Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ผลักดันความร่วมมือ 19 องค์กร ลงนามเอ็มโอยูการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ผนึกกำลังทั้งภาคประชาชน องค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ และหน่วยงานรัฐ ยกระดับการคุ้มครองสิทธิของนักช้อปออนไลน์ไทยสู่มาตรฐานสากล            วันนี้ (15 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ว่า การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างองค์กรผู้บริโภค หน่วยงานส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ และหน่วยงานรัฐที่เห็นความสำคัญของการปกป้องและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่เห็นถึงการพัฒนาความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง ยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไทยไปสู่มาตรฐานสากล             ทั้งนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีการพัฒนาธุรกิจของสังคมโลก ไปสู่การซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ จนทำให้คนไทยซื้อสินค้า e-commerce มากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83 ของประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตและมีการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ร้อยละ 68 เป็นอันดับ 1 ของโลก สถิติเหล่านี้บ่งชี้ชัดเจนว่า การซื้อขายออนไลน์เป็นตลาดที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงโควิด -19 ที่ได้มีการขอความร่วมมือให้ประชาชน อยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ             “การทำธุรกิจออนไลน์เป็นการทำการตลาดตรงกับผู้บริโภค ดังนั้นรูปแบบการสื่อสารโฆษณาชวนเชื่อจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสกับสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อได้ และที่สำคัญในการซื้อสินค้า ผู้ซื้อไม่สามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ            ตลอดจนไม่รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงของสินค้าหรือบริการ ถือว่าเป็นความเสี่ยงของผู้บริโภคที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การหลอกขายสินค้า การได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามคำโฆษณา สินค้าเสียหาย รวมไปถึงปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว เป็นต้น” นายชัยวุฒิกล่าว              สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้มีผู้ร่วมลงนาม 19 องค์กร ประกอบด้วย ภาคประชาชนและองค์กร/หน่วยงานส่งเสริมด้านอี-คอมเมิร์ซ ได้แก่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค สมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย              ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู จํากัด บริษัทบิวตี้ นิสต้า จํากัด บริษัท ลาซาด้า จํากัด และบริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัดและหน่วยงานของรัฐด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลฯ ศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ฉบับเดิม ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดทำไว้เมื่อเดือนกันยายน 2562 โดยมีการลงนามร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ องค์กรผู้บริโภค หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจ ต่อมาเพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติจริงได้มากขึ้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงได้ทำงานร่วมกับETDA และ สสส. ดําเนินการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และปรับปรุงให้เอื้อต่อการปฏิบัติร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง               อีกทั้งมีการนำแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ของหน่วยงานสากลหลายฉบับเป็นกรอบในการปรับปรุง เพื่อให้เกิดระบบการกํากับดูแลกันเองระหว่างผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ กับผู้ประกอบการที่ใช้ตลาดออนไลน์ มุ่งสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างเท่าทันสถานการณ์              “บันทึกข้อตกลงฯ ฉบับนี้ ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ ทั้งการปฏิบัติต่อผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค การจัดให้มีช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัย ตลอดจนประเด็นนโยบายความเป็นส่วนตัวผู้ซื้อและผู้ขาย และการจัดให้มีระบบคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค ที่เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  อีกทั้ง ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์จะจัดให้มีช่องทางสำหรับเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย” นายชัยวุฒิกล่าว   _________________

