Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

       “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมตรี นำคณะพร้อมด้วย รมว.ดีอีเอส และ กจญ.ไปรษณีย์ไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.สิงห์บุรี มอบนโยบายนำเทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้มีความทันสมัย  ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม            วันนี้ (20 ต.ค.64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีร่วมกับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เพื่อติดตามและตรวจเยี่ยมสถานการณ์อุทกภัยพร้อมมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยในโอกาสนี้ ได้เป็นประธานเปิดโครงการ “ส่งสุขภาพดีให้คนไทย#จากใจไปรษณีย์ไทย Delivers Wellness” ณ วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี ต.บางพุทธา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี และตรวจเยี่ยมโครงการนำร่องการใช้โดรนนำส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังบ้านผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม มีข้อจำกัดในการขนส่งทางภาคพื้นดิน            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และมอบหมายนโยบายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการนําเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการบูรณาการและสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้มีความทันสมัย  ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม แม้ในสถานการณ์ที่มีขีดจำกัดด้านการขนส่ง อย่างเช่นกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการแพร่ระบาดของโรค             ทั้งนี้ ความพร้อมของเครือข่ายให้บริการของไปรษณีย์ไทยที่มีอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐบาลลงทุนไว้ให้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ทั้งเชิงกายภาพและดิจิทัล รองรับการเดินหน้าด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัลของประเทศไทย             “เรายังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G มาผนวกเข้ากับความพร้อมของโครงข่ายโลจิสติกส์มาสนับสนุนระบบสาธารณสุข มาสู่การควบคุมแจกจ่ายยาผ่านโดรน ซึ่งจากวันนี้ทางไปรษณีย์ไทย ก็น่าจะขยายการจัดส่งไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีข้อจำกัดต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว               ทั้งนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง 5G ต่อไป โดยให้ภาคส่วนต่างๆ บูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งแผนเงิน แผนงาน แผนคน เพื่อนำศักยภาพของเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการเดินหน้าประเทศไทยในด้านต่างๆ ตลอดจนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน จากสถานการณ์ต่างๆ ให้มากที่สุด               “ขอชื่นชมกระทรวงดิจิทัลฯ และไปรษณีย์ไทย ที่มีการลงพื้นที่จริงและทดลองนำร่องในครั้งนี้ เปิดมิติใหม่ของการสื่อสารและการขนส่งของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ลดภาระ ลดระยะเวลา และการส่งสิ่งของมีความปลอดภัยได้เร็วขึ้น และทำให้การสื่อสารและขนส่งของประเทศก้าวหน้าเข้าสู่สังคมดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาเข้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลมาหลายปีต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง 5G และการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รัฐบาลยืนยันว่าจะสานต่อสิ่งเหล่านี้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในยุคโลกหลังโควิด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงฯ ตอบรับนโยบาย โดยการใช้ศักยภาพในการขนส่งและเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกครัวเรือนในประเทศของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในสังกัดดีอีเอส ซึ่งเป็นผู้ให้ยริการโลจิสติกส์ครบวงจรและมีความเชี่ยวชาญในการขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยดำเนินการมาตั้งแต่มีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด และปัจจุบันขยายผลมาให้บริการไปยังพื้นที่ซึ่งประสบอุทกภัยน้ำท่วม                นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา “โดรน” ซึ่งเป็นอุปกรณ๋เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความแม่นยำระยะไกล สนับสนุนภารกิจในการเป็นยานพาหนะจัดส่งยา รวมถึงอุปกรณ์ที่จําเป็นให้ถึงบ้านผู้ป่วย               ทั้งนี้ สถิติการให้บริการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ทางไปรษณีย์ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปี63 -64 มีปริมาณงานเฉลี่ย 48,178 ชิ้น/เดือน (ข้อมูล ก.