Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


          “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เปิดผลมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ย. 64 มีจำนวนเฟคนิวส์ที่ต้องตรวจสอบ 90 เรื่อง สะท้อนตัวเลขข่าวปลอมที่ลดลงต่อเนื่อง              นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  24-30 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,542,525 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 167 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 90 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 44 เรื่อง              ด้านภาพรวมของเรื่องที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบ อันดับ 1 อยู่ในหมวดข่าวกลุ่มนโยบายรัฐบาล/ข่าวสารทางราชการ เป็นสัดส่วนมากกว่า 50%  ตามมาด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มภัยพิบัติ และกลุ่มเศรษฐกิจ              ทั้งนี้ จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 40 เรื่อง พบว่าเป็นข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน จำนวน 16 เรื่อง ขณะที่ ข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรกในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องวัคซีนโควิด-19 เป็นอาวุธชีวภาพที่ใช้ฆ่าคนทางอ้อม คนที่ฉีดจะมีชีวิตไม่ยืนยาว อันดับ 2  ยาฟ้าทะลายโจร สามารถกินก่อนติดเชื้อโควิด-19 ได้ ไม่ทำลายตับ แต่เป็นการช่วยบำรุงรักษาตับ และอันดับที่ 3 เรื่อง ธปท. ส่ง sms ให้ประชาชน แจ้งว่าได้รับสินเชื่อ             “จำนวนข่าวปลอมที่ลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และประชาชนก็เป็นภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือนี้ ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   _______________

        เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion นายวราวุธ ภู่อภิญญา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ นายปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบ และ ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และผู้อำนวยการโครงการ World Expo 2020 Dubai ร่วมพิธีเปิดอาคารแสดงประเทศอย่างเป็นทางการ ในงาน World Expo Dubai 2020 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้รับเกียรติจากนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมพิธีเปิดอาคารแสดงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ             สำหรับอาคารแสดงประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) นำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ ทั้ง 4 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องที่ 1: Thai Mobility ผ่านความงดงามของศิลปะไทย จัดแสดงในรูปแบบ Walkthrough Exhibition ผู้เข้าชมจะได้พบกับความงดงามตระการตาของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง และราชรถจำลอง ให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางของคนไทยในอดีต ห้องที่ 2: Mobility of Life น้ำขับเคลื่อนชีวิตไทย จัดแสดงในรูปแบบ Aquatic Performance สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตจากอดีต สู่ปัจจุบัน ห้องที่ 3: Mobility of the Future นำเสนอภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา เพื่อแสดงภาพในอนาคตของประเทศไทยที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลผ่านเมืองอัจฉริยะ (Smart City) พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาค และห้องที่ 4: Heart of Mobility นำเสนอภาพยนตร์สั้น โดยใช้เทคนิค Pyramid Motion Picture บอกเล่าเรื่องราวเสน่ห์ของประเทศไทยในหลากหลายมิติ ที่สร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมเยือน ทำธุรกิจ หรือใช้ชีวิตในประเทศไทย    _______________      

        เปิดฉาก “อาคารแสดงประเทศไทย” อย่างยิ่งใหญ่ ในงาน ‘World Expo 2020 Dubai’ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565 ภายใต้แนวคิดหลัก “เชื่อมความคิด สร้างอนาคต: Connecting Minds, Creating the Future” มีผู้เข้าร่วมงาน 192 ประเทศ โดยได้รับเกียรติจากนายดอน ปรมัตถ์วินัยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารแสดงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะCommissioner General of Section for Thailand Pavilion นายวราวุธ ภู่อภิญญา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบีนายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ นายปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบ และ ดร.กษิติธรภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า และผู้อำนวยการโครงการ World Expo 2020 Dubai ร่วมงาน             ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางอาคารแสดงประเทศไทย ได้รับเกียรติอย่างสูงต้อนรับ ฯพณฯ Reem Ebrahim Al Hashimy รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศและอธิบดีงาน World Expo 2020 Dubai ที่เดินทางมาแสดงความยินดีในวันเปิดอาคารแสดงประเทศไทย พร้อมหารือเรื่องโครงการความร่วมมือของทั้งสองประเทศในอนาคตอีกด้วย   _______________   The Thailand Pavilion Opens in Spectacular Style            After officially opening the beautiful, flower-adorned doors of the Thailand Pavilion in an elegant ceremony today, Friday, October 1, the vibrant destination has revealed more details about what visitors can expect from our exciting line-up of special events.           