Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส แถลงความคืบหน้ากรณีแฮกเกอร์โจมตีข้อมูล รพ.เพชรบูรณ์ ผนึกกำลัง ก.ดิจิทัลฯ-สกมช.-ก.สาธารณสุข ลงพื้นที่ไห้คำแนะนำ ตรวจสอบความเสี่ยงและความปลอดภัยของระบบ ยืนยันไม่พบความเสียหายกับระบบในการดูแลรักษาผู้ป่วย ชูความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของสังคมต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เดินตามแนวปฏิบัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การแก้ปัญหาระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ            วันนี้ (8 ก.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้แถลงข่าวกรณีแฮกเกอร์โจมตีข้อมูลของโรงพยาบาลเพื่อชี้แจงรายละเอียดและแนวทางแก้ไข โดยจากที่ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ประสานเข้าไปร่วมทำงานกระทรวงสาธารณสุข ในการลงพื้นที่ตรวจสอบช่องโหว่ของระบบของโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และพูดคุยกับทีมไอทีของโรงพยาบาลฯ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว โดยนำระบบที่เป็นปัญหาดังกล่าวออกไปจากการใช้งาน และดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายนอก อีกทั้ง จากการตรวจสอบไม่พบความเสียหายกับระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย           ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ประเมินความเสียหาย ตรวจสอบความเสี่ยงและความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด มีการสำรองข้อมูลทั้งหมด ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีระบบสำรองข้อมูลทุก 1 ชั่วโมง เป็นปกติอยู่แล้วทางโรงพยาบาลได้หารือผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข และขอรับคำปรึกษาจาก สกมช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ตั้งแต่ต้น เพื่อให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาในการปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลให้ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการต่อไป          “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของสังคมต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ไม่ควรตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องหน่วยงานใด เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่ต้องดำเนินการรักษาและจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติระบุไว้แล้วอย่างชัดเจนตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2544 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562  ถึงแม้จะมีการขยายการบังคับใช้ออกไป  แต่หน่วยที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลยังต้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563” นายชัยวุฒิกล่าว         โดยการแก้ปัญหาในระยะสั้น ทุกหน่วยงานต้องมุ่งเน้นในด้านนโยบาย กรอบแนวทางปฏิบัติ และยกระดับบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  ต้องถือปฏิบัติตาม พรบ.ดังกล่าวข้างต้น มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆโดยมุ่งเน้นรับผิดชอบต่อสังคม และประชาชน และสร้างความตระหนักให้บุคลากรของทุกหน่วยงาน มีความเข้มข้นในกลไกการป้องกัน ตรวจสอบ เฝ้าระวัง          ในส่วนของการแก้ปัญหาในระยะยาว คือ กระทรวงสาธารณสุขต้อง centralized ระบบฐานข้อมูล และ แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ซึ่งการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยจะทำได้ง่ายขึ้น โดยต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสำคัญ          “ปัญหาที่เกิดขึ้น รพ.เพชรบูรณ์ ยืนยันว่าข้อมูลที่ประกาศขายเป็นข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อประชาชนที่มารับบริการโรงพยาบาล ชื่อแพทย์ที่ดูแล และตารางเวรแพทย์ ข้อมูลสัญญาณชีพ วัน เวลาที่มารับบริการ สิทธิการรักษาเลขประจำตัวผู้ป่วย ทั้งหมดไม่ใช่ฐานข้อมูลการรักษา ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาโรค เป็นข้อมูลทั่วไปที่ไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษา อีกทั้งข้อมูลรายชื่อที่ถูกแฮกไปมีจำนวนกว่า 1 หมื่นรายชื่อ ไม่ใช่ 1.6 ล้านรายชื่อตามที่แฮกเกอร์กล่าวอ้าง” นายชัยวุฒิกล่าว           ประกอบด้วย ข้อมูลรายชื่อเวชระเบียนผู้ป่วยใน 10,095 ราย ใช้ในการตรวจสอบระบบเวชระเบียน (ไม่มีรายละเอียดการดูแลรักษา) ข้อมูลรายชื่อผู้ป่วยนอกที่นัดรับการรักษา ประมาณ 7,000 ราย ข้อมูลตารางเวรแพทย์ มีเลข13 หลักของแพทย์ผู้รักษา 39 ราย เพื่อใช้ในการเข้าถึงฐานข้อมูล ข้อมูลรายชื่อผู้ป่วยในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด 692 ราย ข้อมูลผู้ป่วยโรงพยาบาลสนาม 795 ราย           ด้านนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงดิจิทัลฯ มีหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) คือ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่พร้อมให้บริการหน่วยงานต่างๆ ในการเฝ้าระวัง (monitor) การถูกโจมตีระบบ โดยปัจจุบันให้บริการอยู่แล้ว 250 หน่วยงาน ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับจังหวัด สามารถติดต่อเข้ามาใช้บริการได้            อีกทั้งในเร็วๆ นี้ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ก็เตรียมเปิดให้บริการลักษณะนี้เช่นกัน เนื่องจากในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นั้น นอกจากมีระบบที่มั่นคงปลอดภัยแล้ว ยังจำเป็นที่ต้องมีการเฝ้าระวังตลอดเวลาอีกด้วย   _______________

