Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการส่งต่อข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เรื่อง อเมริกาจะปล่อยเชื้อโควิดในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงภายใน2 ชม. และอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมสารนิเทศกระทรวงการต่างประเทศ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           กรณีการส่งต่อข้อความระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะปล่อยเชื้อโควิด-19 ให้กับประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงภายใน 2 ชม. และอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 วัน ทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เป็นข้อมูลเท็จที่ถูกแชร์ซ้ำเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดและหวาดกลัว ซึ่งจากการตรวจสอบไม่มีมูลว่าข่าวดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด                 ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม   และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.mfa.go.th หรือโทร 02 2035000 นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์@antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ______________

       “ภุชพงค์” รองปลัดดีอีเอส อัพเดทความร่วมมือหน่วยงานรัฐ ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฟคนิวส์ เปิด 7 รายชื่อผลงานเด่น ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ยืนยันข้อเท็จจริงตอบกลับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม           นายภุชพงค์  โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ "การใช้งานระบบสำหรับผู้ประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงาน และวิธีการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม" วันนี้ (29 ก.ย. 64) ว่า กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมกว่า 600 คน จากหน่วยงานจำนวนมากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมหน่วยงานราชการ องค์การมหาชน และบริษัทมหาชน โดยกระทรวงฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประสานงานเครือข่าย กลุ่มนิติกร ตลอดจนเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจในกระบวนการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม บทบาท ขั้นตอนของผู้ประสานศูนย์ฯ ให้สามารถตรวจสอบและการแจ้งกลับมาผ่านศูนย์ฯ ตลอดจนการเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้องตรวจสอบแล้วได้          โดยหน่วยงานราชการที่จัดส่งผู้แทน/ผู้ประสานงานเครือข่าย เข้ามาร่วมการอบรมจำนวนมากสุดเป็นลำดับต้นๆประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงยุติธรรม ตามลำดับ           ขณะที่ จากการจัดอันดับ 10 หน่วยงานที่ให้ความร่วมมือมากสุดกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการตรวจสอบยืนยันข้อเท็จจริง ล่าสุดพบว่าในจำนวนนี้มีอยู่ 7 หน่วยงาน ที่มีระยะเวลาในการตอบกลับโดยเฉลี่ยไม่ถึง 1 ชั่วโมงโดยหนึ่งในนี้คือ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานมีจำนวนเรื่องที่ได้รับการประสานงานเพื่อตรวจสอบยืนยันมากสุดถึง 328 เรื่อง           สำหรับรายชื่อ 10 ลำดับหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือมากที่สุด (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.ย. 64) ได้แก่ 1. กรมชลประทาน ระยะเวลาตอบกลับโดยเฉลี่ย 5 นาที การตอบกลับ 100% 2. สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม 10 นาทีการตอบกลับ 83.33% 3. สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร 14 นาที การตอบกลับ 98.70%             4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 19 นาที การตอบกลับ 95% 5. กรมการขนส่งทางบก 20 นาที การตอบกลับ100% 6. กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี 50 นาที การตอบกลับ 99.70% 7. สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 55 นาที การตอบกลับ 100%             8. กรมอุตุนิยมวิทยา 1 ชั่วโมง 44 นาที การตอบกลับ 100% 9. ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง 1 ชั่วโมง 55 นาที การตอบกลับ 100% และ 10. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 1 ชั่วโมง 58 นาที การตอบกลับ 95.75%           นายภุชพงค์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของข้อความข่าวที่ต้องคัดกรองทั้งหมด ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 62 - 27 ก.ย. 64 มีจำนวนรวม 312,878,097 ข้อความ และเข้าเกณฑ์ดำเนินการตรวจสอบ25,232 ข้อความ ขณะที่หลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 11,811 เรื่อง โดยหมวดหมู่สุขภาพ มีจำนวนข่าวที่เข้าข่ายการตรวจสอบมากที่สุด จำนวน 6,264 เรื่อง คิดเป็น 53% รองลงมาเป็นหมวดหมู่นโยบายรัฐ 5,118 เรื่อง คิดเป็น 43% หมวดหมู่เศรษฐกิจ 224 เรื่อง คิดเป็น 2% และหมวดหมู่ภัยพิบัติ 205 เรื่อง คิดเป็น 2% ตามลำดับ   ______________

       เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมผู้นำเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564 (The 2nd ASEAN Digital Senior Officials’ Meeting - ASEAN Telecommunication Regulators’ Council (ADGSOM - ATRC) Leaders Retreat of 2021) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม           ในโอกาสนี้ นางปิยนุช วุฒิสอน ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ร่วมหารือและพิจารณาประเด็นสำคัญร่วมกับผู้แทนเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิกอาเซียนในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเร่งขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แผนงาน / ข้อริเริ่มของอาเซียนในการพัฒนาด้านดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025) นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้หารือร่างเอกสารที่จะเป็นผลลัพธ์สำคัญของการประชุมรัฐมนตรีด้านดิจิทัล (ADGMIN) ครั้งที่ 2 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงปลายปี 2564 หรือช่วงเดือนมกราคม 2565 อาทิ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอาเซียน ค.ศ. 2025 การจัดตั้ง ASEAN Regional CERT ภายใต้กรอบการประชุมสภาปฏิบัติการอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยบนเครือข่าย (ASEAN Network Security Action Council: ANSAC) โครงการพัฒนาASEAN Strategic Guidance for Artificial Intelligence (AI) and Digital Workforce โดยอินโดนีเซียและไทย และโครงการพัฒนา ASEAN Policy Guideline for the use of Blockchain Technology for Digital Government โดยสปป.ลาว    ______________            