Welcoming special guests H.E. Mr. Don Pramudwinai Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs, presided over the ceremony, with Ms. Ajarin Pattanapanchai, Permanent Secretary of the Ministry of Digital Economy and Society and the Commissioner General of Section for Thailand Pavilion, H.E. Mr. Waravuth Pouapinya, Thailand Ambassador to the UAE, and H.E. Mr. Chairat Sirivat Consul General of Thailand to the UAE, the exclusive ceremony featured a carefully selected guest list of Dubai’s most significant dignitaries, professionals, and journalists. Commissioner General of Section for Thailand Pavilion          In the afternoon of our amazing pavilion opening day, it was our honour to welcome Her Excellency Reem Ebrahim Al Hashimy, Minister of State for International Cooperation and Director-General of Expo 2020 Dubai as our distinguished guest. She had a wonderful time to congratulate on the opening day and discuss cooperation between the two countries as well.          For more information about the full program of special events at the Thailand Pavilion, visit https://www.expo2020dubaithailand.com/ Facebook / Instagram: Expo 2020 Dubai Thailand   _______________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.อยุธยา พร้อมพบปะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย วอนทุกกลุ่มรักประเทศชาติให้มากๆ เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (2 ต.ค. 64) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ อ.บางบาล จ.อยุธยา ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อรับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือได้สอดคล้องกับบริบทความต้องการของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ โดยเป็นไปตามข้อสั่งการของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกคนลงพื้นที่เยี่ยมเยียนช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และตรวจตาดูพื้นที่น้ำท่วม           “วันนี้ผมได้มาตรวจที่อ.บางบาล ก็พบว่าเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรก็ท่วมเสียหายหมดเลย เป็นหน้าที่ที่ทางรัฐบาลต้องมาติดตาม ดูแล เยียวยาพี่น้องประชาชน ชาวนา ปีนี้ก็ไม่มีรายได้ ก็ต้องการช่วยเหลือ” นายชัยวุฒิกล่าว            นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ให้รับรู้สถานการณ์น้ำเพื่อป้องกันให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดกับประชาชน โดยสั่งการผ่านกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดให้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแจ้งเตือนภัยระดับต่างๆ ผ่านเครือข่ายกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติน้ำท่วมได้อย่างทันการณ์            ล่าสุด จากรายงานการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ทราบว่ามีการก่อตัวของพายุที่ฟิลิปปินส์ในห้วงสัปดาห์นี้ก็อาจมีผลต่อประเทศไทย ในช่วงวันที่ 8-9 ต.ค.นี้ เริ่มก่อตัวเข้ามาในประเทศไทย ตามร่องมรสุมต่างๆ อาจทำให้มีฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์หน้า จึงต้องเร่งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง เพราะอาจมีน้ำท่วมขึ้นสูงในบางพื้นที่           ทั้งนี้ รมว.ดีอีเอส ยังได้แสดงความคิดเห็น กรณีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล / นายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในบางจังหวัดอย่างเช่น นนทบุรี มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองมาปิดกั้นและขับไล่ว่าแม้ผู้ชุมนุมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ก็ควรเคารพการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลด้วย โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์นี้ เป็นการไปตรวจติตามน้ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนนทบุรีและชาวกรุงเทพฯ           “เราควรมาช่วยเหลือกัน เรื่องการเมืองควรเอาไว้ก่อน เพราะตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนเดือนร้อนเพราะปัญหาน้ำท่วม เอาเรื่องการเมืองมากไปประเทศก็ไปไม่ได้ ฝากไปถึงผู้ชุมนุมทุกคนว่าให้คำนึงถึงประเทศชาติให้รักประเทศชาติมากๆ” นายชัยวุฒิกล่าว   _____________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วม จ.อ่างทอง-สิงห์บุรี ให้กำลังใจและความช่วยเหลือเบื้องต้นรวมกว่า 4,000 หลังคาเรือน ย้ำรัฐบาลเตรียมแนวทางและงบประมาณเยียวยา อีกทั้งผลักดันโครงการลดผลกระทบจากอุทกภัยให้กับประชาชนในระยะยาว            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (3 ต.ค. 64) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยมีนายวีรศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำท่วม             หลังจากนั้นได้เดินทางไปยังจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งมีนายชัยชาญ สิทธิวิรัชธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้การต้อนรับและร่วมติดตามสถานการณ์ด้วย            สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีความห่วงใยประชาชน จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีทุกคนเป็นตัวแทนรัฐบาล ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัย ติดตามการดูแลแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ และตรวจตราดูพื้นที่น้ำท่วมเพื่อหารือแนวทางกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจสอบและช่วยเหลือการเยียวยาผู้ประสบภัย           “ในส่วนของ จ.อ่างทอง ได้รับรายงานจากผู้ว่าฯ วีรศักดิ์ ว่าที่ป่าโมก มีชาวบ้านกว่า 1000 หลังคาเรือนริมแม่น้ำถูกน้ำท่วมหมดเลย ก็ต้องมีการเยียวยาช่วยเหลือต่อไป และยังมีพื้นที่การเกษตรเสียหายหลายพื้น ชาวนาก็ไม่ได้เกี่ยวข้าว ไม่มีรายได้กัน ก็คงเป็นหน้าที่ของพวกเราต้องมาเยียวยาช่วยเหลือประชาชนต่อไป” นายชัยวุฒิกล่าว             ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมพื้นที่พบว่า จ.