Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

         เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมบันทึกเทปรายการ "รอบอาเซียน" ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ รายการ “รอบอาเซียน” เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านประชาคมอาเซียน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลด้านประชาคมอาเซียน เพื่อสร้างความรู้สึกของการเป็นพลเมืองอาเซียนร่วมกัน ตลอดจนรับรู้ถึงโอกาสและประโยชน์จากข้อตกลงในกรอบความร่วมมือในประชาคมอาเซียนและนอกภูมิภาคที่เชื่อมโยงกัน   ____________

        นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โพสต์ข้อความผ่านFacebook ระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนา DE Home Isolation Solution เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการผู้ป่วยโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยผู้ที่ติดเชื้อโควิดจะติดต่อไปที่โรงพยาบาลด้วย Line และลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในระบบ ทางโรงพยาบาลสามารถใช้ ระบบนี้ ติดต่อกับคนไข้เพื่อทำการประเมินอาการ ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ (สีเขียว) ก็สามารถที่จะ Home Isolation ได้ โดยโรงพยาบาลจะส่งยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นไปให้คนไข้ ร่วมกับการ Monitor อาการ ผ่านทางช่องทางLine OA และปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ VDO Call เพื่อลดความแออัด โดยหากคนไข้มีอาการ (สีเหลืองหรือสีแดง) โรงพยาบาลก็จะจัดหาเตียงรองรับได้ทันการ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการเตียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสีย หากโรงพยาบาลใดมีความต้องการใช้ Solution นี้ สามารถติดต่อมาที่ผมได้ที่ chaiwut.t@mdes.go.th ผมและทีมงานจะติดต่อกลับท่านเพื่อจัดทำระบบนี้ให้โรงพยาบาลนำไปใช้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขอบคุณครับ   ______________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ทหารเข้าควบคุมตัวนายกฯ เพื่อให้กองทัพบกเตรียมทำการรัฐประหาร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กองทัพบก กระทรวงกลาโหม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           กรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่าตอนนี้กองกำลังทหารกว่า 300 นาย ได้ควบคุมตัวนายกไว้แล้ว เพื่อให้กองทัพบกทำการรัฐประหารนั้น ทางกองทัพบกได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า เป็นข้อมูลเท็จ เป็นการสร้างเรื่องเท็จหวังให้เกิดความวุ่นวายในสังคม เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายชื่อเสียงกองทัพและรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก เข้าดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกองทัพบก กระทรวงกลาโหม           ขอฝากเตือนประชาชนว่า  การผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอม หรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความสับสนวุ่นวาย จะเสี่ยงถูกดำเนินคดี ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีโทษทั้งจำและปรับ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป   _____________    

        ดีอีเอส ซัดเฟคนิวส์ปั้นข่าวไทยใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ออกข้อบังคับการสื่อสารฉบับใหม่ พร้อมชี้แจง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและข้อกำหนด ไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ใดในการแอบดู แอบดัก แอบเก็บ เอาข้อมูลการโทร. การส่งข้อความ หรือการโพสต์ของประชาชนไปโดยไม่ทำตามขั้นตอน และหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีอยู่            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ทำให้ประเทศไทยมีข้อบังคับการสื่อสารใหม่ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             จากกรณีที่มีการแชร์ข้อความว่าในประเทศไทย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีข้อบังคับการสื่อสารใหม่ บันทึกการโทรทั้งหมด ตรวจสอบโซเชียลมีเดียทั้งหมด อุปกรณ์จะถูกเชื่อมต่อกับระบบกระทรวงนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง การใช้งานโทรศัพท์และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ยังคงทำได้เหมือนเดิม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ใดในการที่จะเข้าไปแอบดู แอบดัก แอบเก็บ เอาข้อมูลการโทร. การส่งข้อความ หรือการโพสต์ ของประชาชนไปโดยไม่ทำตามขั้นตอน และหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีอยู่ก่อนหน้านี้           ทั้งนี้จากข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ที่ประกาศใช้เมื่อ 29 ก.