Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




            เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุม Top Executives ครั้งที่ 11/2564 โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ประชุมพิจารณาวาระสำคัญ ได้แก่ ผลงานเด่น 1 ปี ของหน่วยงานในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (แต่ละหน่วยงานคัดเลือกและนำเสนอหน่วยละ 1-2 โครงการ) อีกทั้งเตรียม โครงการ/กิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2565 มอบให้แก่ประชาชน   *********************

        “อัจฉรินทร์” ปลัดดีอีเอส เปิดงาน “การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม” จ.น่าน เผยสถานการณ์ข่าวปลอมภาคเหนือปี 64 เฟคนิวส์ข่าวสุขภาพมาแรงสุด พบข่าวปลอมโควิด ยึดพื้นที่ 5 อันดับแรกที่ถูกแชร์มากสุด             นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการเปิดงาน “การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม” ที่ จ.น่าน วันนี้ (17 ธ.ค. 64) ว่า สถานการณ์ข่าวปลอมที่มีมากขึ้น และสร้างผลกระทบต่อประชาชน จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากการหลงเชื่อข่าวปลอม-ข่าวลวง โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทัน และรับมือกับข่าวปลอม ขยายผลทางตรงให้กับประชาชนและสังคม ให้ได้รู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมในการเผยแพร่และการแชร์ส่งต่อหรือการโพสต์ข้อมูล อย่างมีวิจารณญาณไตร่ตรองก่อน             โดยจากสถิติของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข่าวปลอมที่มีการแชร์กันมากสุด 5 อันดับแรกในพื้นที่ภาคเหนือในรอบปีนี้ ได้แก่ 1.ครูบ้านสันกอง จ.เชียงราย เสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนซิโนแวค 2.ตำรวจ สภ.เมืองน่าน ฉีดวัคซีนซิโนแวค เพียงวันเดียวเสียชีวิต 3.โรงงานนิคมอุตสาหกรรม จ.ลำพูน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนเกือบ 1,000 ราย 4. ด.ต.วัชระกร บุญตา เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า เข็มที่ 2 และ 5. จ.เชียงใหม่ พบนักศึกษา ม.เชียงใหม่ ติดเชื้อโควิด 19 จำนวนมาก ทําให้ทุกพื้นที่ของเชียงใหม่เสี่ยงหมด ตามลำดับ            ทั้งนี้ ในช่วงเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 กระทรวงฯ ได้ดำเนินการจัดการข่าวปลอมในภาพรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 25 ม.ค.63 - 14 ธ.ค. 64 มีจำนวนข้อความที่ถูกคัดกรองมากกว่า 473 ล้านข้อความ พบว่าเข้าหลักเกณฑ์และนําส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ จำนวน 12,533 ข้อความ โดยมีจำนวนข่าวที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมาเพื่อเผยแพร่แล้ว 6,117 เรื่อง ซึ่งกว่า 52% เป็นข่าวในหมวดสุขภาพ รองลงมาเป็นหมวดนโยบายรัฐ            “วัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ หวังผลกับกลุ่มเป้าหมายภาคประชาชน เพื่อช่วยต่อยอดขยายผลสร้างการรับรู้วิธีสังเกตุข่าวปลอม ช่องทางการแจ้งเบาะแส และขับเคลื่อนการตรวจสอบเฝ้าระวังการเผยแพร่ ข้อมูลเนื้อหาและข่าวสารที่เผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข้อมูลที่บิดเบือนและปัญหา ข่าวปลอม” นางสาวอัจฉรินทร์กล่าว             สำหรับกิจกรรมสร้างการรับรู้ฯ ครั้งนี้มีนายวิศิษฐ์ ทวีสิงห์ ท่านปลัดจังหวัดน่าน ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดดีอีเอส บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนสื่อมวลชน กลุ่มอาสาสมัครดิจิทัล(อสด.) สมาคมวิทยุสมัครเล่นจังหวัดน่าน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขเข้าร่วม อีกทั้งมีการจัดอบรมผ่านรูปแบบออนไลน์ด้วย            ทั้งนี้ ความร่วมมือจากภาคประชาชนจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ภาครัฐ สามารถชี้แจงทําความเข้าใจ และเผยแพร่ความถูกต้องให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศได้ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา วัยทํางาน ผู้สูงอายุ เป็นต้น            สำหรับปีงบฯ 65 กิจกรรมสร้างการรับรู้ฯ จะมีการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ให้ตรงกับประเด็นการสื่อสาร อาทิ กลุ่มอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) กลุ่มสมาคมวิทยุสื่อสาร กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง            รวมทั้ง ยังให้ความสำคัญกับการทํางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ในการตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้องแก่ประชาชน ครอบคลุมถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในส่วนของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง (ANSCOP) (ศตปค.