Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

          “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ ข่าวเกี่ยวกับโควิดเริ่มชะลอตัว ด้านภาพรวมการประสานงานตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบสัดส่วนข่าวจริงขยับสูงขึ้น              นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 8-14 ต.ค. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,567,491 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 196 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 105 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 48 เรื่อง              “จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว จำนวน 56 เรื่อง โดยพบว่ามีสัดส่วนที่เป็นข่าวจริง 30 เรื่อง ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีว่า ข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่กันในวงกว้างบนออนไลน์และโซเชียล มีสัดส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงขยับเข้ามาแทนที่ในฟากข้อมูลเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในการเผยแพร่ความรู้และการสร้างความตระหนัก ให้กับประชาชนในเรื่องการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่เฟคนิวส์ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และประชาชน” นางสาวนพวรรณกล่าว              สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก รอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ประเด็นวัคซีนกลับมาได้รับความสนใจอย่างมากอีกครั้ง โดยเฟคนิวส์เรื่องวัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เป็นยาพิษ หากฉีดจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ได้รับความสนใจจากประชาชนมากสุด ตามมาด้วย ข่าวปลอมเรื่องเด็กอายุ 11 ปี ถูก คฝ. ควบคุมตัวที่ชุมชนดินแดง และเรื่อง คฝ.ที่ถูกยิงเข้าศรีษะบริเวณแฟลตดินแดง เป็นการยิงพลาดของตำรวจ ที่ตั้งใจจะยิงประชาชน ตามลำดับ              นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า อยากขอความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอมเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand รวมถึงหากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ___________________