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่ได้มีการส่งต่อข่าวสารในประเด็นเรื่อง รายชื่อยาทั้ง 6 ชนิด ที่ควรซื้อติดบ้านไว้รักษาโควิด-19 ด้วยตัวเอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเรื่องยารักษาโควิด-19 ที่ต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาตนเองที่บ้าน 6 ชนิด คือ ยาพาราเซตามอล แอมบรอกซอล เดกซ์โทรเมทอร์แฟน คลอเฟนิรามีน วิตามินซี และฟ้าทะลายโจรนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ home isolation ต้องได้รับการอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น โดยการจ่ายยารักษาผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านเป็นไปตามที่แพทย์ประเมินอาการรายบุคคล เพราะการรับประทานยาเอง อาจทำให้เกิดอันตราย จากภาวะแทรกซ้อนของยาได้  ซึ่งกรมการแพทย์เผยแพร่แนวทาง Home isolation (การแยกกักตัวที่บ้าน) เป็นแนวทางสำหรับ ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ระหว่างรอadmit โรงพยาบาล แพทย์พิจารณาว่ารักษาที่บ้านได้ และรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 10 วันและจำหน่ายกลับบ้านเพื่อรักษาต่อเนื่องที่บ้านโดยวิธี Home isolation               ส่วนผู้ที่เข้าเกณฑ์การทำ Home isolation ประกอบด้วย 1.เป็นผู้ติดเชื้อที่สบายดีหรือ ไม่มีอาการ (asymptomatic cases) 2.มีอายุน้อยกว่า 60 ปี 3.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 4.อยู่คนเดียว หรือ มีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน 5.ไม่มีภาวะอ้วน (ภาวะอ้วน หมายถึง ดัชนีมวลกาย > 3030กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัว > 90 กก.) 6.ไม่มีโรคร่วม ดังต่อไปนี้ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD Stage 3,4 ) โรคหัวใจและหลอดเลือดโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ 7.ยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง              ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ในการให้คำแนะนำผู้ป่วยและการจัดบริการผู้ป่วยโควิด– 19 แบบ Home Isolation ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 กรณีระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือระหว่างรอครบกำหนด 14 วัน หรือหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้ก่อนกำหนด ตามลิงก์ https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=136            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000  นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24 ชั่วโมง   ____________





       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการให้ข้อมูลการรักษาโควิด-19 เรื่อง รักษาโรคโควิด-19 ได้ โดยการนำยาอะม็อกซีซิลลิน และอะซิโธรมัยซิน ละลายน้ำแล้วดื่ม ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการแชร์ในสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคลิปวิดีโอหรือข้อความแนวคิด “แซ่วี Method” สามารถรักษาโรคโควิด-19 ได้ โดยการนำยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxycilin) และอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ละลายกับน้ำเปล่าแล้วดื่มนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มีแนวทางการรักษาตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง จัดทำโดย คณะทํางานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ (คณะกรรมการกํากับดูแลรักษาโควิด-19) ซึ่งสามารถดูได้จากแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัยดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564 ดังลิ้งค์นี้https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=150…            ซึ่งจากคำกล่าวอ้างในคลิป มีการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ Amoxicillin ซึ่งเป็นยากลุ่มเพนนิซิลิน ซึ่งหลายคนมีอาการแพ้ยากลุ่มนี้ได้ และการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงด้วยการฉีดวัคซีนยังได้ประโยชน์ในการป้องกันโรคและลดระดับความรุนแรงได้ และการปฏิบัติตนตามแนวทาง DMHTT ยังคงได้ประโยชน์ทั้งกับโรคที่เกิดจากไวรัสโควิดและโรคติดเชื้ออื่น ๆ            นอกจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า เป็นข้อมูลเท็จเนื่องจากอะม็อกซีซิลลิน (Amoxycilin) และอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคหรืออาการที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสได้แต่อย่างใด  ทั้งนี้ยาอะม็อกซีซิลลิน จัดอยู่ในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ หู คอ จมูก และผิวหนัง เป็นต้น และยาอะซิโธรมัยซินจัดอยู่ในกลุ่มแมคโครไลน์ (Macrolide) ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ เป็นต้น ซึ่งการรักษาโรคด้วยยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำในการใช้ยาจากแพทย์หรือเภสัชกร เพราะหากรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ภายหลังเมื่อป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรียเชื้อจะมีความทนต่อยามากขึ้น ทำให้ใช้ยาไม่ได้ผลนำไปสู่การเสียชีวิตได้            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูล จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน  และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือโทรสายด่วน อย. 1556  นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _____________      

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ประเด็นเรื่อง ธปท. ส่ง sms ให้ประชาชน แจ้งว่าได้รับสินเชื่อ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีที่มีประชาชนได้รับข้อความ SMS ระบุว่า คุณได้รับสินเชื่อจากธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมแนบลิงก์ให้คลิกนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า SMS ดังกล่าวไม่ใช่ของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด หากได้รับ SMS ดังกล่าว อย่ากดลิงก์หรือกรอกข้อมูลเป็นอันขาดเนื่องจาก ธปท. ไม่ได้มีการปล่อยกู้กับประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางทุจริต โปรดตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อจาก ธปท. ก่อนกู้เงินทุกครั้ง คลิกhttps://bit.ly/3CBgMMA              ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.bot.or.th หรือโทร. 02 2835353              นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ___________

       เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 นายภุชพงค์ โนดไธสง เป็นประธานประชุมคณะทำงานจัดทำฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีฯ ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีพลตำรวจตรี จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช รองประธานคณะทำงานรองผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยpคณะทำงานที่เข้าร่วมประชุมดังนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.)  กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   (ปอท.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ร่วมประชุม โดยที่ประชุมพิจารณาวาระสำคัญเรื่องการกำหนดคุณลักษณะของระบบฐานข้อมูลฯ ประกอบด้วย  Module พนักงานเจ้าหน้าที่  Module ผู้ให้บริการและ Module อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง             สำหรับทบบาทหน้าที่ของคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์  ประกอบด้วย   1. ออกแบบและจัดให้มีระบบฐานข้อมูลเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์   2. เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบาย แนวทาง มาตรการ และการดำเนินการ เพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ การต่อต้านข่าวปลอม และการป้องกัน และแก้ไขการกระทำความผิดทางออนไลน์ต่อคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์   3. รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์   4. ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนข้อมูลและการดำเนินงานของคณะทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  5. เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือเชิญบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา  6. ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์มอบหมาย   _____________            

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดิจิทัลฯ โชว์ผลงานดีอีเอสปราบข่าวปลอม-โซเชียลผิดกฎหมาย 7 เดือน ยื่นขอศาลปิดกั้นแล้ว 1,014 ยูอาร์แอล ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด 594 บัญชีรายชื่อ แจ้งความดำเนินคดีมือโพสต์ข่าวปลอม 47 คดี ประกาศขยายขอบเขตงานช่วยเหลือประชาชนจากภัยต้มตุ๋น และฉัอโกงผ่านออนไลน์             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ในรอบ7 เดือนที่ผ่านมา (มี.ค. -ก.ย. 64) ว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอม และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานในด้านข่าวปลอม ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสร้างสังคมการใช้โซเชียลสีขาวให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย              ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการปิดกั้นและดำเนินการต่อผู้นำเข้าข้อมูลผิดกฎหมายโดยยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอให้มีคำสั่งปิดกั้น จำนวน 56 คำร้อง รวม 1,014 ยูอาร์แอล  และมีคำสั่งศาลให้ปิดกั้นแล้ว จำนวน 46 คำสั่ง รวม 787 ยูอาร์แอล ขณะที่ อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลอาญา จำนวน 10 คำสั่งรวม 221 ยูอาร์แอล             สำหรับการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำความผิดนำเข้าข้อมูลฯ ดำเนินการไปแล้ว 594 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อแบ่งเป็น ผู้กระทำความผิดผ่านเฟซบุ๊ก  309 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อ ผ่านทวิตเตอร์ 169 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อ ผ่านยูทูบ  99 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อ และผ่านเว็บอื่นๆ  17 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อ             ทางด้านการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตปค.ตร.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) รับข้อมูลข่าวปลอมและบิดเบือนจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มาดำเนินการในช่วงเดือน พ.ค. – ก.ย. 64 จำนวน 419 เรื่องประสานให้หน่วยงานผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแล้ว 47 คดี และมีการตักเตือนให้ ลบหรือแก้ไขข่าว จำนวน 34 ราย และอยู่ระหว่างสืบสวน 73 เรื่อง             นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ จะดำเนินการให้มีความเข้มข้นมากขึ้นสำหรับในปีต่อไป โดยนอกเหนือจากการปราบปรามและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมแล้ว เตรียมขยายผลให้ครอบคลุมภารกิจให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหาย อันเกิดจากการฉ้อโกงหรือการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งจะมีการส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชน รณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขข่าวปลอมมากขึ้นด้วย             “ในเรื่องการขยายขอบเขตงาน กระทรวง จะเร่งดำเนินการให้ ครอบคลุมการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ มากขึ้น ทั้งในเรื่องการทำธุรกิจหลอกลอง ต้มตุ๋นประชาชน ฉัอโกงประชาชน และอื่นๆ” นายชัยวุฒิกล่าว             ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   _____________


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.