Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ปฏิบัติราชการนอกสถานที่ จ.กระบี่ เยี่ยมชมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรองรับนักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินที่ลานปูดำ และเกาะพีพี ปรับภูมิทัศน์ 2 แลนด์มาร์กจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของจังหวัด             วันนี้ (15 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ และเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564  ณจังหวัดกระบี่ โดยรมว.ดีอีเอส และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว  บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน บริเวณจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของ จ.กระบี่ 2 จุด ได้แก่ ลานปูดำ และเกาะพีพี โดยมีบมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ขานรับนโยบาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบนโนบายว่าให้แก้ปัญหาสายไฟและสายสื่อสารที่รกรุงรัง เพื่อปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า ให้เป็นสายสื่อสารลงดิน ลดผลกระทบจากความขัดข้องของสัญญาณ และปัญหาด้านการให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายการ ให้บริการโทรคมนาคม รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่สูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ            ทั้งนี้ รัฐบาลโดย NT จะเข้ามาลงทุนติดตั้งและเดินสายเคเบิ้ลสื่อสารที่เชื่อมเข้าไปถึงบ้านหรือจุดผู้ใช้งานปลายทาง และเปิดให้โอเปอเรเตอร์สื่อสารทุกรายเข้ามาเช่าใช้งาน ไม่ต้องไปลงทุนซ้ำซ้อน ไม่ต้องไปเดินสายสื่อสารใหม่ให้รกรุงรัง เพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้านทัศนียภาพของเมือง อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะเป็นการเช่าใช้ร่วมในระบบเดียวกัน และมีแนวคิดการหาทางออกร่วมกับผู้ให้บริการสื่อสาร ขณะที่กระทรวงฯ คงต้องมีการวางกฎเกณฑ์ในเรื่องของการเดินสายสื่อสารให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้รกรุงรัง หรือในพื้นที่ซึ่งสามารถลากสายสื่อสารลงใต้ดินทั้งหมดได้อย่างเช่น เกาะพีพี ก็จะไม่ให้มีการพาดสายบนเสาไฟฟ้าให้รกสายตา            “ในส่วนของโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน จุดท่องเที่ยวเกาะพีพี ครอบคลุมระยะทาง 3 กม. ใช้งบประมาณราว 12 ล้านบาท หลังแล้วเสร็จจะช่วยปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองให้ดูสวยงาม และไม่มีสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสารรกรุงรังที่บดบังทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยว” นายชัยวุฒิกล่าว            ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องเปิดประเทศ เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล เป็น 1 ใน 4 จังหวัดพื้นที่สีฟ้าสามารถเปิดการท่องเที่ยวได้เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัด อีกทั้งมีการเชื่อมต่อกับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ้นดามัน ที่ผ่านมากระบี่ เป็นหมุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจากข้อมูลสถิติด้านการท่องเที่ยวจังหวัดฯ พบว่าก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนกว่า 6 ล้านคนเมื่อปี 62 โดยเป็นสัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศถึงกว่า 4 ล้านคน             ขณะที่ จากข้อมูลของสำนักอุทยานแห่งชาติ ระบุว่าในปีงบประมาณ 62 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกของอุทยานแห่งชาติยอดนิยม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 80% และในปี 62 จัดเก็บรายได้จากค่าบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติได้มากกว่า 374 ล้านบาท   _________________

              เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เดินทางร่วมประชุม (ครม.) สัญจรนอกสถานที่ครั้งที่ 1/2564 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จ.กระบี่ หลังจากนโยบายเปิดประเทศครั้งแรก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมนิทรรศการ “โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน” ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม รองรับนักท่องเที่ยว และนิทรรศการของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน วันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีและ ครม. ได้สวมเสื้อปาเต๊ะ สีเหลือง ลวดลายลมหายใจกระบี่ เน้นอัตลักษณ์ลวดลายผ้าพื้นเมืองกระบี่จากพื้นถิ่นสู่ความร่วมสมัย ขณะที่คณะทำงานได้สวมใส่เสื้อเสื้อปาเต๊ะ สีฟ้า และสีอื่นๆ สลับกันไป ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาผ้าพื้นถิ่นจังหวัดกระบี่   ***********************        

