Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เอาจริงยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ พลิกโฉมบริการโทร 1212 OCC  สู่ “ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์” พร้อมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์ปราบปรามมิจฉาชีพทางออนไลน์ เพิ่มประสิทธิภาพทำงานร่วมกันกับตำรวจ ธนาคาร แพลตฟอร์มโซเชียล องค์กรผู้บริโภค เร่งเครื่องนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี และผู้เสียหายเข้าถึงความช่วยเหลือเยียวยาได้เร็วขึ้น เผยยอดร้องเรียนปัญหาออนไลน์ปีนี้ใกล้แตะ 50,000 เรื่อง กว่า 67% เป็นปัญหาซื้อขายสินค้าออนไลน์              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ปรับโฉมบริการโทร 1212 OCC  สู่ “ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์” เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและกลโกงทางออนไลน์ ให้เข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยขยายขอบเขตการรับเรื่องร้องเรียนไปถึงปัญหาอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ปัญหาการฉ้อโกง เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และแชร์ลูกโซ่ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น             โดยครอบคลุมทั้ง ขยายการทำงานในการป้องกันและจัดการปัญหาออนไลน์ไปยังภาครัฐ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)  ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่จะทำให้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นไปได้เร็วขึ้น, ภาคเอกชน ที่เป็นบริษัทด้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม กูเกิล และยูทูบ, ภาคประชาสังคม เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค             นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและจัดการปัญหาและข้อร้องเรียนหรือภัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางออนไลน์ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกัน จัดการ และแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตลอดจนขยายช่องทางการรับแจ้งเรื่อง ของศูนย์ผ่านช่องทาง Line และสำนักงานสถิติจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้มีจุดรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้น เป็นต้น            ขณะที่ ล่าสุดเตรียมจัดตั้งศูนย์ปราบปรามมิจฉาชีพทางออนไลน์ เพิ่มประสิทธิภาพทำงานร่วมกันกับตำรวจ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มโซเชียล และ กสทช. มุ่งพันธกิจในการเร่งรัดติดตามการป้องกันปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดติดตามดำเนินคดีผู้กระทำผิด ลดอุปสรรคความล่าช้าในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและแกะรอยเส้นทางการเงินของบัญชีมิจฉาชีพ  ตลอดจนหาแนวทางดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุให้รวดเร็วที่สุด            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากการประชุมวานนี้ (23 พ.ย. 64) ร่วมกับตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ข้อสรุปหลักๆ เพื่อจัดทำแนวทางแก้ปัญหา ได้แก่ จะมีการหารือกับสมาคมธนาคารไทย และแบงก์ชาติ เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันในการเปิดบัญชีแทนผู้อื่น และบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายกับการรับจ้างเปิดบัญชี (บัญชีม้า) ซึ่งถือเป็นต้นตอร้ายแรงของปัญหามิจฉาชีพและกลโกงทางออนไลน์ในปัจจุบัน             “เรื่องการเปิดบัญชีแทนผู้อื่น อาจกำหนดโทษที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่นำบัญชีไปจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด เจ้าของบัญชีจะมีความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และตามประมวลกฎหมายอาญาร่วมด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว             นอกจากนี้ เตรียมเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยจะมีการจัดทำช่องทางสื่อสารกลางผ่านออนไลน์ ที่มีระบบความมั่นคงปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล พร้อมกำหนดตัวตนของบุคคลที่จะอยู่ในเครือข่ายประสานงานการรับแจ้งความคดีด้านนี้ไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดระยะเวลาในขั้นตอนติดตามขอข้อมูลประกอบพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การดำเนินคดี เพราะยิ่งฝ่ายสอบสวนสืบสวนได้รับข้อมูลล่าช้าจากธนาคารในเรื่องเส้นทางการเงินที่เหยื่อหลงเชื่อโอนไปบัญชีมิจฉาชีพ หรือจากผู้ให้บริการมือถือ ซี่งมีรายชื่อผู้ลงทะเบียนใช้บริการส่ง SMS หลอกลวง โอกาสที่จะติดตามเงินมาคืนให้กับผู้เสียหายจะยิ่งหมดไป เพราะมีการโอนกระจายต่อไปบัญชีอื่นๆ อย่างรวดเร็ว และหลายครั้งปลายทางอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ยากต่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จำนวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมและการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านออนไลน์จึงเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลการสำรวจทั้งในมุมของพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย