Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


        เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรม I - Share ครั้งที่ 6 พร้อมบรรยายในหัวข้อเรื่อง เทคนิคการเขียนโยบายภาครัฐ ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวรายงาน สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาจัดการความรู้ขององค์กรให้ก้าวสู่การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆเชิงรุกที่หลากหลายโดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100 คน    _____________

      เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เกษียณอายุ ประจำปี 2564 โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวรายงาน ณ บริเวณโถงหน้าห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณแก่ผู้ที่จะเกษียณอายุทุกท่าน ที่ได้เสียสละทุ่มเทกำลังกาย กำลังปัญญา และกำลังใจให้แก่หน่วยงาน           โอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เกษียณอายุ ว่า ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ ได้ให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร โดยถือว่าเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้องค์กรมีความสำเร็จอย่างยั่งยืน ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนานนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมากด้วยประสบการณ์ เป็นทั้งผู้นำและผู้อาวุโสในองค์กร ซึ่งนับได้ว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและทำประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติ มาอย่างต่อเนื่อง         ในวาระที่บุคลากรผู้มากด้วยคุณค่าและความสามารถทุกท่าน โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกท่าน จะต้องอำลาชีวิตการปฏิบัติงานไปด้วยการเกษียณอายุ ผมเชื่อว่าผลงาน ความดี ของท่านทั้งหลาย ที่ตั้งใจและเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กรจะอยู่คู่กระทรวงและหน่วยงานของทุกท่านและเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับคนรุ่นหลังได้ปฏิบัติตามต่อไป         สำหรับในปีนี้ มีผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะเกษียณอายุเข้ารับมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณ รวมทั้งสิ้น 10 ท่าน  อาทิ นายภูเวียง ประคำมินทร์รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางคนึงนิจ คชศิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางภคกุลสุรฤทธิกุล  นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ เป็นต้น   ______________        


           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ไปรษณีย์ไทย ส่งไลน์หาลูกค้าให้ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อใช้คะแนนแลกซื้อสินค้าราคาพิเศษ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ               กรณีไลน์ชื่อ THAILAND POST 37 และ EMS ไปรษณีย์ไทย ส่งข้อความหาประชาชนเพื่อแจ้งให้ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อนำคะแนนสะสมมาแลกซื้อสินค้าในราคาพิเศษนั้น ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ไลน์ที่ใช้ชื่อดังกล่าวไม่ใช่ไลน์ทางการของไปรษณีย์ไทย  ทั้งนี้ทางไปรษณีย์ไทยขอเตือนให้ประชาชนระวังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพปลอมเป็นพนักงานไปรษณีย์ โทรศัพท์ติดต่อแจ้งการสะสมคะแนนสมาชิกใกล้หมดอายุใช้งาน ส่ง SMS สร้างไลน์ปลอมในชื่อต่างๆ อาทิ EMS  Thailandpost  ไปรษณีย์ ให้ลิงก์ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม EMS Central พร้อมตัดต่อภาพพนักงาน ภาพประกาศ ภาพสื่อประชาสัมพันธ์ ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนให้ซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ รวมทั้ง ส่งใบแจ้งหนี้กรมสรรพากรให้จ่ายค่าภาษีของรางวัล และให้ลิงก์เข้าเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัว              โดยปัจจุบันไปรษณีย์ไทยมีช่องทางติดต่อกับสมาชิกภายใต้ “POST FAMILY (โพสต์แฟมิลี่)” ผ่าน Line @Thailandpost  SMS ชื่อ THPost และอีเมลชื่อ info@family.thailandpostprivilege.com เท่านั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการสังเกตชื่ออีเมล/เว็บไซต์ที่ถูกต้อง บัญชีไลน์มีเครื่องหมายรับรอง ติดตั้งแอปพลิเคชันจาก play store หรือ app store ทุกครั้ง พร้อมตรวจสอบสิทธิพิเศษ และโปรโมชันจาก “POST FAMILY (โพสต์แฟมิลี่)” ได้ที่http//:postfamily.thailandpost.com               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th เพจเฟซบุ๊ก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไลน์ออฟฟิเชียล @Thailand Post หรือโทร. 1545  นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _______________





        เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  ได้ร่วมคณะกับท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ตรวจโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นด่านหน้าก่อนมวลน้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รองนายกฯ ได้กำชับให้ทุกจังหวัดในพื้นที่ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรับน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อม และให้จังหวัดร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานพิจารณาความเหมาะสม ทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำในปีนี้ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ดังนั้นประชาชนไม่ต้องกังวล   _______________        

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการแชร์ข้อมูลในสื่อต่างๆ ประเด็นเรื่อง เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำ ส่งผลให้อีก 1 สัปดาห์ จะเกิดน้ำท่วมจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีมีผู้โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ว่า แจ้งเตือนระวังน้ำท่วม (สำหรับคนกรุงเทพฯ และคนเมืองนนทบุรี) เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำทุกบานแล้ว อีก 1 สัปดาห์จะถึงนนทบุรี คาด กทม. ไม่น่าจะรอดนั้น ทางกรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงดังนี้           ในวันที่ 22 ก.ย. 64 กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงสู่พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา1,610 ลบ.ม./วินาที ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ และ อ.บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีตลิ่งต่ำและอยู่นอกเขตคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าในวันที่ 23 ก.ย. 64 เวลาประมาณ 06.00 น. ระดับน้ำจะสูงขึ้นเพียง 0.25 เมตร จากระดับน้ำปัจจุบัน ที่ +3.65 ม. (รสม.)        ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 22 ก.ย. 64 สถานีบางไทรมีปริมาณน้ำไหลผ่านเพียง 1,645 ลบ.ม./วินาที เท่านั้น ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา ณ วันที่ 22 กันยายน 2564 มีเพียง 1,610 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับปริมาณน้ำทางตอนบนบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านเพียง 1,937 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ตอนบน           สำหรับกรุงเทพมหานคร จะเริ่มได้ผลกระทบเมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทรในอัตรา 3,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ในส่วนของกรณีที่มีการเปิดบานระบายทุกช่องของเขื่อนเจ้าพระยานั้น เป็นไปตามหลักการด้านชลศาสตร์ในการระบายน้ำ เพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านท้ายของอาคารเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเขื่อน        ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ก่อนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราตั้งแต่ 700 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ได้มีการแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้จังหวัดและผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากจากกรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www1.rid.go.th หรือโทรสายด่วน 1460  นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ________________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  17-23 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามา 11,546,629 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 218 ข้อความรวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 115 เรื่อง โดยมากสุดอยู่ในกลุ่มข่าวนโยบายรัฐ/ข่าวสารทางราชการถึง 64 เรื่องตามมาด้วยกลุ่มข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพ 42 เรื่อง เศรษฐกิจ 5 เรื่อง และภัยพิบัติ 4 เรื่อง            ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับประเด็นโควิด-19 พบว่าภาพรวมของข่าวปลอมที่ต้องตรวจสอบในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ สัดส่วนที่เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิดเริ่มลดลง โดยมีจำนวน 52 เรื่อง หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเรื่องที่ต้องทำการตรวจสอบ           “จากการที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ Verify ข่าวที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบทั้งหมด ล่าสุดมีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 43 เรื่อง ในจำนวนนี้พบว่าเป็นข่าวจริง 16 เรื่อง” นางสาวนพวรรณกล่าว           สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องรถไฟญี่ปุ่นมือสองที่บริจาคให้ไทย วิ่งบนรางรถไฟไทยไม่ได้ และไม่คุ้มค่าในการนำมาใช้ อันดับ 2 เรื่องพายุ 2 ลูกจ่อถล่มประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 - 26 ก.ย. นี้ อันดับที่ 3 เรื่อง ด.ต. ปริวัติ นามลา เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนเข็ม 2 ได้เพียง 1 สัปดาห์           นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือแก้ปัญหาข่าวปลอม ด้วยการแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำว่าเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้านเลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ______________

      เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชนองค์การบริหารจังหวัดเชียงราย ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเปลี่ยน โดยหันมาใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมีการทำธุรกรรมต่างๆผ่านทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ การสั่งอาหารออนไลน์ ผ่านแอปพิเคชั่นหรือแพลตฟอร์มต่างๆ หรือแม้แต่การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีช่องโหว่งให้กลุ่มมิฉาชีพใช้ช่องทางดังกล่าวหลอกลวงผู้บริโภคซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและนับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง          ในการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชนฯครั้งนี้ เพื่อรับทราบปัญหา และกระตุ้นชุมชนและเป็นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องการนำเทคโนโลยี ไปใช้ในการต่อยอดทางธุรกิจชุมชน โดย ประชาชน สามารถร้องเรียนได้ที่ หมายเลข1212  ซึ่งเรื่องนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งดำเนินการอย่างเด็ดขาด             ที่ผ่านมาข้อมูลศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์1212 รายงานตัวเลขผู้บริโภคที่แจ้งเรื่องร้องเรียนในช่วง 8 เดือน(มกราคม-สิงหาคม) พบว่า มียอดร้องเรียนมากว่า28,000ครั้ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการซื้อขายของทางออนไลน์ถึง 62.59%  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง  และสินค้าที่ได้รับไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น รองลงมาคือปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ถึง 27.06%   _____________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามความก้าวหน้าโครงการนำร่อง “เกษตรดิจิทัล” ที่ศูนย์ฝึกอบรมผาหมี และตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ขับเคลื่อนเป้าหมายใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างประโยชน์ครอบคลุมทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรและชุมชน          นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยเลขานุการรัฐมนตรี นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ณ จังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด และมอบครุภัณฑ์ศูนย์ดิจิทัลชุมชน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย และลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการนำร่อง “เกษตรดิจิทัล” ณ ศูนย์ฝึกอบรมผาหมี จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 24 - 26 กันยายน 2564           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5G ของประเทศไทย เพื่อต่อยอดการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สู่การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเซคเตอร์สำคัญๆ ของประเทศ โดยหนึ่งในนั้นคือ ด้านการเกษตร มุ่งสร้างให้เกิดเกษตรเชิงรุกด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเกษตรแบบเชิงรุก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดภาคเกษตร          ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ดำเนินการนำร่องเกษตรดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 5G ณ ศูนย์ฝึกอบรมผาหมี จังหวัดเชียงรายเป็นการดำเนินการนำร่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G พื้นที่แรก โดยดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการโครงข่าย และเจ้าของพื้นที่ มีวัตถุประสงค์ที่จะนำโครงข่ายเทคโนโลยี 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับมาสร้างมิติใหม่ในการส่งเสริมการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเพาะปลูก อาทิ การพัฒนาแนวทางการปลูกพืช โดยเฉพาะพืชที่มีมูลค่าสูงให้สอดคล้องกับต้นทุน การบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือการสนับสนุนการวิเคราะห์และรายงานผล          ปัจจุบันศูนย์ฝึกอบรมผาหมี เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชมูลค่าสูง ที่นับเป็นต้นกำเนิดของผลผลิตหลากหลายของโครงการพัฒนาดอยตุง อาทิ กาแฟ แมคคาเดเมีย วานิลลา บุก โกโก้ พืชผักเมืองหนาวปลอดสารพิษ ฯลฯ          “การผนึกกำลังนำ 5G ไปยกระดับเกษตรดิจิทัล นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญ เนื่องจาก ภาคการเกษตรเป็นภาคส่วนที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ความสำเร็จในในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย ทั้งจากภาครัฐ ผู้ให้บริการเครือข่าย และเจ้าของพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การลดปัญหาความยากจน สร้างองค์ความรู้ สร้างความเท่าเทียม และสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึง เป็นการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป” นายชัยวุฒิกล่าว         โดยโครงการนำร่องเกษตรดิจิทัลฯ ณ ศูนย์ฝึกอบรมผาหมี จะจัดทำแปลงสาธิตปลูกต้นวานิลลา ซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง และแปลงเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 7 ไร่ โดยติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัลในทุกขั้นตอนของการทำงาน เพื่อเก็บข้อมูลและนำมาพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงขั้นการแปรรูปสินค้าเพื่อจำหน่าย เช่น จำนวนต้น อุณหภูมิ ความชื้นการฉีดปุ๋ยบำรุงหรือสารกำจัดศัตรูพืช โดยมีการวิเคราะห์การเติบโต ระยะเวลาจัดเก็บและปริมาณผลผลิตที่จะได้รับเป็นต้น          ทั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ และเพื่อศึกษา วิจัย พัฒนา และสร้างองค์ความรู้ ยกระดับสู่ศูนย์กลางการพัฒนาด้านการทดลองปลูกพืชมูลค่าสูง และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและชุมชนต่อไป           รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า ในปี 2564 และปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี 5G เนื่องจาก จะเป็นปีที่ทุกภาคส่วนเร่งมือขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก 5G อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ และที่สำคัญช่วงที่ผ่านมาได้เห็นศักยภาพของ 5G ที่สามารถเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19          นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานของประเทศให้เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพสูงครอบคลุมทั่วประเทศที่ทุกคนเข้าถึงได้ ดีอีเอส ในฐานะกระทรวงที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นแกนหลักในการผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการสร้างภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge Base Society)          โดยดำเนินโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยการยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน ที่จัดตั้งอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ วัด มัสยิด โรงเรียน สถานที่ราชการในท้องถิ่น และชุมชนที่เหมาะสม กระจายอยู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศจำนวน 500 แห่ง เป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของเด็ก เยาวชน และประชาชนในชุมชน สามารถสืบค้นข้อมูล เรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและส่งเสริมการค้าขายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน          อีกทั้ง ยังเป็นการขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งทางด้านข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีไปสู่ส่วนท้องถิ่น และลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ประชาชนในท้องถิ่นมีการเข้าถึงสารสนเทศ และบริการภาครัฐเพิ่มมากขึ้นด้วย          นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในปี2563 – 2564 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ดำเนินการขยายผลและยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนสู่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวนรวม 500 ศูนย์ และได้คัดเลือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจำนวน 500 ศูนย์ ของโครงการยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนสู่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน           โดยได้จัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับบริบท และวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อใช้ในการผลักดันประชาชนในพื้นที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมุ่งหวังให้ศูนย์ดิจิทัลชุมชนสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในชุมชน ให้มีความเข้มแข็งในด้านต่าง ๆ อาทิ เป็นกลไกประชารัฐในการสร้างโอกาสให้ประชาชนและรัฐ ร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างความร่วมมือร่วมใจของรัฐและประชาสังคม เพื่อร่วมพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเละขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล          รวมทั้ง สร้างโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างรายได้/สร้างงาน ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเป็นศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการในชุมชน เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกลุ่มอาชีพต่างๆ ในชุมชน สนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสู่เป้าหมายในการยกระดับสู่SMEs และการเป็นอุตสาหกรรม ด้วยการจัดทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับชุมชน เป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารของชุมชนที่มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต   ____________