            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ปฏิบัติงานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เผยสถานการณ์ข่าวปลอมภาคใต้มุ่งป่วน 2 หมวดหมู่ข่าว “นโยบายรัฐ-สุขภาพ” เตรียมขยายผลโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ปั้นคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ / ชุมชน ช่วยรัฐทำงานแก้ปัญหาข่าวปลอม               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรี ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน วันนี้ (16 พ.ย.64) ว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบนโยบายให้กระทรวงฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ขับเคลื่อนการทำงานคุ้มครองและดูแลประชาชน ให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ตลอดจนบูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของทุกกระทรวง บังคับใช้กฎหมายจริงจังในการหยุดยั้งข่าวปลอม               สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมเกี่ยวกับพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (1 ม.ค.- 28 ต.ค.64)  พบว่ามี 2 กลุ่มข่าว ได้แก่ หมวดผลิตภัณฑ์ สุขภาพ และหมวดนโยบายรัฐ/ความมั่นคง โดยหลักๆ จะเป็นข่าวปลอมที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นโควิด-19 รวมถึงภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์               ขณะที่ ภาพรวมข่าวปลอมภาคใต้ (กระบี่/ตรัง/พังงา/ภูเก็ต/ระนอง/สตูล) ในช่วงดังกล่าว พบการแชร์ข่าวปลอมซ้ำมากที่สุด จำนวน 5 ข่าว ดังต่อไปนี้ 1.บขส. แจ้งหยุดเดินรถทุกเส้นทางทั่วประเทศ 2.รายชื่อ 10 จังหวัด ล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางเข้า-ออก 3.ศบค. ประกาศเคอร์ฟิว เวลา 23.00 – 04.00 น. พื้นที่สีแดง 18 จังหวัด 4.จ.ภูเก็ต พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย และ 5.พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ มีผลติดเชื้อโควิด-19 ทุกราย                นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีกลไกในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังดูแล กลั่นกรอง ตรวจสอบ รวมถึงใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการปัญหาข่าวปลอม อีกทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริง ผ่านช่องทางออนไลน์/โซเชียลทางการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดตามรวมกันเกือบ 12 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ต.ค. 64)                 ได้แก่ เว็บไซต์ : https://www.antifakenewscenter.com มียอดผู้เข้าชมจำนวน 9,140,811 คน 2.เฟซบุ๊ก  Anti-Fake News Center มียอดผู้ติดตาม 89,036 คน 3.ทวิตเตอร์ @AfncThailand มียอดผู้ติดตาม 12,326 ผู้ติดตาม 4.บัญชีไลน์ทางการ @antifakenewscenter มียอดผู้ติดตาม 2,415,524 คน อีกทั้งมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสข่าวปลอมผ่านสายด่วน GCC1111 ต่อ 87                 “แนวทางทำงานเชิงรุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้น ควรมีการเร่งรัดสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมเชิงรุก ให้ครบทุกจังหวัด จัดทำหลักสูตรอบรมออนไลน์ เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เช่น สำนักข่าว สื่อมวลชน กลุ่มสมาคมวิทยุสมัครเล่น เครือข่าย อสม. เครือข่าย อสด. เครือข่ายอื่น ๆ และประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันแก้ไขขจัดปัญหาข่าวปลอมให้ลดลงไป และดึงประชาชนมามีส่วนร่วมสนับสนุนข่าวสารทางราชการ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องทันกับสถานการณ์ กระจายออกให้เร็วและมากที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว                  นอกจากนี้ ขยายการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ในการตรวจสอบข่าวท้องถิ่นกับสื่อมวลชน ให้มีการร่วมกันตรวจสอบปลอม ตรวจสอบการเผยแพร่ของสื่อมวลชนด้วยกันเอง ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรู้เท่าทันข่าวปลอมในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร่วมกับนักเรียน นักศึกษา เพื่อปลูกฝังการรับมือและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม                  ทั้งนี้ ในส่วนของเครือข่าย อสด. ซึ่งมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจสร้างการรับรู้ข่าวปลอมในระดับพื้นที่/ชุมชน รวมทั้งเป็นช่องทางร่วมสนับสนุนข่าวสารราชการ และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้กระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็วนั้น กระทรวงฯ ได้สนับสนุนความต่อเนื่องของโครงการการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ที่ขยายลงมาถึงการพัฒนาอาสาฯ ในระดับหมู่บ้าน ดึงคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม                  ทั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากวัตถุประสงค์เริ่มต้นในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสา มีความสนใจด้านดิจิทัล ให้ทำหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ถูกต้อง ส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในพื้นที่ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล “เน็ตประชารัฐ” ที่รัฐบาลจัดสร้างให้ครอบคลุมทั่วประเทศ                  เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่มีส่วนช่วยสร้างบุคลากร ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ลดความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม และลดการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตั้งเป้าหมายว่าควรมีการพัฒนา อสด. ประจำหมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ   *********************