ตร.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ระดมทุกกลยุทธ์เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อลวง ทั้งในแง่ของการจัดการกับข่าวปลอม และการปราบปรามดําเนินคดีต่อผู้กระทําความผิดตามกฎหมาย โดยเน้นข่าวที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน   _____________

      นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า  ตามที่มีข้อความปรากฏในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ส่งข้อความทักทายเป็นรูปหรือภาพเคลื่อนไหว ทำให้ถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ               กรณีการเผยแพร่ข้อมูลว่า การส่งข้อความเป็นรูปหรือภาพเคลื่อนไหว เสี่ยงถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวได้ โดยมีนักเจาะข้อมูล (hackers) ได้ออกแบบรูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว เพื่อซ่อนรหัสเจาะข้อมูลไว้ในรูปภาพดังกล่าว เมื่อนำภาพเหล่านั้นไปใช้ส่งต่อผ่านโซเชียลมีเดีย จะทำให้ขโมยข้อมูลส่วนตัวจากอุปกรณ์ของคุณได้ ทางสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันยังไม่พบรายงานการเจาะระบบหรือการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบจากการส่งข้อความเป็นภาพหรือภาพเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว ไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ___________

       เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เป็นประธานการประชุมกระบวนการปิดกั้นเว็ป ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยที่ประชุมได้พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและขั้นตอนกระบวนการปิดกั้นข้อมูลหรือเว็บไซต์ในระบบคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้กฎหมายทันสมัยสอดคล้องแนวปฏิบัติสากล มุ่งปกป้องคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมและภัยโซเชียลรูปแบบใหม่ๆ   ___________

        นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ  (ดีอีเอส) ร่วมกับ สำนักงาน กสทช.  ปภ. พร้อมสหพันธ์สมาคมวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายประเทศไทย ร่วมสนับสนุนโครงการการฝึกอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครสื่อสารฉุกเฉิน ครั้งที่ 1 ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานในพิธีโครงการดังกล่าว ซึ่งการจัดอบรมในครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2564 ณ โรงแรมโบ๊ทลากูน รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต วัตถุประสงค์เพื่อการสร้างเครือข่ายสื่อสารสำรองของชาติที่พร้อมใช้งาน  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สนับสนุนวิทยากรในหัวข้อ บทบาทหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้านการสื่อสาร ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ  และการรู้เท่าทันสื่อและข่าวปลอม (Media and Fake News Literacy)            ในการนี้ นายมนัส  ทรงแสง นายกสมาคมนักวิทยุอาสาสมัคร  ประธานสหพันธ์สมาคมวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายประเทศไทย กล่าวว่า โครงการพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครฯ  เพื่อการเตรียมความพร้อมให้เป็นเครือข่ายสื่อสารสำรองของชาติ โดยมีผู้เข้าอบรมทั้งโครงการมากกว่า 1000 คน ซึ่งจะจัดอบรม 4 ครั้งใน 4 ภาค  ครั้งละประมาณ 250 คน  โครงนี้ได้รับการสนับหนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำนักงาน กสทช.             