Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เรื่อง พายุใต้ฝุ่นโมลาเบ เตรียมเข้าไทย 28-30 ต.ค. นี้ พื้นที่ภาคอีสานได้รับผลกระทบทั้งหมด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า แรงสุดในรอบปี! พายุใต้ฝุ่นโมลาเบ จ่อเข้าไทย 28-30 ต.ค. นี้ อีสานโดนทั้งภาคนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าว และชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุ “โมลาเบ” เป็นพายุที่เกิดขึ้น เมื่อปี 2563 ซึ่งพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ในช่วงวันที่ 24-27 ต.ค. 64 บริเวณ ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและ ทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลงแต่ยังคงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนน้อย  ในช่วงวันที่ 28-30 ต.ค. 64 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนระลอกใหม่จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและ ทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก สำหรับลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยตลอดช่วง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนล่างในช่วงวันที่ 27-28 ต.ค. 64              ในช่วงวันที่ 23 และ 28 ต.ค. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์http://www.tmd.go.th Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   _______________


            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส มอบหมายให้นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีปฎิบัติหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประชุมด่วน กสทช.-ผู้ให้บริการมือถือ ขานรับข้อสั่งการรองนายกฯ เข้มบังคับใช้กฎหมายเอสเอ็มเอสหลอกลวง-ฉ้อโกง ถ้าพบสั่งบล็อกทันที พร้อมเร่งดำเนินคดีตามกฎหมาย               วันนี้ (28 ต.ค. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ได้มีมอบหมายนายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีปฎิบัติหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ประชุมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทุกราย ให้กวดขันการส่งเอสเอ็มเอส               นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีปฎิบัติหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้หน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำงานเชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโซเชียลและการสื่อสาร รวมทั้งดูแลการบังคับใช้กฎหมายให้เรียบร้อยและเข้มข้นขึ้น              ทั้งนี้ นายทศพล กล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือร่วมกับนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ และรักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และผู้ประกอบการโทรคมนาคม 9 ราย เกี่ยวกับการติดตามและกำกับดูแลกรณีมิจฉาชีพส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ที่ครอบคลุม เอสเอ็มเอสที่มีเนื้อหาในลักษณะหลอกลวง การชักชวนเล่นพนันออนไลน์ และลามกอนาจาร ตลอดจนเอสเอ็มเอสเงินกู้ ซึ่งในประเภทหลังนี้จะมีการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อตรวจสอบผู้ส่งที่เป็น white list ต่อไป               ทั้งนี้ ผลการหารือในครั้งนี้ จะนำไปสรุปเป็นแนวทางในการดำเนินการและปฎิบัติในเชิงรุกต่อไป โดยเบื้องต้นเตรียมจัดทำข้อกำหนดเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อความ และกำหนดชื่อผู้ส่งข้อความ (sender name) ซึ่งผู้ให้บริการมือถือ ต้องมีระบบยืนยันตัวตนของลูกค้าที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ข้อความและชื่อผู้ส่งต้องแจ้งผู้ให้บริการทราบก่อน ลูกค้ากำหนดโดยอิสระไม่ได้ ชื่อผู้ส่งต้องไม่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ และหาชื่อตรง/คล้ายกับชื่อบริษัทหรือเครื่องหมายการค้า ต้องขอเอกสารในการรับรองหรือยินยอมจากเจ้าของชื่อบริษัท/เครื่องหมายการค้านั้นๆ รวมทั้ง ข้อความไม่ควรมี link เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อการกระทำผิด                นอกจากนี้ ยังหารือถึงแนวปฏิบัติในการรวบรวมข้อมูล และการดำเนินการกรณีพบข้อความผิดกฎหมาย ที่จะใช้ในการดำเนินการของผู้ให้บริการโทรคมนาคม สอท และ กสทช.  ดังนี้ 1.ผู้ให้บริการส่ง sender name ให้สำนักงาน กสทช. รวบรวม 2.