ค. 2564 ที่ห้ามการเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน โดยมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ประสานผู้รับใบอนุญาตทุกรายให้ทำการตรวจสอบ IP Address ที่มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต โดยมีลักษณะที่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งวันที่ 30 ก.ค. 2564 สำนักงาน กสทช. จึงได้เชิญผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ก.ดีอีเอส) ผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ(ISP) ทุกราย มาประชุมเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแนวทางในการดำเนินงานตามข้อกำหนดดังกล่าว โดยขอบเขตของการทำงานในกรณีนี้จะดำเนินการตรวจสอบเนื้อหาที่มีการบิดเบือน สร้างความสับสนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในกรณีที่มีความผิดชัดเจน สำนักงาน กสทช. จะดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าวทันที            โดยประชาชนอย่าได้กังวลว่าสำนักงาน กสทช. จะเข้าไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของทุกคนสำนักงานฯ ไม่ได้ปิดกั้น หรือคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ไม่ได้ปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย แต่จะดูแลในส่วนของข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับโควิดที่มีการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเท่านั้น เพื่อไม่ให้ประชาชนหมู่มากเกิดความสับสน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกสทช. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์www.nbtc.go.th หรือโทร. 02 6708888           โฆษกกระทรวงดิจิทัล กล่าวอีกว่า อยากขอความร่วมมือประชาชน สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER  และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ____________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง หมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราช แจ้งข่าวพบสายพันธุ์แลมบ์ดาระบาดในเขตมีนบุรี และขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            จากที่มีการแชร์ข้อมูลที่ระบุว่าหมอประสิทธิ์ ซึ่งเป็นคณบดีศิริราช ได้ออกประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง และครอบครัว เพราะตอนนี้พบสายพันธุ์แลมบ์ดา กำลังระบาดในเขตมีนบุรี และขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเองนั้น ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเคยมีการส่งคลิปเสียงในประเด็นเดียวกันหลายครั้งแล้ว โดยขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวทั้งในรูปแบบข้อความ และคลิปเสียง ไม่ได้เป็นข้อมูลที่มาจาก ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแต่อย่างใด ซึ่งหากมีการแนะนำหรือข้อพึงระวังเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะทำการแถลงผ่านสื่อออนไลน์เป็นวิดีโอที่จะปรากฏทั้งใบหน้าและเสียง โดยไม่มีการเผยแพร่ข้อความหรือคลิปเสียงเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการแอบอ้าง            ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.si.mahidol.ac.th/th            จึงอยากขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อเลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ______________

          นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่ได้มีการส่งต่อข่าวสารในประเด็นเรื่อง ยา 6 ชนิด ที่ต้องเตรียมไว้ใช้รักษาโควิด-19 ด้วยตนเองที่บ้าน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเรื่องยารักษาโควิด-19 ที่ต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาตนเองที่บ้าน 6 ชนิด คือ ยาพาราเซตามอล แอมบรอกซอล เดกซ์โทรเมทอร์แฟน คลอเฟนิรามีน วิตามินซี และฟ้าทะลายโจรนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ home isolation ต้องได้รับการอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น โดยการจ่ายยารักษาผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านเป็นไปตามที่แพทย์ประเมินอาการรายบุคคล เพราะการรับประทานยาเอง อาจทำให้เกิดอันตราย จากภาวะแทรกซ้อนของยาได้ ซึ่งกรมการแพทย์เผยแพร่แนวทาง Home isolation (การแยกกักตัวที่บ้าน) เป็นแนวทางสำหรับ ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ระหว่างรอ admit โรงพยาบาล แพทย์พิจารณาว่ารักษาที่บ้านได้ และรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 10 วันและจำหน่ายกลับบ้านเพื่อรักษาต่อเนื่องที่บ้านโดยวิธี Home isolation            ส่วนผู้ที่เข้าเกณฑ์การทำ Home isolation ประกอบด้วย 1.