ที่มาของโครงการนี้เป็นความมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในการส่งเสริมให้มีระบบสื่อสารที่หลากหลายเพื่อการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ กรณีที่เกิดภัยพิบัติ เพื่อให้เป็นหลักประกันได้ว่าไม่ว่าระบบการสื่อสารอื่นใดไม่สามารถใช้การได้ระบบสื่อสารสำรองที่สหพันธ์จัดสร้างขึ้นนี้จะยังคงใช้การได้ในทุกสถานการณ์ เป็นระบบสื่อสารสำรองแบบคู่ขนาน หมายถึงเครือข่ายสื่อสารของนักวิทยุสมัครเล่นอาสาสมัครจะใช้ติดต่อสื่อสารกันเป็นปกติ เกือบตลอดเวลาเป็นประจำอยู่เสมอ และเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติเกิดขึ้นพื้นที่ใดก็พร้อมเข้าช่วยสนับสนุนได้ทันที ดังผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่ปี 2532 ที่ได้เกิด พายุไต้ฝุ่นเกย์ถล่มจังหวัดชุมพร นักวิทยุสมัครเล่นได้เข้าไปสถาปนาระบบสื่อสารขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถประสานงานกับหน่วยราชการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสพภัยได้เป็นผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ  และในปี 2547 ในคราวที่เกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ ในพื้นที่ชายทะเลอันดามัน 6 จังหวัดภาคใต้  ข่ายสื่อสารของวิทยุสมัครเล่นก็ได้มีบทบาทเข้าช่วยในการประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยส่งข่าวสารให้กับทางราชการ  จากการถอดบทเรียนที่สำคัญนี้จึงนำมาสู่โครงการนี้  วัตถุประสงค์เพื่อการสร้างเครือข่ายสื่อสารสำรองของชาติที่พร้อมใช้งาน                ดังนั้นผู้ที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะเป็นเครือข่ายสื่อสารสำรองของชาติ ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานเจ้าภาพหลักด้านการสื่อสารของชาติคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการกำกับดูแลและส่งเสริมโดยสำนักงาน กสทช.ด้านการอนุญาต การใช้ความถี่ให้ถูกต้องต่อไป     _____________    

        “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เปิดข้อมูลศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สัปดาห์ที่ผ่านมาพบชื่อ 4 แบงก์ ถูกแอบอ้างปล่อยข่าวลวง/บิดเบือนเรื่องการลงทะเบียนกู้ยืม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และแจกเงินสดปีใหม่             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  10-16 ธ.ค. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบมีการแอบอ้างชื่อธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อหลอกลวงและบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน โดยมีทั้งเรื่องการเปิดลงทะเบียนกู้ยืม ปล่อยสินเชื่อโดยผ่อนชำระรายเดือนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ แจกเงินสดเป็นของขวัญปีใหม่เป็นต้น            โดยจากการประสานงานของศูนย์ฯ ได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 3 เรื่องว่าเป็นข่าวปลอม ได้แก่ ข่าวกรุงไทย ให้ยืมปิดหนี้ตามนโยบายรัฐ ดอกเบี้ยต่ำ ทุกอาชีพ 50,000 - 200,000 บาท  ข่าวกรุงไทย เปิดเงินกู้ 5,000 - 300,000 บาท ใช้แค่บัตรประชาชน สามารถยืมได้ทุกสาขาอาชีพ ผ่านไลน์ @935kfjpa  และข่าวออมสิน เปิดสินเชื่อ QR รายวัน วงเงินกู้ 30,000-500,000 บาท             ขณะที่ อยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบ 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดลงทะเบียนให้กู้ยืมวงเงิน 30,000 บาทผ่อน 1,000 บาท และธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ "กรุงไทยใจดี" ให้ยืม 1 แสนบาท ผ่อนเดือนละ 1,653 บาท นอกจากนี้มีอีก 2 เรื่องที่อยู่ระหว่างการประสาน ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน ธ.ก.ส. และธอส. เตรียมของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าประวัติชำระดี รับเงินสดรายละ 500-1,000 บาท และเรื่องดีแทค เปิดให้ลงทะเบียนกู้ยืม วงเงินสูงสุด 8 แสนบาท           สำหรับภาพรวมในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,468,938 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 189 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 97 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 26 เรื่อง           ทางด้านข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 กรุงไทยให้กู้เงินผ่านไลน์ @935kfjpa โดยใช้แค่บัตรประชาชนเท่านั้น อันดับ 2 ผู้ที่เป็นริดสีดวง เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ อันดับ 3 เวลาเที่ยงคืนถึงตี 3 รังสีคอสมิกเข้าใกล้โลก หากเปิดมือถือไว้ร่างกายจะได้รับอันตราย อันดับ 4 ภาคใต้เตรียมรับมือพายุไซโคลนอัสนีในอีก 5 วัน และอันดับ 5 ใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเป็นเวลานานๆ ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก            “เรายังคงต้องการความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาข่าวปลอมอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   ____________