หากตำรวจต้องการข้อมูลของผู้ส่งข้อความจาก sender name ที่กระทำผิดกฎหมาย จะได้ประสานสำนักงาน กสทช. เพื่อขอทราบผู้ให้บริการที่เป็นต้นทาดังกล่าว ก่อนออกหมายฯ เพื่อขอข้อมูลของผู้ส่งข้อความ ไปยังผู้ให้บริการ และ 3.สำนักงาน กสทช. จะแจ้งผู้ให้บริการทราบกรณีการขอหมายฯ จากตำรวจเพื่อให้ผู้ให้บริการเตรียมข้อมูล โดยเมื่อผู้ให้บริการได้รับหมายแล้ว จะต้องให้ข้อมูลแก่ตำรวจโดยไม่ชักช้า               สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ได้แก่ แนวทางการจัดทำ White list sender แนวทางการดำเนินการสำหรับข้อความที่ต้องมีการตรวจสอบเนื้อหา และแนวทางดำเนินการสำหรับข้อความที่เป็นการโฆษณา               นายทศพล กล่าวว่า ปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ทำได้สะดวก รวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ช่องทางเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการส่งข้อความหลอกลวง หรือลิงค์หลอกดูดข้อมูลส่วนตัวเข้ามาทางเอสเอ็มเอสผ่านมือถือ จึงอยากประชาชนรอบคอบ ไม่กดอ่านข้อความหรือคลิกลิงค์จากคนไม่รู้จัก รวมทั้งศึกษาทำความเข้าใจ เพิ่มความระมัดระวังการทำธุรกรรมออนไลน์ หมั่นตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ               โดยที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้มีการประสาน กสทช. และผู้ให้บริการมือถือทุกค่าย ให้คอยตรวจสอบผู้ที่มาใช้บริการส่งเอสเอ็มเอสไปถึงประชาชน ว่าธุรกิจมีความถูกต้อง ถูกกฎหมาย หรือมีความเหมาะสมหรือไม่ หากพบว่าเป็นการส่งเอสเอ็มเอสที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมาย ก็ให้บล็อกหรือปิดกั้นทันที ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับหลักการนี้แล้ว               “สำหรับในภาคผู้ประกอบการ และ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลผู้ให้บริการมือถือ ถ้ามีการปล่อยปละละเลยถือว่ามีการกระทำผิด เพราะเอสเอ็มเอสเป็นการส่งกันเองจะไปโทษคนอื่นไม่ได้ต้องรับผิดชอบด้วย จะอ้างว่าเป็นลูกค้ามาใช้บริการแล้วไม่รับผิดชอบเลยไม่ได้ เพราะขั้นตอนในการส่งข้อความดำเนินการผ่านระบบของผู้ให้บริการทุกขั้นตอน ถ้าเอาผิดตามกฎหมายก็ผิดกันหมด” นายทศพลกล่าว                ขณะที่ ในส่วนของประชาชน กรณีพบเอสเอ็มเอสที่ไม่เหมาะสม ให้รีบแจ้งมายัง กสทช. หรือกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและปิดกั้นให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ก็มีระบบ social listening คอยเฝ้าระวังเช่นกัน   *********************

          “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง มองนโยบายเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้ ตัวแปรลดจำนวนข่าวปลอมโควิด เพราะประชาชนเริ่มหันมาสนใจปัญหาเศรษฐกิจและนโยบายรัฐมากขึ้น             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมตลอดช่วงสัปดาห์นี้ (22-28 ต.ค.64) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เริ่มเห็นแนวโน้มปัญหาข่าวปลอมเกี่ยวกับโควิดยังคงลดลงต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของจำนวนข่าวปลอม และความสนใจของประชาชนที่มีต่อข่าวปลอมโควิด ปัจจัยส่วนหนึ่งอาจมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง อีกทั้งรัฐบาลประกาศเดินหน้าเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นี้ ความสนใจของประชาชนจึงเริ่มหันมาที่ประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายรัฐมากขึ้น             โดยจากข้อมูลรอบสัปดาห์ล่าสุดของศูนย์ฯ พบว่า มีข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 11,464,623 ข้อความ หลังคัดกรองแล้ว พบว่ามีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 208 ข้อความ โดยเป็นจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด  111 เรื่อง โดยจำนวน 59 เรื่อง เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด-19             สำหรับภาพรวมของจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 111 เรื่อง สัปดาห์ล่าสุดนี้มากกว่า 50% เป็นข่าวในกลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการ/ความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีจำนวน 60 เรื่อง รองลงมาเป็นข่าวกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ 41 เรื่อง กลุ่มภัยพิบัติ 9 เรื่อง และกลุ่มเศรษฐกิจ 1 เรื่อง             ทั้งนี้จากการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 54 เรื่อง พบว่ามีสัดส่วนของเฟคนิวส์ (ข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือน) และข่าวจริงในระดับใกล้เคียงกัน โดยในส่วนของข่าวจริงนั้นรวมถึงข่าวเรื่อง ครม.