Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

         “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ ส่องพฤติกรรรมผู้บริโภคสื่อผ่านการมีส่วนร่วมในหน้าเพจศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบคนไทยสนใจเป็นพิเศษกับข่าวที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เศรษฐกิจปากท้องและข่าวประเด็นร้อนในสังคม             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 ส.ค. – 2 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม จำนวนข้อความที่เข้ามา 11,513,581 ข้อความ หลังจากคัดกรองพบมีข้อความที่เข้าเกณฑ์ต้องดำเนินการตรวจสอบ 189 ข้อความ รวมจำนวนเรื่องที่ต้องตรวจสอบ 110 เรื่อง โดยจำนวน 67 เรื่องเป็นประเด็นเกี่ยวกับโควิด-19             ด้านภาพรวมของจำนวนข่าว 110 เรื่องที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบของรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบการเผยแพร่ข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนในหมวดหมู่ข่าวกลุ่มนโยบายรัฐ/ข่าวสารทางราชการเพิ่มขี้นมาอยู่ที่อันดับ 1 จำนวน 59 เรื่องขณะที่ กลุ่มสุขภาพขยับลงไปอยู่อันดับ 2 จำนวน 47 เรื่อง ตามมาด้วยกลุ่มภัยพิบัติ และกลุ่มเศรษฐกิจ อย่างละ  2 เรื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากการมีส่วนร่วม (Engagement) ของประชาชน ผ่านเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่เป็นหนึ่งในช่องทางเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง พบว่า ประชาชนจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับข่าวที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและเศรษฐกิจปากท้อง รวมทั้งข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม             โดยข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ 3 อันดับแรกในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้  ได้แก่  อันดับ 1 เรื่องเบอร์อันตรายห้ามรับสาย หากรับสายเงินหายหมดทั้งบัญชี อันดับที่ 2 เรื่องหมวดยิ้ม ทศพร แก้วเกิด ผู้กู้ข้อมูลกล้องวงจรปิดคดีอดีตผกก. โจ้ จมน้ำเสียชีวิตแล้ว และอันดับ 3 เรื่องหากผู้อื่นรู้เบอร์มือถือที่ผูกพร้อมเพย์ ทำให้รู้ยอดเงินในธนาคารได้              “อยากขอความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand  เฟซบุ๊ก Anti-Fake News Center Thailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   ____________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่ได้มีการให้ข้อมูลสภาพอากาศประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่อง กรมอุตุฯ รายงานพบพายุใต้ฝุ่นกำลังจะพัดขึ้นฝั่งที่จ.นครศรีธรรมราช ให้ศูนย์เตือนภัยส่งสัญญาณเตือนประชาชน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีการส่งต่อข้อมูลสภาพอากาศประเทศไทย โดยระบุว่าขณะนี้กรมอุตุฯ ได้รายงานว่าพบพายุใต้ฝุ่นกำลังจะพัดขึ้นฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช จึงให้ศูนย์เตือนภัยส่งสัญญาณเตือนประชาชนนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่ได้มีที่มาจากแหล่งข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา           โดยจากการติดตามสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนในขณะนี้ ยังไม่ปรากฏมีการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน ใกล้บริเวณประเทศไทยและภาคใต้แต่อย่างไร ส่วนพยากรณ์อากาศ 24 ชม. ข้างหน้า ของวันที่ 4 กันยายน 2564 พบว่าร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ยประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง             ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อมิให้เกิดความสับสน และตื่นตระหนกขึ้นในสังคม หากมีสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพื่อเติมสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th โทรสายด่วน 1182            นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ______________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อความที่ใช้เป็นสื่อโฆษณาเงินกู้นอกระบบในสื่อโซเชียล ได้แก่ เพจ ออมทรัพย์ออนไลน์, สินเชื่อไว, สินเชื่อเงินไว, SCV  44-44, กู้เงินด่วน, สินเชื่อไทย, TMP ผ่อนสบาย, เงินกู้เพิ่มทุน หรือ เงินกู้ทันใจ, For You, เยียวยาหรือ เงินกู้ด่วนทันใจ, Thailoanเงินกู้ด่วน, เงินกู้ปลอดภัย ได้นำโลโก้ธนาคารออมสินไปร่วมเป็นผู้สนับสนุนเงินกู้นอกระบบนั้น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทีมงานฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบรายละเอียดแล้ว พบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เพจทุกเพจข้างต้น ได้แอบอ้างนำโลโก้ธนาคารออมสิน ไปใช้ในการโฆษณาสนับสนุนเงินกู้นอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าธนาคารออมสินให้การสนับสนุนเงินกู้นอกระบบ เป็นการละเมิดต่อธนาคาร ซึ่งจะได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ธนาคารขอเรียนว่า ธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการตามโฆษณาดังที่ปรากฎในสื่อโซเชียลต่างๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น              นอกจากนี้ยังมีข่าวปลอมการแชร์รูปใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ออกใบอนุญาตทะเบียนพาณิชย์ให้กับ ศูนย์เงินกู้ นอกระบบ จำกัด ประกอบธุรกิจเงินกู้ออนไลน์นั้น โดยทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม ที่มีการปลอมแปลงขึ้นมา เนื่องจากฟอนต์หรือรูปแบบของตัวเอกสารผิดจากรูปแบบตามมาตราฐาน อีกทั้งตัวเอกสารจริงจะมีคิวอาร์โค้ดโดยเฉพาะของทางหน่วยงานอยู่ในตัวเอกสารด้วย รวมทั้งแหล่งที่มาของคำขอ ขัดแย้งกันกับสถานที่ ๆ ได้แจ้งไว้ สังเกตได้จากเอกสารดังกล่าวระบุว่าได้รับการอนุญาตจากชลบุรี แต่ตัวเลขคำขอนั้นเป็นจังหวัดปทุมธานี ซึ่งตามหลักแล้วไม่สามารถเป็นไปได้            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ อีกทั้งขอให้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทุกครั้ง นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ____________



