Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

           เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมด้วยนางสาวกัลยา ชินาธิวร ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี พ.ศ. 2565 ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานการประชุมฯ               ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาความก้าวหน้าของการเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประกอบด้วย ด้านสารัตถะ และด้านประชาสัมพันธ์ โดยที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความก้าวหน้าของผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (Key Deliverables) ตลอดจนข้อริเริ่ม/โครงการภายใต้แต่ละประเด็นสําคัญที่จะผลักดันในระหว่างการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย กำหนดการการประชุมสำคัญของเอเปค ปี 2565 การจัดการประกวดตราสัญลักษณ์ (Logo) การเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย และการจัดทําวีดิทัศน์การรับมอบตําแหน่งเจ้าภาพเอเปคของไทย   *******************                

           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด19 ในสื่อออนไลน์ต่างๆ เรื่อง วัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เป็นยาพิษ หากฉีดจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ               กรณีการแชร์ข้อมูลที่มีเนื้อหาว่า ผู้ใดที่ฉีควัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา ให้เตรียมบอกลาครอบครัว เพราะจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะอดีตผู้บริหารบริษัทไฟเซอร์ได้เปิดเผยว่าการฉีดวัคซีนคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ อีกทั้งได้มีคำพิพากษาจากประเทศสหรัฐมเอริกา ที่ตัดสินว่าวัคซีน mRNA เป็นยาพิษ เป็นอันตรายต่อชีวิต ให้ยุติการใช้วัคซีนดังกล่าวนั้น ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสหรัฐมเอริกายังคงฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่ประชาชนตามปกติ ไม่ได้มีการยุติการใช้วัคซีนตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  ปัจจุบันประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับรองวัคซีนโควิด19 จำนวน 6 ชนิด คือ แอสตร้าเซนเนก้า ซิโนแวค ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และซิโนฟาร์ม ซึ่งทั้ง 6 ชนิดได้ผ่านการรับรองประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัยจาก WHO ว่าสามารลดการเจ็บป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ ลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ประชาชนสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีน และแนวทางการฉีดวัคซีน ได้ที่ลิงก์ https://ddc.moph.go.th/vaccine-covid19/getFiles/11/1628849610213.pdf               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคโควิด19 ในประเทศไทย และวิธีการป้องกันตนเอง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.ddc.moph.go.th หรือโทร. 1422  นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   *******************    

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน กศน. ตำบลป่าตอง ปักหมุดเป็นสถานที่ให้คนในชุมชนทุกกลุ่ม เข้าถึงการเรียนรู้ระบบไอทีและคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ต่อยอดพัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิต เปิดช่องทางขายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนผ่านออนไลน์ ตั้งเป้าปีหน้าทำงานร่วมกับ ศธ. อปท. และหน่วยราชการอื่นๆ ขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพิ่มอีก 2,000 แห่งทั่วประเทศ             นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน กศน. ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ด้านดิจิทัลระดับชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโนยายให้กระทรวงดิจิทัลฯ ส่งเสริม สนับสนุนการสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านดิจิทัลให้กับทุกชุนชนทั่วทั้งประเทศ            โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะของกลุ่มเป้าหมายในชุมชนครอบคลุมทั้ง ประชาชนในชุมชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการร้านค้า และผู้นำชุมชน เพื่อให้ก้าวทันเทรนด์โลกยุคใหม่ ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าถึงความรู้และทักษะใหม่ๆ เพื่อต่อยอดสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ผ่านทางออนไลน์และโซเชียล            สำหรับการดำเนินภารกิจของศูนย์ดิจิทัลชุมชน กศน. ตำบลป่าตอง ได้มีการให้บริการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องพิมพ์ (Printer) สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) บริการห้องประชุมในรูปแบบของ co-working space พร้อมอุปกรณ์แก่ชุมชนโดยให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมทั้ง จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล การขายสินค้าออนไลน์ การสร้างเพจโฆษณาสินค้า สำหรับชุมชน            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในปีต่อไปกระทรวงดิจิทัลฯ มีเป้าหมายจัดทำศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพิ่มอีก 2,000 แห่ง โดยจะร่วมทำงานกับหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยราชการอื่นๆ ที่มีความพร้อมในด้านสถานที่ที่จะให้กระทรวงฯ ได้จัดโครงการที่จะประกอบด้วย ระบบไอซีทีคอมพิวเตอร์ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบที่จะช่วยในการขายของออนไลน์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำที่ช่วยให้ความรู้ ดูแลการทำงานในศูนย์ฯ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็นสถานที่ในการเรียนรู้ระบบไอทีและคอมพิวเตอร์  และได้นำระบบที่เรามีไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป          “ต้องขอขอบคุณบริษัท ไปรษณีย์ไทย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ให้ความร่วมมือกับศูนย์ดิจิทัลชุมชนทุกแห่งทั่วประเทศ ในการไปส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนเรียนรู้ที่จะขายของออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์thailandpostmart.com ของไปรษณีย์ไทย เป็นข่องทางหนึ่งสำหรับการขายสินค้าในชุมชน สินค้าเกษตร อาหารแปรรูปต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ และจัดส่งโดยไปรษณีย์ไทย ซึ่งอันนี้ก็พิสูจน์ว่าเราได้ทำมาอย่างดี ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าถ้าเราส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ต่อไป นโยบายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประชาชน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิกล่าว   ________________  

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเรื่อง สติ๊กเกอร์หัวหอมแฮปปี้โนส ฆ่าเชื้อไวรัสได้ภายใน 60 วินาที ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์หัวหอม ตราแฮปปี้โนส สูตร Virus Protection ที่ใช้ข้อความแสดงสรรพคุณว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ภายใน 60 วินาทีนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อมูล และเนื้อหาการโฆษณาดังกล่าวพบว่า เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่อยู่ในรูปแบบแผ่นแปะ มีสูตรส่วนประกอบหลักจากหัวหอม กล่าวอ้างสรรพคุณ และวิธีการใช้คือใช้แปะเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสูตรตำรับแล้วเห็นว่า มิได้มีสรรพคุณหรือมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งเมื่อสืบค้นในระบบฐานข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ไม่พบว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนไว้แต่อย่างใด จึงไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนี้ เพื่อหวังผลในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือโทรสายด่วน อย. 1556  นอกจากนี้ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแจ้งเบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   _____________

       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ชื่นชมการขับเคลื่อนโครงเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้) ของเทศบาลเมืองป่าตอง ยกให้เป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนาเมืองในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และตรวจเยี่ยมโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ระหว่างวันที่ 8-9 ต.ค. 64 ได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์IOC (Intelligence Operation Center) ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการและรวบรวมข้อมูลระดับเมืองของเทศบาลป่าตอง โดยนำแพลตฟอร์มจัดเก็บมาใช้วางแผนบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาของเมืองที่มีความซับซ้อนให้เกิดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัด ได้แก่ บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่            ทั้งนี้ ภายใต้การปฏิบัติงานของศูนย์ IOC ได้ติดตั้งกล้องซีซีทีวีบริเวณหาดป่าตองและทุกแยกจราจร มีการตรวจจับใบหน้า เพื่อตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิด และส่งการแจ้งเตือนสู่ศูนย์ฯ ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และนำไปใช้วางแผน บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาของเมือง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และด้านอสังหาริมทรัพย์            “ผมยังได้ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการดำเนินโครงการเมืองอัจริยะ (สมาร์ท ซิตี้) ของเทศบาลเมืองป่าตอง ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าไปร่วมสนับสนุน พบว่ามีความคืบหน้าและพัฒนาได้ดีมาก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูล City data platform ทำให้บริหารจัดการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเมืองตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองอื่น ๆ ต่อไป” นายชัยวุฒิกล่าว             นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานศูนย์ 191  Phuket Sandbox  (ณ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต) โดยการทำงานของศูนย์ฯ จะมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลของนักท่องเที่ยวและระบบติดตามตัวนักท่องเที่ยว กับด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบก ที่ด่านท่าฉัตรไชย ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางน้ำ ที่ท่าเรืออ่าวฉลอง ท่าเรือรัษฎา และท่าเรืออ่าวปอ) ศูนย์ประสานงานโรงพยาบาลรัฐและเอกชนสถานี ตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจน้ำตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ประสานงานโรงแรม SHA Plus Manager ศูนย์ประสานงานสถานประกอบการ SHA Plus ศรชล.