Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีเอกสาร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง เอกสารหนังสือรับรอง และแสดงการยินยอม เงื่อนไขการรับวัคซีนโควิด 19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ              กรณีเอกสารรับรอง และแสดงการยินยอม เกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิด 19 ซึ่งได้ระบุว่าหากอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีนหน่วยงานจะชดเชยเป็นเงิน 10 ล้านบาท ด้วยนั้น ทางสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวและชี้แจงว่า เป็นเอกสารปลอม โดยในการเข้ารับการฉีดวัคซีนที่หน่วยบริการต่าง ๆ จะมีแบบคัดกรองสุขภาพว่าสามารถรับการฉีดได้หรือไม่ เช่น โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ประวัติการได้รับวัคซีน การแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบวัคซีน การติดเชื้อโควิดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ภาวะโรคประจำตัวที่อาการยังไม่คงที่ การตั้งครรภ์การเจ็บป่วย การรับวัคซีนชนิดอื่นๆ ในระยะที่ผ่านมา เป็นต้น รวมทั้งให้คำแนะนำเรื่องประสิทธิผลของวัคซีน การปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันตนเอง อาการที่อาจพบได้และการปฏิบัติตัวหลังการฉีดวัคซีนโควิด 19  และอาการที่ควรไปพบแพทย์ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับทราบข้อมูล เข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 เพื่อตัดสินใจรับการฉีดวัคซีนก่อนลงนามยินยอมฉีดวัคซีนโควิด 19 และผู้ให้บริการที่หน่วยบริการจะลงนามในแบบฟอร์มด้วย สำหรับกรณีมีอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ สปสช. เขตพื้นที่ ซึ่งมีคณะอนุกรรมการทั้ง 13 เขตทั่วประเทศดำเนินการพิจารณาเรื่องเงินเยียวยา โดยกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวรไม่เกิน 4 แสนบาท, เสียอวัยวะพิการ ไม่เกิน 240,000 บาท, บาดเจ็บ/เจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 แสนบาท ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ https://www.moph.go.th หรือสอบถาม โทร 02 5901000             ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _____________

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีเพจเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า Www Sso go th ตรวจสอบสถานะสิทธิ์โครงการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสำนักงานประกันสังคมพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Www Sso go th ตรวจสอบสถานะสิทธิ์โครงการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 40” ซึ่งให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อตรวจสอบสิทธิ์นั้น ทางสำนักงานประกันสังคม ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่ามาตรการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ที่ให้กลุ่มตกหล่นยื่นแบบคำขอทบทวนสิทธิ์โครงการเยียวยาฯ ได้สิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 64 ที่ผ่านมาว่า ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบผลการทบทวนสิทธิ์ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th โดยสำนักงานประกันสังคม พร้อมเริ่มทยอยโอนเงินเยียวยา ให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 กลุ่มตกหล่น โดยได้เริ่มโอนเงินไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 จะโอนทุกวันพฤหัสบดี และผู้ประกันตนมาตรา 33 จะโอนทุกวันศุกร์ ถึงวันที่ 31 ธ.ค.64 นี้ และสำนักงานประกันสังคมขอย้ำกับผู้ประกันตนที่เข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิ์ว่า เงินเยียวยาจะโอนผ่านบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น             สำหรับเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Www Sso go th ตรวจสอบสถานะสิทธิ์โครงการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 40” เป็นเพจปลอม ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคมแต่อย่างใด จึงขอเตือนไปยังผู้ประกันตนว่า ขณะนี้พบพวกมิจฉาชีพได้จัดทำเพจ facebook ปลอม แอบอ้างชื่อสำนักงานประกันสังคม หลอกขอ ข้อมูลส่วนตัวผู้ประกันตนพร้อมให้โอนเงิน ค่าดำเนินการแล้วจะได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายแก่ผู้ที่หลงเชื่อ เสียทั้งทรัพย์สิน และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกันตน โปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด ทั้งนี้หากผู้ประกันตนพบเห็นเพจปลอมหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่แอบอ้างชื่อสำนักงานประกันสังคม โปรดแจ้งมายังสำนักงานประกันสังคม หรือหากท่านเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการโอนเงินให้มิจฉาชีพดังกล่าว สามารถแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานประกันสังคม หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง             ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _______________


            เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมการหารือระดับสูงด้านการทูตเศรษฐกิจเรื่องการปรับตัวของไทยต่อโครงการรถไฟจีน – ลาว โดยมีนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ณ โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ในการหารือครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผู้แทนระดับสูงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งเป็นการหารือแบบปิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับข้อริเริ่มพหุภาคีด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งกำหนดท่าทีและแนวทางการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงให้สอดคล้องกับบริบทโลกใหม่ ในการนี้ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเรื่องการขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ได้แก่ Regional Digital Trade Platform และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E – Commerce) โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านดิจิทัล และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล   ***********************          