และสถิติมูลค่า e-Commerce ของประเทศไทย ที่ดำเนินงานโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ พบว่า จำนวนชั่วโมงของผู้ใช้งานอิเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดเฉลี่ย อยู่ที่ 11 ชั่วโมง 25 นาทีต่อวัน              สำหรับกิจกรรมยอดนิยมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยคือ Social media ทั้งการใช้งานด้านการทำกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เช่น SMEs มีการใช้ช่องทางของแอปพลิเคชั่นธนาคารในการรับชำระสินค้าและบริการ อยู่ที่ 58.56% และมีการใช้ Social commerce เป็นช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ถึง 71.83% เป็นต้น              ขณะที่ ตัวเลขสถิติการรับเรื่องร้องเรียนผ่าน 1212 OCC ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนเรื่องร้องเรียน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ล่าสุดในปี 2564 ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว 49,996 ครั้ง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนเข้ามามากที่สุด คือปัญหาการซื้อขายของทางออนไลน์  67.11 % รองลงมาคือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 23.06 % และหากลงรายละเอียดของปัญหาการซื้อขายของทางออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งไว้มากถึง 47% ตามมาด้วย สินค้าไม่ได้มาตรฐานตามที่โฆษณา 29% เป็นต้น              “จากตัวเลขข้างต้น เราจะเห็นว่าโลกออนไลน์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ และแน่นอนว่า เมื่อคนทั่วโลกหันมาทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ภัยคุกคามทางออนไลน์ ทั้ง การฉ้อโกง หลอกลวง ปัญหาในรูปแบบต่างๆ ก็เพิ่มตามมาด้วย ทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการเข้าไปดูแลคุ้มครองผู้บริโภคกันอย่างเข้มข้นและเอาจริงเอาจังกับการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้บริโภคออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่” นายชัยวุฒิกล่าว              ด้านนายธันวา สุริยะจักร กล่าวว่า ขอสนับสนุนโครงการนี้ และอยากเชิญชวนให้มีการร้องเรียนกันเข้ามา เพราะเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ดีมาก เนื่องจากปัจจุบันโลกออนไลน์รวดเร็วขึ้น ทำให้คนทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น ใช้อี-แบงกิ้งมากขึ้น จึงเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพเข้ามาผ่านช่องทางนี้  ขณะที่ ประชาชนบางส่วนยังขาดภูมิคุ้มกันและรู้ไม่เท่าทันมิจฉาชีพออนไลน์ หรือเอสเอ็มเอสหลอกลวงให้คลิกเปิดลิงค์และถูกหลอกเงินจากบัญชีธนาคาร              ขณะที่นายณภัทร ชุ่มจิตตรี หรือคิง ก่อนบ่าย กล่าวว่า เชื่อว่ากระบวนการทำงานของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลฯ ผลักดันให้เกิดขึ้นครั้งนี้ จะช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี เพราะโดยส่วนตัวซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่อยากให้มีประชาชนตกเป็นเหยื่อขบวนการเหล่านี้อีกต่อไป พร้อมกันนี้อยากเสนอแนะให้มีการพัฒนาเป็นแอปพลิเคชั่น เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงศูนย์ร้องเรียนได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น              สำหรับกรณีของตนเองซึ่งมีบุคคลในครอบครัวถูกหลอกลวงทางออนไลน์ก่อนหน้านี้ จากการติดตามความคืบหน้ากับตำรวจเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิด ทำให้รับทราบปัญหาด้านกระบวนการในการติดตามเส้นทางบัญชีโอนเงิน เนื่องจากธนาคารกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าใช้เวลาราว 2 เดือนต่อ 1 บัญชี ขณะที่ขบวนการมิจฉาชีพมีการโอนต่อไปยังหลายบัญชี ดังนั้นกว่าจะได้ข้อมูลเพื่อประกอบพยานหลักฐานยื่นศาลต้องใช้เวลาเกินปี ไม่ทันการณ์สำหรับการสกัดกั้นการไหลออกของเงิน และการติดตามเงินคืนผู้เสียหาย เพราะส่วนใหญ่หัวหน้าขบวนการอยู่ในต่างประเทศ              โดยในการแถลงข่าวปรับโฉมบริการโทร 1212 OCC สู่ “ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์” มีดาราและ Influencer ชื่อดังมาร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ธันวา  สุริยะจักร , ไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี, คิง ก่อนบ่าย, เส้นด้าย พิมพ์ลดา เเววไทสง, ไวท์ ศุทธิ เรืองวิทยาโชติ, เบส อนาวิล ชาติทอง, สุระ รพีสิริรัตน์ , เหม่เหม ธัญญวีร์ ชุณหสวัสดิกุล, สิงโต สกลรัตน์ พันเทศ   **********************

            เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564  นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน และเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษในงาน " November Series 2021 " ในหัวข้อ  Accelerating the Digital Agenda to Renew Thailand’s Resiliency and Sustainable Growth  ผ่าน Online Conference ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการนี้ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า ในปี 2564  นับเป็นปีที่มีความท้าทายยิ่งสำหรับประเทศไทยและโลก ที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จนทำให้เกิดสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนทุกระดับชั้นของสังคม ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วมากขึ้น  ภาครัฐจึงมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวจากโควิด-19 โดยการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเท่าเทียมทางสังคม ในวันนี้จะกล่าวถึง 7 เทคโนโลยีสำคัญต่อเศรษฐกิจในการพลิกโฉมประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ได้แก่  5G และโทรคมนาคมยุคใหม่ ,ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI  ,IOT,  Data Analytics , Distributed ledger Technology หรือ DLT Quantum Computing และ ระบบอัตโนมัติ Automation และหุ่นยนต์   ********************      

           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ไปเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบต. วันที่ 28 พ.ย. 64 ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทาง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ                โดยทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงว่า ตามมาตราการกับทางกรมควบคุมโรค จะมีแค่เจ้าหน้าคอยวัดอุณหภูมิ หากมีประชาชนที่มีอุณหภูมิเกินกว่ามาตราฐานจะมีการจับแยก และมีการเตรียมหน้ากากอนามัย พร้อมแอลกอฮอล์ ให้สำหรับประชาชนชนที่ลืม ทั้งนี้อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้แนะนำวิธีการเตรียมความพร้อมก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอบต. เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยเจลแอกอฮอล์หลังสัมผัสสิ่งของ และเว้นระยะห่าง                ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.ect.go.th หรือโทร. 02 1418888 นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   **********************







       “เนวินธุ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เผยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้รับความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสข้อความที่ต้องตรวจสอบผ่านช่องทางโซเชียลเพิ่มขึ้น โดยไลน์และทวิตเตอร์ ยอดแจ้งแซงหน้าเฟซบุ๊ก           นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 19 - 25 พ.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,687,258 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 250 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 118 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 29 เรื่อง            สำหรับจำนวนข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 11,687,258 ข้อความ ซึ่งมีข้อความที่ต้องดำเนินการคัดกรอง รวบรวมจากช่องทาง Social Listening Tool จำนวน 11,682,144 ข้อความ และจากเบาะแสผ่านช่องทางโซเชียลและเว็บไซต์ของศูนย์ฯ ดังนี้ ไลน์ 4,208 ข้อความ ทวิตเตอร์ 750 ข้อความ เฟซบุ๊ก 118 ข้อความ และเว็บไซต์ 38 ข้อความ             ขณะที่ จากการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง ล่าสุดได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 57 เรื่อง พบว่าเป็นข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนจำนวน 19 เรื่อง โดยข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ อันดับ 1 โรคงูสวัด หากขึ้นวนรอบตัวจะทำให้เสียชีวิต อันดับ 2 รถกระบะตำรวจ ค่าเช่าเดือนละ 48,000 บาท และอันดับ 3 ผลิตภัณฑ์ Nasaleze Travel สเปรย์พ่นจมูกแบบผง ช่วยป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าสู่เยื่อบุโพรงจมูก และปอด            “จากข้อมูลเชิงลึกของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบความน่าสนใจว่าในส่วนของช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่เป็นบัญชีโซเชียลทางการของศูนย์ฯ ช่องทางไลน์และทวิตเตอร์ เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ประชาชนส่งข้อมูลเบาะแสมาให้เราแม้ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีจำนวนผู้ใช้งานน้อยกว่าเฟซบุ๊ก” นายเนวินธุ์กล่าว             นายเนวินธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากจำนวนการแจ้งเบาะแสจากประชาชนที่เข้ามาผ่านช่องทางโซเชียลของศูนย์ฯมากขึ้น ทั้งไลน์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ตอกย้ำว่าประชาชน เป็นภาคส่วนสำคัญในการร่วมกันทำงานกับรัฐเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาการแพร่กระจายข่าวปลอม ทั้งนี้ เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อเลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ____________




icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.