        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ปฏิบัติราชการนอกสถานที่ จ.กระบี่ เยี่ยมชมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรองรับนักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินที่ลานปูดำ และเกาะพีพี ปรับภูมิทัศน์ 2 แลนด์มาร์กจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของจังหวัด             วันนี้ (15 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ และเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564  ณจังหวัดกระบี่ โดยรมว.ดีอีเอส และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว  บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน บริเวณจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของ จ.กระบี่ 2 จุด ได้แก่ ลานปูดำ และเกาะพีพี โดยมีบมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ขานรับนโยบาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบนโนบายว่าให้แก้ปัญหาสายไฟและสายสื่อสารที่รกรุงรัง เพื่อปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า ให้เป็นสายสื่อสารลงดิน ลดผลกระทบจากความขัดข้องของสัญญาณ และปัญหาด้านการให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายการ ให้บริการโทรคมนาคม รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่สูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ            ทั้งนี้ รัฐบาลโดย NT จะเข้ามาลงทุนติดตั้งและเดินสายเคเบิ้ลสื่อสารที่เชื่อมเข้าไปถึงบ้านหรือจุดผู้ใช้งานปลายทาง และเปิดให้โอเปอเรเตอร์สื่อสารทุกรายเข้ามาเช่าใช้งาน ไม่ต้องไปลงทุนซ้ำซ้อน ไม่ต้องไปเดินสายสื่อสารใหม่ให้รกรุงรัง เพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้านทัศนียภาพของเมือง อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะเป็นการเช่าใช้ร่วมในระบบเดียวกัน และมีแนวคิดการหาทางออกร่วมกับผู้ให้บริการสื่อสาร ขณะที่กระทรวงฯ คงต้องมีการวางกฎเกณฑ์ในเรื่องของการเดินสายสื่อสารให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้รกรุงรัง หรือในพื้นที่ซึ่งสามารถลากสายสื่อสารลงใต้ดินทั้งหมดได้อย่างเช่น เกาะพีพี ก็จะไม่ให้มีการพาดสายบนเสาไฟฟ้าให้รกสายตา            “ในส่วนของโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน จุดท่องเที่ยวเกาะพีพี ครอบคลุมระยะทาง 3 กม. ใช้งบประมาณราว 12 ล้านบาท หลังแล้วเสร็จจะช่วยปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองให้ดูสวยงาม และไม่มีสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสารรกรุงรังที่บดบังทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยว” นายชัยวุฒิกล่าว            ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องเปิดประเทศ เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล เป็น 1 ใน 4 จังหวัดพื้นที่สีฟ้าสามารถเปิดการท่องเที่ยวได้เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัด อีกทั้งมีการเชื่อมต่อกับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ้นดามัน ที่ผ่านมากระบี่ เป็นหมุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจากข้อมูลสถิติด้านการท่องเที่ยวจังหวัดฯ พบว่าก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนกว่า 6 ล้านคนเมื่อปี 62 โดยเป็นสัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศถึงกว่า 4 ล้านคน             ขณะที่ จากข้อมูลของสำนักอุทยานแห่งชาติ ระบุว่าในปีงบประมาณ 62 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกของอุทยานแห่งชาติยอดนิยม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 80% และในปี 62 จัดเก็บรายได้จากค่าบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติได้มากกว่า 374 ล้านบาท   _________________

              เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เดินทางร่วมประชุม (ครม.) สัญจรนอกสถานที่ครั้งที่ 1/2564 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จ.กระบี่ หลังจากนโยบายเปิดประเทศครั้งแรก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมนิทรรศการ “โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน” ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม รองรับนักท่องเที่ยว และนิทรรศการของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน วันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีและ ครม. ได้สวมเสื้อปาเต๊ะ สีเหลือง ลวดลายลมหายใจกระบี่ เน้นอัตลักษณ์ลวดลายผ้าพื้นเมืองกระบี่จากพื้นถิ่นสู่ความร่วมสมัย ขณะที่คณะทำงานได้สวมใส่เสื้อเสื้อปาเต๊ะ สีฟ้า และสีอื่นๆ สลับกันไป ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาผ้าพื้นถิ่นจังหวัดกระบี่   ***********************        

            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ปฏิบัติงานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เผยสถานการณ์ข่าวปลอมภาคใต้มุ่งป่วน 2 หมวดหมู่ข่าว “นโยบายรัฐ-สุขภาพ” เตรียมขยายผลโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ปั้นคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ / ชุมชน ช่วยรัฐทำงานแก้ปัญหาข่าวปลอม               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรี ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน วันนี้ (16 พ.ย.64) ว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบนโยบายให้กระทรวงฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ขับเคลื่อนการทำงานคุ้มครองและดูแลประชาชน ให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ตลอดจนบูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของทุกกระทรวง บังคับใช้กฎหมายจริงจังในการหยุดยั้งข่าวปลอม               สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมเกี่ยวกับพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (1 ม.ค.- 28 ต.ค.64)  พบว่ามี 2 กลุ่มข่าว ได้แก่ หมวดผลิตภัณฑ์ สุขภาพ และหมวดนโยบายรัฐ/ความมั่นคง โดยหลักๆ จะเป็นข่าวปลอมที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นโควิด-19 รวมถึงภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์               ขณะที่ ภาพรวมข่าวปลอมภาคใต้ (กระบี่/ตรัง/พังงา/ภูเก็ต/ระนอง/สตูล) ในช่วงดังกล่าว พบการแชร์ข่าวปลอมซ้ำมากที่สุด จำนวน 5 ข่าว ดังต่อไปนี้ 1.