อนุมัติ ร่างพ.ร.ฎ.ควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ดูแลผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ-ผู้ขาย              ขณะที่ ข่าวปลอมซึ่งมีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ผู้ว่าฯ จังหวัดภูเก็ต แอบลักลอบนำมุสลิมต่างด้าวเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย อันดับ 2 กทม. เตรียมรับมือพายุถล่มหนักที่สุด วันที่ 26 ต.ค. - 12 พ.ย. 64 และอันดับ 3 ปตท. รายได้สูงถึง 3 ล้านล้านบาท/ปี แต่นำส่งเข้ารัฐแค่ 1% เท่านั้น              “ประชาชนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันแก้ปัญหาข่าวปลอมได้ โดยเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน” นางสาวนพวรรณกล่าว   ***********************

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส แถลงร่วม 4 กระทรวง ชูนวัตกรรมดิจิทัลปฏิรูประบบสาธารณสุขผ่านโครงการ “ยุติโรคระบาดด้วยนวัตกรรม โดยการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ (EPI)” เน้นย้ำความปลอดภัยข้อมูลผู้ป่วยด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐาน ISO 27001 และมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระดับสากลที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  กล่าวระหว่างร่วมงานประชุมการปฏิรูประบบสาธารณสุข Big Rock 1 “ยุติโรคระบาดด้วยนวัตกรรม โดยการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ (EPI : Ending Pandemics through Innovation)” วันนี้ (31 ต.ค. 64) ว่า กระทรวงดิจิทัลฯภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้กระทรวงดิจิทัลฯ ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสาธารณสุข             ทั้งนี้ การจัดทำและขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสาธารณสุข Big Rock 1 “ยุติโรคระบาดด้วยนวัตกรรม โดยการเชื่อมต่อฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบบูรณาการ (Ending Pandemics through Innovation Program)” เป็นความร่วมมือระหว่าง 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบและแพลตฟอร์ม  เพื่อรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ (Health Link) ประชาชนและบริการในอนาคต ยกระดับงานบริการสาธารณสุขของประเทศไทย           “การก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างมากในระบบสุขภาพโลก โครงการฯ นี้ จึงเป็นการนำเทคโนโลยีไอซีที มาเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมชุมชนเข้ากับระบบบริการสุขภาพ ระหว่างประชาชนและแพทย์ผู้ดูแล นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชนรู้อาการของโรคที่เป็น วิธีที่จะได้รับการรักษา รู้ถึงสิทธิที่ตนพึงได้รับการบริการด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพ เป็นธรรม และปลอดภัย” นายชัยวุฒิกล่าว            ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Government Big Data Institute : GBDi)  ร่วมกับหน่วยงานภายใต้ สธ. และ อว. ดำเนินการศึกษา ออกแบบ พัฒนา และให้บริการระบบสารสนเทศ สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพระดับชาติให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยเฉพาะการนำข้อมูลระดับมหภาค มาประกอบการตัดสินใจในการวางแผน และพัฒนานโยบายด้านสุขภาพ รวมทั้งบริหารจัดการกับแนวโน้มด้านสุขภาพในอนาคต             ดังนั้น การพัฒนามาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบ จึงเป็นแนวคิดสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านข้อมูลสุขภาพของประเทศ อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา การเบิกจ่ายประชาชนในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทั้งภายในและข้ามเครือข่ายบริการ โดยใช้แนวทางที่มีมาตรฐานมาช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้การใช้ระบบข้อมูลสุขภาพร่วมกันมีความราบรื่นระหว่างระบบ เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มคุณภาพการบริการแก่ประชาชนได้ในที่สุด           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า บทบาทของดีอีเอสในโครงการนี้ มีหน้าที่หลักในการออกแบบ พัฒนา และดูแลจัดการระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ โดยระบบ Health