อ่างทอง เป็นพื้นที่ริมตลิ่งตลอดแนว ดังนั้นถ้ามีโครงการสร้างเขื่อนระบบป้องกันน้ำท่วมได้ในชุมชนต่างๆ ก็จะช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชนได้ ซึ่งทางรัฐบาลก็คงมีการเร่งรัดติดตามงบประมาณต่อไปให้กับทางจังหวัด            ขณะที่ ในการลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม รวม 3,330 หลังคาเรือน            “วันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันลงมาดูแลพี่น้องประชาชน ถ้ามีโครงการอะไรที่จะช่วยได้ หรือประชาชนในพื้นที่ต้องการการเยียวยาช่วยเหลืออย่างไร ช่วยกันรวบรวมข้อมูลส่งมาให้รัฐบาล เชื่อว่ารัฐบาลเข้าใจและพร้อมที่จะดูแลโดยตลอดอยู่แล้ว เช่นเดียวกับในทุกสถานการณ์ความเดือดร้อนที่ผ่านมา” นายชัยวุฒิกล่าว              ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของทั้งสองจังหวัดพบว่าพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เป็นพื้นที่ทำนาทำการเกษตร จึงส่งผลให้เกษตรกรขาดรายได้จากพืชผลที่เสียหายและเก็บเกี่ยวไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลก็จะดำเนินการช่วยเหลือส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จะช่วยประสานเข้ามา เพื่อให้มีงบประมาณมาช่วยเหลือให้เร็วที่สุด            นอกจากนี้ รายงานการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าวันที่ 8-9 ต.ค.นี้ จะมีการก่อตัวของพายุที่ฟิลิปปินส์อาจส่งผลต่อประเทศไทย อาจทำให้มีฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์หน้า จึงต้องเร่งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง เพราะอาจมีน้ำท่วมขึ้นสูงในบางพื้นที่            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ให้รับรู้สถานการณ์น้ำ เพื่อป้องกันให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดกับประชาชน โดยสั่งการผ่านกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดให้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแจ้งเตือนภัยระดับต่างๆ ผ่านเครือข่ายกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติน้ำท่วมได้อย่างทันการณ์ รวมทั้งสั่งการหน่วยงานใต้สังกัดในพื้นที่ให้ประสานความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้ทันท่วงทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน   _____________

       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วมเวที APEC Digital Future ผ่านระบบการประชุมทางไกล โชว์วิสัยทัศน์การพัฒนาและการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย เสนอไอเดียให้ภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชนในแต่ละเขตเศรษฐกิจเอเปค ผนึกกำลังรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และเครือข่ายสังคมออนไลน์           วันนี้ (4 ต.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เข้าร่วมงาน APEC Digital Future ผ่านระบบการประชุมทางไกล พร้อมกับเข้าร่วมอภิปรายในเวทีเสวนาร่วมกับ Mr. David Clark รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลของนิวซีแลนด์ Ms. Anna Curzon เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านผลิตภัณฑ์ของ บริษัท ซีโร (Xero) และสมาชิกของสภาที่ปรึกษาภาคธุรกิจของเอเปค (APEC Business Advisory Council - ABAC) และ Mr. Mike Yeh รองประธานฝ่ายกฎหมายและนโยบาย บริษัท ไมโครซอฟท์ ประจำเอเชีย โดยได้มีการหารือในหัวข้อนโยบายเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวทางการพัฒนา เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ได้แสดงวิสัยทัศน์ในเวทีเสวนานี้ เกี่ยวกับการพัฒนา และการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย รวมถึงเสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชนในแต่ละเขตเศรษฐกิจเอเปค ตระหนักถึงการส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) การค้ามนุษย์ การสร้างความเชื่อมั่นในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค          สำหรับงานเสวนาดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไมโครซอฟท์ และคณะทำงานด้านเอเปคของรัฐบาลนิวซีแลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านธุรกิจภายใต้กรอบความร่วมมือเอเปค โดยงานหลักจัดขึ้น ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ และผ่านระบบการประชุมทางไกล พร้อมกับถ่ายทอดสดผ่านระบบ APEC NZWebsite โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 150 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล นักยุทธศาสตร์ นักวิชาการ นักวิจัย และสื่อมวลชน           โดยในโอกาสนี้  รมว.ดีอีเอส ได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จของนิวซีแลนด์ในฐานะเจ้าภาพเอเปค ปี 2564 และการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 อีกด้วย   ______________

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ                     กรณีการโพสต์แจ้งข้อมูลว่าขณะนี้คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุดนั้น ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า คันกั้นน้ำของกทม. ยังคงมีความแข็งแรงดี ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงเรือตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือในพื้นที่ กทม. พร้อมตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ใต้สะพานพระราม 7 เขตบางพลัด ถึงชุมชนโรงสี เขตยานนาวา และได้เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจมีระดับน้ำสูงขึ้น รวมทั้งป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยืนยันว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯเหมือนปี 54 โดยกทม. ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมต่าง ๆ โดยพร่องน้ำในคลองเพื่อรองรับน้ำ สร้างธนาคารน้ำ(water bank) สร้างท่อเร่งระบายน้ำ (Pipe jacking) ขุดลอกคลอง ลอกท่อระบายน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงบางนา ความยาวประมาณ 78.93 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากปี 54 เป็นต้นมาได้เสริมแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยาสูงขึ้นตลอดแนวที่ระดับ 2.80-3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางและเรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ)และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ 14 จุด รวมระยะทาง 2,512 เมตร รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 97 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งในช่วงน้ำทะเลขึ้น พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด เครื่องสูบน้ำสำรอง เรือผลักดันน้ำ วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย ตลอดจนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนเคลื่อนที่ (BEST) และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมปฏิบัติการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ได้สั่งการให้สำนักงานพื้นที่ ประกอบด้วย เขตดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และเขตคลองสาน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชุมชนและให้เตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง นอกจากนี้ได้สั่งการสำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชน จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆ อย่างทันท่วงที คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะคลี่คลาย            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานครสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prbangkok.com หรือเฟซบุ๊ก ‘กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์’ หรือโทร 0-2221-2141-69  นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปtริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ               กรณีการโพสต์แจ้งข้อมูลว่าขณะนี้คันกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุดนั้น ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า คันกั้นน้ำของกทม. ยังคงมีความแข็งแรงดี ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงเรือตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือในพื้นที่ กทม. พร้อมตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ใต้สะพานพระราม 7 เขตบางพลัด ถึงชุมชนโรงสี เขตยานนาวา และได้เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจมีระดับน้ำสูงขึ้น รวมทั้งป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยืนยันว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯเหมือนปี 54 โดยกทม. ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมต่าง ๆ โดยพร่องน้ำในคลองเพื่อรองรับน้ำ สร้างธนาคารน้ำ(water bank) สร้างท่อเร่งระบายน้ำ (Pipe jacking) ขุดลอกคลอง ลอกท่อระบายน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงบางนา ความยาวประมาณ 78.93 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากปี 54 เป็นต้นมาได้เสริมแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยาสูงขึ้นตลอดแนวที่ระดับ 2.80-3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางและเรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ)และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ 14 จุด รวมระยะทาง 2,512 เมตร รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 97 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งในช่วงน้ำทะเลขึ้น พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด เครื่องสูบน้ำสำรอง เรือผลักดันน้ำ วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย ตลอดจนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนเคลื่อนที่ (BEST) และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมปฏิบัติการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ได้สั่งการให้สำนักงานพื้นที่ ประกอบด้วย เขตดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และเขตคลองสาน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชุมชนและให้เตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง นอกจากนี้ได้สั่งการสำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชน จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆ อย่างทันท่วงที คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะคลี่คลาย                    ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prbangkok.com หรือเฟซบุ๊ก ‘กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์’ หรือโทร 0-2221-2141-69  นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   _________________

       ดีอีเอส หารือร่วม สตช. โดยกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ รับลูกข้อสั่งการนายกฯ เร่งหาแนวทางป้องปราบมิจฉาชีพออนไลน์ ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาซื้อขายออนไลน์ OCC 1212 ดึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมหารือแก้ไขปัญหา และให้ความรู้ประชาชน พบคนร้องเรียนปัญหาจากการซื้อสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมากสุด           วันนี้ (6 ต.ค. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รองผบช.สอท.) และพล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 (ผบก.