         “เนวินธุ์” ผู้ช่วย รมว.ดีอีเอส เผยยอดร้องเรียนปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่าน 1212 OCC สัปดาห์แรก ธ.ค. 64 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ยังนำ โดยสินค้าราคาเกินหมื่นพบ 16 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7 แสนบาท             นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ในรอบสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค. นี้ (3-9 ธ.ค. 64) มีจำนวนการร้องเรียนทั้งสิ้น 1,547 เรื่อง โดยอันดับ 1 ยังเป็นปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ 1,185 เรื่อง  รองลงมาได้แก่ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 230 เรื่อง ปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์ 16 เรื่อง ข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที 8 เรื่องและปัญหาอื่นๆ/สอบถามข้อสงสัย 108 เรื่อง             โดยพบว่า การร้องเรียนปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ ในส่วนของสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 10,000 บาทขึ้นไป มีจำนวนเรื่องร้องเรียน 16 เรื่อง รวมเป็นมูลค่าความเสียหาย 711,069 บาท ประเภทสินค้าที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 168,000 บาท เป็นสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์ไอที (หูฟัง) ตามมาด้วยแฟชั่น (แบรนด์เนม) และของใช้ในบ้าน             ขณะที่ เว็บไซต์ผิดกฎหมายมีการร้องเรียนประเด็นหลักๆ ได้แก่ เว็บที่มีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง จำนวน 124 เรื่องตามมาด้วย การสอบถาม/ขอคำปรึกษา/คำแนะนำ โดยส่วนใหญ่สอบถามเรื่องเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบ แอปเงินกู้ออนไลน์ เป็นต้น รวมจำนวน 88 เรื่อง และโทรร้องเรียนปัญหาการพนัน/หลอกลวงให้โอนเงินทางอีเมล์ 15 เรื่อง           “กรณีที่ประชาชนผู้บริโภคพบปัญหาจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีปัญหาในการใช้งานออนไลน์ หรือพบเนื้อหาข้อความที่ไม่ถูกต้องในโลกออนไลน์/โซเชียล สามารถร้องเรียน ขอคำปรึกษา หรือแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ ทางศูนย์ฯ จะประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด โดยสามารถติดต่อเราได้ผ่านช่องทางดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์ 1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ” นายเนวินธุ์กล่าว   ___________

       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เดินหน้าผนึกตำรวจ ประสานกูเกิล และเว็บด้านการลงทุนเทรดคริปโตที่ ก.ล.ต.ให้การรับรองดันยกระดับมาตรฐานป้องกันเว็บหลอก ใช้เป็นช่องทางหลอกลวงเหยื่อผ่านออนไลน์/โซเชียล พร้อมประสานงานแบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย หาแนวทางกำจัดบัญชีม้า หวังตัดตอนปัญหาเว็บเงินกู้เถื่อน และมิจฉาชีพออนไลน์           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (20 ธ.ค. 64) ได้รับการประสานจากนางแน่งน้อย อัศวกิตติกร  ประธานศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) นำตัวผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนเรื่องการถูกโกงออนไลน์ทั้งจากการถูกหลอกลวงลงทุนเงินคริปโต และเว็บไซต์เงินกู้เถื่อน ทั้งนี้ เบื้องต้นได้รับเรื่อง และจะร่วมกับตำรวจ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งปิดกั้น และ take down เว็บไซต์เหล่านั้น ตลอดจนติดตามขบวนการผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย            นอกจากนี้ เพื่อให้ก้าวทันกับการหลอกหลวงในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะปัญหาเว็บหลอกให้ลงทุนในเงินดิจิทัล (คริปโต) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทรวงฯ และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่ระหว่างการประสานกับกูเกิล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ search engine รวมทั้งเว็บด้านการลงทุนเทรดคริปโต ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วมากกว่า 10 ราย เพื่อหารือชี้แจงข้อกำหนดร่วมกันในการสร้างมาตรฐานให้สูงขึ้นเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเมื่อคลิก log-in เข้ามาในเว็บเหล่านี้แล้วจะไม่ถูกหลอกลวง            เนื่องจากปัจจุบัน เว็บเสมือน (Virtual Web) ซึ่งเป็นเว็บหลอกของพวกมิจฉาชีพออนไลน์ จะมีการตั้งชื่อเหมือนหรือชื่อคล้ายกับเว็บลงทุนจริงที่ ก.