         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ใช้กรอบทะเบียนรถสกรีนลายกราฟิกเลียนแบบป้ายประมูล ไม่ผิดกฎหมาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พบว่าข้อมูลที่ปรากฏดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ              กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความว่า สามารถใช้กรอบทะเบียนรถสกรีนลายกราฟิก เป็นลายเดียวกับป้ายประมูลได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะขนส่งออกเองนั้น ทางกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความดังกล่าว เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย โดยการแก้ไข ดัดแปลง แผ่นป้ายทะเบียนรถทั้งหมดหรือบางส่วน การเขียนแก้ไขตัวเลขด้วยลายมือให้เป็นเลขอื่นตามความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงกรณีที่นำวัสดุ เช่น แผ่นทองคำเปลวหรือแผ่นสติ๊กเกอร์ ติดทับจนบดบังตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นป้ายทะเบียนรถ กรณีการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถสกรีนลวดลายกราฟิกเลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนประมูล รวมทั้งการนำแผ่นป้ายพลาสติกที่สกรีนลายกราฟิกไปใช้ครอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนประมูล นอกจากนี้ ยังมีกรณีทำแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ทั้งแผ่นเลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนประมูลโดยใช้เลขทะเบียนเดิม และการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถที่ทางราชการไม่ได้ออกให้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือนำวัสดุหรือสิ่งอื่นใดมาปิดบัง หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม หมายเลขทะเบียนรถไม่ตรงกับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี ไม่ตรงกับสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ และรายละเอียดของตัวรถ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเกิดความสับสนและไม่สามารถระบุหมายเลขทะเบียนรถได้ อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท          ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dlt.go.th หรือโทร. 02 2718888   นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   __________