เป็นผู้ติดเชื้อที่สบายดีหรือ ไม่มีอาการ (asymptomatic cases) 2.มีอายุน้อยกว่า 60 ปี 3.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 4.อยู่คนเดียว หรือ มีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1คน 5. ไม่มีภาวะอ้วน (ภาวะอ้วน หมายถึง ดัชนีมวลกาย > 3030กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัว > 90 กก.) 6.ไม่มีโรคร่วม ดังต่อไปนี้ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD Stage 3,4 ) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ และ 7.ยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ในการให้คำแนะนำผู้ป่วยและการจัดบริการผู้ป่วยโควิด – 19 แบบ Home Isolation ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 กรณีระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือระหว่างรอครบกำหนด 14 วัน หรือหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้ก่อนกำหนด ตามลิงก์https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=136                ขอเน้นย้ำการรับประทานยาเองอาจทำให้เกิดอันตราย จากภาวะแทรกซ้อนของยาได้  ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000            และขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้ถูกต้องรอบด้าน เลือกเชื่อเลือกแชร์ และสามารถติดตามผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน   ___________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่ได้มีการส่งต่อลิงก์ในสื่อออนไลน์ต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โรงพยาบาลกรุงเทพเปิดให้ลงทะเบียนจองวัคซีน Pfizer ผ่านเว็บ siampfizer ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัดพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีการส่งลิงก์ลงทะเบียนจองสิทธิวัคซีนทางเลือก (Covid-19 Vaccine) ยี่ห้อไฟเซอร์ พร้อมทั้งให้ชำระเงินค่าวัคซีน ที่เว็บ https://siampfizer.com/ นั้น ทางบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า โรงพยาบาลยังไม่ได้ทำการเปิดให้ลงจองวัคซีน Pfizer แต่อย่างใด  มีบุคคล และ/หรือ กลุ่มบุคคล ไม่ทราบชื่อ นำภาพถ่ายของบุคลากรทางการแพทย์, ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า BDMS, B+ และ BANGKOK HOSPITAL ของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บไซต์ https://siampfizer.com/ เพื่อใช้ประกอบการแอบอ้างและหลอกลวงประชาชนทั่วไปให้หลงเชื่อว่า บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ/หรือ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิวัคซีนทางเลือก (Covid-19 Vaccine) ยี่ห้อไฟเซอร์ พร้อมทั้งให้ชำระเงินค่าวัคซีนดังกล่าว อันเป็นความเท็จ โดยบริษัทฯ, โรงพยาบาลกรุงเทพ และบุคลากรทางการแพทย์ มิได้อนุญาตให้นำภาพถ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า BDMS, B+ และ BANGKOK HOSPITAL ของบริษัทฯ ไปใช้รวมทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทฯ, โรงพยาบาลกรุงเทพ และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่หลงเชื่อได้รับความเสียหาย  โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ที่เว็บ www.bangkokhospital.com หรือ เฟซบุ๊ก‘Bangkok Hospital โรงพยาบาลกรุงเทพ’ หรือโทร 02 310 3000               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนก ซึ่งการกระทำของผู้เผยแพร่ข่าวปลอม อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1),(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป                นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   __________