บขส. แจ้งหยุดเดินรถทุกเส้นทางทั่วประเทศ 2.รายชื่อ 10 จังหวัด ล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางเข้า-ออก 3.ศบค. ประกาศเคอร์ฟิว เวลา 23.00 – 04.00 น. พื้นที่สีแดง 18 จังหวัด 4.จ.ภูเก็ต พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย และ 5.พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต 6 ประเทศ มีผลติดเชื้อโควิด-19 ทุกราย                นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีกลไกในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังดูแล กลั่นกรอง ตรวจสอบ รวมถึงใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการปัญหาข่าวปลอม อีกทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริง ผ่านช่องทางออนไลน์/โซเชียลทางการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดตามรวมกันเกือบ 12 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ต.ค. 64)                 ได้แก่ เว็บไซต์ : https://www.antifakenewscenter.com มียอดผู้เข้าชมจำนวน 9,140,811 คน 2.เฟซบุ๊ก  Anti-Fake News Center มียอดผู้ติดตาม 89,036 คน 3.ทวิตเตอร์ @AfncThailand มียอดผู้ติดตาม 12,326 ผู้ติดตาม 4.บัญชีไลน์ทางการ @antifakenewscenter มียอดผู้ติดตาม 2,415,524 คน อีกทั้งมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสข่าวปลอมผ่านสายด่วน GCC1111 ต่อ 87                 “แนวทางทำงานเชิงรุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้น ควรมีการเร่งรัดสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมเชิงรุก ให้ครบทุกจังหวัด จัดทำหลักสูตรอบรมออนไลน์ เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เช่น สำนักข่าว สื่อมวลชน กลุ่มสมาคมวิทยุสมัครเล่น เครือข่าย อสม. เครือข่าย อสด. เครือข่ายอื่น ๆ และประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันแก้ไขขจัดปัญหาข่าวปลอมให้ลดลงไป และดึงประชาชนมามีส่วนร่วมสนับสนุนข่าวสารทางราชการ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องทันกับสถานการณ์ กระจายออกให้เร็วและมากที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว                  นอกจากนี้ ขยายการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ในการตรวจสอบข่าวท้องถิ่นกับสื่อมวลชน ให้มีการร่วมกันตรวจสอบปลอม ตรวจสอบการเผยแพร่ของสื่อมวลชนด้วยกันเอง ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรู้เท่าทันข่าวปลอมในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร่วมกับนักเรียน นักศึกษา เพื่อปลูกฝังการรับมือและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม                  ทั้งนี้ ในส่วนของเครือข่าย อสด. ซึ่งมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจสร้างการรับรู้ข่าวปลอมในระดับพื้นที่/ชุมชน รวมทั้งเป็นช่องทางร่วมสนับสนุนข่าวสารราชการ และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้กระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็วนั้น กระทรวงฯ ได้สนับสนุนความต่อเนื่องของโครงการการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ที่ขยายลงมาถึงการพัฒนาอาสาฯ ในระดับหมู่บ้าน ดึงคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม                  ทั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากวัตถุประสงค์เริ่มต้นในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสา มีความสนใจด้านดิจิทัล ให้ทำหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ถูกต้อง ส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในพื้นที่ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล “เน็ตประชารัฐ” ที่รัฐบาลจัดสร้างให้ครอบคลุมทั่วประเทศ                  เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่มีส่วนช่วยสร้างบุคลากร ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ลดความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม และลดการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตั้งเป้าหมายว่าควรมีการพัฒนา อสด. ประจำหมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ   *********************

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กระบี่ รับฟังความคืบหน้ากรมอุตุฯ–ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพิ่มรายได้ประชาชน ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และประกอบอาชีพ              วันนี้ (16 พ.ย. 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายมูซาคาน เดเช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการภูมิภาค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด  พร้อมติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ตลอดจนต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และการประกอบอาชีพ              โดยในโอกาสนี้ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของโครงการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่” ภายใต้การดำเนินงานของ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด              ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อขยายเครือข่ายด้านอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้ครอบคลุมกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่ โดยนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์อากาศไปใช้ในภารกิจต่างๆ ของประชาชน เกษตรกร นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งในด้านการวางแผนเพื่อทำกิจกรรม การประกอบอาชีพ และการเพิ่มมูลค่าจากข้อมูลอุตุนิยมวิทยา              โดยจะมีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชน หน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการในพื้นที่ เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยา และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยา สร้างคนต้นแบบจากผู้ที่ผ่านการอบรม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีเป้าหมายขยายเครือข่ายด้านอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่จังหวัดกระบี่ให้ครอบคลุมกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่               สำหรับโครงการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่” ดำเนินการโดยสถานีอุตุนิยมวิทยากระบี่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยในปีงบประมาณ 65 ได้คัดเลือกต้นแบบเครือข่ายอุตุนิยมวิทยา ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของจังหวัดกระบี่ จำนวน 5 ราย ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และด้านการประมง                “กระบี่ เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีภูมิประเทศและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ธุรกิจการท่องเที่ยว จึงเป็นหนึ่งในจุดเด่นของจังหวัดกระบี่ ขณะที่ ประชาชน มีการประกอบอาชีพด้านการประมงและการเกษตรเช่นเดียวกับจังหวัดใกล้เคียง กรมอุตุนิยมวิทยาได้เห็นความสำคัญของการนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาไปปรับใช้ในระดับพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด” นายชัยวุฒิกล่าว                 นอกจากนี้ ยังได้รับฟังผลการดำเนินงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในการนำศักยภาพของไปรษณีย์ไทย ในฐานะผู้นำด้านการขนส่งหลักของชาติ สนับสนุนผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ การช่วยยกระดับสินค้าให้พร้อมต่อการทำตลาดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงคงคุณภาพของสิ่งของที่ฝากส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง–ปลายทาง                ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ปณท จัดเตรียมเทคโนโลยีขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ฟิ้วซ์ โพสต์ (Fuze Post) ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่าง ปณท และขนส่งภาคเอกชน เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่แข็ง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นที่นี้ พร้อมช่วยให้การค้าขายของผู้ประกอบการ และตลาดประมงที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มธุรกิจอาหารต่างๆ และผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการจัดส่งถึงปลายทางภายใน 1-2 วันทำการนับจากวันที่ฝากส่ง                 ขณะเดียวกัน ยังมีเว็บไซต์ Thailandpostmart อีมาร์เก็ตเพลสที่รวบรวมสินค้าดีจากทั่วไทยของ ปณท อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนมีช่องทางการขาย สามารถเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น ตอบรับกระแสการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย                 ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวจำนวน 1,281 ราย มีจำนวนสินค้าประเภทต่างๆ กว่า 817 รายการ เช่น อาหารแปรรูป สินค้าทางการเกษตร ฯลฯ และตั้งแต่ต้นปี มีจำนวนการสั่งซื้อสินค้าในพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 11.33 ล้านบาท สินค้าโดดเด่นอยู่ในกลุ่มอาหารแห้ง อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม   *******************

       นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมด้วย ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ตรวจดูการทำงาน ของระบบ Thailand pass โดย รมว.ดิจิทัล ระบุว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มาตรวจระบบการทำงานของ Thailand pass เพื่อให้ได้มาตรฐาน            จากข้อสั่งการท่านนายกฯ “เน้นว่าเราต้องใช้ระบบดิจิทัล 100 % ในการดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเข้าประเทศ 1.เพื่อประสิทธิภาพ ความชัดเจนของข้อมูล 2.เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไม่เป็นภาระของนักท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้เราสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการทำงานได้ 100%  เชื่อมโยงต่างๆทั้งหมด ไม่ต้องถือกระดาษ เอกสารใดๆมา โดยผู้เดินทางกรอกข้อมูลใน Thailand pass ที่ต้นทาง มาถึงเมืองไทยสแกนคิวอาร์โค้ด หรือให้หมายเลขหนังสือเดินทาง การตรวจสอบก็จะรวดเร็ว ทำให้นักเดินทางสะดวกสบาย และอยากมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น” นายชัยวุฒกล่าว          ทั้งนี้ ยืนยันว่า ระบบThailand pass ขณะนี้พร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบดิจิทัล มั่นใจว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวตามที่กระทรวงท่องเที่ยวคาดการณ์ในเดือนมีนาคม ไม่ตำ่กว่า 1 ล้านคน แน่นอนหรือต่อให้นักท่องเที่ยวมากกว่านี้ก็ไม่มีปัญหา เเม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะมีบางช่วงระบบติดขัด