Link  ตั้งอยู่บนคลาวด์ของ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)  ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐานสากล ISO 27001 และใช้ Fast Healthcare Interoperability Resources (FHIR) จากองค์กร Health Level Seven (HL7) International ซึ่งเป็นมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก            ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนโครงการนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล ได้ทั่วถึงและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ประกันตนจะได้รับประโยชน์และการอำนวยความสะดวกอย่างยิ่ง หากข้อมูลเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกันตนก็จะสามารถเข้าการรักษาข้ามโรงพยาบาลได้ การเบิกจ่ายก็จะเป็นไปโดยง่าย   _____________

           เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุม top executives ครั้งที่ 10/2564 ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม ทั้งนี้ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าตามข้อสั่งการรัฐมนตรี สรุปการเตรียมการประชุม ครม. อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) รวมทั้งการบูรณาการการป้องกันและจัดการกับปัญหาข้อร้องเรียนและภัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมออนไลน์และข่าวปลอม การบูรณาการช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชน (Front end) และพัฒนาบริการ ของ 1212 อาสาจับตาออนไลน์ และ AFNC และการส่งต่อการทำงานกับ ปท.สป.ดศ. ปอท. และ สอท. (คณะกรรมการฯ/ AFNC) นอกจากนี้ยังได้หารือประเด็นการพัฒนาบทบาทและการทำงานของดิจิทัลจังหวัด (สถิติจังหวัด) ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ (สสช.) การผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน : การกระจายอำนาจ การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ท้องถิ่น เป็นต้น   *********************              

      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติประเด็นเรื่อง เตรียมรับมือพายุ 5 ลูก ที่จะส่งผลกระทบกับประเทศไทย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีการโพสต์ให้ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพายุ 5 ลูก ที่อาจส่งกระทบต่อประเทศไทยนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนในสัปดาห์นี้ (1 – 8 พฤศจิกายน 2564)พบว่ายังไม่มีสัญญาณการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน ที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทย แต่อย่างไรอาจจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปรากฏบริเวณทะเลจีนใต้ และอ่าวไทยในบางช่วงเวลา ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นได้ในระยะนี้  โดยพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2564 – 6 พฤศจิกายน 2564 พบว่าในช่วงดังกล่าว บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ส่งผลให้มีลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้            โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้ ส่วนในช่วงวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อนลงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง และมีอากาศเย็นในตอนเช้า สำหรับภาคใต้ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ตลอดช่วง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้าท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์http://www.tmd.go.th, Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง)  ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ___________


          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส หนุนผู้ประกอบการไทยเป็นเจ้าภาพ จัดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านรูปแบบออนไลน์ 24-26 พ.ย.นี้  เปิดเวทีรวมผู้ประกอบการกว่า 100 แบรนด์จากทั้งในไทยและต่างประเทศ คาดมีผู้เข้าร่วมชมงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 3,500 ราย               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ประเทศไทยเตรียมเปิดงานจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านดิจิทัลระดับอาเซียน ภายใต้ชื่องาน DigiTech ASEAN Thailand 2021 Online Event ในวันที่ 24-26 พ.