สอท.5) แถลงการหารือแนวทางป้องปราบมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน และความเข้มข้นในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพและผู้กระทำผิด ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาเป็นช่องทางหลอกลวง ฉ้อโกง ซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะในท่ามกลางความยากลำบากจากสถานการณ์โควิด-19            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพทางออนไลน์ จนตกเป็นเหยื่อกลโกงรูปแบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นตามเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปเช่น เอสเอ็มเอส ไลน์ เฟซบุ๊ก แอปเงินกู้ และโทรศัพท์หลอกลวง โดยกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ดำเนินการตามกฎหมายสูงสุดหากพบหลักฐานกระทำความผิด  เพราะถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ           ที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ (กลต.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางออนไลน์ รวมถึงรวบรวมหลักฐานติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด           โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา พบปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ที่ประชาชนร้องเรียน ร้องทุกข์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ เช่น สั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้ของ หรือไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณา หลอกลงทุนออนไลน์ แชร์ออนไลน์ กู้เงิน แฮกบัญชี  ปลอมแปลงบัญชี หลอกโอนเงิน SMS หลอกกู้เงิน มีผู้เสียหายนับหลายพันคดี มูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท             ทั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งวันนี้ได้มีการประชุมหารือกับแพลต์ฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ ช้อปปี้ Tiktok เจดีเซ็นทรัล และลาซาด้า เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่เกิดขึ้น ในการวางแนวทางการการป้องกัน ปราบปราม และให้ความรู้แก่ประชาชน           “เรามีแนวทางชัดเจนว่าในจะดำเนินการให้มีความเข้มข้นมากขึ้น กระทรวงฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ยกระดับการให้บริการประชาชนผ่านสายด่วน 1212 เว็บไซต์ https://www.1212occ.com หรือ email: 1212@mdes.go.th ดำเนินการการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจากภัยออนไลน์ รวมทั้งจะมีการส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว           นายชัยวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อกำหนดลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย กรณีฉ้อโกงต่อประชาชนจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงขึ้นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ           นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท          และหากการกระทำใดเข้าข่ายหลอกลวง ก็มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง           ทั้งนี้ จากสถิติการรับแจ้งปัญหาการซื้อขายออนไลน์ ผ่านสายด่วน 1212 พบว่าแต่ละปีมีปริมาณร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับด้วยสถานการณ์โควิด-19 ผู้บริโภคนิยมเน้นการซื้อของผ่านออนไลน์เป็นที่นิยมต่อเนื่อง โดยสถิติร้องเรียนในปีนี้ (1 ม.ค. – 4 ต.ค. 64) มากสุด 3 อันดับแรก คือ ได้รับสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง (ผิดสีผิดขนาด) ไม่ได้ตามโฆษณา ตามมาด้วย ไม่ได้รับสินค้า (หลอกลวง) และได้รับสินค้าชำรุด           สำหรับช่องทางการซื้อขายที่มีสถิติการร้องเรียนจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์มากสุด ได้แก่ การซื้อผ่านเฟซบุ๊ก คิดเป็นสัดส่วนถึง 82.4% จำนวนการร้องเรียน 19,296 ครั้ง ตามมาด้วย เว็บไซต์ 4.6% และอินสตาแกรม 4.3%            ด้านพล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รองผบช.สอท.) กล่าวว่า ล่าสุด บช.สอท. ยังได้ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และค่ายมือถือต่างๆ วางแนวทางจัดการปัญหาSMS และโทรศัพท์หลอกลวงประชาชน โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย จะทำการบล็อก SMS ที่มีเนื้อหาชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ หรือลามกอนาจารทันที และเร่งตรวจสอบ กำกับดูแลกันเองอย่างเคร่งครัดและให้ทุกค่ายเริ่มทำการ Backlist ผู้ส่งที่ส่งข้อความหลอกลวง หลังจากที่ได้การแชร์ข้อมูล SMS หลอกลวงระหว่างกันแล้วพบว่ามาจากผู้ส่งรายเดียวกัน          สำหรับกรณีการโทรหลอกลวงประชาชนโดยตรง ผู้ให้บริการมือถือทุกราย สามารถตรวจสอบการกระทำความผิดได้ชัดเจนเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์มือถือที่มิจฉาชีพใช้สามารถตรวจสอบจากการลงทะเบียนได้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์นั้น ถือเป็นหลักฐานที่ระบุต้นทางที่มา ประกอบกับข้อมูลที่ประชาชนให้ข้อมูลการหลอกลวง ส่งคลิป หรือแจ้งเบอร์โทรศัพท์เข้ามาเพื่อเป็นข้อมูล บช.สอท.จะตรวจสอบกับค่ายมือถือ และ สำนักงาน กสทช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในการดำเนินคดีเอาผิดกับมิจฉาชีพต่อไป   ______________

       เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 6 (The 6th ASEAN Ministerial Conference on Cybersecurity: AMCC) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม MDES 2 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ที่ประชุมร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งนี้ H.E. Mrs. Josephine Teo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ           สำหรับการประชุม AMCC ครั้งที่ 6 ผู้แทนระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในอาเซียน การรับมือจากความท้าทายจากสภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 และแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอาเซียน ปีค.ศ. 2021 - 2025 การจัดตั้งกลไกการประสานงานความร่วมมือระหว่างศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ (CERT) การพัฒนาตารางข้อริเริ่มในการดำเนินการ ตามแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคด้านบรรทัดฐานความรับผิดชอบบนโลกไซเบอร์ นอกจากนี้ ผู้แทนรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวอาคารใหม่ของศูนย์พัฒนาบุคลากรไซเบอร์ของสิงคโปร์ (ASEAN - Singapore Cybersecurity Centre of Excellence: ASCCE) เพื่อรองรับความต้องการในการพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับบุคลากรในภูมิภาคอาเซียนต่อไป                  ________________    

