Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS ให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับเฟส 4 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย ธนาคารกรุงไทย พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีประชาชนได้รับ SMS กล่าวถึงประเด็นเรื่องการลงทะเบียนรับสิทธิ์ โครงการคนละครึ่ง เฟส 4 นั้น ทางธนาคารกรุงไทย ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างโครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS หลอกขอข้อมูลส่วนตัว โดยส่ง Link ปลอม ให้กรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน และนำไปทุจริตโอนเงินออกจากบัญชีลูกค้า ซึ่งธนาคารกรุงไทยไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลบัตรเดบิต ของประชาชนโดยการส่ง SMS แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสำคัญทางการเงินที่ไม่ควรเปิดเผย เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสหลังบัตร เลขหน้าบัตรเดบิต 16 หลัก วันหมดอายุ รหัส Pin เลข CVV 3 ตัว และรหัส OTP หากในกรณีที่ประชาชนหลงให้ข้อมูลไปแล้ว สามารถแจ้งไปยัง ธนาคารกรุงไทย Contact Center โทร. 02 111 1111 หรือ ตำรวจในพื้นที่เพื่อแจ้งความดำเนินคดี และสายด่วน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โทร. 1155, 1599 และ สายด่วน ปปง. โทร. 1710            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหากประชาชนมีความสนใจรับทราบข่าวสารหรือผลิตภัณฑ์ของธนาคาร สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ www.krungthai.com เฟซบุ๊ก Krungthai Care หรือโทร Contact Center โทร 02-111-1111 นอกจากนี้หากประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด เบาะแสการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางโซเชียลต่างๆ สามารถแจ้งเข้ามาได้ผ่านช่องทาง ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และโทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 รวมทั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์โทร. 1212 เพื่อจะประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   ________________

       “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบไลน์กำลังเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมในการแพร่กระจายข่าวปลอม ห่วงคนไทยหลงเชื่อ เพราะไม่รู้เท่าทัน แนะผู้รับข่าวสารตรวจสอบให้รอบด้านก่อนเชื่อและแชร์            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไลน์ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 50 ล้านคน หรือเกินครึ่งประเทศ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงว่าผู้ไม่หวังดีจะหันมาใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้มากขึ้น เพื่อกระจายข่าวปลอม เมื่อมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อก็เกิดการแชร์ต่อๆ กันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์รู้ไม่เท่าทันผู้สร้างข่าวปลอม จนอาจสร้างความตื่นตระหนักในวงกว้าง และแพร่กระจายความเสียหาย            จากสรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15-21 ต.ค. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,564,020  ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ(Verify) จำนวน 217 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 114 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 49 เรื่อง           สำหรับช่องทางหลักๆ ที่พบจำนวนข้อความที่ต้องคัดกรองและตรวจสอบ อันดับ 1 ยังมาจากระบบ social listening มากกว่า 90% ตามมาด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลของศูนย์ฯ ได้แก่ ไลน์ทางการ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าในส่วนของการมอนิเตอร์และการแจ้งเบาะแสผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล จำนวนข้อความที่ต้องคัดกรอง และข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบ จะมาจากเบาะแสที่ได้จากช่องทางไลน์มากที่สุด            สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก รอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ เรื่องโครงการคนละครึ่ง ส่ง SMS ให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับเฟส 4 เรื่องตำรวจปฏิเสธการรับแจ้งความ จากเหตุการณ์ที่ชาวต่างชาติพลัดตกบ่อน้ำพุร้อน และเรื่องพบแอปฯ ดูดเงินจากบัญชีธนาคารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลจากธนาคารรั่วไหล มีผู้เสียหายจำนวนมาก ตามลำดับ           ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _______________

      ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราต่างปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นแบบ New Normal รวมไปถึงการทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น จึงพบมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ จำนวนมาก  มีผู้เสียหายหลายรายถูกมิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวบัญชีธนาคาร/บัตรเดบิต โดยมิจฉาชีพจะทำการหักเงินออกจากบัตรเดบิตผ่านเครื่องEDC หรือเครื่องรูดบัตร แต่ไม่มี SMS แจ้งเตือนไปยังเจ้าของบัตร         แนวทางการรับมือเมื่อเงินหายไปจากบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ 1. แจ้งอายัดบัตรเดบิต/เครดิตทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเลขหน้าบัตร รวมถึงรหัส cvv ไปใช้ 2. ติดต่อ call center ของธนาคารต้นเรื่อง และดำเนินการตามขั้นตอนธนาคารเพื่อปฏิเสธการจ่ายรายการหรือธุรกรรมต่าง ๆ ที่ผิดปกติ 3. เก็บหลักฐานทั้งหมดที่ได้รับ เช่น SMS หน้าจอ วงเงิน statement ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ          สำหรับผู้ที่ยังไปเจอเหตุแบบนี้ แนวทางป้องกันไว้ก่อนคือ 1. ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัวหรือให้ข้อมูลสำคัญทางธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมล หรือแอปพลิเคชัน/เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น แอปพลิเคชันสินเชื่อให้เงินกู้ เกมออนไลน์ 2. กำหนดวงเงินการใช้จ่ายของบัตรเดบิต/บัตรเครดิต ให้เหมาะสมเพื่อจำกัดมูลค่าความเสียหาย บางกรณีอาจเลือกตั้งค่าวงเงินให้ต่ำสุดที่ระบบรองรับได้ และปรับแต่งอีกครั้งเมื่อมีการเรียกใช้งาน 3.ใช้ช่องทางการแจ้งเตือนการทำธุรกรรม เช่น แจ้งยอดการเคลื่อนไหวของบัญชีออมทรัพย์/ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตผ่าน SMS การตั้งค่าเตือนผ่านแอปพลิเคชัน 4. หมั่นสังเกตเงินในบัญชีตนเองว่ามียอดลดลงหรือไม่ หรือพบการใช้งานที่ผิดปกติรีบติดต่อ call center หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรโดยด่วนเพื่อแจ้งตรวจสอบ/แก้ไขการทำธุรกรรมในทันที 5. หากได้รับการประสานจากธนาคารถึงความผิดปกติทั้งจากทางอีเมล หรือโทรศัพท์ เช่น การล็อกอินเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ การเปลี่ยนข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีบัตร ให้รับทราบ และประสานกลับตามช่องทาง call center ปกติของธนาคาร เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นช่องทางจากธนาคารจริง หากเป็นการแจ้งจากธนาคารจริง ให้เฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เช่น การนำรหัสผ่านไปใช้งานต่อ การเปลี่ยนอาจมีการฝังมัลแวร์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้งานเพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมตลอดเวลา         อ่านต่อ https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/Secure-e-Payment.aspx___________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ประเด็นเรื่อง พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ มีผลติดเชื้อโควิด-19 ทุกราย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ ผลตรวจติดเชื้อโควิดและมีอาการทุกราย ส่วนผลตรวจ ATK ตรวจไปกว่า 4.8 หมื่นราย พบติดเชื้อกว่า 2 พันรายนั้น ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ตได้ทำการตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม – 21 ตุลาคม 2564 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใน Phuket Sandbox จำนวน 53,120 คน พบติดเชื้อ 171 ราย คิดเป็นเพียง0.3 % ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ได้ติดโควิด19 ทุกราย ตามที่โพสต์ดังกล่าวระบุ            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://pr.prd.go.th/phuketหรือโทร. 076-216118  ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ______________






      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติประเด็นเรื่อง กทม. เตรียมรับมือพายุถล่มหนักที่สุด วันที่ 26 ต.ค. – 12 พ.ย. 64 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ            กรณีการแชร์คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ว่าพายุจะถล่มกรุงเทพมหานคร หนักที่สุดในช่วงวันที่ 26 ต.ค. – 12 พ.ย. 64 ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าวชี้แจงว่า ในช่วงวันที่ 24 – 29 ต.ค. 64 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนน้อย ส่วนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง  อนึ่ง ในช่วงวันที่ 24 – 26 ต.ค. 64 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณ ทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่าง คาดว่าในช่วงวันที่ 27 – 29 ต.ค. 64 จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนล่าง เมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม อาจจะอ่อนกำลังลงก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง และจะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนขึ้นฝั่ง หย่อมความกดอากาศต่ำที่จะก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ช่วงวันที่ 25 – 28 ต.