ล.ต. ให้การรับรอง จากนั้นเว็บของมิจฉาชีพ จะใช้วิธีการเข้าไปซื้อโฆษณาของกูเกิล เพื่อให้แสดงผลเป็นอันดับแรก ดังนั้นเมื่อมีการค้นหาข้อมูลเว็บที่ต้องการ  เว็บหลอกพวกนี้ก็จะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เพราะชื่อคล้ายกัน ถ้าใครหลงคลิกเข้าไป เว็บปลอมเหล่านั้นจะเก็บ log ชื่อล็อกอินและรหัสผ่านของเหยื่อ และนำเข้าไปจัดการบัญชีของบุคคลนั้นๆ ที่อยู่ในเว็บจริงเพื่อโอนเงินออกไปที่อื่น           ขณะที่ การร่วมหารือกับเว็บเพจด้านการซื้อขายการลงทุนที่ ก.ล.ต. รับรอง อาจมีการตั้งข้อกำหนดให้การใช้วิธีการเข้ารหัส หรือใช้ระบบ face detection เพื่อยืนยันตัวตนในการเข้าถึงต่อไป           “กำลังประสานกับกูเกิลและเว็บไซต์ต่างๆ ด้านนี้เพื่อมิให้มีเว็บที่หลอกลวงประชาชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบอินเทอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียเป็นระบบเปิด ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือ ประชาชนถ้าจะเข้าไปเว็บไซต์ไหนที่เป็นการลงทุนต้องระมัดระวัง ดูตัวสะกดยูอาร์แอล/ชื่อเว็บไซต์อย่างรอบคอบ เพราะเว็บหลอกอาจมีการเพิ่มตัวอักษรไว้ท้ายชื่อเหมือน และควรเข้าเฉพาะเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ขอให้ตระหนักว่าหากไม่รู้จักตัวตนกันจริงๆ ก็เป็นการหลอกลวงทั้งนั้น” นายชัยวุฒิกล่าว            นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาเว็บเงินกู้ออนไลน์ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้รับข้อร้องเรียนและมีการ take down อย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีการเปิดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น อยากฝากเครือข่ายภาคประชาชนให้ช่วยแจ้งเตือนประชาชนด้วย ขณะที่ ในส่วนของกระทรวงฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้คือ การประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับเรื่องบัญชีม้า เพราะเป็นปัญหาใหญ่ จุดเริ่มต้นของมิจฉาชีพคือ การใช้บัญชีปลอมในการโอนเงินและเอาเงินไปใช้ ถ้าสามารถกำจัดเรื่องบัญชีม้าได้ ก็จะลดปัญหาเรื่องการหลอกลวงทางออนไลน์ได้อย่างมาก             นายชัยวุฒิ กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันโลกดิจิทัล ทำให้มีการปลอมแปลงและหลอกลวงกันได้ง่าย และการหลอกลวงออนไลน์เป็นปัญหาของสังคมไทยยุคนี้ เพราะโซเชียลไม่รู้จักตัวตน พร้อมทั้งอยากใหเเป็นอุทาหรณ์ว่าเวลาติดต่อใครในโลกออนไลน์/โซเชียลมีเดีย อย่าไปเชื่อ ถ้ามีการโอนเงินจะไม่ได้คืน เพราะมิจฉาชีพมักใช้ความกลัวและความโลภมาหลอกลวงให้ตกเป็นเหยื่อ   ______________

             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส หนุนประเทศไทยปั้นคนรุ่นใหม่เกาะติดโอกาสสร้างรายได้จากอีสปอร์ต ชี้เป็นจิ๊กซอว์ดันอุตสาหกรรมเกมขยายตัว เปิดประตูสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพให้กับเกมเมอร์สายแข็ง เผยสปอนเซอร์ยุคดิจิทัลพร้อมอัดฉีดงบอุดหนุนหวังชิงตลาดกลุ่มใหม่ๆ                นายชัยวุฒิ ธนาคมนานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในงานสัมมนา “ศักยภาพ ESPORTS ไทย สู่สากล วิถีชีวิตยุคดิจิทัล” ว่า อีสปอร์ต (Electronic sports) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งดีอีเอส กำลังส่งเสริมและจะผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ                ทั้งนี้ อีสปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมเกมในประเทศไทย มีอัตราการขยายตัวย้อนหลังเฉลี่ย 12.7% ในปี 2559 – 2562 อีกทั้ง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยต่อยอดและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกมเข้ากับภาคธุรกิจอื่น โดยปัจจัยหนุนการขยายตัว ได้แก่ จำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งในยุคดิจิทัลซึ่งคนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือกันตลอดเวลา ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงอีสปอร์ต ทั้งในฐานะผู้เข้าชมการแข่งขันและผู้เล่น                ทางด้าน Newzoo บริษัทรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเกม รายงานผลการศึกษาว่า ในปี 2562 มูลค่ารวมของตลาดกีฬาอีสปอร์ตทั่วโลกอยู่ที่ราว 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (36,300 ล้านบาท) และในปี 2563 ตลาดเติบโต 15% ส่วนปีนี้มีแนวโน้มโตอีก 14.5% เปอร์เซ็นต์ โดยประเมินว่าปี 2565 มูลค่าตลาดของกีฬาอีสปอร์ตทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59,400 ล้านบาท)                 อีกทั้ง เมื่อเจาะลึกตลาดอาเซียน พบข้อมูลที่น่าสนใจจากทั้ง Newzoo และ Tencent บริษัทอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลกว่า รายได้ของกีฬาอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นถึง 20.8% ระหว่างปี 2562-2567 โดยพุ่งแตะ 72.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,392.5 ล้านบาท) ในปี 2567                 “ปัจจุบัน บริษัทและองค์กรมากมาย ที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของอีสปอร์ต จึงสนับสนุนวงการนี้เพื่อโปรโมตบริษัท/องค์กรและโปรโมตสินค้า เช่น เสื้อที่มีโลโก้สปอนเซอร์ การส่งสินค้าไปให้ใช้ เป็นต้น ซึ่งก็ถือเป็นการหาตลาดกลุ่มใหม่ด้วย โดยสปอนเซอร์จะสนับสนุนนักกีฬาอีสปอร์ตหรือเกมเมอร์ที่กำลังเป็นที่นิยม” นายชัยวุฒิกล่าว                  ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกีฬาอาชีพ เรื่อง กำหนดชนิดหรือประเภทกีฬาที่เป็นกีฬาอาชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ประกาศว่า ให้กีฬาอีสปอร์ตเป็นกีฬาอาชีพ เรียกได้ว่าวงการอีสปอร์ตได้รับการยอมรับมากขึ้นในประเทศไทย และเป็นที่จับตามองของหลายภาคส่วน                  นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในอนาคตอีสปอร์ตจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น และสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับหลายประเทศ โดยสถิติเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า Top 3 ประเทศที่มีรายได้สูงสุด ได้แก่ อเมริกา จีน และเกาหลีใต้ ตามลำดับ ซึ่งอเมริกามีรายได้กว่า 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทิ้งห่างกับประเทศอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีนักกีฬาอีสปอร์ตจำนวนมากและได้รับเงินรางวัลเยอะที่สุด                  พร้อมกันนี้ เขายกตัวอย่างรายได้นักกีฬาอีสปอร์ตไทยในปี 2563 จากข้อมูลของนักกีฬาอีสปอร์ตเกม MOBA ชื่อดังอย่าง Arena of Valor หรือ ROV อันดับแรก FirstOne ซึ่งเป็นกัปตันทีม “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต” มีรายได้อยู่ที่ 55,753 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ก็ยังมีนักกีฬาอีสปอร์ตไทยอีกหลายรายและหลายสังกัดที่มีรายได้สูงถึงหลักล้านบาท                  “อีสปอร์ตผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเกม เพื่อสันทนาการไปสู่การแข่งขันเชิงกีฬา เปลี่ยนจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้ตนเอง สร้างโอกาสให้ธุรกิจและอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ นักพากย์ ผู้จัดการทีม และโค้ชประจำทีม เป็นต้น แบรนด์ต่างๆ เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมนักกีฬาไม่ต่างจากวงการกีฬาอื่นๆ จะเห็นได้ว่าอีสปอร์ตไม่ใช่แค่การเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือเกมโทรศัพท์ แต่มีผลต่อการพัฒนาธุรกิจทั้งระบบนิเวศ อีกทั้งสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นหรือนักกีฬาเช่นเดียวกับกีฬาทั่วไป” นายชัยวุฒิกล่าว                  ปัจจุบันภาครัฐและเอกชน ให้ความสนใจจัดทำหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้เยาวชน เดินถูกเส้นทางในการทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ และในอนาคต หากอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตในประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็อาจได้เห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนในการผลักดันอีสปอร์ตในประเท   ************************




icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.