          “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับ รมว.มหาดไทย, รมว.ดีอีเอส, รมว.แรงงาน, รมต.ประจำสำนักนายก, และ รมช.คมนาคม ตรวจแผนการป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ต.มะม่วงสองต้น ชื่นชมความมุ่งมั่นของดีอีเอส ผลักดันสังคมแห่งการสร้างภูมิปัญญาและการเรียนรู้ลดช่องว่างการเข้าถึงดิจิทัลให้กับคนไทยทั้ง 77 จังหวัด               พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช วันนี้ (7 ต.ค. 64) เพื่อตรวจการบริหารจัดการน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และตรวจแผนการป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ โดยในโอกาสนี้มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอนุชา นาคาศัยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมคณะ ด้วย               นอกจากนี้ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ต.มะม่วงสองต้น และเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบอุปกรณ์และครุภัณฑ์ให้แก่ศูนย์ฯ อีกทั้งพบปะประชาชนในพื้นที่              ในการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก               โดยการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลฯ ในส่วนของโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็นการยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 500 แห่ง ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการสร้างภูมิปัญญา (Knowledge Base Society) เป็นแหล่งการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับเด็ก เยาวชน คนพิการ และประชาชนในชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการค้าขายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน                 “นอกจากนี้ โครงการเน็ตประชารัฐ ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่วางรากฐานด้านดิจิทัลให้กับประเทศ ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชุมชน ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ประชาชนในท้องถิ่นมีการเข้าถึงสารสนเทศ และบริการภาครัฐเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งผมมีความมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีการพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมกันทุกด้าน ทั้งคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจก่อให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว               ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงผลงานสำคัญจากหน่วยงานในสังกัดดีอีเอส ได้แก่ “เน็ตประชารัฐกับบริการดิจิทัลเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” โดย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) “Thailandpostmart การส่งเสริมการขายและจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์” โดย บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด “เทคโนโลยีอัจฉริยะ (โดรน) กับการพัฒนาเกษตรชุมชน” โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกับหอการค้านครศรีธรรมราช “รู้เร็ว รู้ทัน รู้ป้องกัน ภัยธรรมชาติ” โดย กรมอุตุนิยมวิทยา และ “1212 OCC รับดูแล ช่วยเหลือ แก้ปัญหา ภัยจากอินเทอร์เน็ต” โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ภายใต้การขับเคลื่อนตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” กระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะกระทรวงที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งเป็นแกนหลักในการผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งการใช้ประโยชน์และสร้างนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ได้ดำเนินโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยมุ่งหวังให้สามารถให้บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ เป็นจุดให้บริการอุปกรณ์ดิจิทัล และเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต เป็นจุดรับบริการภาครัฐ ให้ความรู้ด้านการทำธุรกิจและประกอบอาชีพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมกันนี้ยังจะผลักดันนโยบายการทำให้ “internet กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน” โดยปรับเปลี่ยนมุมมองแนวคิด จากการเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยเป็น “สิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ที่รัฐพึงจัดให้” โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการและความจำเป็นพื้นฐาน อย่างตรงจุด ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับบริการที่มีคุณภาพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย” นายชัยวุฒิกล่าว               นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า ระหว่างปี 63 - 64 สดช.  ได้ดำเนินการขยายผลและยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน สู่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 500 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในปี 2021 ที่ผ่านมา โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน ได้รับรางวัลชนะเลิศ WSIS Prize ในหมวดสังคมและจริยธรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นรางวัลจากสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ (ITU) และองค์การสหประชาชาติ (UN)                ในคราวนี้ ได้คัดเลือก โรงเรียนวัดมะม่วงสองต้น ต.