ไปบ้างเพราะต้องทำการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับปริมาณคนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้พร้อมใช้งานเป็นระบบดิจิตอล100%เพื่อต้อนรับการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ   _____________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ชี้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอนาคตรุ่ง เติบโตต่อเนื่องฝ่าพิษโควิด คาดทะยานแตะ 30% ของจีดีพีประเทศได้ภายในปี 2573             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในงานPowering Digital Thailand 2022 ว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบกรอบนโยบายให้กระทรวงดิจิทัลฯ ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยครอบคลุมทั่วประเทศ เร่งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและยกระดับการเรียนรู้ในระบบดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมดิจิทัล รวมทั้งดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล และใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย              ที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565) โดยตลอดระยะเวลาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ  Data Economy ของประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านสำคัญๆ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ มีความก้าวหน้าอย่างมาก จากรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD พบว่า ในด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นจาก อันดับ 29 สู่อันดับที่22 โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตใช้สาย และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม             “ผมขอยกตัวอย่างถึงเครือข่าย 5G และผู้ใช้งาน 5G ของประเทศไทย ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของอาเซียน และอันดับต้น ๆ ของโลก ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ให้ 5G เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระดับชาติของประเทศไทย และได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนนโยบายในด้านต่าง ๆ ทั้งนโยบายคลื่นความถี่ และการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม” นายชัยวุฒิกล่าว             2.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในปี 2561 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยคิดเป็นร้อยละ 17 ของจีดีพีประเทศ จากนั้นขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจดิจิทัลมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งถือเป็น 2.5 เท่าของอัตราการเติบโตของจีดีพีในประเทศ แม้เผชิญสถานการณ์โควิด–19 ที่ส่งผลให้จีดีพีโดยรวมของประเทศลดลง แต่เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศไทยยังคงมีความเคลื่อนไหว และเติบโตในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง              ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2563 และ 2564 พบว่าอัตราการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และจำนวนผู้ใช้บริการช่องทางออนไลน์ของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 300 ขณะที่ ตลาดคลาวด์ของประเทศไทยซึ่งเพิ่มขึ้นราว 3 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยังมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจดิจิทัลและสตาร์ทอัพของไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเกิดขึ้นถึง 3 รายด้วยกัน             “กระทรวงฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะเติบโต และมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพีประเทศได้ และเชื่อว่าภายในปี 2573 หรือเร็วกว่านั้น เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะพุ่งไปถึงร้อยละ 30 ของจีดีพี” นายชัยวุฒิกล่าว             และ 3.การสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้มีการขับเคลื่อนการส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายและสัญญาณไร้สาย ให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะช่วยรับประกันและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการศึกษาทางไกลในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งยังช่วยให้กลุ่ม SMEs และเกษตรกร สามารถพัฒนาระบบการจัดการลูกค้าผ่านเทคโนโลยีแพลตฟอร์มคลาวด์              อีกทั้งยังช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขสำหรับในพื้นที่ชนบท โดยการใช้ระบบการปรึกษาทางไกล จะช่วยให้คลินิกในพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลกลาง เพื่อพัฒนาการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงการสัมผัสไวรัส              นายชัยวุฒิ กล่าวให้ความมั่นใจว่า หน่วยงานซึ่งกำกับดูแล จะยังคงส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการสนับสนุนการเพิ่มเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผ่านทางการบังคับใช้นโยบายและเงินอุดหนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป ขณะเดียวกัน ความท้าทายในอนาคตจากปัจจัยเรื่องโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังนับเป็นปัจจัยเร่งด่วน ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำโดยเร่งด่วน ซึ่งในอีกแง่หนึ่ง ปัจจัยดังกล่าวก็ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการส่วนใหญ่อีกด้วย   ___________


           เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมพิธีเปิดบริการฟรีไวไฟความเร็วสูง (IBUZZ Privilege Free WIFI) ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และโรงพยาบาลพระยุพราชท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องค์มนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดบริการฯ ทั้งนี้ โรงพยาบาลพยุราชฯ ร่วมกับบริษัท เอ็นที ไอ บัซซ์ จำกัด ในการพัฒนาระบบแพทย์ทางไกลและระบบบริการรักษาของโรงพยาบาลฯ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับผู้ป่วยติดเชื้อ บุคลากร และประชาชนที่อยู่ในพื้นทีห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะขยายติดตั้งบริการฟรีไวไฟความเร็วสูง ภายในโรงพยาบาลพยุราชฯ ให้ครบทั้ง 21 แห่ง ต่อไป   *********************      

           เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมบรรยายในงาน Powering Digital Thailand 2022 พลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ จัดงานโดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) มูลนิธิอาเซียน และพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมไอซีทีอีกกว่า 60 รายทั่วไทย ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ A2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในการนี้ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวถึง Platform พื้นฐานรองรับ Digital Government ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นมารองรับการทำธุรกรรมต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงมาตรฐานและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ อาทิ e-signature Digital ID e-meeting e-document e-licensing  e-voting เป็นต้น ภายในงานดังกล่าวยังได้จัดแสดงเทคโนโลยีไฮไลท์ เช่น คลาวด์เพื่อการเกษตร นวัตกรรม AI เพื่ออุตสาหกรรมการผลิต และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพลังงานสะอาด สำหรับประยุกต์ใช้กับประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล   ********************                      

          เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานแถลงข่าวเปิดโครงการการเผยแพร่และกระตุ้นการรับรู้พร้อมยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจยุค New Normal หลังวิกฤติโควิด 19 "HACKa THAILAND" ณ ห้อง Ballroom ชั้น 5 อาคารดีป้า โครงการ HACKaTHAILAND เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด New Normal : Digital Possibilities ซึ่งแสดงให้ได้เห็นว่า “ดิจิทัลสร้างให้ทุกโอกาสเกิดขึ้นได้” และจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมให้กับประชาชน รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้และยกระดับทักษะดิจิทัล ก่อนนำพาประเทศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ HACKaTHAILAND ได้ที่ www.hackathailand.com   เฟซบุ๊ก : HACKaTHAILAND และ Line OA : depaThailand   ******************          

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เพิ่มกลไกแก้ไขปัญหาประชาชนในคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพ์ และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ เตรียมกระจายอำนาจให้สถานีตำรวจทั่วประเทศรับคดี เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินดคีและช่วยเหลือผู้เสียหาย เล็งเจรจาแบงก์ชาติ เข้ามาผนึกกำลังป้องกันปัญหาซื้อสินค้าไม่ตรงปก และการฉ้อโกงทางออนไลน์              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (18 พ.ย. 64) ได้มีการประชุมร่วมกับทางตำรวจ เพื่อหารือแนวทางดำเนินการในคดีสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในคดีที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพ์ รวมถึงการหลอกลวง ฉ้อโกง และธุรกิจผิดกฎหมายทางออนไลน์              โดยข้อสรุปจากการหารือจะมีการกระจายอำนาจรับผิดชอบเกี่ยวกับการสอบสวนคดีด้านนี้ ไปยังสถานีตำรวจทุกแห่ง ซึ่งรวมถึงสถานีตำรวจภูธรทั่วประเทศ เพื่อให้ช่วยรับคดี ประชาชนสามารถเข้าไปแจ้งความได้ เพื่อลดจำนวนคดีสะสมที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่ส่วนกลาง             “รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ มีอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมอบอำนาจให้ตำรวจในพื้นที่ สามารถดำเนินการได้ตามคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ที่ผ่านมาได้ลงนามมอบอำนาจนี้ให้กับตำรวจไซเบอร์ ของบช.สอท. ขั้นตอนจากนี้ก็จะมอบอำนาจให้ถึงระดับตำรวจภูธร เพื่อรองรับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซที่ขยายตัวอย่างมาก ส่งผลให้จำนวนคดีด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก” นายชัยวุฒิกล่าว              ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ และตำรวจ ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน มีการรวบรวมปัญหาที่เกี่ยวกับคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ เพื่อสรุปภายในเวลา 10.00 น.และส่งต่อเคสที่มีการกระทำความผิดมายังกระทรวงฯ เพื่อดำเนินงานประสานขอคำสั่งศาลให้มีการปิดกั้น รวมถึงประสานไปยังแพลตฟอร์มผู้เกี่ยวข้องกรณีมีการละเมิด community standard ของแพลตฟอร์มนั้นๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อไปภายในวันนั้นเลย เพื่อให้มีการดำเนินคดีได้รวดเร็วขึ้น                นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขป้ญหาความล่าช้าในการประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินผู้กระทำผิด หรือฉ้อโกงในการซื้อขายออนไลน์จากธนาคารบางแห่ง ส่งผลกระทบกับความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนผู้เสียหาย              ทั้งนี้ คาดว่าที่ผ่านมา ธปท. