Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

          “เนวินธุ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เผยยอดร้องเรียนปัญหาซื้อขายออนไลน์รอบ 11 เดือนของปี 64 ทะลุ33,080 ครั้ง ทุบสถิติปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลเดือน พ.ย. พบปัญหานักช้อปออนไลน์ 40% ไม่ได้รับสินค้า เฟซบุ๊กยังเป็นช่องทางที่ถูกร้องเรียนมากสุดกว่า 80%             นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากรายงานของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 64 มีประชาชนร้องเรียนและติดต่อเข้ามารวม 48,513 ครั้ง โดยเป็นการร้องเรียนปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ถึง 33,080 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากสถิติทั้งปี 63 ที่มีจำนวน 20,619 ครั้ง             สำหรับปัญหาออนไลน์อันดับรองๆ ลงมา ได้แก่ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย 10,658 ครั้ง ปัญหาอื่นๆ สอบถามข้อสงสัย 2,798 ครั้ง ปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์ 1,588 ครั้ง และปัญหาข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที 389 ครั้ง             ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า พบว่าปัญหาซื้อขายออนไลน์ ทะยานขึ้นตั้งแต่ ก.พ. 64 โดยเมื่อประเมินสถานการณ์ปัญหาเป็นรายเดือน เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พบจำนวนการร้องเรียนที่ทำสถิติสูงถึง 5,476 ครั้ง             “อย่างไรก็ตาม เราได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเร่งแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค โดยเมื่อประมวลข้อมูลการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการซื้อขายออนไลน์ตั้งแต่ต้นปี รวมจำนวนเรื่องได้ทั้งหมด10,248 เรื่อง และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปแล้ว 80%” นายเนวินธุ์กล่าว              ขณะที่ สถานการณ์ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในช่วงเดือน พ.ย. 64 จำนวนการร้องเรียนอยู่ที่ 4,772 ครั้ง  โดยปัญหามากสุด คือ ไม่ได้รับสินค้า (หลอกลวง) ถึง 40% ตามมาด้วยสินค้าไม่ตรงปก (ไม่เป็นไปตามข้อตกลงผิดสีิ/ขนาด ไม่ตรงตามโฆษณา 30%              นอกเหนือจากนี้ ได้แก่ ปรึกษาด้านการซื้อขายออนไลน์ 14%  ได้รับสินค้าชำรุด 4% สอบถามขั้นตอนการแจ้งร้องเรียนหลักฐานที่ต้องใช้ 2%  ได้รับสินค้าผิดกฎหมาย (สินค้าปลอม) 1% และได้รับสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด 1%              ทางด้านช่องทางการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รับการร้องเรียนมากสุด ได้แก่ เฟซบุ๊ก 82.1% ตามมาด้วยเว็บไซต์ 5.6% อินสตาแกรม (ไอจี) 3.5% แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (อี-มาร์เก็ตเพลส) 3.3% และไลน์ 2.4%              สำหรับประเภทสินค้าที่ได้รับการร้องเรียนมากสุด คือ สินค้าแฟชั่น 23.7% ของใช้ในบ้าน 20.9% อุปกรณ์ไอที18.3%  อาหารและเครื่องดื่ม 11.7%  สินค้าประดับยนต์ (อุปกรณ์) 6.8% ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายที่มีการร้องเรียน 3 อันดับแรก อยู่ในช่วงราคา  1,001-2,000 บาท ตามมาด้วย 501-1,000 บาท และมากกว่า 10,000 บาท ซึ่งปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าราคาหลักหมื่นส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทไอที เช่น โทรศัพท์มือถือ              นายเนวินธุ์ กล่าวว่า ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นหน่วยงานกลางในการรับเรื่องร้องเรียน ก่อนประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ต้องการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพทางออนไลน์ จนตกเป็นเหยื่อกลโกงรูปแบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นตามเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน               โดยประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหา แจ้งเบาะแส หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาออนไลน์ ได้ผ่านช่องทางการติดต่อ ดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์ 1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ   _____________

         เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และพนักงานราชการประจำกระทรวงดิจิทัลฯ เดินทางร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 89 รูป จากนั้นปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้และพิธีถวายบังคมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2564   ณ ท้องสนามหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาสุดมิได้   _______________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ปลื้มผลงาน “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน” ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ ดึงดูดยอดผู้เข้าชมกว่า5 แสนคน ติดท็อป 5 ได้รับความนิยมสูงสุด เผยวานนี้ (5 ธ.ค. 64) เป็นประธานเปิดงานวันชาติไทย International Day เทิดพระเกียรติฯ             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) กล่าว่า จากการเข้าร่วมงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ หลังเปิดการจัดแสดงอาคารแสดงประเทศไทย (ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน) ผ่านไปราว 2 เดือน ล่าสุดมีจำนวนผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 5 แสนคน และติดอันดับท็อป 5 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากจำนวนประเทศที่เข้าร่วมงาน 192 ประเทศ รวมถึงมียอดคนเเชร์คลิปในโซเชียลมากเป็นอันดับ 1 ของโลก             ทั้งนี้ การจัดงานในส่วนของไทยเเลนด์พาวิลเลี่ยน ได้นำเสนอโดยแนวคิด “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) โดยจะเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี อีกทั้งเพิ่มความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศสู่สายตานักลงทุนทั่วโลก ผ่านความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอเอกลักษณ์และความเป็นไทย ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมทั่วทุกมุมโลก              สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการมี 4 องค์ประกอบ  ได้แก่ Thai Mobility (ประวัติศาสตร์) Mobility of Life  (การสร้างชาติ) Mobility of The Future (เทคโนโลยี โลกอนาคต) และ Heart of Mobility (ความประทับใจที่ต่างชาติหลงใหล)              นายชัยวุฒิ กล่าวว่า วานนี้ (5 ธ.ค.64) ยังได้เป็นประธานเปิดงานวันชาติไทย International Day เทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป2020 โดยมี ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ เป็นผู้เเทนรัฐบาล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เข้าร่วมฉลองกับประเทศไทยด้วย             พร้อมกันนี้ ได้เป็นผู้เเทนไทย นำคณะข้าราชการ ทูตานุทูต เเละทีมงานนักเเสดงไทย รวมถึง ประชาชนคนไทย ที่อาศัยอยู่ ณ เมืองดูไบ ร่วมกันน้อมลำรึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร             “คนไทยควรภูมิใจในความเป็นชาติไทย ตั้งแต่เปิดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปฯ เมื่อเดือนตุลาคม อาคารไทยแลนด์พาวิลเลี่ยน ได้รับความนิยมมีคนมาเยี่ยมชมมากที่สุดลำดับต้นๆ ของงาน รวมถึงสิ่งที่น่ายินดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาหารไทย เป็นที่นิยมมาก ทำให้ร้านอาหารไทยที่อาคารเเสดงประเทศไทย ในเเต่ละวันก็ขายดี มีคนมาต่อคิวทานเป็นจำนวนมาก  ทั้งหมดนี้ คือความตั้งใจของรัฐบาลไทย ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการสร้างประเทศไทย ให้เป็นฮับของการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน การเเพทย์การเกษตร พลังงาน  นวัตกรรม  ดิจิทัล เเละการท่องเที่ยว” นายชัยวุฒิกล่าว   ____________

     นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพเรื่อง ผู้ที่ทานเนื้อวัว นมวัว เป็นประจำ จะทำให้เลือดเป็นกรด เชื้อไวรัสโควิด-19 เจริญเติบโตได้ง่าย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ             กรณีการเผยแพร่ข้อมูลว่าผู้ที่ทานเนื้อวัว นมวัวเป็นประจำ ทำให้เลือดในร่างกายเป็นกรด ซึ่งเมื่อเจอกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เชื้อเติบโตได้เป็นอย่างดีนั้น ทางสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า ความเป็นกรดด่างของเลือด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ด้วยการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ระบบการทำงานร่างกายจะมีกลไกการควบคุมอวัยวะในร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ การกินอาหารที่เป็นกรดหรือด่าง จึงไม่สามารถที่จะลดหรือทำลายไวรัสโควิดในร่างกายได้  โดยข้อมูลที่มีการแชร์ข้างต้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการรับประทานอาหาร เนื้อวัวและนมวัว ซึ่งควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย ปริมาณ สัดส่วนที่เหมาะสม มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพียงพอ มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียง            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ  โดยประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _____________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง การ Swab ลึกถึงเพดานจมูก ทำให้เนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้ม Olfactory Nerve เสียหาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ              กรณีการโพสต์ให้ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า การสอดไม้ Swab เข้าไปกว้านลึกถึงเพดานจมูกสามารถสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้ม Olfactory Nerve ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและอายุขัยของมนุษย์เนื่องจาก olfactory nerve เป็นปราการด่านหนึ่งในสองของกะโหลกศีรษะซึ่งเชื่อมระหว่างโพรงจมูกกับสมอง ที่ไวรัสและแบคทีเรียสามารถเดินทางข้าม blood-brain barrier เข้าสู่สมองได้ นอกจากนี้ olfactory nerve ยังเป็นเซลล์ชนิดเดียวในกะโหลกศีรษะที่มี stem cells เรียกว่า olfactory ensheathing cells ที่ล้อมรอบเซลล์รับกลิ่น olfactory sensory axons ส่วนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ประสาท neuron ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากเซลล์ร่างกาย พวกมันทำหน้าที่ปกป้อง olfactory nerve และช่วยการสร้างเซลล์ใหม่เมื่อเกิดความบาดเจ็บเสียหาย (สเต็มเซลล์ชนิดนี้มีความพิเศษมากจนถูกนำไปใช้ในการซ่อมแซมไขสันหลังบาดเจ็บและรักษาโรคทางสมองหลายชนิดในการแพทย์ปัจจุบันอย่างประสบความสำเร็จ)  ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวและชี้แจงว่าการสอดไม้เข้าไปในจมูกมีโอกาสขึ้นไปที่ตำแหน่งของเส้นประสาทรับกลิ่นได้จริง แต่ไม่สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทมากอย่างที่กังวล ปัจจุบันก็ยังไม่พบหลักฐานว่าการสวอปทำให้เส้นประสาทรับกลิ่นเสียหายจนสูญเสียการรับกลิ่น อย่างไรก็ตามการสวอปควรทำให้ถูกวิธีโดยการแหย่เข้าไปตามแนวของพื้นจมูกเพื่อให้เข้าไปยังบริเวณโพรงหลังจมูกซึ่งมีโอกาสเจอเชื้อโรคได้มาก ซึ่งจะไม่โดนตำแหน่งของเส้นประสาทนี้อยู่แล้ว  อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังที่สำคัญคือในกรณีที่คนไข้เคยได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับฐานสมอง หรือเคยผ่าตัดซ่อมฐานสมองมาก่อน อาจจะไม่มีกระดูกคอยป้องกันเหมือนกับคนที่ยังไม่เคยผ่าตัด ดังนั้นควรให้แพทย์หูคอจมูกหรือแพทย์ที่ชำนาญเป็นผู้ทำการสวอปเอง              ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆโดยประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ___________

ผู้ตรวจราชการ รายชื่อผู้ตรวจราชการ   วัตถุประสงค์   อำนาจหน้าที่ นโยบาย/แผน/ยุทธศาสตร์ ข่าวงานตรวจราชการ แผนการตรวจราชการ - คำสั่งแผนการตรวจราชการประจำปี - แผนการตรวจราชการประจำปี - คำสั่งแบ่งเขตตรวจราชการ   รายงานการตรวจราชการ   - รายงานการตรวจราชการประจำรอบ - รายงานการตรวจราชการประจำปี - รายงานการตรวจราชการแบบบูรณาการฯ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ติดต่อ   ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อชี้แจง แนะนำ หรือทำความเข้าใจกับหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานหรือการจัดทำภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และแผนต่างๆ ของชาติและของหน่วยงานของรัฐ 2. เพื่อตรวจติดตามว่าหน่วยงานของรัฐได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติคณะรัฐมนตรี และคำสั่งนายกรัฐมนตรี และเป็นไปตามความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนหรือยุทธศาสตร์ใดๆ ที่กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ หรือวาระแห่งชาติ 3. เพื่อติดตามความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรค รวมทั้งประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความคุ้มค่าในการปฏิบัติงาน หรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐ 4. เพื่อสดับตรับฟังทุกข์สุข ความคิดเห็น และความต้องการของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน 5. เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และสืบสวน สอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในพื้นที่ อำนาจหน้าที่ 1. สั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับการตรวจปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี 2. สั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับการตรวจปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติในเรื่องใดๆ ในระหว่างการตรวจราชการไว้ก่อน หากเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือประโยชน์ของประชาชนอย่างร้ายแรง และเมื่อได้สั่งการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ หรือพิจารณาโดยด่วน 3. สั่งให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐชี้แจง ให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร และหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อประกอบการพิจารณา 4. สอบข้อเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือสดับตรับฟังเหตุการณ์ เมื่อได้รับร้องเรียนหรือมีเหตุอันสมควร โดยประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานตรวจสอบอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ 5. ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้รับการตรวจ และรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ 6. เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อชี้แจง แนะนำ หรือปรึกษาหารือร่วมกัน   นโยบาย แผน และยุทธศาสตร์ - ยุทศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) - แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม - ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ - แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 - 2564 คำสั่งแผนการตรวจราชการประจำปี - คำสั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ ๘๔/๒๕๖๑ เรื่อง แผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ - คำสั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ ๓๐/๒๕๖๑ เรื่อง แผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แผนการตรวจราชการประจำปี - แผน/แนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2562 - แผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2561 คำสั่งแบ่งเขตตรวจราชการ - คำสั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ ๘๙/๒๕๖๒ เรื่อง แต่งตั้งหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับผิดชอบเขตตรวจราชการ รายงานการตรวจราชการประจำรอบ - รายงานการตรวจราชการประจำปี - รายงานผลการตรวจราชการ ของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2562- รายงานผลการตรวจราชการ ของผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2561 รายงานการตรวจราชการแบบบูรณาการฯ - กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘


       เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 นายจักรพงษ์ ชาวงษ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารโทรคมนาคม สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมแถลงข่าว“โครงพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครสื่อสารฉุกเฉิน ในสังกัดสำนักงาน กสทช.” ณ หอประชุมสำนักงาน กสทช. ชั้น 2 สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการในฐานะที่กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นหน่วยงานหลัก ในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายใต้แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2562-2565) ซึ่งโครงพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครดังกล่าว เป็นการจัดอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่น เพื่อเป็นเครือข่ายสื่อสารสำรองของชาติ จำนวน 1,000 คน จะช่วยให้ผู้อบรมมีความรู้ความสามารถในการใช้งานวิทยุสื่อสาร สามารถช่วยสนับสนุนการประสานงานระหว่างพื้นที่และกระทรวงฯ ได้โดยตรง ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญหนึ่งในการประสานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติ หรือสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง ไม่สามารถใช้การได้ อีกทั้งนักวิทยุสมัครเล่นเป็นบุคคลในพื้นที่ ซึ่งรู้จักพื้นที่ สามารถแจ้งข้อมูลในพื้นที่ ที่เป็นประโยชน์ในระหว่างเกิดภัย ซึ่งเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกระทรวงฯ ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติแผนการสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน (สปฉ. 2) ส่วนงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติที่กระทรวงฯ เป็นหน่วยงานหลัก ที่ต้องจัดให้มีระบบสื่อสารและโทรคมนาคมทั้งระบบสื่อสารหลัก ระบบสื่อสารรอง และระบบสื่อสารสำรอง ให้สามารถใช้การได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งจัดช่องทางการสื่อสารรองเพื่อใช้ภาวะฉุกเฉิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _____________



          เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมผู้แทนหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ปี 2564 เพื่อแสดงพลังสร้างเจตนารมณ์ในการต่อต้านทุจริต เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่หน่วยงาน โดยร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นๆทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต” ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน   *****************************

          นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมหารือกับ ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ณ. งาน world expo 2020 โดย รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม เปิดเผย ว่า จากการหารือร่วมกันทั้ง 2 ประเทศ ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก รัฐบาลของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้มีการชวนประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ เปิดเขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area เเละให้ความสำคัญ กับเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร food security ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เเละอยากขอความร่วมมือกับไทยเรื่องอาหาร เเละสินค้าเกษตร ที่อยากจะให้ประเทศไทยสนับสนุน ด้านอาหาร นอกจากนี้ก็สนใจเรื่องพลังงาน และสัมปทานเเก๊สในประเทศไทยด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์เเละความมั่นคงระหว่างประเทศในอนาคต   ***************************

           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีข่าวสารปรากฏในช่องทางต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง แอปพลิเคชันเป๋าตัง เปิดให้ยืมเงินฉุกเฉิน 5 พันบาท อนุมัติไวใน 3 นาที ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย ธนาคารกรุงไทย พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ  ทางธนาคารกรุงไทย ได้ชี้แจงว่าธนาคารไม่มีนโยบายให้สินเชื่อ หรือยืมเงินสดผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแต่อย่างใด โดยแอปพลิเคชันเป๋าตัง เป็นแพลตฟอร์มด้านการเงินระบบเปิด สามารถใช้บริการแม้ไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย ให้บริการครอบคลุมทั้งบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ( E-Wallet) รองรับการทำธุรกรรมโอนเงิน เติมเงิน และชำระค่าสินค้าและบริการ บริการกระเป๋าเงินอิเลทรอนิกส์ของภาครัฐ (G-Wallet) รองรับการทำนโยบายของภาครัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ ม.33 เรารักกัน บริการกระเป๋าสุขภาพ (Health Wallet) ตรวจเช็คสิทธิด้านสุขภาพผ่านเป๋าตัง บริการด้านการลงทุนพันธบัตรของรัฐผ่านวอลเล็ต สบม. รวมถึงบริการเกี่ยวกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ช่วยให้การจัดการบัญชีกยศ.สะดวก และรวดเร็วสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/th/personal/detail/201                ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว หากพบ SMS อีเมล หรือ LINE ที่มีลิงก์แอบอ้างเป็นธนาคาร หรือพบเหตุผิดปกติ สามารถแจ้งผ่าน Facebook Fanpage Krungthai Care และ Krungthai Contact Center โทร 02-111-1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง                ทั้งนี้ อยากขอความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   *******************