จังหวัดภูเก็ต สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภาคใต้ รวมไปถึงหน่วยงานส่วนกลาง ทั้ง ศปก. ศบค. และ ศบค.มท.            รวมทั้ง มีการใช้ระบบติดตามตัวของแอปหมอชนะ สำหรับการติดตามตัวนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งสัญญาณโลเคชั่นที่นักท่องเที่ยวอยู่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงมายังศูนย์ฯ ทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตอยู่ ณ จุดใด และหากนักท่องเที่ยวออกนอกพื้นที่ภูเก็ตระบบดังกล่าวก็จะแจ้งเตือนมายังศูนย์ฯเช่นเดียวกัน              ขณะเดียวกัน ทางจังหวัดภูเก็ตได้ยกระดับด่านตรวจทางบก ที่ด่านท่าฉัตรไชย และด่านตรวจทางน้ำ ที่ท่าเรือทั้ง3 แห่ง ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับสนามบินภูเก็ต มีการตรวจคัดกรองทั้งคน โรค และสิ่งของ   ___________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ Thailand Digital Valley ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พบปะดิจิทัลสตาร์ทอัพ หวังปั้นพื้นที่สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมขั้นสูงใหญ่ที่สุดในอาเซียน สร้างการจ้างงานด้านดิจิทัลในพื้นที่กว่า 20,000 คน และเกิดมูลค่าการลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ได้นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EEC) พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการThailand Digital Valley ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร TDV2 : Digital Startup Knowledge Exchange Center และพบปะดิจิทัลสตาร์ทอัพ             สำหรับอาคาร TDV2 : Digital Startup Knowledge Exchange Center ขนาดพื้นที่ 4,500 ตารางเมตร เป็นอาคารหลังที่สองต่อจากอาคาร TVD1 : depa Digital One Stop Service โดยมีเป้าหมายสร้างเพื่อเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เป็นชุมชนของดิจิทัลสตาร์ทอัพ (Digital Startup Community) และพื้นที่ต่อยอดธุรกิจ ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าแล้วกว่า 80% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้             โดยล่าสุดมีนักพัฒนา ดิจิทัลสตาร์ทอัพ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทย ครอบคลุมตั้งแต่ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อสาร บริษัทแอนิเมชั่นสัญชาติไทยที่มีผลงานคว้ารางวัลระดับโลก ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับการตลาดโซเชียล ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้าน Smart Community และผู้ให้บริการแอปด้านฟินเทค เป็นต้น ร่วมจองสิทธิและแสดงความจำนงเช่าพื้นที่ในอาคารเต็มแล้ว 100%           “ที่สำคัญในปัจจุบันได้มีความพยายามส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะด้านดิจิทัลหรือด้าน new technology เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของประเทศ ถ้าเราเปิดพื้นที่ EECd สำหรับดิจิทัล เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจากต่างประเทศในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านดิจิทัลให้มาลงทุนมากขึ้น เรายังมีกระบวนการเชิญชวนให้นักลงทุนด้านดิจิทัลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยรวมจะมีการวางโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมทั้งหมดไว้รองรับการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล ที่สำคัญทาง EEC จะเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ด้วย เรื่องภาษีเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง Capital gain tax ซึ่งจะมีการติดตามและผลักดันเรื่องนี้ให้ดีที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว             นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) หน่วยงานในสังกัด เร่งสร้าง TDV3 : Digital Innovation Center ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการฯ เพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร คาดว่าจะใช้เวลาราว 2 ปีในการก่อสร้างส่วนนี้ ซึ่งถ้า Thailand Digital Valley แล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการ คาดว่าจะช่วยส่งเสริมให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโตและก้าวสู่เวทีระดับสากล เกิดการจ้างงานด้านดิจิทัลในพื้นที่กว่า 20,000 คน และเกิดมูลค่าการลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท             ทั้งนี้ เป้าหมายการใช้งานของอาคาร TDV3 มุ่งหวังสร้างให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์ขนาดใหญ่(Super Maker Space) พื้นที่ทดลอง ทดสอบนวัตกรรม 5G (Next Gen Telecom Lab) พื้นที่ล้ำสมัยด้านปัญญาประดิษฐ์(AI