ย. 64 ปริมาณรวม 1,011,746 ชิ้น)               สำหรับการให้บริการในพื้นที่สิงห์บุรี ซึ่งประสบอุทกภัย มีการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ให้แก่ผู้ป่วย รพ.อินทร์บุรีจ.สิงห์บุรี และจัดส่งน้ำยาล้างไตถึงที่อยู่ผู้ป่วยของ รพ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี               ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย พร้อมดำเนินการสอดรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงฯ จากการริเริ่มเป็นผู้ขนส่งยาจากโรงพยาบาลถึงบ้านผู้ป่วย เป็นรายแรกของไทย ให้บริการขนส่งไปยังโรงพยาบาลกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม   ________________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS ให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับเฟส 4 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย ธนาคารกรุงไทย พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีประชาชนได้รับ SMS กล่าวถึงประเด็นเรื่องการลงทะเบียนรับสิทธิ์ โครงการคนละครึ่ง เฟส 4 นั้น ทางธนาคารกรุงไทย ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างโครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS หลอกขอข้อมูลส่วนตัว โดยส่ง Link ปลอม ให้กรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน และนำไปทุจริตโอนเงินออกจากบัญชีลูกค้า ซึ่งธนาคารกรุงไทยไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลบัตรเดบิต ของประชาชนโดยการส่ง SMS แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสำคัญทางการเงินที่ไม่ควรเปิดเผย เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสหลังบัตร เลขหน้าบัตรเดบิต 16 หลัก วันหมดอายุ รหัส Pin เลข CVV 3 ตัว และรหัส OTP หากในกรณีที่ประชาชนหลงให้ข้อมูลไปแล้ว สามารถแจ้งไปยัง ธนาคารกรุงไทย Contact Center โทร. 02 111 1111 หรือ ตำรวจในพื้นที่เพื่อแจ้งความดำเนินคดี และสายด่วน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โทร. 1155, 1599 และ สายด่วน ปปง. โทร. 1710            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหากประชาชนมีความสนใจรับทราบข่าวสารหรือผลิตภัณฑ์ของธนาคาร สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ www.krungthai.com เฟซบุ๊ก Krungthai Care หรือโทร Contact Center โทร 02-111-1111 นอกจากนี้หากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียลต่างๆ สามารถแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ________________

       “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบไลน์กำลังเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมในการแพร่กระจายข่าวปลอม ห่วงคนไทยหลงเชื่อ เพราะไม่รู้เท่าทัน แนะผู้รับข่าวสารตรวจสอบให้รอบด้านก่อนเชื่อและแชร์            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไลน์ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 50 ล้านคน หรือเกินครึ่งประเทศ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงว่าผู้ไม่หวังดีจะหันมาใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้มากขึ้น เพื่อกระจายข่าวปลอม เมื่อมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อก็เกิดการแชร์ต่อๆ กันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์รู้ไม่เท่าทันผู้สร้างข่าวปลอม จนอาจสร้างความตื่นตระหนักในวงกว้าง และแพร่กระจายความเสียหาย            จากสรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15-21 ต.ค. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,564,020  ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ(Verify) จำนวน 217 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 114 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 49 เรื่อง           สำหรับช่องทางหลักๆ ที่พบจำนวนข้อความที่ต้องคัดกรองและตรวจสอบ อันดับ 1 ยังมาจากระบบ social listening มากกว่า 90% ตามมาด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลของศูนย์ฯ ได้แก่ ไลน์ทางการ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าในส่วนของการมอนิเตอร์และการแจ้งเบาะแสผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล จำนวนข้อความที่ต้องคัดกรอง และข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบ จะมาจากเบาะแสที่ได้จากช่องทางไลน์มากที่สุด            สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก รอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ เรื่องโครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS ให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับเฟส 4 เรื่องตำรวจปฏิเสธการรับแจ้งความ จากเหตุการณ์ที่ชาวต่างชาติพลัดตกบ่อน้ำพุร้อน และเรื่องพบแอปฯ ดูดเงินจากบัญชีธนาคารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลจากธนาคารรั่วไหล มีผู้เสียหายจำนวนมาก ตามลำดับ           ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _______________

      ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราต่างปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นแบบ New Normal รวมไปถึงการทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น จึงพบมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ จำนวนมาก  มีผู้เสียหายหลายรายถูกมิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวบัญชีธนาคาร/บัตรเดบิต โดยมิจฉาชีพจะทำการหักเงินออกจากบัตรเดบิตผ่านเครื่องEDC หรือเครื่องรูดบัตร แต่ไม่มี SMS แจ้งเตือนไปยังเจ้าของบัตร         แนวทางการรับมือเมื่อเงินหายไปจากบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ 1. แจ้งอายัดบัตรเดบิต/เครดิตทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเลขหน้าบัตร รวมถึงรหัส cvv ไปใช้ 2. ติดต่อ call center ของธนาคารต้นเรื่อง และดำเนินการตามขั้นตอนธนาคารเพื่อปฏิเสธการจ่ายรายการหรือธุรกรรมต่าง ๆ ที่ผิดปกติ 3. เก็บหลักฐานทั้งหมดที่ได้รับ เช่น SMS หน้าจอ วงเงิน statement ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ          สำหรับผู้ที่ยังไปเจอเหตุแบบนี้ แนวทางป้องกันไว้ก่อนคือ 1. ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัวหรือให้ข้อมูลสำคัญทางธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมล หรือแอปพลิเคชัน/เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น แอปพลิเคชันสินเชื่อให้เงินกู้ เกมออนไลน์ 2. กำหนดวงเงินการใช้จ่ายของบัตรเดบิต/บัตรเครดิต ให้เหมาะสมเพื่อจำกัดมูลค่าความเสียหาย บางกรณีอาจเลือกตั้งค่าวงเงินให้ต่ำสุดที่ระบบรองรับได้ และปรับแต่งอีกครั้งเมื่อมีการเรียกใช้งาน 3.ใช้ช่องทางการแจ้งเตือนการทำธุรกรรม เช่น แจ้งยอดการเคลื่อนไหวของบัญชีออมทรัพย์/ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตผ่าน SMS การตั้งค่าเตือนผ่านแอปพลิเคชัน 4. หมั่นสังเกตเงินในบัญชีตนเองว่ามียอดลดลงหรือไม่ หรือพบการใช้งานที่ผิดปกติรีบติดต่อ call center หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรโดยด่วนเพื่อแจ้งตรวจสอบ/แก้ไขการทำธุรกรรมในทันที 5. หากได้รับการประสานจากธนาคารถึงความผิดปกติทั้งจากทางอีเมล หรือโทรศัพท์ เช่น การล็อกอินเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ การเปลี่ยนข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีบัตร ให้รับทราบ และประสานกลับตามช่องทาง call center ปกติของธนาคาร เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นช่องทางจากธนาคารจริง หากเป็นการแจ้งจากธนาคารจริง ให้เฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เช่น การนำรหัสผ่านไปใช้งานต่อ การเปลี่ยนอาจมีการฝังมัลแวร์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้งานเพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมตลอดเวลา         อ่านต่อ https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/Secure-e-Payment.aspx___________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ประเด็นเรื่อง พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ มีผลติดเชื้อโควิด-19 ทุกราย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ ผลตรวจติดเชื้อโควิดและมีอาการทุกราย ส่วนผลตรวจ ATK ตรวจไปกว่า 4.8 หมื่นราย พบติดเชื้อกว่า 2 พันรายนั้น ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ตได้ทำการตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม – 21 ตุลาคม 2564 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใน Phuket Sandbox จำนวน 53,120 คน พบติดเชื้อ 171 ราย คิดเป็นเพียง0.3 % ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ได้ติดโควิด19 ทุกราย ตามที่โพสต์ดังกล่าวระบุ            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://pr.prd.go.th/phuketหรือโทร. 076-216118  ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ______________