         “พล.อ.ประวิตร” ประธานบอร์ดกองทุนดิจิทัล อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล ปี 64 รวม 46 โครงการ พร้อมรับทราบผลการดำเนินงานกองทุนดิจิทัลที่เดินหน้าตามเป้าหมายปีงบประมาณ พ.ศ. 2564            วันนี้ (6 กันยายน 2564) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดกองทุนดิจิทัล) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม            พล.อ.ประวิตรฯ กล่าวว่า จากที่ประชุมในวันนี้ ได้ให้ความเห็นชอบและอนุมัติโครงการหรือกิจกรรมที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบนโนบาย 6 ด้าน ซึ่งในปีนี้มีคำขอรับทุนฯ ยื่นเสนอเข้ามาจำนวน 649 โครงการ มีโครงการที่ไม่ผ่านตามระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ข้อ 36 จำนวน 40 โครงการ คงเหลือโครงการที่ต้องพิจารณาจำนวน 609 โครงการ  โดยโครงการหรือกิจกรรมการที่ได้รับการอนุมัติแบ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมฯ ที่มีวงเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 32 โครงการ และโครงการหรือกิจกรรมฯ ที่มีวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท จำนวน 14 โครงการ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรา 26 (3) (4) (6) ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ให้นโยบายในการดำเนินงานสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนว่า การดำเนินโครงการจะต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำหนด และสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองประธานกรรมการ กล่าวเสริมว่า การเปิดรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2564 นี้ ได้กำหนดกรอบวงเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบนโนบาย 6 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Technology ด้าน Digital Health ด้าน Digital Agriculture ด้าน Digital Government & Infrastructure และ ด้าน Digital Agenda เพื่อให้เกิดการพัฒนาดิจิทัลของประเทศที่ครอบคลุมในทุกด้าน ส่งผลให้เกิดการผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดช่องว่างทางสังคม ช่วยให้เกิดความรู้และทักษะดิจิทัลที่เหมาะสมกับบุคลากรทุกกลุ่ม และ พัฒนากระบวนการทำงานและการให้บริการของภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป           นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการที่เสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ พิจารณาในวันนี้ ได้ผ่านการพิจารณารายละเอียดตามหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการหรือกิจกรรมที่ขอรับการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือและการให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการและคณะทำงานวิเคราะห์โครงการ เพื่อให้ได้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศในทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการให้บริการสาธารณะและไม่เป็นการแสวงหากำไร โดยไม่เป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของกิจการภาคเอกชน ซึ่งการสนับสนุนนี้จะครอบคลุมผู้พัฒนาในทุกกลุ่มทั้งหน่วยงานของรัฐเอกชน และบุคคลทั่วไป           นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมวันนี้นอกจากจะมีการพิจารณาโครงการที่เปิดรับการสนับสนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 แล้ว คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ยังได้รับทราบและติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยกองทุนฯได้ดำเนินการตามตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2564 ที่กำหนดโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งผลการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดี โดยจะเห็นได้จากระดับความสำเร็จในการติดตามประเมินผลโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนมาตรา 26 (1) (2) และ (4) ได้ร้อยละ100 และผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีบัญชี 2564 โดยมีภาพรวมความพึงพอใจอยู่ที่ร้อยละ 4.32 จากคะแนนเต็มร้อยละ 5 ทั้งนี้ กองทุนฯ ยังสามารถเบิกจ่ายงบประมาณโครงการที่ได้รับการอนุมัติ ตามมาตรา 26 (1) (2) และ (6) ในภาพรวมไปแล้วกว่าร้อยละ 80 (ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2564) นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้พิจารณาผลการดำเนินงานตามมติของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบของกองทุนฯ เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนดิจิทัลฯ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น แต่ไม่ขัดกับระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม             ทั้งนี้ นางวรรณพรฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา โดยอาศัยหลักของความโปร่งใส และชัดเจนในทุกขั้นตอนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผลที่ได้รับจากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนมีความคุ้มค่าสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะและต่อการพัฒนาของประเทศต่อไป   ___________________  

         เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำผิดทางสื่อสังคมออนไลน์ ครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้คณะทำงานฯ ร่วมกับหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมการกำหนดคุณลักษณะของระบบฐานข้อมูลฯ และกรอบระยะเวลาดำเนินการ            ทั้งนี้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของคณะทำงานฯ ประกอบด้วย  ๑. ออกแบบและจัดให้มีระบบฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์  ๒. เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบาย แนวทาง มาตรการ และการดำเนินการ เพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ การต่อต้านข่าวปลอม และการป้องกัน และแก้ไขการกระทำความผิดทางออนไลน์ต่อคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ๓ รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ๔. ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนข้อมูลและการดำเนินงานของคณะทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ๕. เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือเชิญบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ๖. ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์มอบหมาย   _____________

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไปตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล 06/09/64





         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวในประเด็นเรื่อง คฝ. ใช้กระบองทุบผู้ชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงจนกระโหลกศีรษะเปิด และส่งไปรพ. ตำรวจ ทั้งที่มีรพ. ใกล้จุดเกิดเหตุกว่า ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีปรากฏคลิปมีบุคคลสวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสงสีเขียว ไม่ทราบชัดว่าเป็นสื่อมวลชนหรืออาสาพยาบาล ได้นำภาพผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจจับกุม แล้วพูดว่าหนึ่งในผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บเลือดออก เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตีแล้วรถล้มนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ได้แก่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่ถูกจับกุมพร้อมกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ให้การสอดคล้องต้องกันว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากผู้ต้องหาขับรถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้เข้าขอคืนพื้นที่บริเวณแยกดินแดง มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและได้เกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนราว สะพานได้รับบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นก็ได้รีบประสานหน่วยกู้ภัยใกล้เคียง (ร่วมกตัญญู) นำส่ง รพ.ตำรวจทันที โดยเหตุที่ต้องส่ง รพ.ตำรวจเนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องหา ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป โดยประเมินจากอาการเบื้องต้นกับระยะเวลาการเดินทางแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อการรักษา             ทั้งนี้ จากรายงานการตรวจบาดแผลเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหามีบาดแผลถลอกฉีกขาดหลายตำแหน่ง เช่น ตาซ้ายแขนและมือซ้าย เข่าด้านซ้าย เกิดจากรถล้มแล้วกระแทกราวสะพาน ไถลกับถนน ซึ่งถ้าหากเป็นแผลจากการถูกตีนั้นจะเป็นแผลลักษณะที่แตกต่างจากนี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป             ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.metro.police.go.th/ หรือโทร. 0-2282-8209   นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ___________


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.