Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่ปรากฏ เว็บไซต์ www.thailandpass.org เป็นเว็บไซต์ของรัฐ เพื่อลงทะเบียนแจ้งการเดินทางเข้าประเทศไทย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ              กรณีที่ปรากฏเว็บไซต์ www.thailandpass.org โดยระบุว่าเป็นระบบลงทะเบียนแจ้งการเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น ทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บปลอมที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด โดยเว็บไซต์ Thailand Pass ของจริง ที่ได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อทดแทนระบบ COE นั้น คือเว็บไซต์ tp.Consular.go.th ซึ่งเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09.00 น.เป็นต้นมา              กระทรวงการต่างประเทศได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดเพื่อพัฒนาดูแลความเรียบร้อยของการเปิดใช้งานระบบ โดยในช่วงแรกนี้ได้รับรายงานปัญหาขัดข้องบ้าง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลแก้ไขอย่างใกล้ชิดแล้ว รวมทั้งได้รวบรวมปัญหาและข้อห่วงกังวลต่างๆ ของผู้ใช้งาน เพื่อนํามาปรับปรุงระบบต่อไป โดยจะมีการปรับปรุงเว็บไซต์ Thailand Pass ที่รองรับกับการใช้งานกับโทรศัพท์มือถือ              นอกจากนี้ กรมสารนิเทศและกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศยังได้ประชาสัมพันธ์ถึงขั้นตอน หลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบ Thailand Pass ให้กับสาธารณชนทราบมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทําอินโฟกราฟิก และรวบรวมคําถามที่พบบ่อย (FAQs) เป็นภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ รวมทั้งโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุลและเครือข่ายสื่อมวลชน อย่างแพร่หลายอีกด้วย ดังรายละเอียดปรากฏตาม https://www.matichon.co.th/foreign/news_3021396               เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการ แถลงข่าวรอบพิเศษ “Thailand Pass กับการเดินทางเข้าประเทศไทยภายหลังการเปิดประเทศ” (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) โดยมี ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) และนายจาตุรนต์ ไชยะคํา รองอธิบดีกรมการกงสุล เป็นวิทยากร และดําเนินรายการโดย นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ดังรายละเอียดปรากฏตาม https://www.facebook.com/ThaiMFA/videos/600211591016052/               ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่ www.mfa.go.th หรือโทร 02 2035000 ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ******************

           “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เผยข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม จับสัญญาณเฟคนิวส์โควิด แพ้ทางประเด็นข่าวการเมือง/เศรษฐกิจ แม้ยังมีการกระจายอยู่บนโซเชียล แต่ประชาชนเริ่มหมดความสนใจ               นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  29 ต.ค.-4 พ.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,707,080 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 229 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 122 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 79 เรื่อง               ทั้งนี้สัดส่วนมากกว่า 50% เป็นข่าวในกลุ่มนโยบายรัฐบาล และตามมาด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ/สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มภัยพิบัติ ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อและประชาชนส่วนใหญ่ ที่ให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง นโยบายรัฐ และเศรษฐกิจปากท้อง               โดยข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ม็อบ 29 ต.ค. 64 ตำรวจจับผู้ชุมนุมไปโรงพัก โดยใช้ความรุนแรงและทรมานร่างกาย อันดับ 2 ถอดวันออกพรรษาจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อลดความสำคัญทางพุทธศาสนา และอันดับ 3 ไปรษณีย์ไทย ติดต่อประชาชนผ่านไลน์ Post Family 15 ให้ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อแลกซื้อสินค้าลด 80%                ขณะที่ จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 61 เรื่อง โดยหลังการตรวจสอบเป็นข่าวจริงมากกว่า 20 เรื่อง ซึ่งรวมถึงข่าวเปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง เฟส 3 อีก 1.1 แสนสิทธิ 1 พ.ย. 64 และข่าวเตรียมเปิด ร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม วันที่ 15 พ.ย. นี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวประชาชน              “ประชาชนเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   *********************

           เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ผู้แทนจากสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะในช่วงที่ผ่านมา   ******************


           เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีปิดงาน “Seeds for the Future 2021” จัดโดย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ชั้น 34 อาคารจีทาวเวอร์ พระราม 9  โดยมีนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 15 คน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในโครงการ และตลอดหลักสูตรได้มีนักศึกษาจากประเทศอุซเบกิสถาน และเบลารุส เข้าร่วมในชั้นเรียนออนไลน์พร้อมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมระหว่าง 3 ประเทศ             สำหรับเนื้อหาในหลักสูตร เป็นการฝึกอบรมแบบเร่งรัดในระยะเวลา 8 วัน ประกอบด้วยหลักสูตรไอซีทีที่ถ่ายทอดสดมาจากสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยในเซินเจิ้น ประเทศจีน  โครงการนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญของหัวเว่ย  เพื่อการพัฒนาทักษะของนิสิตนักศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการทำงานทั้งในและต่างประเทศ             ระหว่างพิธีมอบประกาศนียบัตร นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีว่า “หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงฯ คือการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และด้วยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เราจึงได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคุณภาพสูงและส่งเสริมการพัฒนาอีโคซิสเต็มดิจิทัลที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน” พร้อมเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม รากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือการพัฒนาบุคลากรไอซีที กระทรวงฯ เชื่อว่าการศึกษาเชิงปฏิบัตินั้นสร้างประโยชน์มากมายแก่ผู้เรียนเมื่อพวกเขาเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน เราจึงพร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพบุคคลอย่าง “Seeds for the Future” นางสาวอัจฉรินทร์กล่าวสรุป   ***********************                

          เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนกระทรวงครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้ถ่ายทอดประกอบการจัดทำร่างแผนปฏิบัติราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566 – 2570 ให้มีความสอดคล้องในทิศทางที่เหมาะสม สำหรับแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1. ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (สศช.) 2. นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ. 2561 – 2580) (แผน DE) 3. แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565 4. แผนปฏิบัติการฯ เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G 5. แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2564 – 2570) และ 6. แผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (พ.ศ. 2564-2565) (อยู่ระหว่างทำกรอบ 2566 -2570) เป็นต้น พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้เตรียมกำหนดการประชุมเพื่อนำเสนอร่างยุทธศาสตร์กระทรวงฯ ซึ่งกำหนดการเบื้องต้นผ่านการประชุมออนไลน์ ภายในวันที่ 25 พ.ย. 64   **********************          


           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานงานแถลงข่าวประกาศทีมชนะการแข่งขัน Thailand Cyber Top Talent 2021 ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  โดยกระทรวงดิจิทัลฯร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด จัดการแข่งขัน Thailand Cyber Top Talent 2021 เพื่อเป็นเวทีเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อต่อยอดการพัฒนาทักษะป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ รองรับเป้าหมายการสร้างกำลังคนไซเบอร์ และแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านนี้ในระยะยาว               สำหรับการแข่งขันดังกล่าว ซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างมากมีผู้สมัครทั้งหมด 204 ทีม จำนวนกว่า 600 คน โดยมีผู้เข้าแข่งขันรอบ Final Round จำนวน 30 ทีม และมีผู้ชนะในระดับต่างๆ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษา หรือ Junior ระดับอุดมศึกษา หรือ Senior และระดับประชาชนทั่วไป (อายุไม่เกิน 30 ปี) หรือ Open โดยเงินรางวัลในการแข่งขันมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท พร้อมอุปกรณ์ IT และเกียรติบัตร ซึ่งถือเป็นเงินรางวัลสูงสุดของการแข่งขันทางด้านไซเบอร์ในประเทศไทย อีกทั้ง ผู้ชนะจากเวทีนี้ยังมีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน Cyber Sea Games ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พ.ย. นี้    **********************          


           เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2564 ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ถนนจักรพงษ์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในการนี้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ข้าราชการ พนักงาน และประชาชนเข้าร่วมพิธี โดยยอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพรระราชทานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2564 มียอดบริจาคทั้งสิ้น 3,862,940.08 บาท (สามล้านแปดแสนหกหมื่นสองพันเก้าร้อยสี่สิบบาทแปดสตางค์) พร้อมกันนี้ประธานในพิธีได้มอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนวัดชนะสงคราม และทุนการศึกษาโรงเรียนปรีย์ติธรรม วัดชนะสงคราม ในครั้งนี้ด้วย   **********************