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กระบี่ รับฟังความคืบหน้ากรมอุตุฯ–ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพิ่มรายได้ประชาชน ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และประกอบอาชีพ              วันนี้ (16 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายมูซาคาน เดเช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการภูมิภาค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด  พร้อมติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ตลอดจนต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และการประกอบอาชีพ              โดยในโอกาสนี้ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของโครงการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่” ภายใต้การดำเนินงานของ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด              ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อขยายเครือข่ายด้านอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้ครอบคลุมกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่ โดยนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์อากาศไปใช้ในภารกิจต่างๆ ของประชาชน เกษตรกร นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งในด้านการวางแผนเพื่อทำกิจกรรม การประกอบอาชีพ และการเพิ่มมูลค่าจากข้อมูลอุตุนิยมวิทยา              โดยจะมีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชน หน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการในพื้นที่ เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยา และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยา สร้างคนต้นแบบจากผู้ที่ผ่านการอบรม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีเป้าหมายขยายเครือข่ายด้านอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่จังหวัดกระบี่ให้ครอบคลุมกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่               สำหรับโครงการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่” ดำเนินการโดยสถานีอุตุนิยมวิทยากระบี่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยในปีงบประมาณ 65 ได้คัดเลือกต้นแบบเครือข่ายอุตุนิยมวิทยา ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของจังหวัดกระบี่ จำนวน 5 ราย ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และด้านการประมง                “กระบี่ เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีภูมิประเทศและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ธุรกิจการท่องเที่ยว จึงเป็นหนึ่งในจุดเด่นของจังหวัดกระบี่ ขณะที่ ประชาชน มีการประกอบอาชีพด้านการประมงและการเกษตรเช่นเดียวกับจังหวัดใกล้เคียง กรมอุตุนิยมวิทยาได้เห็นความสำคัญของการนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาไปปรับใช้ในระดับพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด” นายชัยวุฒิกล่าว                 นอกจากนี้ ยังได้รับฟังผลการดำเนินงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในการนำศักยภาพของไปรษณีย์ไทย ในฐานะผู้นำด้านการขนส่งหลักของชาติ สนับสนุนผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ การช่วยยกระดับสินค้าให้พร้อมต่อการทำตลาดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงคงคุณภาพของสิ่งของที่ฝากส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง–ปลายทาง                ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ปณท จัดเตรียมเทคโนโลยีขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ฟิ้วซ์ โพสต์ (Fuze Post) ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่าง ปณท และขนส่งภาคเอกชน เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่แข็ง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นที่นี้ พร้อมช่วยให้การค้าขายของผู้ประกอบการ และตลาดประมงที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มธุรกิจอาหารต่างๆ และผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการจัดส่งถึงปลายทางภายใน 1-2 วันทำการนับจากวันที่ฝากส่ง                 ขณะเดียวกัน ยังมีเว็บไซต์ Thailandpostmart อีมาร์เก็ตเพลสที่รวบรวมสินค้าดีจากทั่วไทยของ ปณท อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนมีช่องทางการขาย สามารถเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น ตอบรับกระแสการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย                 ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวจำนวน 1,281 ราย มีจำนวนสินค้าประเภทต่างๆ กว่า 817 รายการ เช่น อาหารแปรรูป สินค้าทางการเกษตร ฯลฯ และตั้งแต่ต้นปี มีจำนวนการสั่งซื้อสินค้าในพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 11.33 ล้านบาท สินค้าโดดเด่นอยู่ในกลุ่มอาหารแห้ง อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม   *******************

       นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมด้วย ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ตรวจดูการทำงาน ของระบบ Thailand pass โดย รมว.ดิจิทัล ระบุว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มาตรวจระบบการทำงานของ Thailand pass เพื่อให้ได้มาตรฐาน            จากข้อสั่งการท่านนายกฯ “เน้นว่าเราต้องใช้ระบบดิจิทัล 100 % ในการดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเข้าประเทศ 1.เพื่อประสิทธิภาพ ความชัดเจนของข้อมูล 2.เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไม่เป็นภาระของนักท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้เราสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการทำงานได้ 100%  เชื่อมโยงต่างๆทั้งหมด ไม่ต้องถือกระดาษ เอกสารใดๆมา โดยผู้เดินทางกรอกข้อมูลใน Thailand pass ที่ต้นทาง มาถึงเมืองไทยสแกนคิวอาร์โค้ด หรือให้หมายเลขหนังสือเดินทาง การตรวจสอบก็จะรวดเร็ว ทำให้นักเดินทางสะดวกสบาย และอยากมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น” นายชัยวุฒกล่าว          ทั้งนี้ ยืนยันว่า ระบบThailand pass ขณะนี้พร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบดิจิทัล มั่นใจว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวตามที่กระทรวงท่องเที่ยวคาดการณ์ในเดือนมีนาคม ไม่ตำ่กว่า 1 ล้านคน แน่นอนหรือต่อให้นักท่องเที่ยวมากกว่านี้ก็ไม่มีปัญหา เเม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะมีบางช่วงระบบติดขัด ไปบ้างเพราะต้องทำการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับปริมาณคนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้พร้อมใช้งานเป็นระบบดิจิตอล100%เพื่อต้อนรับการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ   _____________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ชี้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอนาคตรุ่ง เติบโตต่อเนื่องฝ่าพิษโควิด คาดทะยานแตะ 30% ของจีดีพีประเทศได้ภายในปี 2573             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในงานPowering Digital Thailand 2022 ว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบกรอบนโยบายให้กระทรวงดิจิทัลฯ ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยครอบคลุมทั่วประเทศ เร่งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและยกระดับการเรียนรู้ในระบบดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมดิจิทัล รวมทั้งดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล และใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย              ที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565) โดยตลอดระยะเวลาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ  Data Economy ของประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านสำคัญๆ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ มีความก้าวหน้าอย่างมาก จากรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD พบว่า ในด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นจาก อันดับ 29 สู่อันดับที่22 โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตใช้สาย และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม             “ผมขอยกตัวอย่างถึงเครือข่าย 5G และผู้ใช้งาน 5G ของประเทศไทย ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของอาเซียน และอันดับต้น ๆ ของโลก ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ให้ 5G เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระดับชาติของประเทศไทย และได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนนโยบายในด้านต่าง ๆ ทั้งนโยบายคลื่นความถี่ และการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม” นายชัยวุฒิกล่าว             2.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในปี 2561 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยคิดเป็นร้อยละ 17 ของจีดีพีประเทศ จากนั้นขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจดิจิทัลมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งถือเป็น 2.5 เท่าของอัตราการเติบโตของจีดีพีในประเทศ แม้เผชิญสถานการณ์โควิด–19 ที่ส่งผลให้จีดีพีโดยรวมของประเทศลดลง แต่เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศไทยยังคงมีความเคลื่อนไหว และเติบโตในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง              ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2563 และ 2564 พบว่าอัตราการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และจำนวนผู้ใช้บริการช่องทางออนไลน์ของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 300 ขณะที่ ตลาดคลาวด์ของประเทศไทยซึ่งเพิ่มขึ้นราว 3 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยังมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจดิจิทัลและสตาร์ทอัพของไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเกิดขึ้นถึง 3 รายด้วยกัน             “กระทรวงฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะเติบโต และมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพีประเทศได้ และเชื่อว่าภายในปี 2573 หรือเร็วกว่านั้น เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะพุ่งไปถึงร้อยละ 30 ของจีดีพี” นายชัยวุฒิกล่าว             และ 3.การสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้มีการขับเคลื่อนการส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายและสัญญาณไร้สาย ให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะช่วยรับประกันและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการศึกษาทางไกลในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งยังช่วยให้กลุ่ม SMEs และเกษตรกร สามารถพัฒนาระบบการจัดการลูกค้าผ่านเทคโนโลยีแพลตฟอร์มคลาวด์              อีกทั้งยังช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขสำหรับในพื้นที่ชนบท โดยการใช้ระบบการปรึกษาทางไกล จะช่วยให้คลินิกในพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลกลาง เพื่อพัฒนาการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงการสัมผัสไวรัส              นายชัยวุฒิ กล่าวให้ความมั่นใจว่า หน่วยงานซึ่งกำกับดูแล จะยังคงส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการสนับสนุนการเพิ่มเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผ่านทางการบังคับใช้นโยบายและเงินอุดหนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป ขณะเดียวกัน ความท้าทายในอนาคตจากปัจจัยเรื่องโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังนับเป็นปัจจัยเร่งด่วน ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำโดยเร่งด่วน ซึ่งในอีกแง่หนึ่ง ปัจจัยดังกล่าวก็ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการส่วนใหญ่อีกด้วย   ___________


           เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมพิธีเปิดบริการฟรีไวไฟความเร็วสูง (IBUZZ Privilege Free WIFI) ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และโรงพยาบาลพระยุพราชท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องค์มนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดบริการฯ ทั้งนี้ โรงพยาบาลพยุราชฯ ร่วมกับบริษัท เอ็นที ไอ บัซซ์ จำกัด ในการพัฒนาระบบแพทย์ทางไกลและระบบบริการรักษาของโรงพยาบาลฯ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับผู้ป่วยติดเชื้อ บุคลากร และประชาชนที่อยู่ในพื้นทีห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะขยายติดตั้งบริการฟรีไวไฟความเร็วสูง ภายในโรงพยาบาลพยุราชฯ ให้ครบทั้ง 21 แห่ง ต่อไป   *********************      

           เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมบรรยายในงาน Powering Digital Thailand 2022 พลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ จัดงานโดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) มูลนิธิอาเซียน และพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมไอซีทีอีกกว่า 60 รายทั่วไทย ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ A2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในการนี้ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวถึง Platform พื้นฐานรองรับ Digital Government ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นมารองรับการทำธุรกรรมต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงมาตรฐานและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ อาทิ e-signature Digital ID e-meeting e-document e-licensing  e-voting เป็นต้น ภายในงานดังกล่าวยังได้จัดแสดงเทคโนโลยีไฮไลท์ เช่น คลาวด์เพื่อการเกษตร นวัตกรรม AI เพื่ออุตสาหกรรมการผลิต และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพลังงานสะอาด สำหรับประยุกต์ใช้กับประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล   ********************                      

          เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานแถลงข่าวเปิดโครงการการเผยแพร่และกระตุ้นการรับรู้พร้อมยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจยุค New Normal หลังวิกฤติโควิด 19 "HACKa THAILAND" ณ ห้อง Ballroom ชั้น 5 อาคารดีป้า โครงการ HACKaTHAILAND เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด New Normal : Digital Possibilities ซึ่งแสดงให้ได้เห็นว่า “ดิจิทัลสร้างให้ทุกโอกาสเกิดขึ้นได้” และจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมให้กับประชาชน รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้และยกระดับทักษะดิจิทัล ก่อนนำพาประเทศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ HACKaTHAILAND ได้ที่ www.hackathailand.com   เฟซบุ๊ก : HACKaTHAILAND และ Line OA : depaThailand   ******************          