     “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ยันระบบความมั่นคงปลอดภัยของธนาคารยังแข็งแรง พร้อมเตรียมคลอด พรฎ.ควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ บังคับทุกรายต้องจดทะเบียนในไทย เข้มการพิสูจน์ยืนยันตัวตน เพื่อคุ้มครองประชาชนในการซื้อขายออนไลน์          นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กรณีพบผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมาก ประสบปัญหาในการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง จากข้อมูลการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีบทบาทโดยตรงในการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการโอนเงินหรือการตัดบัญชี ยืนยันได้ว่าการตัดเงินจากบัญชีลูกค้าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของธนาคาร ระบบของทุกธนาคารยังมีความมั่นคงปลอดภัย ไม่ได้ถูกบุกรุกหรือโจมตีระบบจากแฮกเกอร์          ทั้งนี้ ขอให้ความมั่นใจว่า ระบบความมั่นคงปลอดภัยของธนาคารยังแข็งแรง แต่ผู้ใช้บริการไปให้ข้อมูลกับผู้ขายโดยปัญหาเกิดจากประชาชนที่ซื้อสินค้าทางออนไลน์ ถูกเจ้าของร้านค้าออนไลน์ ลักลอบนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ตัดเงินจากบัญชีบัตรมากกว่า 1 ครั้งที่ ทำเสมือนมีการซื้อขายทั้งๆ ที่ความจริงไม่มี ถือเป็นการฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์           “ถ้าแบงก์ชาติหรือธนาคารใด ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ใดที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ ขอให้ส่งข้อมูลมา โดยกระทรวงดิจิทัลฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เราต้องไม่ปล่อยให้คนผิดหรือคนกลุ่มนี้ลอยนวลอยู่ต้องเอาตัวมาลงโทษให้ได้ทั้งหมด ซึ่งแม้จะมีกรณีที่เป็นเว็บร้านออนไลน์ในต่างประเทศ แต่บัญชีที่รับโอนก็เปิดในเมืองไทย ต้องมีคนไทยเกี่ยวข้อง ถือเป็นผู้ร่วมกระบวนการทำความผิด” นายชัยวุฒิกล่าว           ทั้งนี้ โดยหลักการแล้วการตัดเงินจากบัตรโดยเจ้าของบัญชีไม่ทราบ ทำไม่ได้ เพราะระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันคือ ระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2-Factors Authentication) คือหลังจาก log-in แล้ว ในขั้นตอนก่อนตัดบัญชีก็ต้องมีการยืนยันด้วยรหัสอื่นๆ อีกครั้ง เช่น ยืนยันผ่าน OTP จากมือถือ เป็นต้น           อย่างไรก็ตาม เตรียมประสานงานผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้ธนาคารดูแลการทำระบบให้รัดกุมยิ่งขึ้น ในส่วนที่เป็นระบบการชำระเงินกับร้านค้า และทำให้มีมาตรฐานมากขึ้น ไม่ให้มีการตัดบัญชีกันง่ายๆ          นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้เป็นการใช้ข้อมูลที่ลูกค้าเคยให้ไว้ แล้วมาตัดบัญชีโดยที่ไม่ได้มีการยืนยันตัวตนอีกครั้งหนึ่งจากลูกค้า ซึ่งมองว่าเป็นระบบที่ไม่ควรใช้กับระบบการเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะการซื้อขายออนไลน์ ล่าสุดจึงได้หารือกับผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA บังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้           “เราจะมีการพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการทำธุรกิจออนไลน์ มีการซื้อขาย มีการโอนเงิน ต้องมาจดแจ้งการประกอบธุรกิจกับเรา และเราจะมีมาตรการกำกับดูแลที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น ลูกค้าที่มาใช้บริการต้องมีการพิสูจน์ตัวตน ยืนยันตัวตนทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขาย ระบบการจ่ายเงิน/การโอนเงินก็ต้องใช้ระบบการยืนยันตัวตน 2 ชั้น เพื่อป้องกันการเอาข้อมูลลูกค้าไปตัดบัญชีโดยเจ้าตัวไม่รู้ เป็นต้น” นายชัยวุฒิกล่าว           ปัจจุบัน ร่าง พรฎ. ฉบับนี้ที่จะเป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วเสร็จและอยู่ในขั้นตอนรอนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้มีการออกหลักเกณฑ์ ออกระเบียบ ออกกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อกำกับดูแลธุรกิจออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมด เพื่อไม่ให้ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลอกลวงประชาชน ซึ่งอยู่ในกระบวนการที่เราดำเนินการอยู่ เช่น การยืนยันตัวตน การมีตัวแทนในประเทศไทยที่รับผิดชอบต่อประชาชน มาตรการโอนเงินต้องมีระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้นเป็นต้น ป้องกันไม่ให้ถูกหักเงินจากบัญชีโดยเจ้าของไม่รู้ตัว และให้ความคุ้มครองประชาชน           “ขอเตือนประชาชนว่าการจะให้ข้อมูลบัตรกับใคร ต้องดูความน่าเชื่อถือก่อนให้ข้อมูล คนที่เราทำธุรกรรมด้วยมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ดังนั้นอาจเลือกไปใช้ผ่านบริการเปย์เม้นท์เกตเวย์ที่มีตัวตนน่าเชื่อถือ กรณีบัตรเครดิต มีรอบตัดบัญชี ถ้าเรารู้ก่อนจะยกเลิกได้ทัน แต่ถ้าเป็นบัตรเดบิต จะตัดเงินออกไปเลย ดังนั้น ต้องระวังไม่ไปให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครง่ายๆ” นายชัยวุฒิกล่าว            นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาเกี่ยวกับเอสเอ็มเอสฉ้อโกง ที่เมื่อคลิกเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และจะถูกดูดข้อมูลส่วนตัวไปใช้หักเงินจากบัญชีนั้น โดยหลักการทางกระทรวงฯ ได้ประสาน กสทช. และผู้ให้บริการมือถือทุกค่ายให้คอยตรวจสอบผู้ที่มาใช้บริการส่งเอสเอ็มเอสไปถึงประชาชน ว่าธุรกิจมีความถูกต้อง ถูกกฎหมาย หรือมีความเหมาะสมหรือไม่ หากพบว่าเป็นการส่งเอสเอ็มเอสที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมาย ก็ให้บล็อกหรือปิดกั้นทันที ปัจจุบันทุกฝ่ายยอมรับหลักการนี้แล้ว และพยายามดำเนินการอยู่            อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เอสเอ็มเอส ส่งง่ายทั้งที่เป็นแบบส่งไปยังผู้รับกลุ่มใหญ่ๆ หรือส่งรายบุคคล ถ้าประชาชนพบเอสเอ็มเอสที่ไม่เหมาะสม ให้รีบแจ้งมายัง กสทช. หรือกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและปิดกั้นให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ก็มีระบบ social listening คอยมอนิเตอร์อยู่ด้วย           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับผู้เสียหายจากการถูกหักเงินผ่านบัญชีอัตโนมัติโดยไม่ได้ให้ความยินยอม เชื่อว่าจะได้รับเงินคืนจากธนาคารแน่นอน อย่างไรก็ตามกรณีที่มีข้อติดขัดในการประสานงานกับธนาคารผู้ออกบัตร สามารถแจ้งมาที่ ETDA ได้ผ่านสายด่วน 1212 เว็บไซต์ https://www.1212occ.com หรือ email: 1212@mdes.go.th เพื่อจะช่วยประสานงานให้ต่อไป   ______________

      เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เข้าร่วมการประชุมร่วมระหว่างคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (The Interface between the AEC Council and the ASEAN Digital Ministers (ADGMIN) ผ่านระบบประชุมทางไกล ณห้องประชุม Think Big ชั้น 20 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 20 โดยมีบรูไนดารุสซาลามในฐานะประธานการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ปี 2564 ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ           การประชุมดังกล่าวฯ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวาระการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน และแนวทางการผสานความร่วมมือระหว่างสาขาเพื่อยกระดับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วยการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล  โอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับรัฐมนตรีอาเซียนเกี่ยวกับการผสานความร่วมมือระหว่างองค์กรอาเซียนรายสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนวาระการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน          โดยได้กล่าวถึงแนวทางการมุ่งสู่วาระดังกล่าว โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนผ่านการเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทอาเซียนดิจิทัล ค.ศ. 2025 รวมถึงการประสานงานและการบูรณาการความร่วมมือข้ามสาขาผ่านแผนงาน / ข้อริเริ่มอาเซียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องในการดำเนินงานความร่วมมือ อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคที่ครอบคลุม เข็มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน อีกทั้งยังได้แสดงความพร้อมของไทยในการร่วมผสานงานและยกระดับความร่วมมือระหว่างสาขาและประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรและศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ของอาเซียนในการเป็นประชาคมชั้นนำด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งและก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จ และบรรลุเป้าหมายร่วมกันของอาเซียนต่อไป   ________________                

      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวสารในสื่อต่างๆ ประเด็นเรื่อง พบแอปฯ ดูดเงินจากบัญชีธนาคารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลจากธนาคารรั่วไหล มีผู้เสียหายจำนวนมาก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ           กรณีที่ปรากฏข่าวพบประชาชนผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ทางธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากแอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว  และมิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่          ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้ นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป          ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ          ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.bot.or.th หรือโทร. 1213  หากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียล โดยแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   _____________








           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เปิดไอเดียชู 5G และเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญหนุนจีดีพีประเทศ คาดโตไม่ต่ำกว่า 5.5 เท่า ภายในปี 2578 เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก และอีก 10 ปีจากนี้สร้างการจ้างงานคนดิจิทัลเพิ่ม 130,000 ตำแหน่ง              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก โดยจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การค้าการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยคาดว่า 5G จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ให้กับประเทศไทย ได้ไม่ต่ำกว่า 5.5 เท่าภายในปี 2578              ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มีการใช้ IOT ต่างๆ  ในระบบเกษตรอ้จฉริยะ (สมาร์ทฟาร์ม) เป็นต้น โดยคาดว่าภายในปี 2573 ตลาด 5G ในประเทศจะมีมูลค่ากว่า 6.5 แสนล้านบาท และสร้างการจ้างงานใหม่ด้านดิจิทัลกว่า 130,000 ตำแหน่ง เนื่องจากการใช้งานสมาร์ทโฟนที่มากขึ้น และการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะที่ต้องอาศัย 5G ในภาคอุตสาหกรรม มีการใช้โดรนเชิงพาณิชย์ และสื่อบันเทิงต่างๆ จะมาใช้การสตรีมมิ่งผ่าน 5G             “นี่เป็นเรื่องสำคัญ เราเชื่อว่าการขับเคลื่อน GDP ของประเทศต้องเกิดจากเทคโนโลยี  5G และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ถ้าเราไม่ทำ สิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ และทำให้เกิดการเสียโอกาสไปหลายแสนล้านบาท  ถ้าเราไม่ขับเคลื่อน 5G ให้พร้อมกับการแข่งขันเวทีโลก” นายชัยวุฒิกล่าว              ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคของประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้งาน ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่ภาครัฐเดินหน้าลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดันให้ขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้มีแบนด์วิธที่เพิ่มขึ้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) ที่ต่ำลง และรองรับการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ได้มากขึ้น ทำให้คนไทยสะดวกสบายขึ้น ในการติดต่อสื่อสาร รวมถึง 5G ที่ทำให้ผู้ใช้บริการเข้ามาในระบบได้มากขึ้น              นายชัยวุฒิ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นหัวใจในการพัฒนาประเทศ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศให้ GDP ก้าวไปข้างหน้าได้ และที่สำคัญเป้าหมายสูงสุดไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจเติบโต แต่ยังคาดหวังว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของเมืองอัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียนนี้ให้ได้อย่างแท้จริง   **********************      



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.