Lab) พื้นที่ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยีไอโอที (IoT Lab) พื้นที่ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือน(XR Lab) พื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมระบบการประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Innovation Lab) และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Design Center) สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยในระดับภูมิภาค             นายชัยวุฒิ กล่าวว่า โครงการ Thailand Digital Valley จะมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนาวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลองเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงสำหรับดิจิทัลสตาร์ทอัพ และบริษัทเทคดิจิทัลชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก ก่อนต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงบริษัทชั้นนำกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ ในเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Tech) เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EdTech) และเทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech)   _____________  

      เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ บริเวณลานกิจกรรมชั้น 2  ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาสุดมิได้    ______________                

      “ชัยวุฒิ” ร่วมเวทีประชุมรัฐมนตรีโต๊ะกลม ในงาน ITU Digital World 2021 ผ่านการประชุมทางไกล ชูนโยบายสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เร่งเดินหน้าโครงการเน็ตประชารัฐ  Open Access โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ          เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 นายชัยวุฒิธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมรัฐมนตรีโต๊ะกลม (Ministerial Roundtable) ภายใต้งาน ITU Digital World 2021 ในรูปแบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม MDES 2 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การประชุมดังกล่าวจัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ร่วมกับประเทศเวียดนาม เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเร่งรัดการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้หัวข้อหลัก “Building the digital world. Together.”           โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน ของประเทศสมาชิกITU เข้าร่วม  อาทิ  H.E. Mr. Mustafa Jabbar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์ สารสนเทศและการสื่อสารบังกลาเทศ H.E. Mr. Karma Donnen Wangdi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ภูฏาน H.E. Mr. Nguyen Huy Dung รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และH.E. Mr. Yuji Sasaki ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร ญี่ปุ่น มีผู้เข้าร่วมรับฟังผ่านระบบออนไลน์ประมาณ 200 คน         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Boosting Infrastructure: Rethinking the Role of Government in Digital Transformation โดยได้กล่าวถึง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ โดยมีกระทรวงฯ เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันและได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินโครงการของไทย ได้แก่ โครงการเน็ตประชารัฐ และนโยบาย Open Access โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเน้นย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่รัฐบาลของทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงและเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อมุ่งเป้าหมายไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน   _______________    

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเรื่อง งดเดินทางไป 10 จังหวัด เพราะเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             จากกรณีการส่งต่อข้อความที่ระบุว่างดเดินทางไป 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตากกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง เพราะเป็นแหล่งติดต่อเชื้อโควิด19 นั้น ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงถึงประเด็นนี้ว่า เป็นการนำข้อมูลเก่า ซึ่งเป็นข่าวปลอมเมื่อเดือนธันวาคม 2563 กลับมาแชร์ซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเตือนห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงใด ๆ โดยขณะนี้กรมควบคุมโรค ได้มีการเข้มงวดเรื่องการตรวจ เฝ้าระวังอย่างละเอียดมากขึ้น หากพบความเสี่ยงจะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและรัดกุม ทั้งการจัดเตรียมสถานที่สังเกตอาการ รวมถึงทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นที่ ซึ่งสามารถกระทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น จึงยังไม่มีการประกาศปิดพื้นที่ หรือจังหวัดใดในประเทศไทยตามที่กล่าวอ้าง             ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ ddc.moph.go.th หรือโทร. 02-590-3000 หากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ______________