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลธนาคารในประเทศไทย อาจไม่ได้กำชับในประเด็นดังกล่าว ทำให้ธนาคารบางแห่งไม่ให้ข้อมูลรวดเร็วเพียงพอ ทำให้สอบสวนล่าช้า              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาแล้ว กระทรวงฯ และสตช. ยังมองว่าแนวทางป้องกันปัญหาควบคู่กันไปด้วย โดยมองว่าในการซื้อขายออนไลน์นั้น ผู้ทำธุรกรรมควรมีการใช้ระบบบัญชี Escrow ที่มีระบบคนกลาง อย่างเช่น ธนาคาร เป็นตัวกลางในการรับเงินจากผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ และเมื่อมีกรณีร้องเรียนสินค้าไม่ตรงปก ตรวจสอบพบผู้ขายหลอกลวงฉ้อโกง ก็ต้องโอนเงินคืนให้กับลูกค้า โดยปัจจุบันระบบนี้มีแล้วในหลายประเทศ ได้แก่ ระบบ Paypal ของสหรัฐอเมริกา โดยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบนี้ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งธนาคารสามารถให้บริการได้โดยคิดค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย หรือไม่คิดเลย เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้กับประชาชน   **********************                  

           บอร์ดดีอี เห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GPPC) ตั้งเป้าดึงหน่วยงานรัฐเข้าใช้งาน 200 แห่งใน 18 เดือน เตรียมขึ้นทะเบียนดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย เปิดทางเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมไฟเขียวไปรษณีย์ไทย ปรับค่าบริการส่งจดหมายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี              วันนี้ (18 พ.ย. 64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 3/2564 โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้  ได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Government Platform for PDPA Compliance : GPPC) เพื่อเป็นกรอบทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาแพลตฟอร์มฯ ช่วยสนับสนุนการดำเนินการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลฯ เพื่อให้บริการหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ลดภาระด้านงบประมาณในภาพรวมของภาครัฐ รวมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลฯ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)                โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (1 ปี 6 เดือน) ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางฯ และส่งเสริมให้มีการใช้งานแพลตฟอร์มกลางฯ ไปยังหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 200 หน่วยงาน อบรมบุคลากร 2,000 คน และระยะที่ 2 ดำเนินการส่งเสริมให้เกิดการใช้งานแพลตฟอร์มฯ ในภาคเอกชน และทำการติดตามประเมินผลการใช้งานแพลตฟอร์ม                  ในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวแสดงความยินดีกับโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศระดับโลก “World Summit on the Information Society Prizes 2021” ของสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ หรือไอทียู (ITU) ดังนั้นต้องมุ่งพัฒนาเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านดิจิทัลของอาเซียนต่อไป ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มคุณภาพของโครงข่ายเน็ตประชารัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการจัดทำ “บัญชีบริการดิจิทัล” เพื่อขึ้นทะเบียนบริการด้านดิจิทัลของ Digital Startup และผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Provider) ที่มีมาตรฐาน พร้อมผลักดันบัญชีบริการดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ                ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ดำเนินการขับเคลื่อนบัญชีบริการดิจิทัล ในภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยผลักดันผ่านกลไกนโยบายภาครัฐ เช่น นโยบายภาษี เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในวงกว้าง                “ก่อนหน้านี้ ดีป้า ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เสนอการจัดทำ “บัญชีบริการดิจิทัล” โดยดำเนินการร่วมกับกรมบัญชีกลาง ในการขอแก้ไขกฎกระทรวงการคลัง กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 ผ่านการขอเพิ่มเติมหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนอีก 1 หมวด ภายใต้ชื่อ “หมวด 9 พัสดุส่งเสริมและพัฒนาด้านดิจิทัล” ซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการที่ขึ้นทะเบียนภายใต้บัญชีดังกล่าว จะได้รับการส่งเสริมตามกฎกระทรวงการคลังฯ ที่กำหนดให้เป็นพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน” นายชัยวุฒิกล่าว                 นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบอำนาจให้กระทรวงดิจิทัลฯ พิจารณาการเสนอขอปรับอัตราค่าบริการไปรษณียภัณฑ์ในประเทศ ตามร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมอื่น พ.ศ...... โดยนับเป็นการขอปรับค่าบริการครั้งแรกในรอบกว่า 17 ปี ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมอื่น พ.ศ.....ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป                ทั้งนี้ การปรับค่าบริการดังกล่าวจะปรับเฉพาะบริการจดหมายในประเทศเท่านั้น โดยปรับอัตราค่าบริการเป็น 2 รอบ รอบแรกคงอัตราค่าบริการพิกัดแรกไว้ที่ 3 บาท เช่นเดิมเป็นระยะเวลา 3 ปี (2565-2567) และจะปรับอัตโนมัติในครั้งถัดไปตั้งแต่ปี 2568 โดยมีอัตราค่าบริการในพิกัดแรก 4 บาท และอัตราค่าบริการสูงสุด 62 บาท โดยประกาศให้มีผลบังคับใช้อัตราค่าบริการที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับสภาวะต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสม     **********************