         “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เปิด 5 อันดับข่าวปลอมได้รับความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์แรก ธ.ค. 64 พบประชาชนให้ความสนใจเฟคนิวส์กลุ่มสุขภาพมากสุด            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 3-9 ธ.ค. 64 ศูนย์ต่อต้านข่างปลอมพบจำนวนข้อความที่ต้องดำเนินการคัดกรอง 11,589,321 ข้อความ และมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 188 ข้อความ โดยเป็นจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 101 เรื่อง แบ่งได้ดังนี้            กลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการ จำนวน 41 เรื่อง กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอางรวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น 51 เรื่อง กลุ่มภัยพิบัติ 6 เรื่อง และกลุ่มเศรษฐกิจ 3 เรื่อง ทั้งนี้เมื่อโฟกัสประเด็นข่าวที่เกี่ยวกับโควิด -19 พบจำนวน 26 เรื่อง             อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุดหลักๆ อยู่ในหมวดข่าวกลุ่มสุขภาพถึง 3 ใน 5 อันดับแรก โดยข่าวที่ได้รับความสนใจและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) มากสุด ได้แก่ อันดับ 1 สารกันบูดที่อยู่บนผิวปลาทูนึ่ง หากสัมผัสโดนทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง อันดับ 2 การ Swab ลึกถึงเพดานจมูก ทำให้เนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้ม Olfactory Nerve เสียหาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อันดับ 3 ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าบ้าน ได้รับเงินเยียวยา 15,000 บาทอันดับ 4 ผู้ว่าจังหวัดภูเก็ต อนุมัติงบสร้างมัสยิด 56 ล้านบาท และขนชาวมุสลิมเดินทางเข้าภูเก็ต อันดับ 5 น้ำแข็งยูนิคใส่สารฟอร์มาลีน ทำให้คนไทยเป็นโรคมะเร็งอันดับ 1              “กระทรวงดิจิทัลฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เห็นถึงความสำคัญของประชาชนที่จะเป็นภาคส่วนสำคัญในการช่วยกันแก้ไขปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   _____________  

       นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) พร้อมกับ นายศรัณย์เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้เเทนรัฐบาลไทย ตรวจเยี่ยมชมสถาบันคิดดิจิทัลแห่งแรกของฝรั่งเศสเเละ Huiwei openlap โดยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยว่า สถาบันคิดดิจิทัลฝรั่งเศส จัดว่าเป็นHUB ดิจิทัล ให้ความสำคัญ กับ การพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลให้กับประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อนำไปต่อยอดทางการค้าและเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาทางด้านดิจิทัลควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม  ทั้งนี้ สถาบันดังกล่าวให้ความสนใจที่จะชวนประเทศไทย เป็นพันธมิตรเพื่อพัฒนา โปรเจคด้านดิจิทัลด้วย                                                      สำหรับ สถาบันเเห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นมา 12 ปีเเล้ว ซึ่งเป็นสถาบันคิดดิจิทัลแห่งแรกของฝรั่งเศส  ที่ประชาชนเเละชุมชนสามารถมีส่วนรวม เเละรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ นอกจากนี้ยังมี HUB Lab เฮาส์ ให้รวมตัวกันในด้านดิจิทัลนวัตกรรมตลอดจนนโยบายเชิงลึกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยองค์ความรู้ของนักวิเคราะห์ วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญด้วย พร้อมกันนี้ยังมีศูนย์ Huwei openlap ไว้สำหรับให้เยาวชน หรือนักศึกษา คิดค้นเเละพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเทคโลยี 5G  ซึ่งศูนย์ดังกล่าวก็มีที่ประเทศไทยด้วยเเละในอนาคตกำลังจะกลายเป็นศูนย์ที่เราสามารถสร้างงานวิจัยทางดิจิทัลเพื่อนำไปพัฒนาโปรเจคต่อยอดทางเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป          ______________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.