      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โทรผ่านไลน์ ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากกว่าปกติ ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           กรณีการแชร์ข้อความว่า อันตรายจากการโทรผ่านทางไลน์ มาจากเวลา WiFi และ Data ทำงานรับส่งข้อมูล ค่าRF จะขึ้นไปสูงมาก จะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากกว่าโทรศัพท์ปกติถึง 9 เท่า จากปกติ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะถูกส่งออกมา 10,000 ไมโครวัตต์ แต่ถ้าโทรผ่านไลน์คลื่นจะถูกส่งออกมาสูงถึง 90,000 ไมโครวัตต์ ทำให้เกิดเนื้องอกในสมองได้ ทางสถาบันประสาทวิทยา ได้ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากคลื่นโทรศัพท์ มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมของโลกทุกที่อยู่แล้ว แม้ในบริเวณใกล้เสารับส่งสัญญาณก็ไม่แตกต่างจากบริเวณที่อยู่ห่างออกไป หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่พกติดตัวไปในทุกที่ทุกเวลา ซึ่งยังไม่มีการศึกษายืนยันถึงผลของสัญญาณดังกล่าว ว่าทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง โดยการใช้โทรศัพท์ให้เหมาะสม ไม่มากหรือนานจนเกินไปก็จะช่วยลดอาการร้อนจากการสัมผัสโดยตรงได้ หรืออาจจะเลือกใช้ small talk หรือหูฟังก็สามารถช่วยได้ หรือบางท่านที่ถือโทรศัพท์ในท่าเดิมนาน ๆ ก็สามารถทำให้เกิดอาการชาเนื่องจากการขยับส่วนของร่างกายลดลง หรือจากท่าทางในการถือโทรศัพท์ที่อยู่ในท่าเดิมนานจนเกินไปได้            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pni.go.th หรือโทร. 02 3069899  นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ___________


       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เยี่ยมชมความพร้อมในการปฏิบัติการควบคุมดาวเทียมของ NT ที่สถานีดาวเทียมไทยคม ก่อนโอนทรัพย์สินจากสัมปทานสู่การบริหารจัดการของรัฐอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 ก.ย. นี้ ประสานงานลูกค้าไทยคมแล้วชูความพร้อมให้บริการต่อเนื่องโดยไม่สะดุด          วันนี้ (9 ก.ย. 2564) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมความพร้อมในการปฏิบัติการควบคุมดาวเทียมของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) หรือ NT ณ สถานีดาวเทียมไทยคม จังหวัดนนทบุรี โดยมีนาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวสรุปเรื่อง การเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ภายหลังสิ้นสุดสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงฯ และ NT ได้มีการเตรียมการและดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอด รวมทั้งได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตต่างๆ เพื่อให้ NT สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ NT ได้ประสานงานกับผู้ใช้บริการวงจรดาวเทียมแล้ว ซึ่งภายหลัง 10 ก.ย. 64  จะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน            “ยืนยันว่า การให้ NT มาเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินในส่วนนี้ ได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งผู้ใช้บริการจะสามารถได้ใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และภาครัฐได้ประโยชน์ โดยสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้ภาครัฐมีโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความมั่นคงด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม สร้างโอกาสให้บุคลากรภาครัฐมีความรู้ และความสามารถในการควบคุมดาวเทียม รวมถึงสามารถให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้งานวงโคจรดาวเทียมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นายชัยวุฒิกล่าว   ________________