        “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เปิดผลมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์นี้ พบคนไทยสนใจประเด็นเกี่ยวกับการเปิดประเทศ และอี-คอมเมิร์ซ             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 5-11 พ.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่า 2 ใน 3 ของอันดับข่าวที่ได้รับความสนใจมากสุดประจำสัปดาห์ ได้แก่ ข่าวเว็บไซต์ www.thailandpass.org เป็นเว็บไซต์ของรัฐเพื่อลงทะเบียนแจ้งการเดินทางเข้าประเทศไทย และข่าวรัฐบาลเรียกเก็บภาษี 7% จากผู้ใช้ paypal โดยปิดท้ายด้วยข่าวคำเตือนจากแพทย์ทั่วโลก ห้ามประชาชนฉีดวัคซีนโควิด-19 เพราะจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย            ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับกระแสความสนใจของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน เกี่ยวกับผลตอบรับนโยบายการเปิดประเทศ และพฤติกรรมความนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทย ที่ล่าสุดมีผลสำรวจการตลาดจากเอเยนซี่ชั้นนำทั้งระดับโลกและของไทย ยกให้นักช้อปชาวไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของโลก             ขณะที่ ในภาพรวมของการมอนิเตอร์รอบสัปดาห์ พบข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,550,495 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 213 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 108 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 52 เรื่อง           “สถานการณ์ข่าวปลอมช่วงที่ผ่านมาเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว ถือเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งในการทำงานของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่มุ่งสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องให้กับประชาชนและสังคมรู้เท่าทันข่าวปลอม และเราคาดหวังถึงการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และประชาชนก็เป็นภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือนี้” นางสาวนพวรรณกล่าว            ทั้งนี้ เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ประชาชนตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _____________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ผลักดันความร่วมมือ 19 องค์กร ลงนามเอ็มโอยูการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ผนึกกำลังทั้งภาคประชาชน องค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ และหน่วยงานรัฐ ยกระดับการคุ้มครองสิทธิของนักช้อปออนไลน์ไทยสู่มาตรฐานสากล            วันนี้ (15 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ว่า การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างองค์กรผู้บริโภค หน่วยงานส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ และหน่วยงานรัฐที่เห็นความสำคัญของการปกป้องและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่เห็นถึงการพัฒนาความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง ยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไทยไปสู่มาตรฐานสากล             ทั้งนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีการพัฒนาธุรกิจของสังคมโลก ไปสู่การซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ จนทำให้คนไทยซื้อสินค้า e-commerce มากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83 ของประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตและมีการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ร้อยละ 68 เป็นอันดับ 1 ของโลก สถิติเหล่านี้บ่งชี้ชัดเจนว่า การซื้อขายออนไลน์เป็นตลาดที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงโควิด -19 ที่ได้มีการขอความร่วมมือให้ประชาชน อยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ             “การทำธุรกิจออนไลน์เป็นการทำการตลาดตรงกับผู้บริโภค ดังนั้นรูปแบบการสื่อสารโฆษณาชวนเชื่อจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสกับสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อได้ และที่สำคัญในการซื้อสินค้า ผู้ซื้อไม่สามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ            ตลอดจนไม่รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงของสินค้าหรือบริการ ถือว่าเป็นความเสี่ยงของผู้บริโภคที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การหลอกขายสินค้า การได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามคำโฆษณา สินค้าเสียหาย รวมไปถึงปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว เป็นต้น” นายชัยวุฒิกล่าว              สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้มีผู้ร่วมลงนาม 19 องค์กร ประกอบด้วย ภาคประชาชนและองค์กร/หน่วยงานส่งเสริมด้านอี-คอมเมิร์ซ ได้แก่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค สมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย              ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู จํากัด บริษัทบิวตี้ นิสต้า จํากัด บริษัท ลาซาด้า จํากัด และบริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัดและหน่วยงานของรัฐด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลฯ ศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ฉบับเดิม ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดทำไว้เมื่อเดือนกันยายน 2562 โดยมีการลงนามร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ องค์กรผู้บริโภค หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจ ต่อมาเพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติจริงได้มากขึ้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงได้ทำงานร่วมกับETDA และ สสส. ดําเนินการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และปรับปรุงให้เอื้อต่อการปฏิบัติร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง               อีกทั้งมีการนำแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ของหน่วยงานสากลหลายฉบับเป็นกรอบในการปรับปรุง เพื่อให้เกิดระบบการกํากับดูแลกันเองระหว่างผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ กับผู้ประกอบการที่ใช้ตลาดออนไลน์ มุ่งสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างเท่าทันสถานการณ์              “บันทึกข้อตกลงฯ ฉบับนี้ ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ ทั้งการปฏิบัติต่อผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค การจัดให้มีช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัย ตลอดจนประเด็นนโยบายความเป็นส่วนตัวผู้ซื้อและผู้ขาย และการจัดให้มีระบบคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค ที่เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  อีกทั้ง ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์จะจัดให้มีช่องทางสำหรับเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย” นายชัยวุฒิกล่าว   _________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.