ค.64 ซึ่งจากแบบจำลองบรรยากาศนี้ โอกาสเกิดขึ้นได้และจะแรงขึ้นเนื่องจากยังอยู่ในทะเลเปิด แต่จะแรงขึ้นถึงเป็นพายุหมุนเขตร้อนได้หรือไม่ ต้องติดตาม  ซึ่งอุปสรรคที่สำคัญของการก่อตัวครั้งนี้คือ มีมวลอากาศเย็นหรือความกดอากาศสูงอยู่ด้านหน้า ซึ่งแผ่ปกคลุมบ้านเรา และลมที่พัดปกคลุมจะเป็นลมทิศเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ (อากาศแห้ง) ส่วนการตั้งชื่อต้องได้ชื่อ ตามข้อตกลงของ RSMC โตเกียว ซึ่งรับผิดชอบในแถบมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันตกและทะเลจีนใต้ชื่อพายุลูกใดแรงขึ้นก่อนจะได้ชื่อว่า หมาเหล่า (MALOU) ลูกต่อไปจะไล่เรียงตามลำดับ ขอให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นระยะๆ อย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือในช่วงวันที่ 23 และ 28 ต.ค. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศ ไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่ อาจจะเกิดขึ้นได้ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจท่าให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ  และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์http://www.tmd.go.th Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน  1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ________________


รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๔)


        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วมกับ ผบก.สอท.1 กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมกักตัว (AQ) 19 แห่ง ประกาศล่าตัวแฮกเกอร์สวมรอยหลอกลูกค้าโรงแรมโอนเงิน เตรียมหารือ สพธอ. และดีป้า เสริมแกร่งผู้ประกอบการติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันแฮกเกอร์เจาะระบบ             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้กระทรวงดิจิทัลฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปกป้องคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อภัยทางไซเบอร์             วันนี้ (27 ต.ค. 64) นางสาวพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.พปชร. นำตัวแทนกลุ่มชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมิติใหม่ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนแก่ รมว.ดีอีเอส และ พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อประสานงานปราบปรามและจับกุมกระบวนการหลอกลวงผ่านทางอินเทอร์เน็ตในระบบการกักกันตนทางเลือก(Alternative Quarantine : AQ)             โดยจากคำร้องเรียนของตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม  พบว่า ปัจจุบันมีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นโรงแรมต่างๆ ในระบบการกักกันตนทางเลือก (AQ) เพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ที่มีความประสงค์กักตนชำระค่าห้องพัก และบริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของตน โดยแอบอ้างว่าเป็นช่องทางที่ดำเนินการโดยโรงแรม และมีความต้องการเข้าถึงฐานข้อมูลของโรงแรม และให้ผู้ที่มีความประสงค์กักตัวชำระค่าใช้จ่าย ล่าสุด มีโรงแรมที่ได้รับความเสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 19 แห่ง มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า แฮกเกอร์มีการใช้โปรแกรมสปายแวร์ (Spyware) เจาะระบบโรงแรม ทำอีเมล์ปลอมซ้อนอีเมล์ของโรงแรม เมื่อมีการจองโรงแรมผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แฮกเกอร์ก็จะปลอมเป็นพนักงาน หลอกให้นักท่องเที่ยวที่จองห้องพักเข้ามาโอนเงินเข้าบัญชีของแฮกเกอร์ สร้างความเสียหายให้กับทั้งนักท่องเที่ยวที่สูญเงิน และโรงแรมที่สูญเสียโอกาสและรายได้ ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการโรงแรมที่ประสบความเดือดร้อนจากจากสถานการณ์โควิด-19             “กระทรวงดิจิทัลฯ ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ เพราะโรงแรมเป็นธุรกิจสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย และห่วงใยนักท่องเที่ยว ที่เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินแล้วไม่มีคนไปรับ เพราะผู้ที่ติดต่อด้วยคือแฮกเกอร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นอกจากเป็นการฉ้อโกงทั้งกับประชาชนผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ และโรงแรมที่ถูกแอบอ้างชื่อ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแก่การท่องเที่ยวไทย ที่กำลังจะเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย นี้ด้วย ดังนั้นเราและตำรวจไซเบอร์จะร่วมดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด โดยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง” นายชัยวุฒิกล่าว            อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการโรงแรม ต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ให้ทันสมัยติดตั้งโปรแกรมป้องกันการถูกแฮกระบบ (Anti-Spyware) และอีเมล์ของโรงแรม