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง วัคซีนโควิด-19 เป็นอาวุธชีวภาพที่ใช้ฆ่าคนทางอ้อม คนที่ฉีดจะมีชีวิตไม่ยืนยาว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทาง Xinhua Thai พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ            จากกรณีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยระบุเพิ่มเติมไปด้วยว่าวัคซีนที่ฉีดเข้าร่างกาย จะทำปฏิกิริยาให้ร่างกายแย่ทีละส่วน คนที่ฉีดจะมีชีวิตไม่ยืนยาว เพราะวัคซีนเข้าไปทำลายระบบอวัยวะภายใน ให้เสื่อมทีละอย่าง นี่คือสงครามโลกที่ไม่ใช้อาวุธ แต่ใช้วัคซีนทำลายล้างคนทั่วโลกนั้น ทาง Xinhua Thai ได้ชี้แจงว่า ไวรัสโควิด-19 ตอนนี้จากข้อมูลข่าวสารทั่วโลก คาดว่าเป็นเกิดตามธรรมชาติ แพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ ยังไม่มีหลักฐานว่าได้ถูกสร้างจากการวิจัยอาวุธชีวภาพ และยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการ หรือทฤษฎีใดๆ ที่สามารถนำมายืนยันได้ชัดเจน                ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม   และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก Xinhua Thai สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.xinhuathai.com นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ____________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.