      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติประเด็นเรื่อง กทม. เตรียมรับมือพายุถล่มหนักที่สุด วันที่ 26 ต.ค. – 12 พ.ย. 64 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ            กรณีการแชร์คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ว่าพายุจะถล่มกรุงเทพมหานคร หนักที่สุดในช่วงวันที่ 26 ต.ค. – 12 พ.ย. 64 ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าวชี้แจงว่า ในช่วงวันที่ 24 – 29 ต.ค. 64 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนน้อย ส่วนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง  อนึ่ง ในช่วงวันที่ 24 – 26 ต.ค. 64 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณ ทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่าง คาดว่าในช่วงวันที่ 27 – 29 ต.ค. 64 จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนล่าง เมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม อาจจะอ่อนกำลังลงก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง และจะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนขึ้นฝั่ง หย่อมความกดอากาศต่ำที่จะก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ช่วงวันที่ 25 – 28 ต.ค.64 ซึ่งจากแบบจำลองบรรยากาศนี้ โอกาสเกิดขึ้นได้และจะแรงขึ้นเนื่องจากยังอยู่ในทะเลเปิด แต่จะแรงขึ้นถึงเป็นพายุหมุนเขตร้อนได้หรือไม่ ต้องติดตาม  ซึ่งอุปสรรคที่สำคัญของการก่อตัวครั้งนี้คือ มีมวลอากาศเย็นหรือความกดอากาศสูงอยู่ด้านหน้า ซึ่งแผ่ปกคลุมบ้านเรา และลมที่พัดปกคลุมจะเป็นลมทิศเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ (อากาศแห้ง) ส่วนการตั้งชื่อต้องได้ชื่อ ตามข้อตกลงของ RSMC โตเกียว ซึ่งรับผิดชอบในแถบมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันตกและทะเลจีนใต้ชื่อพายุลูกใดแรงขึ้นก่อนจะได้ชื่อว่า หมาเหล่า (MALOU) ลูกต่อไปจะไล่เรียงตามลำดับ ขอให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นระยะๆ อย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือในช่วงวันที่ 23 และ 28 ต.ค. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศ ไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่ อาจจะเกิดขึ้นได้ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจท่าให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ  และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์http://www.tmd.go.th Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน  1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ________________


รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๔)


        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วมกับ ผบก.สอท.1 กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมกักตัว (AQ) 19 แห่ง ประกาศล่าตัวแฮกเกอร์สวมรอยหลอกลูกค้าโรงแรมโอนเงิน เตรียมหารือ สพธอ. และดีป้า เสริมแกร่งผู้ประกอบการติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันแฮกเกอร์เจาะระบบ             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้กระทรวงดิจิทัลฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปกป้องคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อภัยทางไซเบอร์             วันนี้ (27 ต.ค. 64) นางสาวพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.พปชร. นำตัวแทนกลุ่มชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมิติใหม่ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนแก่ รมว.ดีอีเอส และ พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อประสานงานปราบปรามและจับกุมกระบวนการหลอกลวงผ่านทางอินเทอร์เน็ตในระบบการกักกันตนทางเลือก(Alternative Quarantine : AQ)             โดยจากคำร้องเรียนของตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม  พบว่า ปัจจุบันมีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นโรงแรมต่างๆ ในระบบการกักกันตนทางเลือก (AQ) เพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ที่มีความประสงค์กักตนชำระค่าห้องพัก และบริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของตน โดยแอบอ้างว่าเป็นช่องทางที่ดำเนินการโดยโรงแรม และมีความต้องการเข้าถึงฐานข้อมูลของโรงแรม และให้ผู้ที่มีความประสงค์กักตัวชำระค่าใช้จ่าย ล่าสุด มีโรงแรมที่ได้รับความเสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 19 แห่ง มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า แฮกเกอร์มีการใช้โปรแกรมสปายแวร์ (Spyware) เจาะระบบโรงแรม ทำอีเมล์ปลอมซ้อนอีเมล์ของโรงแรม เมื่อมีการจองโรงแรมผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แฮกเกอร์ก็จะปลอมเป็นพนักงาน หลอกให้นักท่องเที่ยวที่จองห้องพักเข้ามาโอนเงินเข้าบัญชีของแฮกเกอร์ สร้างความเสียหายให้กับทั้งนักท่องเที่ยวที่สูญเงิน และโรงแรมที่สูญเสียโอกาสและรายได้ ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการโรงแรมที่ประสบความเดือดร้อนจากจากสถานการณ์โควิด-19             “กระทรวงดิจิทัลฯ ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ เพราะโรงแรมเป็นธุรกิจสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย และห่วงใยนักท่องเที่ยว ที่เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินแล้วไม่มีคนไปรับ เพราะผู้ที่ติดต่อด้วยคือแฮกเกอร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นอกจากเป็นการฉ้อโกงทั้งกับประชาชนผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ และโรงแรมที่ถูกแอบอ้างชื่อ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแก่การท่องเที่ยวไทย ที่กำลังจะเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย นี้ด้วย ดังนั้นเราและตำรวจไซเบอร์จะร่วมดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด โดยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง” นายชัยวุฒิกล่าว            อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการโรงแรม ต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ให้ทันสมัยติดตั้งโปรแกรมป้องกันการถูกแฮกระบบ (Anti-Spyware) และอีเมล์ของโรงแรม ต้องมีระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้าถึงและเข้ดามาใช้งาน             ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ จะเร่งรัดออกมาตรการและมีการให้ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อรับมือเทรนด์ภัยคุกคามยุคใหม่ผ่านออนไลน์/ไซเบอร์ โดยหารือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้เข้ามาช่วยให้ความรู้และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลกโซเชียลมีเดีย หรือในโลกระบบคอมพิวเตอร์ที่มีภัยคุกคามจากแฮกเกอร์             ขณะที่ ในฝั่งหน่วยงานหลักของกระทรวงฯ ที่ดูแลด้านไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปีนี้ ก็จะพยายามขับเคลื่อนงานนี้ให้เป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องกำลังคน เจ้าหน้าที่ งบประมาณ เพราะถ้ามีทรัพยากรเหล่านี้พร้อม ก็จะสามารถออกไปช่วยให้ความรู้ ช่วยผู้ประกอบการสามารถเสริมสร้างระบบคอมพิวเตอร์ให้เข้มแข็ง              “การที่ผู้ประกอบการเข้ามาร้องเรียนในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับภาคธุรกิจที่มีเว็บไซต์ มีอีเมล์ในการติดต่อกับลูกค้าให้ทราบว่า มีการเจาะเข้ามาในระบบได้ และมีการปลอมตัวเข้ามาเป็นพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของธุรกิจเรา แล้วหลอกให้คนโอนเงินเข้ามา สร้างความเสียหายกับธุรกิจอย่างมาก ลูกค้าก็เสียหาย ธุรกิจก็เสียหาย” นายชัยวุฒิกล่าว             นอกจากนี้ ยังเตรียมศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางสนับสนุนการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการโรงแรม ในการติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ โดยอาจหารือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล  (ดีป้า) หน่วยงานในสังกัด หรือนำเสนอของบสนับสนุนจากกองทุนดีอี โดยมองว่าในเบื้องต้น รัฐก็ควรส่งเสริมช่วยผู้ประกอบการให้หาซอฟต์แวร์ดีๆ มาใช้ป้องกันการถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องยอมรับว่าการจะวางระบบให้ดีป้องกันแฮกเกอร์ได้ดี ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง และเป็นภาระให้ผู้ประกอบการ             พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า รมว.ดีอีเอส ได้ประสานสั่งการ สอท. ให้ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะกระทบการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 1 พ.ย. นี้             ล่าสุด ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว 2 ราย เป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีพบว่าแฮกเกอร์เป็นชาวต่างชาติ ใช้ชื่อคนไทยเปิดบัญชีหลอกลวงว่าเป็นบัญขีของโรงแรมต่างๆ โดยทางตำรวจกำลังขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลัง กรณีลักษณะนี้ผู้กดเงินออกจากบัญชี ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวชายแดน หรือนอกประเทศ             “เราจะเร่งรัดติดตามคนร้ายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี และพยายามติดตามเงินกลับมาให้ได้ เพราะความเสียหายนี้กระทบกับกิจการโรงแรม โดยโรงแรมอื่นๆ ที่มีปัญหานี้ สามารถติดต่อกลับมาที่ สอท. และช่องทางอีเมล์/โซเชียลของ สอท. หรือโทรร้องเรียนมาตามเลขหมาย ดังนี้ โทร.1212 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ของกระทรวงดิจิทัลฯ) โทร.1599 (ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และโทร.1441 (สายด่วนตำรวจไซเบอร์)” พล.ต.ต.รณชัยกล่าว   _______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.