           กระทรวงดิจิทัลฯ มอบนโยบายไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนดิจิทัลเข้าถึงผู้ประกอบการระดับชุมชนและเกษตรกร สร้างช่องทางเข้าถึงพื้นที่การตลาด และลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วไทย หนุนยกระดับรายได้เต็มรูปแบบ               นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ภายใต้กรอบนโนบายของรัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการเพิ่มรายได้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิต               ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการวางแนวทางใช้ดิจิทัล เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้กับประชาชนในระดับชุมชน โดยการนำดิจิทัลไปใช้ให้ตรงกับบริบททางพื้นที่ ผ่านทางหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงฯ               ล่าสุด ได้นำศักยภาพของไปรษณีย์ไทย ในฐานะผู้นำด้านการสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ ตรัง พังงา และสตูล สนับสนุนผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ การช่วยยกระดับสินค้าให้พร้อมต่อการทำตลาดที่เปลี่ยนแปลง เข้าถึงโอกาสทางการตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั่วประเทศไทย โดยสามารถคงคุณภาพของสินค้าที่ฝากส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง–ปลายทาง               นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ดีอีเอส และไปรษณีย์ไทย ร่วมกันจัดหาโซลูชั่น และเทคโนโลยีช่วยยกระดับการขนส่งให้กับพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดข้างต้น โดยจัดระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ภายใต้ชื่อบริการ “ฟิ้วซ์ โพสต์ (Fuze Post) ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างไปรษณีย์ไทย และเอกชนผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่อีก 2 ราย เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่แข็ง               “กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศทั้งด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอาหาร ดังนั้นผู้ประกอบการชุมชน และตลาดประมงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มธุรกิจอาหารต่างๆ และผู้บริโภคมากขึ้น มีความรวดเร็วในการจัดส่งระยะเวลา 1 วันทำการ นับถัดจากวันที่ฝากส่งสำหรับปลายทางกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 2 วันสำหรับปลายทางต่างจังหวัด” นายเอกสิทธิ์กล่าว                นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอีมาร์เก็ตเพลสเว็บไซต์ Thailandpostmart.com อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชน มีช่องทางการขายสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางนี้จำนวน 1,281 ราย มีสินค้าประเภทต่างๆ กว่า 817 รายการ เช่น อาหารแปรรูป สินค้าทางการเกษตร ฯลฯ โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามียอดสั่งซื้อสินค้าในพื้นที่ดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 11.33 ล้านบาท   **********************

           “เนวินธุ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เผยแนวโน้มข่าวปลอมเริ่มพุ่งเป้านโยบายรัฐและบิดเบือนข่าวสารราชการ แนะประชาชนตรวจสอบก่อนหลงเชื่อ-แชร์ ป้องกันการตกเป็นเหยื่อผู้ไม่หวังดี              นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 12-18 พ.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,636,404 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 211  ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 109 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 46 เรื่อง             ทั้งนี้ จากการเกาะติดข้อมูลเชิงลึก (Insight) ด้วยระบบ AI / social listening ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่าช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนข้อความเบาะแสข่าวปลอมทั้งจากที่ปรากฎในการสนทนาบนโลกออนไลน์ และการรับแจ้งจากประชาชน/หน่วยงานต่างๆ เห็นจำนวนข้อความและเรื่องที่เข้าหลักเกณฑ์ตรวจสอบที่กำหนดไว้ 4 หมวดหมู่ข่าวนั้น สัดส่วนหลักจะเป็นข่าวในหมวดหมู่นโยบายรัฐ/ข่าวสารราชการ เมื่อเทียบกับข้อมูลสถิติจากช่วงก่อนหน้านับตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ฯ ที่หมวดหมู่ข่าวสุขภาพ จะครองอันดับ 1 ของปัญหาข่าวปลอม             ทางด้านข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ อันดับ 1 เลขล็อค 2 ตัว และ 3 ตัว จากกองสลาก งวดวันที่ 16 พ.ย. 64 อันดับ 2 เตรียมรับมือพายุเข้าประเทศไทย ในช่วงวันที่ 14-19 พ.ย. 64 และอันดับ 3 กรมบัญชีกลางเปลี่ยนระบบจ่ายเงินบำนาญ เดือน พ.ย. 64 ให้ไปรับเงินที่ธนาคารด้วยตนเอง             “กระทรวงดิจิทัลฯ มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและสังคมรู้เท่าทันข่าวปลอม และประชาชนก็เป็นภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือในการช่วยกันแก้ปัญหาการแพร่กระจายข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นายเนวินธุ์กล่าว   ********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.