื่อลดการแพร่กระจายและความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19               ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 64 เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. โดยกำหนดให้การติดต่อราชการส่งหนังสือด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ยกเว้นเรื่องลับที่สุด และไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก จากเดิมที่กำหนดให้การปฏิบัติงานสารบรรณทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นทางเลือก รวมทั้งกำหนดให้ระบบคลาวด์ (Cloud) เป็นสื่อกลางบันทึกข้อมูล            “ความท้าทายในการผลักดันการดำเนินงานของหน่วยงานเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมาจะพบกับประเด็นที่สำคัญ คือ เราจะจัดการกับความเคยชินเกี่ยวกับจัดทำเอกสารกระดาษ การเซ็นชื่อบนเอกสารกระดาษ การประชุมแบบต้องเจอหน้า รวมถึงการรับ-ส่งเอกสารปริมาณมากๆ ในแต่ละวันในรูปแบบไหนได้บ้าง จากสภาวะที่เราต้องทำงานที่บ้านกันมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกอาจไม่เท่ากับการทำงานในสถานที่ทำงาน แล้วเราจะจัดการกันอย่างไร ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐ มีการผลักดันและขับเคลื่อนนำอิเล็กทรอนิกส์ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น” นายชัยวุฒิกล่าว              จากประเด็นดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลฯ จึงได้ผลักดันการดำเนินงาน โดยถือเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องการให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารประเทศ การให้บริการประชาชน และการพัฒนาระบบราชการ  ที่ผ่านมาในกระทรวงฯ มีการใช้ระบบ e-Saraban แล้ว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ และประมาณ50% ของกระทรวงฯ ได้มีการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้ว              ทั้งนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้น คือ มีอีเมล์กลางของหน่วยงาน โดยไม่ต้องส่งเอกสารตามไปภายหลัง ขณะที่ ทะเบียนหนังสือรับและส่ง สามารถทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด หนังสือราชการจะถูกสร้างผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) และมีการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ทำให้สามารถค้นหาผ่านระบบได้ง่ายขึ้น              ปัจจุบัน มีหน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงฯ ได้มีการเชื่อมโยงระบบกันแล้ว 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรีสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำหรับหน่วยงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการกำลังปรับเพื่อใช้ e-Signature เต็มรูปแบบ ประกอบด้วย 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยาบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งภายในปี 2564 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ จะใช้งานระบบ e-Signature ครบทุกหน่วยงาน             “เมื่อมีการเชื่อมโยงระบบแล้วเสร็จครบทั้ง 7 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ จะทำให้กระทรวงฯ เป็นหน่วยงานนำร่องหน่วยงานแรกที่มีการผลักดันเรื่องนี้ได้สำเร็จ และเราหวังที่จะเป็นต้นแบบนำไปสู่การขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยการขับเคลื่อนทั้งหมดนี้เพื่อตอบโจทย์การส่งเสริมโครงสร้างดิจิทัล  และการต่อยอดให้เกิดการผลักดันการดำเนินงานในทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน และให้บริการประชาชน” นายชัยวุฒิกล่าว   ______________

      “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปผลการมอนิเตอร์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ (18-22 ก.ค. 64) มีข้อความที่ต้องคัดกรอง 8.2 ล้านข้อความ เปิด 3 อันดับข่าวคนสนใจมากสุด พบโควิดยังยึดพื้นที่เฟคนิวส์          นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมตลอดช่วงสัปดาห์นี้ (18-22 ก.ค. 64) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่ต้องคัดกรองทั้งสิ้น 8,246,481 ข้อความ ในจำนวนนี้พบข้อความที่เข้าเกณฑ์ต้องดำเนินการตรวจสอบ 145 ข้อความ เป็นจำนวนเรื่องที่ต้องตรวจสอบทั้งหมด 79 เรื่อง โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับโควิด-19 มากถึง 50 เรื่อง          ทั้งนี้ เมื่อดูจากปริมาณข้อความเบาะแสข่าวปลอม พบข้อสังเกตน่าสนใจว่า ประชาชนจะเผชิญกับเนื้อหาบนโซเชียล/โลกออนไลน์ที่มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน เฉลี่ยวันละมากกว่า 1 ล้านข้อความต่อวัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ จะมุ่งทำงานเชิงรุกในการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่ประชาชนและสังคมอย่างรวดเร็ว ลดความตื่นตระหนกและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ทันการณ์           สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรกตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ได้แก่ 1. เตือนเฝ้าระวังใน 24 ชม. จะเกิดแผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม และน้ำป่า 2. เครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้ว ใช้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในร่างกายได้ และ 3.กองทัพบก ประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า ก่อนประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ กทม.            นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า อยากขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือ ข่าวบิดเบือน   ________________

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔)


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.