มะม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทำหน้าที่เป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชนตำบลมะม่วงสองต้น โดยจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับบริบท และวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อใช้ในการผลักดันประชาชนในพื้นที่ให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และต่อยอดการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน ไปสู่การเปิดให้มีพื้นที่สร้างสรรค์ผลงาน พื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมของชุมชน (Co-working space) อีกทั้ง จัดเตรียมหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับผู้ดูแลศูนย์ฯ และคนในชุมชนด้วย              “ตั้งเป้าหมายให้ศูนย์ดิจิทัลชุมชน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในชุมชน ให้มีความเข้มแข็งในด้านต่างๆด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ เป็นกลไกประชารัฐในการสร้างโอกาสให้ประชาชนและรัฐร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สร้างโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสู่เป้าหมายในการยกระดับสู่ SMEs และการเป็นอุตสาหกรรม ด้วยการจัดทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์สาหรับชุมชน ตลอดจนพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนในทางสร้างสรรค์และมีความรู้เท่าทันดิจิทัล ในการปกป้องตนเองและปกป้องผู้อื่นในสังคม เป็นต้น” นายภุชพงค์กล่าว   ______________    

         พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับ คณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจแผนการป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ จากนั้นก็ไปเยี่ยมชมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ต.มะม่วงสองต้น โดยระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานของประเทศให้เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพสูงครอบคลุมทั่วประเทศโดยฝากประชาชนเรียนรู้ออนไลน์ ให้ทันโลกยุคดิจิทัล                          นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าว บอกรักคนใต้ ว่า รักจังฮู้  พร้อมกับฝากให้ทุกคนรักกัน เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ขณะที่นาย ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ได้เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลขณะนี้ทางกระทรวงเตรียมที่จะเปิดศูนย์ดิจิทัลเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในการเข้าถึงเเละเรียนรู้ระบบออนไลน์ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมอาชีพ ค้าขาย การพัฒนาการเกษตร ร่วมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเเละเยาวชน ทั้งนี้ยังฝากเตือนภัยให้ประชาชนให้ระมัดระวังภัยจากการถูกหลอกหรือฉ้อโกงจากออนไลน์ ซึ่งถ้าประชาชนเดือดร้อนสามารถเเจ้งไปได้ที่หมายเลข 1212 ตลอด 24 ชั่วโมง    _______________



             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เยี่ยมชมผลสำเร็จของกระทรวงฯ ที่สั่งการดีป้า สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการควบคุมดูแลนักท่องเที่ยว และการควบคุมโควิด ในโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เล็งต่อยอดแอปหมอชนะ หนุนแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในเฟสต่อไป                วันนี้ (8 ต.ค. 64) นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ภูเก็ต และเยี่ยมชมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการควบคุมดูแลนักท่องเที่ยว และการควบคุมโควิด ในโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำร่องขับเคลื่อนแผนการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เริ่มจากภูเก็ต ก่อนใช้เป็นต้นแบบขยายผลสู่จังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมด้วย                ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดย บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ในการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีให้กับการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ เช่น ระบบติดตามบุคคลโดยการจับใบหน้า, ระบบติดตามตัวหมอชนะ, Dash Board ที่ใช้สำหรับรายงานสถานการณ์ แจ้งเตือนในระบบ Phuket Tourism Sandbox, ระบบ Shaba Plus และระบบตรวจสอบนักท่องเที่ยวเพื่อใช้ในการกักตัว เป็นต้น                ในโอกาสนี้ รมว.ดิจิทัลฯ ได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานศูนย์ Phuket Sandbox  (ณ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต) ซึ่งมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลของนักท่องเที่ยวและระบบติดตามตัวนักท่องเที่ยว กับด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบก ที่ด่านท่าฉัตรไชย ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางน้ำ ที่ท่าเรืออ่าวฉลอง ท่าเรือรัษฎา และท่าเรืออ่าวปอ) ศูนย์ประสานงานโรงพยาบาลรัฐและเอกชนสถานี ตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจน้ำตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ประสานงานโรงแรม SHA Plus Manager ศูนย์ประสานงานสถานประกอบการ SHA Plus ศรชล.จังหวัดภูเก็ต สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภาคใต้ รวมไปถึงหน่วยงานส่วนกลาง ทั้ง ศปก. ศบค. และ ศบค.มท.                   โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าภูเก็ต ต้องดาวน์โหลดแอปหมอชนะ เพื่อเป็นระบบติดตามตัวซึ่งจะส่งสัญญาณโลเคชั่นที่นักท่องเที่ยวอยู่ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงมายังศูนย์ฯ ทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตอยู่ ณ จุดใด และหากนักท่องเที่ยวออกนอกพื้นที่ภูเก็ตระบบดังกล่าวก็จะแจ้งเตือนมายังศูนย์ฯ                  “เรายังขยายผลการใช้งานแอปหมอชนะ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะเปิดรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติมจากภูเก็ต ที่ผ่านมามีการตรวจสอบมาตรการของแอปฯแล้ว จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ให้เจ้าหน้าที่ดาวน์โหลดติดตั้งแอปหมอชนะ ได้ทดสอบออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ก็พบว่า ระบบจะแจ้งเตือนไปที่ห้องควบคุมระบบว่ามีผู้ฝ่าฝืนออกนอกพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามกลับเข้าพื้นที่ได้ ควบคู่กับการตรวจคัดกรองโควิดชาวต่างชาติก่อนเข้าพื้นที่ ระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ด้วยครับ จึงทำให้มั่นใจมากขึ้นเรื่องป้องกันความเสี่ยงแพร่เชื้อ รองรับการผลักดันการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ให้เมืองไทยกลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกได้เหมือนเดิม ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่” นายชัยวุฒิกล่าว                  ทั้งนี้ จากการที่ได้ลงมาติดตามความคืบหน้าภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ครั้งนี้ มั่นใจว่าประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเตรียมขยายจากภูเก็ต ไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ กระบี่ และพังงา  โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ไปใช้ติดตามตัวนักท่องเที่ยวและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เราสามารถเปิดประเทศได้ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยกล่าวไว้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้งจะนำโมเดลนี้ที่กระทรวงดิจิทัลฯ วางระบบไว้ไปใช้กับจังหวัดอื่นๆ ที่จะเปิดการท่องเที่ยวด้วย                 “เชื่อมั่นได้ว่า นโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้เรื่องการเปิดประเทศทำได้สำเร็จแน่นอน ในส่วนของแอปพลิเคชันที่เรานำมาใช้ ในส่วนของการเชื่อมโยงข้อมูลกัน มีศูนย์บัญชาการที่เราจะเป็นแกนกลางในการประสานข้อมูล ประสานมาตรการต่างๆ ที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ในส่วนของมาตรการบางอย่างที่ยังไม่เหมาะสม เป็นข้อจำกัด เป็นภาระกับนักท่องเที่ยว ก็อาจพยายามลดลงไปให้ได้มากที่สุด เช่น การตรวจ RT-PCR  เราก็อยากให้ลดลงมาเป็นการตรวจ ATK แทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจาก 2,600 บาทต่อครั้ง ลงมาอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อครั้ง ก็จะลดภาระของนักท่องเที่ยวได้” นายชัยวุฒิกล่าว                   นายชัยวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่จะมีการขยายพื้นที่ท่องเที่ยวไปหลายจังหวัดมากขึ้น อยากให้แต่ละจังหวัดมีการเชื่อมโยงข้อมูลและมาตรการให้เป็นเนื้อเดียวกัน  รวมถึงทุกเเพตฟอร์ม เป็น One Country One Platform  One application  ควรมีการบริหารจัดการที่ศูนย์รวมที่เดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันต่อไปโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุกจังหวัดเข้าด้วยกันให้ได้                   นอกจากนี้ รมว.ดีอีเอส ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ IOC (Intelligence Operation Center) หรือ Command Center ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการและรวบรวมข้อมูลระดับเมืองของเทศบาลป่าตอง เป็นการขยายผลสู่ระดับจังหวัดที่ดำเนินการร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน โดยศูนย์ดังกล่าวมีการนำแพลตฟอร์มจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมือง (City data Platform: CDP) มาใช้วางแผน บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาของเมืองที่มีความซับซ้อนให้เกิดประสิทธิภาพ                   นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ดีป้า ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดดีอีเอส ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาแพลตฟอร์มจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานกับ บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ติดตั้งกล้องซีซีทีวีบริเวณหาดป่าตอง และทุกแยกจราจร ให้ทำงานร่วมกับโซลูชันตรวจจับใบหน้า เพื่อตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิด และส่งการแจ้งเตือนสู่ศูนย์ฯ ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และนำไปใช้วางแผน บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาของเมือง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และด้านอสังหาริมทรัพย์                   ขณะที่ ในระยะต่อไปวางเป้าหมายการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ตเข้าด้วยกัน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในจังหวัด ก่อนนำไปสู่การขับเคลื่อนภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ (Phuket Smart City)   ด้านนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  กล่าวถึงโครงการ Phuket Sandbox ที่นำร่องทดสอบการเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ในการในหลากหลายมิติ รวมถึงการติดตามตรวจสอบให้นักท่องเที่ยวในโครงการอยู่ในขอบเขตและระยะเวลาที่กำหนดผ่าน Application หมอชนะ เป็นต้น                    “ขอชื่นชม แอปหมอชนะ ซึ่งรวมถึงการนำระบบ SHABA มาใช้ขับเคลื่อน และขอบคุณทางรัฐมนตรี และทางกระทรวงดิจิทัลที่ได้จัดสรรงบประมาณในโครงการ 5G Use Case ระบบในการคัดกรองและแจ้งเตือนสำหรับ Phuket Sandbox รวมถึงระบบ Big Data เพื่อบูรณาการข้อมูลที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งนักท่องเที่ยวหรือฝั่งผู้ประกอบการแรงงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้จังหวัดภูเก็ตจะได้มีเครื่องไม้เครื่องมือในการดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลอย่างมาก” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าว   ******************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.