      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า กรณีการแชร์วิดีโอคลิปประเด็นเรื่อง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ปฏิเสธการรับบริจาควัคซีน Moderna ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           ตามที่มีการให้ข้อมูลระบุว่า ประเทศเพื่อนบ้านต้องการบริจาควัคซีน Moderna จำนวน 100,000 โดส แต่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศปฏิเสธในการรับวัคซีนเพราะกลัวเสียหน้าว่ารับวัคซีนจากประเทศที่เล็กกว่านั้น ทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงว่า ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด            กระทรวงการต่างประเทศทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงวัคซีนโควิด โดยเร็วที่สุด ทั้งการอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อ การแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) หรือรับมอบความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ โดยได้ติดตามพัฒนาการของวัคซีนโควิด-19 จากทั่วโลก เจรจากับรัฐบาลและหน่วยงานของต่างประเทศเพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับประเทศที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะให้ไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนและแหล่งกระจายวัคซีนในภูมิภาค โดยได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวร และสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกดำเนินการในเชิงรุกผ่านช่องทางทางการทูตทุกระดับทุกช่องทาง            อีกทั้งยืนยันว่าไทยไม่เคยปฏิเสธความร่วมมือด้านวัคซีนของมิตรประเทศ กรณีความร่วมมือกับสิงคโปร์นั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แจ้งว่า สิงคโปร์รู้สึกขอบคุณไทยที่ได้บริจาคอุปกรณ์ตรวจเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR ให้ในช่วงต้นของการระบาดรุนแรงในสิงคโปร์  ดังนั้นเมื่อสิงคโปร์มีวัคซีนมากพอสำหรับการใช้ในประเทศแล้ว จึงประสงค์จะส่งวัคซีนแอสตราเซเนกามาให้ประเทศไทยจำนวน 120,000 โดสซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงความขอบคุณและขอรับความช่วยเหลือนี้ในรูปแบบการยืม (swap) โดยจะส่งวัคซีนคืนให้สิงคโปร์เมื่อไทยมีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการในประเทศเช่นเดียวกับความตกลงที่ไทยได้ทำกับภูฏาน โดยเรามองว่าเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ได้คิดว่าใครจะเล็ก หรือใหญ่ หรือเป็นการเสียหน้าใครแต่อย่างใด           ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเกี่ยวกับการแสวงหาความร่วมมือด้านวัคซีนป้องกันโควิด-19 และความร่วมมืออื่นๆ แล้ว ดังนี้ 1. จีน - รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนในหลายโอกาส โดยไทยได้รับบริจาควัคซีน Sinovac จำนวน 1 ล้านโดส นอกจากนี้จีนยังอำนวยความสะดวกและติดตามการจัดหาวัคซีนของบริษัท Sinovac และบริษัท Sinopharm เพื่อประสานงานให้การจัดซื้อและส่งมอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. สหรัฐฯ - กระทรวงการต่างประเทศผลักดันความร่วมมือเพื่อเข้าถึงวัคซีนของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนของสหรัฐฯ ได้แก่Pfizer Moderna Johnson & Johnson และ Novavax อย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทั้งในรูปแบบของการจัดซื้อ การขอรับความช่วยเหลือ และการเจรจาข้อตกลงการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า (vaccine swap) โดยไทยได้รับบริจาควัคซีนPfizer จำนวนกว่า 1 ล้าน 5 แสนโดส เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 และฝ่ายสหรัฐฯ มีแผนที่จะมอบเพิ่มเติมอีก 1 ล้านโดส 3. ญี่ปุ่น - กระทรวงการต่างประเทศทาบทามการแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) กับญี่ปุ่น และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca จำนวนกว่า 1,050,000 โดสให้แก่ไทยแล้ว และบริจาคเพิ่มให้อีก 300,000 โดสโดยส่งมอบในวันที่ 8 กันยายน นี้ นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือด้านการเฝ้าระวังตรวจหาเชื้อและส่งเสริมการวิจัยยารักษาโรครวมถึงอุปกรณ์อีกกว่า 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้ไทย 775 เครื่องมูลค่า 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกด้วย 4. สหราชอาณาจักร - ไทยได้ขอรับการสนับสนุนวัคซีน AstraZeneca ซึ่งสหราชอาณาจักรได้ส่งมอบวัคซีนให้จำนวน415,000 โดสให้แก่ไทยด้วยแล้ว 5. ภูฏาน - รัฐบาลภูฏานกับรัฐบาลไทยได้เห็นชอบการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า (vaccine swap) จำนวน 150,000 โดส บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ไทยและภูฏานมีร่วมกันอย่างใกล้ชิด 6. เยอรมนี - กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานการรับมอบ Monoclonal antibody (Casirivimab/Imdevimab) ซึ่งเป็นยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนัก จากกระทรวงสาธารณสุขประเทศเยอรมนีของบริษัท Regeneron จำนวน2,000 ยูนิตโดยเร็วที่สุด เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19  7. สวิตเซอร์แลนด์ - กระทรวงการต่างประเทศได้รับมอบเครื่องช่วยหายใจ 102 เครื่อง และชุดตรวจ Rapid Antigen 1.1 ล้านชุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564                   นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจาความร่วมมือเพื่อการสรรหาวัคซีนจากอินเดียเกาหลีใต้ และออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขของไทยอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.mfa.go.th หรือโทร02 2035000  และประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _______________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง เดือนกันยายนเลื่อนวันจ่ายเงินบำนาญเร็วขึ้น 1 วัน เป็นวันที่ 21 ก.ย. 64 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ           จากที่มีการแชร์ข้อมูลว่ามีการเลื่อนวันจ่ายเงินบำนาญของเดือนกันยายน ให้เร็วขึ้น 1 วัน จากวันที่ 22 ก.ย. เป็นวันที่ 21 ก.ย. 64 ทางกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรมบัญชีกลางจ่ายเงินบำนาญของเดือนกันยายน 2564 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ตามเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์www.mof.go.th หรือโทร. 1689 นอกจากนี้ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _____________