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เพิ่มกลไกแก้ไขปัญหาประชาชนในคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพ์ และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ เตรียมกระจายอำนาจให้สถานีตำรวจทั่วประเทศรับคดี เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินดคีและช่วยเหลือผู้เสียหาย เล็งเจรจาแบงก์ชาติ เข้ามาผนึกกำลังป้องกันปัญหาซื้อสินค้าไม่ตรงปก และการฉ้อโกงทางออนไลน์              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (18 พ.ย. 64) ได้มีการประชุมร่วมกับทางตำรวจ เพื่อหารือแนวทางดำเนินการในคดีสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในคดีที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพ์ รวมถึงการหลอกลวง ฉ้อโกง และธุรกิจผิดกฎหมายทางออนไลน์              โดยข้อสรุปจากการหารือจะมีการกระจายอำนาจรับผิดชอบเกี่ยวกับการสอบสวนคดีด้านนี้ ไปยังสถานีตำรวจทุกแห่ง ซึ่งรวมถึงสถานีตำรวจภูธรทั่วประเทศ เพื่อให้ช่วยรับคดี ประชาชนสามารถเข้าไปแจ้งความได้ เพื่อลดจำนวนคดีสะสมที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่ส่วนกลาง             “รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ มีอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมอบอำนาจให้ตำรวจในพื้นที่ สามารถดำเนินการได้ตามคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ที่ผ่านมาได้ลงนามมอบอำนาจนี้ให้กับตำรวจไซเบอร์ ของบช.สอท. ขั้นตอนจากนี้ก็จะมอบอำนาจให้ถึงระดับตำรวจภูธร เพื่อรองรับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซที่ขยายตัวอย่างมาก ส่งผลให้จำนวนคดีด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก” นายชัยวุฒิกล่าว              ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ และตำรวจ ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน มีการรวบรวมปัญหาที่เกี่ยวกับคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ เพื่อสรุปภายในเวลา 10.00 น.และส่งต่อเคสที่มีการกระทำความผิดมายังกระทรวงฯ เพื่อดำเนินงานประสานขอคำสั่งศาลให้มีการปิดกั้น รวมถึงประสานไปยังแพลตฟอร์มผู้เกี่ยวข้องกรณีมีการละเมิด community standard ของแพลตฟอร์มนั้นๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อไปภายในวันนั้นเลย เพื่อให้มีการดำเนินคดีได้รวดเร็วขึ้น                นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขป้ญหาความล่าช้าในการประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินผู้กระทำผิด หรือฉ้อโกงในการซื้อขายออนไลน์จากธนาคารบางแห่ง ส่งผลกระทบกับความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนผู้เสียหาย              ทั้งนี้ คาดว่าที่ผ่านมา ธปท. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลธนาคารในประเทศไทย อาจไม่ได้กำชับในประเด็นดังกล่าว ทำให้ธนาคารบางแห่งไม่ให้ข้อมูลรวดเร็วเพียงพอ ทำให้สอบสวนล่าช้า              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาแล้ว กระทรวงฯ และสตช. ยังมองว่าแนวทางป้องกันปัญหาควบคู่กันไปด้วย โดยมองว่าในการซื้อขายออนไลน์นั้น ผู้ทำธุรกรรมควรมีการใช้ระบบบัญชี Escrow ที่มีระบบคนกลาง อย่างเช่น ธนาคาร เป็นตัวกลางในการรับเงินจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ และเมื่อมีกรณีร้องเรียนสินค้าไม่ตรงปก ตรวจสอบพบผู้ขายหลอกลวงฉ้อโกง ก็ต้องโอนเงินคืนให้กับลูกค้า โดยปัจจุบันระบบนี้มีแล้วในหลายประเทศ ได้แก่ ระบบ Paypal ของสหรัฐอเมริกา โดยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบนี้ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งธนาคารสามารถให้บริการได้โดยคิดค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย หรือไม่คิดเลย เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้กับประชาชน   **********************                  

           บอร์ดดีอี เห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GPPC) ตั้งเป้าดึงหน่วยงานรัฐเข้าใช้งาน 200 แห่งใน 18 เดือน เตรียมขึ้นทะเบียนดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย เปิดทางเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมไฟเขียวไปรษณีย์ไทย ปรับค่าบริการส่งจดหมายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี              วันนี้ (18 พ.ย. 64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 3/2564 โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้  ได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Government Platform for PDPA Compliance : GPPC) เพื่อเป็นกรอบทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาแพลตฟอร์มฯ ช่วยสนับสนุนการดำเนินการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลฯ เพื่อให้บริการหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ลดภาระด้านงบประมาณในภาพรวมของภาครัฐ รวมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลฯ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)                โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (1 ปี 6 เดือน) ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางฯ และส่งเสริมให้มีการใช้งานแพลตฟอร์มกลางฯ ไปยังหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 200 หน่วยงาน อบรมบุคลากร 2,000 คน และระยะที่ 2 ดำเนินการส่งเสริมให้เกิดการใช้งานแพลตฟอร์มฯ ในภาคเอกชน และทำการติดตามประเมินผลการใช้งานแพลตฟอร์ม                  ในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวแสดงความยินดีกับโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศระดับโลก “World Summit on the Information Society Prizes 2021” ของสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ หรือไอทียู (ITU) ดังนั้นต้องมุ่งพัฒนาเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านดิจิทัลของอาเซียนต่อไป ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มคุณภาพของโครงข่ายเน็ตประชารัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการจัดทำ “บัญชีบริการดิจิทัล” เพื่อขึ้นทะเบียนบริการด้านดิจิทัลของ Digital Startup และผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Provider) ที่มีมาตรฐาน พร้อมผลักดันบัญชีบริการดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ                ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ดำเนินการขับเคลื่อนบัญชีบริการดิจิทัล ในภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยผลักดันผ่านกลไกนโยบายภาครัฐ เช่น นโยบายภาษี เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในวงกว้าง                “ก่อนหน้านี้ ดีป้า ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เสนอการจัดทำ “บัญชีบริการดิจิทัล” โดยดำเนินการร่วมกับกรมบัญชีกลาง ในการขอแก้ไขกฎกระทรวงการคลัง กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 ผ่านการขอเพิ่มเติมหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนอีก 1 หมวด ภายใต้ชื่อ “หมวด 9 พัสดุส่งเสริมและพัฒนาด้านดิจิทัล” ซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการที่ขึ้นทะเบียนภายใต้บัญชีดังกล่าว จะได้รับการส่งเสริมตามกฎกระทรวงการคลังฯ ที่กำหนดให้เป็นพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน” นายชัยวุฒิกล่าว                 นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบอำนาจให้กระทรวงดิจิทัลฯ พิจารณาการเสนอขอปรับอัตราค่าบริการไปรษณียภัณฑ์ในประเทศ ตามร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมอื่น พ.ศ...... โดยนับเป็นการขอปรับค่าบริการครั้งแรกในรอบกว่า 17 ปี ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมอื่น พ.ศ.....ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป                ทั้งนี้ การปรับค่าบริการดังกล่าวจะปรับเฉพาะบริการจดหมายในประเทศเท่านั้น โดยปรับอัตราค่าบริการเป็น 2 รอบ รอบแรกคงอัตราค่าบริการพิกัดแรกไว้ที่ 3 บาท เช่นเดิมเป็นระยะเวลา 3 ปี (2565-2567) และจะปรับอัตโนมัติในครั้งถัดไปตั้งแต่ปี 2568 โดยมีอัตราค่าบริการในพิกัดแรก 4 บาท และอัตราค่าบริการสูงสุด 62 บาท โดยประกาศให้มีผลบังคับใช้อัตราค่าบริการที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับสภาวะต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสม     **********************

           กระทรวงดิจิทัลฯ มอบนโยบายไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนดิจิทัลเข้าถึงผู้ประกอบการระดับชุมชนและเกษตรกร สร้างช่องทางเข้าถึงพื้นที่การตลาด และลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วไทย หนุนยกระดับรายได้เต็มรูปแบบ               นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ภายใต้กรอบนโนบายของรัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการเพิ่มรายได้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิต               ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการวางแนวทางใช้ดิจิทัล เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้กับประชาชนในระดับชุมชน โดยการนำดิจิทัลไปใช้ให้ตรงกับบริบททางพื้นที่ ผ่านทางหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงฯ               ล่าสุด ได้นำศักยภาพของไปรษณีย์ไทย ในฐานะผู้นำด้านการสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ ตรัง พังงา และสตูล สนับสนุนผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ การช่วยยกระดับสินค้าให้พร้อมต่อการทำตลาดที่เปลี่ยนแปลง เข้าถึงโอกาสทางการตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั่วประเทศไทย โดยสามารถคงคุณภาพของสินค้าที่ฝากส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง–ปลายทาง               นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ดีอีเอส และไปรษณีย์ไทย ร่วมกันจัดหาโซลูชั่น และเทคโนโลยีช่วยยกระดับการขนส่งให้กับพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดข้างต้น โดยจัดระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ภายใต้ชื่อบริการ “ฟิ้วซ์ โพสต์ (Fuze Post) ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างไปรษณีย์ไทย และเอกชนผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่อีก 2 ราย เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่แข็ง               “กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศทั้งด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอาหาร ดังนั้นผู้ประกอบการชุมชน และตลาดประมงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มธุรกิจอาหารต่างๆ และผู้บริโภคมากขึ้น มีความรวดเร็วในการจัดส่งระยะเวลา 1 วันทำการ นับถัดจากวันที่ฝากส่งสำหรับปลายทางกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 2 วันสำหรับปลายทางต่างจังหวัด” นายเอกสิทธิ์กล่าว                นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอีมาร์เก็ตเพลสเว็บไซต์ Thailandpostmart.com อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชน มีช่องทางการขายสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางนี้จำนวน 1,281 ราย มีสินค้าประเภทต่างๆ กว่า 817 รายการ เช่น อาหารแปรรูป สินค้าทางการเกษตร ฯลฯ โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามียอดสั่งซื้อสินค้าในพื้นที่ดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 11.33 ล้านบาท   **********************