       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส พบปะรับฟังตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย และกลุ่มผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า หารือแนวทางผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุม ขอเวลาศึกษากฎหมาย หนุนดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้าระบบให้เป็นสินค้าที่มีกฎหมายควบคุม มองผลระยะยาวลดอันตรายให้กับนักสูบที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบมีช่องทางรายได้ใหม่จากการป้อนผลผลิตให้โรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้า อีกทั้งปิดช่องภาษีรั่วไหลจากการลักลอบนำเข้า           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (14 ต.ค.64) ทางตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย ตัวแทนกลุ่ม ECST ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าและแอดมินเพจเฟซบุ๊กมนุษย์ควัน ได้เดินทางมาเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงหารือแนวทางผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นสินค้าที่จำหน่ายได้ตามกฎหมาย            ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมายเพื่อดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำลังดูว่ามีประเด็นติดขัดเรื่องอะไรบ้าง เนื่องจากมองว่าหากทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้จะสามารถลดอันตรายให้กับผู้สูบ เพราะบางคนไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังมีจำนวนผู้สูบบุหรี่อีกเกือบ 10 ล้านคน          “ผมจะรวบรวมข้อมูล นำไปประสานผู้เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทบทวนแนวคิด หาแนวทางขับเคลื่อนเพื่อทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะปัจจุบันทั้ง อย.สหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น ปัจจุบันยอมรับให้ใช้แล้ว ดังนั้น เราต้องไปศึกษาต่อไปว่าข้อติดขัดอยู่ที่ภาคส่วนใด อย่างเช่น ในเรื่องใบอนุญาตให้ใช้ การขาย การผลิต  เพราะจากที่ศึกษาเบื้องต้นในแง่กฎหมายน่าจะใช้ พ.ร.บ.ยาสูบฯ ควบคุมให้เข้ามาอยู่ในระบบได้อยู่แล้ว คงต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ” นายชัยวุฒิกล่าว         สำหรับเหตุผลที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพราะเครื่องยาสูบที่เป็นไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ปัจจุบัน 67 ประเทศทั่วโลกมีการยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน แม้แต่มาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นยาสูบที่มีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง โดยบุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษน้อยกว่า ขณะที่ ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับ         “หลายประเทศยอมรับว่า หากเรามีบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถลดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้มากกว่า เรื่องนี้ผมขอศึกษาข้อกฎหมายก่อน นอกจากนี้ ปัจจุบันทราบว่าโรงงานยาสูบและผู้ปลูกยาสูบเองก็มีรายได้ลดลง เนื่องจากคนนิยมไปสูบบุหรี่นำเข้า หรือบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้ามา ดังนั้น ถ้าเราสามารถเอายาสูบที่ปลูกในประเทศมาผลิตบุหรี่ไฟฟ้าได้ จะสามารถแก้ปัญหาให้กับโรงงานยาสูบและเกษตรกรได้ รวมทั้งส่งออกได้ด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว         พร้อมทั้งย้ำว่า การดึงสินค้าในกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบ เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น อยู่ที่ว่าประเทศไทยและผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง จะสามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีได้มากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันสินค้านี้มีขายกันใต้ดินและทางออนไลน์ ดังนั้นถ้าไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยีก็จะเกิดปัญหาภายในประเทศ และเสียหายในอนาคตได้ ทั้งในเรื่องการลักลอบจำหน่าย การสูญเสียรายได้จากภาษี การสูญเสียโอกาสและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบชาวไทย และการลดผลกระทบต่อสุขภาพของนักสูบชาวไทยที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้         โดยมีข้อมูลจากรายงานเรื่อง E-cigarettes: an evidence update จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ระบุว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปร้อยละ 95 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากมีหลักฐานผู้เลิกบุหรี่ได้ในกลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอัตราที่สูง   ______________

เว็บไซต์เน็ตประชารัฐ

เว็บไซต์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ (Open Access Network)

โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ)” นโยบายรัฐบาลและการดำเนินงานโครงการเน็ตประชารัฐวันที่ 19 มกราคม 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้ง “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณากำหนดพื้นที่เป้าหมายภายใต้การดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ซึ่งประกอบด้วยผู้แทน ดศ. และ กสทช. ซึ่งได้กำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) และเป็นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 40,432 หมู่บ้าน และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุม 24,700 หมู่บ้าน โดยใช้เงินงบประมาณปี 2559 และขอความร่วมมือให้ กสทช. ดำเนินการในหมู่บ้านส่วนที่เหลือเพิ่มเติมอีกจำนวน 15,732 หมู่บ้าน และพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณ USO ซึ่งได้แบ่งพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย ดังนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 มอบหมายให้ ดศ. ดำเนินการจัดให้มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Distribution Network: ODN) ไปยังหมู่บ้านเป้าหมายที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ซึ่งไม่ศักยภาพในเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวน 24,700 หมู่บ้านเป้าหมาย พร้อมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายสาธารณะประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 จุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการที่ระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า 30 Mbps/10 Mbps (Download/Upload) และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ได้ปรับเพิ่มเป็น 100/50 Mbps (Download/Upload) การติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านพิจารณาความเหมาะสม เข้าถึงง่าย และเดินทางสะดวก เช่น ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน (โดยไม่มีการก่อสร้างอาคาร/ศูนย์ให้บริการอินเทอร์เน็ต)   โดยในการออกแบบและติดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงจะต้องมีลักษณะทางกายภาพเป็นโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อของผู้ให้บริการอื่นได้โดยสะดวก โดยดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560การส่งเสริมการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ภาพรวมการดำเนินงาน การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) ดศ. ได้วางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสื่อสัญญา Fiber Opticให้ครอบคลุมหมู่บ้าน จำนวน 24,700 หมู่บ้าน จากหมู่บ้านทั้งหมด 74,987 หมู่บ้าน ทั้งนี้ มีอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว 30,653 หมู่บ้าน และ กสทช. จะดำเนินการอีก 19,652 หมู่บ้าน โดยในโครงการของ ดศ. (24,700 หมู่บ้าน) ได้จัดให้มีจุดให้บริการ Free WI-FI หมู่บ้านละ 1 จุด ที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30/10 Mbps ที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยติดตั้งแล้วเสร็จเมื่อธันวาคม 2560 มีผู้ลงทะเบียนใช้บริการ Wi-Fi ใหม่ประมาณเดือนละ 1-3 แสนราย การดำเนินการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไปยังโรงเรียนและโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 1,671 แห่งแบ่งเป็นโรงเรียน จำนวน 1,187 แห่ง และสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 484 แห่ง ปริมาณการใช้งานเน็ตประชารัฐ รายปี 2561ปริมาณการใช้งานเน็ตประชารัฐ รายปี 2562ปริมาณการใช้งานเน็ตประชารัฐ รายปี 2563ปริมาณการใช้งานเน็ตประชารัฐ รายปี 2564สถานะปัจจุบัน การดำเนินการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (เน็ตประชารัฐ) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ที่ห่างไกลและยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึง แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ดำเนินการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ โดยพัฒนาวิทยากรแกนนำ จำนวน 1,033 คน เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 และวิทยากรแกนนำได้ไปสร้างการรับรู้และถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 99,413 คน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2561 รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100,446 คน นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการอบรมการใช้งานเน็ตประชารัฐให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐไปสู่ประชาชนใน 24,700 หมู่บ้านที่มีการติดตั้งเน็ตประชารัฐ เรียบร้อยแล้วหมู่บ้านละ 1 ครั้ง เป้าหมายหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 50 คน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมฯ ทั้งสิ้นจำนวน 1,224,623 คน และได้วางกลไกการพัฒนาในระดับหมู่บ้านด้วยการสร้าง “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” จำนวน 24,700 คน พัฒนาแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” เครื่องมือสำหรับการทำงานของเน็ตอาสาประชารัฐ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสำหรับประชาชนทั่วไป การดำเนินการต่อไป พิจารณาร่วมกับสำนักงาน กสทช. ในการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการขยายจุดติดตั้ง Free Wi-Fi ในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐเพิ่มเติม รวมถึงกรณีหมู่บ้านตกสำรวจและหมู่บ้านเกิดใหม่ด้วย (open access) การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่น โดยเฉพาะรายเล็ก และ SME สามารถเข้ามาใช้โครงข่ายเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังบ้านเรือนประชาชน ด้วยหลักการ Open Access Network เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งนี้ เป็นต้นแบบในการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล (Digital Divide) ติดตั้ง internet โรงเรียนและโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 1,671 แห่ง (งบ BigRock) ขยายเครือข่ายอาสาสมัครให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ เช่น เยาวชน อสม. หมอดิน ลูกเสือไซเบอร์ ฯลฯ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่ประชาชน กลุ่มอาชีพในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐ ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน ส่งเสริมและพัฒนาการใช้ดิจิทัลของหมู่บ้านเน็ตประชารัฐไปสู่ความเป็นเลิศ จัดประกวดหมู่บ้านและคนต้นแบบ ไม่น้อยกว่า 500 ต้นแบบ ส่งเสริมการการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนผ่านโครงการ Village E-Commerce: เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการชุมชน ไม่น้อย 500 ราย สร้างกลไกการขับเคลื่อนงานและการติดตามประเมินผล         ทั้งนี้ โครงการเน็ตประชารัฐได้รับเข้าร่วมประกวด WSIS Prize 2019 จัดโดย ITU (องค์กรของ United Nations) และได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Infrastructure)  จากจำนวน 284 โครงการทั่วโลกที่เข้าประกวดดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น            เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 64 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และนายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์  รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธภู่อภิญญา เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมการจัดกิจกรรม Thailand Digital Innovation Festival ในงานWorld Expo 2020 Dubai ณ เมือง ดูไบ นำเสนอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อตอบรับกับนโยบาย 4.0 ระหว่างวันที่ 5-11 มกราคม 2565 ภายใต้แนวคิด CONNECTING THAILAND, CREATING THE FUTURE “เชื่อมความคิด สร้างอนาคต”             ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตวราวุธ ได้กล่าวชื่นชมการนำเสนอผลงานของกระทรวงฯ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐ ในด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการเกษตร และด้านการค้าขายออนไลน์ รวมทั้งวิดีโอนำเสนอการทำงานด้านสร้างการรับรู้และรู้เท่าทันข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พร้อมกันนี้ ได้กล่าวฝากถึงประชาชนชาวไทย ถึงความสำคัญของการตระหนักรู้การใช้เทคโนโลยีสื่อโซเชียลอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่กระทำการละเมิดกฎหมายทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง           สำหรับภาพรวมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงาน World Expo 2020 Dubai ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ในการเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการของประเทศไทย และกิจกรรม Thailand Digital Innovation Festival ซึ่งสร้างความมีส่วนร่วมกับผู้เข้าชมให้ร่วมเล่นเกมส์ ตอบคำถาม พร้อมรับแจกเข็มกลัดที่ระลึก ทำให้ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษกับกลุ่มครอบครัว และเด็กๆ   การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ (OpenAccessNetwork) โครงข่ายเน็ตประชารัฐเป็นโครงข่ายที่รัฐบาลลงทุน ซึ่งรัฐบาลเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เชื่อมต่อโครงข่ายไปให้บริการแก่ครัวเรือน โดยทำข้อตกลงกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงฯ ไม่คิดค่าใช้โครงข่ายฯ ทั้งนี้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Switch ของโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ตามภาพในหน้าถัดไป โดยผู้ขอใช้ Open Access Network เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ในจุด A (เป็นจุดเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกับผู้ให้บริการรายอื่น) และ จุด B (เป็นการเชื่อม Drop Optic จาก SDP ของเน็ตประชารัฐไปยังบ้านเรือนประชาชน)  การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเข้าเชื่อมต่อเพื่อไปให้บริการยังบ้านเรือนประชาชน ลดความซ้ำซ้อนในการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ช่วยลดต้นทุนการคิดค่าบริการกับประชาชน ครอบคลุมในพื้นที่เป้าหมาย 24,700 หมู่บ้าน ที่กระทรวงดิจิทัลฯ รับผิดชอบ กระทรวงฯ ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ยื่นข้อเสนอตามที่กระทรวงกำหนดจำนวน 6 ราย เชื่อมต่อโครงข่ายและขณะนี้ได้ลงนามในสัญญาอนุญาตแล้ว 3 ราย ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่มีความสนใจ ยังสามารถยื่นความประสงค์ขอเชื่อมต่อได้ที่กระทรวงดิจิทัลฯ ติดต่อเพิ่มเติมศูนย์ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโทร: 02 142 3323โทรสาร: 02 143 7802Email: mdes0208@mdes.go.thหรือสแกน QR code : คลิกลิงก์ ดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น   ขั้นตอนการขอย้ายจุดติดตั้ง                               กระทรวงฯ ได้มีแนวทางการปฏิบัติกรณีขอย้ายจุดบริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ซึ่งต้องเป็นความสมัครใจของสมาชิกในหมู่บ้านโดยการประชุมหารือร่วมกัน และให้คณะกรรมการของหมู่บ้านลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอย้ายจุดติดตั้งมายัง ดศ. และขอให้มีเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้               2.1  รายงานการประชุม/ประชาคมหมู่บ้านในการขอย้ายจุดติดตั้งหรือหลักฐานที่แสดงว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านโดยรวม พร้อมระบุสาเหตุการขอย้าย               2.2  ภาพถ่ายจุดติดตั้งเดิม                2.3  ภาพถ่ายสถานที่ที่ต้องการติดตั้งใหม่             ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเป็นผู้พิจารณา และแจ้งให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการย้ายจุดติดตั้งต่อไป การขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ดศ. ได้มอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งปรับปรุงโครงข่ายที่เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)  ไปยังโรงเรียน และโรงพยาบาลของรัฐที่ยังไม่มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และขยายความจุอินเทอร์เน็ต (Bandwidth) ให้กับโรงพยาบาล เพื่อรองรับการตรวจรักษาทางไกล (Tele-Medicine)จำนวนทั้งสิ้น 1,671 แห่ง (ร.ร. 1,187 แห่ง และรพ. 484 แห่ง) โดยจะไม่ดำเนินการทับซ้อนกับพื้นที่ที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบอยู่ ข่าวดี!! เน็ตประชารัฐปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายเป็น 100/50 MBPS เริ่มแล้ววันนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปรับปรุงประสิทธิภาพอินเทอร์เน็ตในโครงการเน็ตประชารัฐ โดยการปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ให้บริการในโครงการเน็ตประชารัฐ จำนวน 24,700 จุด จากเดิม 30/10 Mbps (Download/Upload) เป็นความเร็ว 100/50 Mbps (Download/Upload) เริ่มแล้ววันนี้!! จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตของโครงการเน็ตประชารัฐที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานทั้งหมด 7,818,288 ราย นอกจากยอดการลงทะเบียนเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายของโครงการแล้ว ยอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ยังพุ่งสูงถึง 2 แสนครั้ง เพื่อตอบสนองการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางกระทรวงฯ จึงได้ปรับเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตเป็น 100/50 Mbps เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตของโครงการได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้งานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สร้างความยั่งยืนทางด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การค้าขาย สื่อสังคมออนไลน์ และบริการจากทางภาครัฐอย่างเท่าเทียม เงื่อนไขการใช้งาน: ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตโครงการเน็ตประชารัฐ Thailand Wi-Fi by MDES สามารถใช้งานผ่านระบบ Wi-Fi เท่านั้น อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Access Point (AP) ของโครงการฯ จะกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต ผ่านคลื่นความถี่ 2 คลื่น คือ คลื่นความถี่ 2.4 GHz และคลื่นความถี่ 5.0 GHz ผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 5 GHz จะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ความเร็วถึง 100/50 Mbps (Download/Upload) ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 25 เมตร และผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 2.4 GHz จะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ความเร็วไม่เกิน 60 Mbps ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 27 เมตร (แม้ว่าจะเพิ่มความเร็ว เป็น 100/50 Mbps) จากข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย โครงการเน็ตประชารัฐ มีสถิติผู้ใช้งานบนอุปกรณ์ผ่านคลื่นความถี่ 2.4 GHz ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานร้อยละ 90 ดังกล่าว จะใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วไม่ถึง 100/500 Mbps (Download/Upload) ดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น --------------------------------------------------   ศูนย์ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมข้อมูล ณ ตุลาคม 2564   เอกสารดาวน์โหลด - ข้อเสนอการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐ (Reference Access Offer : RAO) - APT Report on the Best practice of Connectivity Netpracharat - รายชื่อหมู่บ้านเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน - เปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้ผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมที่สนใจเข้าเชื่อมต่อ (Open Access Network)

เว็บไซต์ข้อมูลเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.