         ดีอีเอส เตือนข่าวปลอม อย่าแชร์! วัคซีน Pfizer มีส่วนผสมของแม่เหล็ก ทำให้มีผลกระทบต่อร่างกายในอีก 1-2 ปี ย้ำวัคซีนไฟเซอร์โควิด-19 ไม่มีส่วนผสมที่เป็นโลหะเป็นส่วนประกอบหรือสารออกฤทธิ์ และวัคซีนไม่สามารถทำให้เกิดการตอบสนองทางแม่เหล็กเมื่อฉีดเข้าไปตามที่กล่าวอ้างได้             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารถึงประเด็นเรื่อง วัคซีน Pfizer มีส่วนผสมของแม่เหล็ก ทำให้มีผลกระทบต่อร่างกายในอีก 1-2 ปี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด พบว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ             ในกรณีการเผยแพร่ข้อมูลโดยระบุว่าวัตถุดิบที่ใช้ผลิตวัคซีนที่ห้ามใช้ในคน แต่นำไปใช้ผลิตในวัคซีน Pfizer, Moderna ดร. ที่ทำงานวิจัย ขอร้องห้ามฉีดเพราะมีส่วนผสมของแม่เหล็ก อาจมีผลกระทบต่อร่างกายในอีก 1-2 ปี ภายหน้านั้น ทางบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้ชี้แจงว่าวัคซีนไฟเซอร์โควิด-19 ไม่มีส่วนผสมที่เป็นโลหะเป็นส่วนประกอบหรือสารออกฤทธิ์ และวัคซีนไม่สามารถทำให้เกิดการตอบสนองทางแม่เหล็กเมื่อฉีดเข้าไปตามที่กล่าวอ้างได้               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pfizer.co.th หรือแหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข หรือจนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม เพราะในปัจจุบันนี้มีข่าวปลอมในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกวัน การกระทำของผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป                 นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   __________

       เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส “วันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2564”โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะบริหารฯ กระทรวงฯ เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณลานหน้าอาคารอำนวยการกสทช.ในการนี้ รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าวย้ำว่า ขอให้ความมั่นใจ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำพาประเทศให้ก้าวข้ามผ่านสถานการณ์อันเป็นอุปสรรคต่างๆ และเสริมสร้างศักยภาพประเทศไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนตลอดไป ซึ่งปัจจุบัน มีภารกิจสำคัญที่มีความคืบหน้า อาทิ โครงการเร่งรัดผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการนำร่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G เน้นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ๖ ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตรด้วนสารารณสุข ด้านอุดสาหกรรม ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม และด้านเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ท ซิตี้ รวมถึงการนำระบบคลาวด์กลางภาครัฐมาใช้เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานรัฐ พร้อมนำไปสู่เป้าหมายการเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต่อไป   ____________

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวสารถึงประเด็นเรื่อง วัคซีนไฟเซอร์ส่วนหนึ่งถูกส่งไป จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ไม่ใช่พื้นที่ระบาดหนัก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             ในกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเรื่องวัคซีน โดยระบุว่าวัคซีนไฟเซอร์ส่วนหนึ่งถูกส่งไป จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ไม่ใช่พื้นที่ระบาดหนัก ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ความจริง เนื่องจากขณะนี้วัคซีนไฟเซอร์ยังอยู่ในขั้นตอนของบริษัทจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะเริ่มส่งได้ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ อีกทั้งก็อยู่ในระหว่างการจัดสรรให้ 5 กลุ่มเป้าหมายตามมติที่ประชุม ซึ่งในนั้นไม่มีจังหวัดบุรีรัมย์โดยมีแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส ดังนี้ -700,000 โดส เพื่อใช้กระตุ้นเข็ม 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ -645,000 โดส เพื่อกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย 7 โรคและสตรีมีครรภ์) 608 ชาวไทยใน 13 จังหวัด -150,000 โดส เพื่อกลุ่มเสี่ยง 607 ชาวต่างชาติ และผู้ที่ต้องได้รับวัคซีนก่อนไปต่างประเทศ เช่นนักเรียน นักศึกษา -5,000 โดส เพื่อศึกษาวิจัยและตอบโต้การระบาด ทั้งนี้การจัดการจะปรับตามสถานการณ์การระบาด            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม เพราะในปัจจุบันนี้มีข่าวปลอมเกิดขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยทุกวัน การกระทำของผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป             นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _____________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ปตท. นำน้ำมันไม่มีคุณภาพมาจาก 3 กองทัพ ที่ตุนไว้ระยะเวลา 5-6 ปี หมดสภาพมาให้ตามปั๊มต่าง ๆ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กระทรวง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความแจ้งคุณภาพน้ำมัน โดยอ้างว่าปตท. ไทยประดิษฐ์ก็จริงแต่คุณภาพห่วยแตกมากเพราะว่าน้ำมันบางครั้งนำมาจากกองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือที่ตุนไว้เวลาเกิดศึกสงครามใช้ระยะเวลา 5-6 ปีเมื่อน้ำมันหมดสภาพก็จะนำเข้ามาตามปั๊มต่าง ๆ ทางบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ด้านการค้าน้ำมันและการขายปลีก เป็นหนึ่งในผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และเป็นผู้บริหารแบรนด์สถานีน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) หรือเดิมที่รู้จักกันในชื่อสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งโออาร์ ไม่ได้มีการจัดหาน้ำมันจากหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานอื่นใดนอกเหนือจากโรงกลั่นชั้นนำในประเทศ เพื่อมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคและ โออาร์ ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพน้ำมันอย่างเข้มงวดตลอดทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิตขนส่ง จัดเก็บ และจำหน่าย และไม่ได้มีการนำน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพมาเพื่อจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่นตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลแต่อย่างใด           โดยโออาร์จัดหาน้ำมันเพื่อจำหน่ายตามเงื่อนไขจากโรงกลั่นชั้นนำในประเทศ โดยคุณภาพน้ำมันเป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นผู้กำหนด ซึ่งตลอดทั้งกระบวนการจัดส่งน้ำมันตั้งแต่จากต้นทางคือโรงกลั่นน้ำมัน ไปยังคลังน้ำมัน และต่อไปจนไปถึงปลายทางคือสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภค เป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน และมีการควบคุมคุณภาพตลอดทั้งกระบวนการ               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม เพราะในปัจจุบันนี้มีข่าวปลอมในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกวัน การกระทำของผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป           นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ____________

       ดีอีเอส-เอ็นที รุกนำนวัตกรรมดิจิทัลช่วยแก้ปัญหาแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งแอป “DE Covidhomecare Solution” โซลูชั่นช่วยงานโรงพยาบาลบริหารจัดการผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ประยุกต์ใช้ไลน์และซูม (Zoom) หนุนผู้ป่วยได้รับคำปรึกษาแพทย์แบบเห็นหน้าผ่านจอมือถือ          นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ดีอีเอส ร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที พัฒนาแอปพลิเคชั่น DE Covidhomecare Solution เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการผู้ป่วยโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการตอกย้ำบทบาทของกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19         โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ทำงานร่วมกับแพทย์จิตอาสา พัฒนาระบบแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดกลุ่มกักตัวที่บ้าน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาผ่านการประยุกต์ใช้ Line official account เข้ากับ Zoom เพื่อใช้Video Call ติดต่อสื่อสาร และรับคำแนะนำในการดูแลรักษาได้แบบเห็นหน้ากัน ผ่านจอมือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์เป็นการให้บริการระบบสาธาณสุขที่สอดรับกับมาตรการ social distancing อีกด้วย          “เพราะวันนี้ก็อย่างที่เราทราบกันว่าคนไข้เยอะมาก บางทีมันโหลดเกินไปสำหรับคุณหมอ เราก็เลยพัฒนาแอปนี้ขึ้นมาให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข สำหรับผู้ป่วยกลุ่มรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) เพื่อจะช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโควิด-19 และสามารถรักษาตัวเองที่บ้านได้ ก็จะมีการติดต่อคุณหมออยู่ตลอดทุกวัน และที่สำคัญก็จะมียา มีการช่วยเหลือเบื้องต้นนะครับ แต่ถ้าผู้ป่วยอาการหนัก เช่น จำเป็นจะต้องไปโรงพยาบาล เราก็จะติดต่อประสานให้ เพื่อบริหารจัดการการใช้เตียงให้เกิดประโยชน์ที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว         อีกทั้ง ความร่วมมือข้ามภาคส่วนในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในการจัดระบบการบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพซึ่งประชากรทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ดีขึ้นเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้การรักษาและติดตามอาการ ง่ายและสะดวก ที่สำคัญสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อีกทางหนึ่ง        นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งติดต่อเข้ามาเพื่อขอใช้บริการแล้ว  และวานนี้ (3 ส.ค. 64) ตนได้ลงพื้นที่กับคุณหมอเพื่อสำรวจการใช้งานว่าติดขัดหรือไม่ และต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกบ้างรวมทั้งได้รับเสียงตอบรับว่าการที่กระทรวงฯ และเอ็นที ช่วยพัฒนาระบบนี้ เป็นประโยชน์อย่างมาก         ด้านนาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที)  กล่าวว่า เอ็นที ยินดีที่ได้เข้ามาร่วมพัฒนา DE Covidhomecare Solution  และได้มีส่วนช่วยประชาชนในสถานการณ์โควิด ที่ทุกคนต้องช่วยกันผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ ปัจจุบันได้จัดตั้งไลน์กลางสำหรับระบบนี้ไว้ที่บัญชีไลน์ทางการชื่อ Covid Home Care         ขณะที่ น.พ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนวิทยาคลินิก กล่าวว่า ระบบช่วยบริหารจัดการผู้ป่วยซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ และเอ็นที ช่วยพัฒนาขึ้นมาครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ป่วยที่อาจไม่ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล หรือไปศูนย์พักคอยต่างๆ  อีกทั้งช่วยแบ่งเบาภารกิจของแพทย์ สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ         “ก็ต้องยอมรับนะครับว่าเป็นระบบที่ใช้งานง่าย เป็นระบบที่คุ้นเคยอยู่แล้ว คนไข้มาปุ๊ป สามารถบอกว่าโอเค มีส่วนที่เหมือน Line เหมือน Zoom ส่วนที่ทำงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.พ.ฆนัทกล่าว   ____________      

        เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี “จิตอาสาร่วมใจสู้ภัยโควิด 19” ภายใต้โครงการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเฉลิมพระเกียรติ โดยมีเจ้าหน้าที่และพนักงานจากสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมมอบอาหารกลางวันแก่บุคลากรทางการแพทย์ และมอบอุปกรณ์ป้องกันให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ณ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค และผู้แทนจากชาวชุมชนบางเขน รับมอบ ณ ห้องประชุม 802 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ  รวมจำนวน 2 แห่งด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการปลูกจิตสำนึกให้คนไทย รวมทั้งบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงฯ มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ รู้จักการเสียสละ มีจิตใจสาธารณะ ร่วมแรง ร่วมมือ ในการทำสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม   ______________

       เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เข้าร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ   พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี “จิตอาสาร่วมใจสู้ภัยโควิด 19” ภายใต้โครงการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมมอบอาหารกลางวันแก่บุคลากรทางการแพทย์ และมอบอุปกรณ์ป้องกันให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ณ รพ.มงกฎวัฒนะ อาคาร A และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชั้น 1 ทั้งนี้เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการปลูกจิตสำนึกให้คนไทย รวมทั้งบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงฯ มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ รู้จักการเสียสละ มีจิตใจสาธารณะ ร่วมแรง ร่วมมือ ในการทำสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม   ______________  