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ประกาศความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล (CDA)” ขานรับการทำงานร่วมกับบริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ ดึงความเชี่ยวชาญระดับโลกเร่งความเร็วการก้าวสู่เป้าหมายนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ผลักดันประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าถึงทุกภาคส่วนของประเทศ นำร่องปักหมุดเทคโนโลยี 4 ด้านทั้ง สาธารณสุข, 5G สำหรับองค์กร, สมาร์ซิตี้และระบบขนส่ง และไซเบอร์ซีเคียวริตี้               นาย ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในการแถลงประกาศความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล” หรือ  Cisco’s Country Digital Acceleration (CDA) ร่วมกับ บริษัทซิสโก้ ซีสเต็มส์ ว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลที่สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทย รองรับเป้าหมายเพื่อเร่งการขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลในทุกภาคส่วนของประเทศ ตลอดจนกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทยจากการปรับใช้เทคโนโลยีที่สำคัญๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพสินค้า และการสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ              ทั้งนี้ โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทย (CDA) จะเริ่มขับเคลื่อนโครงการต่างๆ โดยมุ่งเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่  1.Connected Healthcare มีการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนสุขภาพ เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการให้บริการด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาช่วยทำให้บริการของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดตอกย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นใจต่อบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพให้เข้าถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม               2.โครงการด้าน 5G สำหรับองค์กร ตอกย้ำการใช้ประโยชน์เครือข่าย 5G ที่สามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วกว่า ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างลูกค้ากลุ่มต่างๆ รวมไปถึงแอปพลิเคชั่น และเทคโนโลยีทางด้านธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการให้บริการ predictive แบบเรียลไทม์ และระบบงานอัตโนมัติที่ชาญฉลาดมากขึ้น รวมถึงโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ในภาคธุรกิจที่สำคัญเช่น ภาคการผลิต               3.สมาร์ทซิตี้ และระบบขนส่ง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นนำที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ โดยจะมุ่งเน้นในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่งภายในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ให้ทันสมัย รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์สำหรับระบบขนส่งทางอากาศ รถไฟ ทางบก และทางทะเล โดยครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ               และ 4.ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ โดยซิสโก้จะจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในไทย เพื่อยกระดับทักษะของบุคลากรในประเทศ  สถาบันฯ แห่งนี้ มีการควบคุมสภาพแวดล้อมแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรไซเบอร์ซีเคียวริตี้สามารถร่วมมือกันที่จะตรวจค้น สืบหา และลดการโจมตีทางไซเบอร์  รวมทั้งการสร้างกรอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical National Infrastructure (CNI)) ในประเทศไทย                “เศรษฐกิจของไทยมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคฯ นี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเรามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน และเรามุ่งเน้นที่จะสร้างความมั่นใจในบทบาทผู้นำอย่างต่อเนื่องแม้หลังการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง ด้วยการนำดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้อย่างเต็มที่ โดยทุกภาคส่วนจะร่วมมีบทบาทในการขับเคลื่อนนี้ การทำงานร่วมกับซิสโก้ในโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตแห่งดิจิทัลให้เป็นจริง” นายชัยวุฒิกล่าว   **********************

        เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานตามสัญญามอบสิทธิบริหารจัดการดาวเทียมฯ ครั้งที่ 2/2564 ณสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นชอบให้ NT เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ จนสิ้นสุดอายุทางวิศวกรรมของดาวเทียม หลังจากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)            ทั้งนี้ การให้ NT ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สินในโครงการนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมมากยิ่งขึ้น ซึ่งดาวเทียมสื่อสารถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ให้บริการสาธารณะ ดังนั้น การให้บริการดาวเทียมสื่อสารจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมสำหรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการดาวเทียมของไทย   ________________




รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๖๔)


            เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมเร่งรัดติดตามการป้องกันปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ ณ ห้องประชุม M1 ชั้น 9 พร้อมด้วยนายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลฯ นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ และนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมีตัวแทนจากภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อหาแนวทางบูรณาการความร่วมมือ และเร่งรัดติดตามดำเนินคดีผู้กระทำผิด ตลอดจนร่วมหารือแนวทางทำงานในมิติการป้องกัน เพื่อคุ้มครองไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางออนไลน์ และการหลอกลวงผ่านเอสเอ็มเอสโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้ได้กำชับให้การดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด   ***********************      

           วันนี้ (24 พ.ย 64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงข่าวพลิกโฉมโทร 1212 สู่ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ ณ ห้องประชุม ชั้น 15 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยนายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลฯ นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ และนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและกลโกงทางออนไลน์ ให้เข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยขยายขอบเขตการรับเรื่องร้องเรียนไปถึงปัญหาอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ปัญหาการฉ้อโกง เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และแชร์ลูกโซ่ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น ซึ่งการแถลงข่าวปรับโฉมบริการโทร 1212 OCC สู่ “ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์” มีดาราและ Influencer ชื่อดังมาร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ธันวา สุริยะจักร , ไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี, คิง ก่อนบ่าย, เส้นด้าย พิมพ์ลดา เเววไทสง, ไวท์ ศุทธิ เรืองวิทยาโชติ, เบส อนาวิล ชาติทอง, สุระ รพีสิริรัตน์ , เหม่เหม ธัญญวีร์ ชุณหสวัสดิกุล, สิงโต สกลรัตน์ พันเทศ   ***********************



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.