ย. นี้ โดยเป็นการจัดงานผ่านรูปแบบออนไลน์ รวบรวมผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลกว่า 100 แบรนด์จากทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น เป็นต้น คาดว่าจะได้รับความสนใจและมีผู้เข้าชมงานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 3,5000 คนตลอดระยะเวลาจัดงาน             ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นหนี่งในผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ ร่วมกับหน่วยงานรัฐ และองค์กรภาคธุรกิจหลากหลายสาขา โดยงาน DigiTech ASEAN Thailand 2021 Online Event  จัดขึ้นภายใต้ธีม “Connecting You with the Global Tech and Digital Community” สนับสนุนการผลักดันการนำดิจิทัลมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ โดยในอีเว้นท์ออนไลน์นี้พร้อมนำเสนอโซลูชั่นล่าสุดเพื่อธุรกิจ ได้แก่ ซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัล  ดาต้าและคลาวด์ สมาร์ทโซลูชั่นส์และไอโอที รวมไปถึงเทคโนโลยี 5G และเครือข่าย อีกทั้ง เปิดเป็นเวทีพบปะของกลุ่มผู้ประกอบการและผู้ใช้เทคโนโลยี สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเรียนรู้จากสัมมนาออนไลน์             “ภารกิจของเราคือ การส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม มาใช้ในธุรกิจทุกรูปแบบ และยังสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มมูลค่า ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย แผนพัฒนาดิจิทัล 20 ปีของเราเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ  DigiTech ASEAN Thailand 2021 Online Event  จึงเป็นงานที่ทุกท่านจะได้เห็นและได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล งานนี้จึงถือว่าเป็นงานที่สนับสนุนพันธกิจของกระทรวงฯ” นายชัยวุฒิกล่าว              ทั้งนี้ Digitech ASEAN Thailand สนับสนุนโดยกระทรวงดิจิทัลฯ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, สมาคมศึกษาและพัฒนาโอเพ่นซอร์ส, สมาคมไทยไอโอที,  สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศฮ่องกง, สมาคมเทคโนโลยีอีเว้นท์ประเทศฮ่องกง, สมาคมการค้าดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย-อาเซียน, สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย, สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัล, เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย, สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของข้อมูลประเทศสิงคโปร์, สมาคมความปลอดภัยเครือข่ายประเทศญี่ปุ่น และสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไต้หวัน เป็นต้น              นอกเหนือจากงานแสดงสินค้าแบบออนไลน์แล้ว งานนี้ยังมีการจัดสัมมนาออนไลน์กว่า 60 หัวข้อและประเด็นที่น่าสนใจ มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมบรรยายทั้งในแง่มุมของแนวโน้มของอุตสาหกรรมและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยคาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์กว่า 1,000 ราย   *****************

           เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมรับฟังการนำเสนอร่างแผนปฏิบัติการ ระยะ 5 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง ในฐานะ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมการประชุม  ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการประชุมในครั้งนี้ เป็นการระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะนำข้อคิดเห็น /ข้อเสนอแนะ มาเป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการ ระยะ 5 ปี ของ สคส. ให้มีความสมบูรณ์ และเสนอต่อคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พิจารณาต่อไป ในการนี้ได้มีมูลนิธิพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ โดยสถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ (สปร.) เป็นที่ปรึกษาฯ ดำเนินโครงการฯ และที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างโครงสร้างองค์กร อัตรากำลัง  โครงสร้างเงินเดือน และแรงจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว   *****************              



1. เว็บไซต์เน็ตประชารัฐ2. เว็บไซต์การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเน็ตประชารัฐ (เว็บไซต์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ : Open Access Network)3. ผลงานเน็ตประชารัฐ4. ข้อมูลเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.