       “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เผยข่าวปลอม 3 อันดับแรกที่คนสนใจมากสุด เกี่ยวข้องการเงิน ขณะที่ เฟคนิวส์กลุ่มนโยบายรัฐ และข่าวสารทางราชการ ครองพื้นที่ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์นี้ โดยมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์โควิด           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  3-9 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,707,171 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 188 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 103 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 55 เรื่อง          สำหรับช่วงสัปดาห์ล่าสุดนี้ เฟคนิวส์ในหมวดหมู่ข่าวนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการ มีสัดส่วนสูงกว่า 50% สอดคล้องกับข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยพบว่า ข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องกรมสรรพากรส่งเอกสารหาประชาชนแจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รับของรางวัล อันดับ 2 เรื่อง ธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อให้กู้ยืมตั้งแต่ 5,000 -100,000 บาท ไม่ต้องค้ำ ผ่านไลน์ @624stlfu และอันดับ 3 เรื่อง ไปรษณีย์ไทย โทรแจ้งมีพัสดุยังไม่ได้รับ พร้อมให้โอนเงินเพื่อรับพัสดุ          ทั้งนี้ จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 52 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด ซึ่งรวมถีงวัคซีน และมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด           “ประชาชนเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   __________________

          นายชัยวุฒิ ธนานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอีเอส) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในพิธีประกาศผลรางวัลชนะเลิศกับผู้เข้าร่วมการแข่งขันว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มุ่งเน้น การพัฒนากำลังคน (Workforce) ด้านดิจิทัลควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการแข่งขันของประเทศด้วยเทคโนโลยีและบริการด้านดิจิทัล สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน             นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA  กล่าวว่า ETDA Business Hackathon “CRAFT IDEA พาชุมชนโกออนไลน์” ถือเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากโครงการโค้ชดิจิทัลชุมชนที่ ETDA ได้ลงพื้นที่พัฒนาทักษะด้านอีคอมเมิร์ซแก่กลุ่มนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศให้พวกเขากลับไปเป็นโค้ชส่งต่อความรู้แก่คนในครอบครัว และคนในชุมชนของตนเองได้                           เมื่อวันที่ 10 กันยายน สำหรับรอบตัดสิน ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ สุดยอดโมเดลแผนธุรกิจอีคอมเมิร์ซชุมชน ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร คือ ทีมแอสเตอร์  จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร คือ ทีม Energen จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร คือ ทีมชิบะคุง จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนอีก 7 ทีมที่เหลือ ได้แก่ 1. ทีม Winner Winner 2. ทีมผีเสื้อ 4 ตัว จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 3 .ทีมวาโนะคุนิ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 4.ทีม 4 Husman Marketing จากมหาวิทยาลัยทักษิณ 5. ทีมชายสี่บะหมี่โหน่ง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 6. ทีม OMENTITES จากมหาวิทยาลัยมหิดล 7. ทีม WAIROONIE จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชมเชย เงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร            ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด หรือรับชมการประกาศผลรางวัลชนะเลิศ โครงการ ETDA Business Hackathon กิจกรรม “CRAFT IDEA  พาชุมชน โกออนไลน์” ย้อนหลัง ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand หรือ LINE : @etdahackathon  หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2346- 9000 หรือ โทร.083-327- 5085   ______________







icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.