           “เนวินธุ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เผยแนวโน้มข่าวปลอมเริ่มพุ่งเป้านโยบายรัฐและบิดเบือนข่าวสารราชการ แนะประชาชนตรวจสอบก่อนหลงเชื่อ-แชร์ ป้องกันการตกเป็นเหยื่อผู้ไม่หวังดี              นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 12-18 พ.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,636,404 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 211  ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 109 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 46 เรื่อง             ทั้งนี้ จากการเกาะติดข้อมูลเชิงลึก (Insight) ด้วยระบบ AI / social listening ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่าช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนข้อความเบาะแสข่าวปลอมทั้งจากที่ปรากฎในการสนทนาบนโลกออนไลน์ และการรับแจ้งจากประชาชน/หน่วยงานต่างๆ เห็นจำนวนข้อความและเรื่องที่เข้าหลักเกณฑ์ตรวจสอบที่กำหนดไว้ 4 หมวดหมู่ข่าวนั้น สัดส่วนหลักจะเป็นข่าวในหมวดหมู่นโยบายรัฐ/ข่าวสารราชการ เมื่อเทียบกับข้อมูลสถิติจากช่วงก่อนหน้านับตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ฯ ที่หมวดหมู่ข่าวสุขภาพ จะครองอันดับ 1 ของปัญหาข่าวปลอม             ทางด้านข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ อันดับ 1 เลขล็อค 2 ตัว และ 3 ตัว จากกองสลาก งวดวันที่ 16 พ.ย. 64 อันดับ 2 เตรียมรับมือพายุเข้าประเทศไทย ในช่วงวันที่ 14-19 พ.ย. 64 และอันดับ 3 กรมบัญชีกลางเปลี่ยนระบบจ่ายเงินบำนาญ เดือน พ.ย. 64 ให้ไปรับเงินที่ธนาคารด้วยตนเอง             “กระทรวงดิจิทัลฯ มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและสังคมรู้เท่าทันข่าวปลอม และประชาชนก็เป็นภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือในการช่วยกันแก้ปัญหาการแพร่กระจายข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นายเนวินธุ์กล่าว   ********************

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เปิดงาน Smart Economy Showcase จังหวัดสงขลา ปักธงนำร่องโครงการส่งเสริมพื้นที่ต้นแบบทางเศรษฐกิจ ในเขตกรุงเทพฯ ให้ขยายผลสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ จับคู่ผู้ประกอบการ-สตาร์ทอัพ เร่งเครื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มศักยภาพแข่งขันยุคนิวนอร์มัล              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (19 พ.ย. 64) ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ Smart Economy Showcase ในพื้นที่จังหวัดสงขลา เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เป้าหมาย ที่อยู่ในแผนการต่อยอดความสำเร็จการส่งเสริมพื้นที่ต้นแบบทางเศรษฐกิจ ในเขตกรุงเทพมหานคร และขยายผลสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ของประเทศ               สำหรับงาน Smart Economy Showcase จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ประกอบการในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้พบปะเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพกว่า 30 รายใน 5 ประเภทเทคโนโลยี ได้แก่ โลจิสติกส์/การจัดส่งสินค้า, ดิจิทัล คอนเทนต์, POS, e-Payment และภาคบริการ               นอกจากนี้ ยังมีบริการให้คำปรึกษากับผู้สนใจ ตลอดจนเจรจาจับคู่ธุรกิจ และร่วมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คช้อป) เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง เพื่อเลือกประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ก่อนนำไปต่อยอด และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)               “หนึ่งในพันธกิจสำคัญที่กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม สังคม ชุมชนในชนบท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” นายชัยวุฒิกล่าว                ทั้งนี้ จังหวัดสงขลา ถือเป็นหนึ่งในสามจังหวัดเศรษฐกิจ (จังหวัดอุบลราชธานี สงขลา และพิษณุโลก) ที่ ดีป้า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งรับมอบนโยบายไปขับเคลื่อนพันธกิจสมาร์ทซิตี้  มุ่งหวังที่จะต่อยอดการส่งเสริมพื้นที่ต้นแบบทางเศรษฐกิจ โดยคาดหมายว่างานนี้ จะมีผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 500 ราย เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจมากกว่า 9 ล้านบาท กระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 450 ราย   **********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.