         ดีอีเอส เตือนอย่าหลงเชื่อ กระชาย บอระเพ็ด ไม้ก้องขม และฟ้าทะลายโจร บดเป็นผงบรรจุแคปซูล กินช่วยรักษาโควิด-19 แนะการใช้ยาสมุนไพรกับโควิด ควรมีการแนะนำให้ส่งต่อกับแพทย์แผนปัจจุบันก่อนเป็นเบื้องต้น เพื่อลดอันตรายและลดภาวะแทรกซ้อนในการรักษา             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในขณะนี้มีประชาชนให้ความสนใจซื้อสมุนไพรจำนวนมาก จึงมีผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานมาจำหน่าย   ขณะนี้ตามที่ได้มีข่าวปรากฏในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในประเด็นเรื่อง กระชาย บอระเพ็ด ไม้ก้องขม และฟ้าทะลายโจร บดเป็นผงบรรจุแคปซูล กินช่วยรักษาโควิด-19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            จากที่มีการแชร์ข้อมูลว่าให้นำกระชาย บอระเพ็ด ไม้ก้องขม และฟ้าทะลายโจร มาบดเป็นผงบรรจุแคปซูลกินเพื่อรักษาโควิด-19 นั้น ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่พบการศึกษาวิจัยใด ๆ ที่ระบุว่าการผสมหัวกระชายขาว บอระเพ็ด ไม้ก้องขม และฟ้าทะลายโจร ช่วยรักษาโควิด-19 ได้             โดยกระชาย และ panduratin A มีฤทธิ์ยับยั้งการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ทั้งในระยะก่อนการติดเชื้อ และหลังการติดเชื้อ นอกจากเซลล์ ใน เซลล์ Vero E6 แล้ว การรักษาด้วยสารสำคัญนี้สามารถยับยั้งการติดเชื้อไวรัสในเซลล์เยื่อบุผิวทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ ส่วนบอระเพ็ด มีสารออกฤทธิ์ทางพฤกษเคมีที่แยกได้จาก GC-MS พบว่าเป็นสารยับยั้ง SARS-CoV-2 main protease (Mpro) โดยใช้การศึกษาเทียบเท่าระดับโมเลกุล (molecular docking) แต่ทั้งนี้จากการสืบค้น ไม่พบการศึกษาเชิงประจักษ์ของไม้ก้องขม เนื่องจากเป็นพันธ์ไม้เฉพาะถิ่น และสุดท้ายการใช้ยาจากผงฟ้าทะลายโจรในบัญชียาหลักแห่งชาติในการรักษาโรคโควิด-19 ในขณะนี้ได้กำหนดการใช้ ดังนี้ (สั่งจ่ายโดยแพทย์เวชกรรม เนื่องจากโรคโควิด 19 ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์)           เงื่อนไขของการใช้ฟ้าทะลายโจร 1. ใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง 2. เฉพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีการควบคุมปริมาณ andrographolide 3. รับประทานในขนาดยาที่มีปริมาณ andrographolide 180 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแบ่งให้วันละ 3 ครั้ง 4. ใช้ได้โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม 5. มีการติดตามประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยหลังการใช้อย่างเป็นระบบ              จากที่มีการเพิ่มเติมรายละเอียดของการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อบรรเทาอาการของโรคหวัด และการใช้เพื่อรักษาโรคโควิด-19 แต่ยังไม่มีการรายงานว่าสามารถใช้เพื่อการป้องกันโรคได้                อีกทั้งตำรับยานี้เป็นยารสขมทั้งหมด รสยาของตำรับ แก้ไข้ได้ แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ แต่ยารสขมอยู่ในกลุ่มยาเย็น จะทำให้ธาตุไฟอ่อนลง (การลดไข้) ถ้ากินนานจะไม่ดีต่อธาตุไฟในร่างกาย (ธาตุไฟอ่อน) ลมกำเริบเฉพาะที่ได้(ไม่พัด) ธาตุกำเริบเฉพาะที่ (น้ำคั่ง) และลมเริบเฉพาะที่ได้ (ปวดเมื่อยหรือชาเฉพาะที่ได้) ทั้งนี้ตำรับนี้ไม่มีตัวยาช่วยไม่มีตัวยาคุม ไม่มีน้ำกระสายยา ซึ่งเป็นการตั้งตำรับยาหมอพื้นบ้านอย่างแท้จริง (มีแต่ตัวยาหลัก) เท่านั้น ยานี้รักษาอาการไข้ได้ แต่รักษาโควิค-19 ไม่ได้ การตั้งตำรับยานี้ไม่เป็นไปตามองค์ความรู้แพทย์แผนไทย เพราะองค์ประกอบในการตั้งตำรับยาไม่ครบ คือ มีแต่ตัวยาหลัก คือ ยารสขมทั้ง 4 ตัว และตัวยาหลักมีจำนวนมากเกินไป ไม่มีตัวยาช่วย(ช่วยลดฤทธิ์ให้ขมหรือเย็นให้น้อยลง) ไม่มีตัวยาคุมฤทธิ์ ที่ทำให้ตัวยานั้นเย็นน้อยลงเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับร่างกาย และไม่มีตัวยาแต่งรสของยาเพื่อทำให้ยานั้นกินได้ง่ายขึ้น (ขมมากเกินไป) และอีกประการหนึ่ง คือ การใช้ยาสมุนไพรกับโควิค ซึ่งเป็นโรคติดต่อเฉียบพลันและร้ายแรง ควรมีการแนะนำให้ส่งต่อกับแพทย์แผนปัจจุบันก่อนเป็นเบื้องต้น เพื่อลดอันตรายและลดภาวะแทรกซ้อนในการรักษา               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ   และขอแนะนำว่าก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ขอให้ตรวจสอบการอนุญาตที่ www.fda.moph.go.th หรือ Oryor Smart Application เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ มาตรฐาน หรือผลิตภัณฑ์ปลอม                 นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ___________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.