ต้องมีระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้าถึงและเข้ดามาใช้งาน             ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ จะเร่งรัดออกมาตรการและมีการให้ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อรับมือเทรนด์ภัยคุกคามยุคใหม่ผ่านออนไลน์/ไซเบอร์ โดยหารือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้เข้ามาช่วยให้ความรู้และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลกโซเชียลมีเดีย หรือในโลกระบบคอมพิวเตอร์ที่มีภัยคุกคามจากแฮกเกอร์             ขณะที่ ในฝั่งหน่วยงานหลักของกระทรวงฯ ที่ดูแลด้านไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปีนี้ ก็จะพยายามขับเคลื่อนงานนี้ให้เป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องกำลังคน เจ้าหน้าที่ งบประมาณ เพราะถ้ามีทรัพยากรเหล่านี้พร้อม ก็จะสามารถออกไปช่วยให้ความรู้ ช่วยผู้ประกอบการสามารถเสริมสร้างระบบคอมพิวเตอร์ให้เข้มแข็ง              “การที่ผู้ประกอบการเข้ามาร้องเรียนในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับภาคธุรกิจที่มีเว็บไซต์ มีอีเมล์ในการติดต่อกับลูกค้าให้ทราบว่า มีการเจาะเข้ามาในระบบได้ และมีการปลอมตัวเข้ามาเป็นพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของธุรกิจเรา แล้วหลอกให้คนโอนเงินเข้ามา สร้างความเสียหายกับธุรกิจอย่างมาก ลูกค้าก็เสียหาย ธุรกิจก็เสียหาย” นายชัยวุฒิกล่าว             นอกจากนี้ ยังเตรียมศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางสนับสนุนการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการโรงแรม ในการติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ โดยอาจหารือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษกิจดิจิทัล  (ดีป้า) หน่วยงานในสังกัด หรือนำเสนอของบสนับสนุนจากกองทุนดีอี โดยมองว่าในเบื้องต้น รัฐก็ควรส่งเสริมช่วยผู้ประกอบการให้หาซอฟต์แวร์ดีๆ มาใช้ป้องกันการถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องยอมรับว่าการจะวางระบบให้ดีป้องกันแฮกเกอร์ได้ดี ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง และเป็นภาระให้ผู้ประกอบการ             พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า รมว.ดีอีเอส ได้ประสานสั่งการ สอท. ให้ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะกระทบการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 1 พ.ย. นี้             ล่าสุด ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว 2 ราย เป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีพบว่าแฮกเกอร์เป็นชาวต่างชาติ ใช้ชื่อคนไทยเปิดบัญชีหลอกลวงว่าเป็นบัญขีของโรงแรมต่างๆ โดยทางตำรวจกำลังขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลัง กรณีลักษณะนี้ผู้กดเงินออกจากบัญชี ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวชายแดน หรือนอกประเทศ             “เราจะเร่งรัดติดตามคนร้ายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี และพยายามติดตามเงินกลับมาให้ได้ เพราะความเสียหายนี้กระทบกับกิจการโรงแรม โดยโรงแรมอื่นๆ ที่มีปัญหานี้ สามารถติดต่อกลับมาที่ สอท. และช่องทางอีเมล์/โซเชียลของ สอท. หรือโทรร้องเรียนมาตามเลขหมาย ดังนี้ โทร.1212 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ของกระทรวงดิจิทัลฯ) โทร.1599 (ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และโทร.1441 (สายด่วนตำรวจไซเบอร์)” พล.ต.ต.รณชัยกล่าว   _______________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เรื่อง พายุใต้ฝุ่นโมลาเบ เตรียมเข้าไทย 28-30 ต.ค. นี้ พื้นที่ภาคอีสานได้รับผลกระทบทั้งหมด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า แรงสุดในรอบปี! พายุใต้ฝุ่นโมลาเบ จ่อเข้าไทย 28-30 ต.ค. นี้ อีสานโดนทั้งภาคนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าว และชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุ “โมลาเบ” เป็นพายุที่เกิดขึ้น เมื่อปี 2563 ซึ่งพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ในช่วงวันที่ 24-27 ต.ค. 64 บริเวณ ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและ ทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลงแต่ยังคงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนน้อย  ในช่วงวันที่ 28-30 ต.ค. 64 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนระลอกใหม่จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและ ทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก สำหรับลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยตลอดช่วง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนล่างในช่วงวันที่ 27-28 ต.ค. 64              ในช่วงวันที่ 23 และ 28 ต.ค. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์http://www.tmd.go.th Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.