Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔)

           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง ชุดตรวจ ATK แบบอม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ              จากกรณีแนะนำโฆษณาขายชุดตรวจโควิด-19 โดยระบุว่าชุดตรวจ ATK แบบอม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ชี้แจงว่าปัจจุบัน อย. ขึ้นทะเบียนชุดตรวจ ATK แบบตรวจจากโพรงจมูกและตรวจจากน้ำลาย โดยรูปแบบการเก็บขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานแต่ละยี่ห้อ แต่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนชุดตรวจ ATK ที่เก็บตัวอย่างจากน้ำลายโดยใช้การอม               เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในด้านต่างๆ เช่น การเกิดพิษเมื่อใช้ติดต่อกันหลายครั้ง หรือการยืนยันว่าจะไม่มีสารเคมีอันตรายที่อยู่บนแถบตรวจไหลกลับสู่ปากขณะอม หรือการรับรองการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีหากกัดจนชุดตรวจเกิดความเสียหายจะไม่มีสารเคมีอันตรายรั่วซึมออกมา ขอให้ประชาชนเลือกใช้ชุดตรวจ ATK ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. และปฏิบัติตามคู่มือคำแนะนำการใช้งานให้ถูกต้องตามชุดตรวจแต่ละยี่ห้อ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการตรวจ โดยสามารถตรวจสอบชุดตรวจ ATK ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ได้ทาง เว็บไซต์อย. และก่อนซื้อขอให้ผู้บริโภคสังเกตฉลากภาษาไทย ซึ่งจะมีข้อความแสดง “บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้” เพื่อให้ได้รับชุดตรวจที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งนี้ ชุดตรวจ ATK เป็นชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น เหมาะกับผู้ที่มีประวัติ ความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อโควิด-19 อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีเชื้อจำนวนไม่มากหรืออยู่ในช่วงการติดเชื้อระยะแรก ผลที่ได้อาจเป็นลบ ดังนั้น กรณีได้ผลลบแต่มีประวัติความเสี่ยงสูงหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ขอให้มีการเฝ้าระวังตนเองและดำเนินการตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-5 วัน  ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 02-590-7000                นอกจากนี้ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ____________

        นางสาวชมภารี  ชมภูรัตน์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัล "The Winner Award X Campus Ads Contest  2021"  จัดโดยสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ Digital Demand Generation  ณ ห้อง Jubilee A-B โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์  ประตูน้ำนับเป็นอีกกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดี และเลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันศึกษาต่างๆกับคณะกรรมการผู้จัดการและองค์ที่ให้การสนับสนุนเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้มีเวทีเพื่อแสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ในการผลิตคลิปวีดิโอโฆษณาจากหลากหลายโจทย์อุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ และได้บ่มเพาะความรู้เชิงลึกในการทำคลิปวีดิโอจากกูรูผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งเป็นโอกาสที่ดีในการค้นหานักโฆษณารุ่นใหม่    _____________

          “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส สั่งการเลขา รมว. ผนึกกำลัง สตม. และ ศปอส.ตร.(PCT) นำทีมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารกัมพูชา บุกจับกุมแกงค์คอลเซ็นเตอร์ข้ามแดน นำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย คาดตัวเลขความเสียหายแตะ 300 ล้านบาท             นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ฐัมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ประสานการทำงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) หรือ PCT นำกำลังตำรวจชุด PCT เข้าประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ประเทศกัมพูชา บุกเข้าตรวจค้นอาคารต้องสงสัยจำนวน 2 แห่ง ในกัมพูชา เพื่อจับกุมแกงค์คอลเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย คนไทย 39 คน ชาวจีน 5 คน และชาวต่างชาติอื่นๆ จำนวนหนึ่ง โดยในส่วนผู้ต้องหาชาวไทยที่มีหมายจับอยู่แล้ว จะถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย             ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนของ บก.สส.สตม. และตำรวจ PCT สืบสวนแกะรอยพบว่าอาคารเป้าหมาย 2 แห่ง ในเมืองสีหนุวิลล์ จังหวัดกำปงโสม และบริเวณใกล้สนามบินกัมพูชา กรุงพนมเปญ เป็นจุดที่แกงค์คอลเซ็นเตอร์คนไทยใช้เป็นแหล่งกบดาน ในการกระทำความผิดหลอกลวงคนไทยให้โอนเงินด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนหลายร้อยล้านบาท              ทั้งนี้ จากข้อมูลชุดสืบสวนของตำรวจ ตรวจสอบพบว่าบัญชีธนาคารที่คนร้ายใช้กระทําความผิด มีการทําธุรกรรมทางการเงิน ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพชูา ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกระทําความผิด โดยโทรศัพท์หลอกลวงคนไทย และใช้สคริปข้อความหลอกเหยื่อคนไทยจากการรับแจ้ง ต้ังแต่เดือน ก.ย. 64 ถึงปัจจุบัน ได้หลอกลวงผู้เสียหายชาวไทย 60 ราย มูลค่าความเสียหายรวม 73 ล้านบาท และยังพบบัญชีธนาคารที่ใช้ทําความผิด รวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยเชื่อว่ายังมีผู้ที่ยังไม่ได้แจ้งความอีกหลายราย ซึ่งอาจมีความเสียหายถึง 200-300 ล้านบาท              สำหรับการแกะรอยแกงค์คอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ จนสามารถเข้าจับกุมผู้กระทำความผิด ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาคนไทยมากกว่า 10 รายที่มีหมายจับในคดีลักษณะนี้อยู่แล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย กรณีถูกคนร้ายแอบอ้างเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ บริษัทส่งสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งแจ้งว่าพบสินค้าเป็นยาเสพติด จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างว่าเป็นตํารวจไทย แจ้งว่าผู้เสียหายฟอกเงินเกี่ยวกับยาเสพติดและต้องให้ผู้เสียหายโอนเงินในธนาคารที่มีทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ โดยผู้เสียหายหลงเชื่อ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย            “การกระทำของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ส่งผลกระทบความเสียหายต่อประชาชน สังคม และเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เราได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านเว็บไซต์อาสาจับตาออนไลน์ของกระทรวงดิจิทัลฯผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายในรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนในการสืบสวนติดตามจับกุม และคนร้ายกระทําการในต่างประเทศ กระทรวงฯ จึงประสานสตช. เพื่อขอความร่วมมือในการดําเนินการครั้งนี้ ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และสามารถตรวจสอบข้อมูลข้อสงสัยจากตำรวจและกระทรวงฯ ได้” นายเอกสิทธิ์กล่าว   ____________

         นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวแสดงความยินดีในงาน "Thailand - Korea Smart City Day 2021" ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท โดยมี ฯพณฯ ท่าน วุก - ฮอน ลี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย คุณ ฮยุน - แต คิม ผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์เกาหลีหรือ “โคทรา” และ ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ “ดีป้า” เข้าร่วมงาน ในการนี้รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวย้ำในฐานะตัวแทนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ขอแสดงความยินดีกับ “โคทรา” ผู้จัดงาน “Thailand - Korea Smart City Days” ประจำปี 2564  ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านเมืองอัจฉริยะระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีได้  ด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่ง “โคทรา” ได้ทำหน้าที่ในการประสานงานจากทุกภาคส่วน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักต่าง ๆ               ที่ผ่านมาได้ดำเนินการด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อาทิ  แผนแม่บทการพัฒนาระบบการขนส่งอัจฉริยะจังหวัดขอนแก่น การทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับเมืองอัจฉริยะ การต่อยอดโครงการศึกษา (Study Project) ให้เข้าสู่การดำเนินโครงการนำร่อง (Pilot Project)  การสร้างเครือข่ายการจับคู่และต่อยอดทางธุรกิจ (Business Matching) อย่างเป็นรูปธรรม  และการส่งเสริมการพัฒนาเมืองในเครือข่ายเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะของ “ดีป้า”  ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 50 เมือง  และการลงทุนอย่างยั่งยืน บนพื้นที่ “Thailand Digital Valley” อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นต้น ซึ่งการจัดงาน Thailand – Korea Smart City Day 2021 ในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลีในการทำให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป     _____________

               “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส นั่งหัวโต๊ะประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมกันระดมความคิด ชูแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนากำลังคนด้วยการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยประเด็นสำคัญในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลี่อมล้ำในสังคม การพัฒนากำลังคน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย                 โดยในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารจากทุกส่วนงานเข้าร่วม ได้แก่ นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ผู้บริหารกระทรวงดิจิทัล และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ                “การจัดทำแผนยุทธศาสตร์กระทรวงฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ได้ร่วมกันระดมความคิด หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์กระทรวงฯ และข้อมูลโครงการสำคัญที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (Flagship Project) รวมถึงกำหนดแนวทางในการทำงานที่เชื่อมโยงสอดประสานระหว่างกัน เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พัฒนากำลังคนโดยใช้ประโยชน์จากดิจิทัล” นายชัยวุฒิกล่าว                  สำหรับเนื้อหาการประชุม เป็นการทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงฯ ตามนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ภารกิจ แผนงาน โครงการที่สำคัญของกระทรวงฯ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงแผนที่จะดำเนินการต่อไป   *****************

              เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ผู้แทนจากสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้องร่วมในพิธีมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยแก่ผู้พัฒนาเมืองที่ได้รับการประกาศรับรองเป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีฯ ณ อาคารภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด                ในการนี้ รองนายกฯ ได้มอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยแก่ผู้พัฒนาเมืองที่ได้รับการประกาศรับรองเป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) จำนวน 15 เมือง พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเมือง สอดคล้องกับเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีที่ต้องการให้เกิดการกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ด้าน ดีป้า พร้อมจับมือเจ้าของพื้นที่เดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ทั้งในรูปแบบเมืองเดิมน่าอยู่ และเมืองใหม่ทันสมัย ทั่วประเทศต่อเนื่อง   ************************


          “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เปิด 10 อันดับข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์ พบข่าวปลอมอ้างชื่อ กฟผ. เปิดเพจจัดกิจกรรมลุ้นรางวัลเป็นเงินดิจิทัลมาแรงสุด             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  17-23  ธ.ค. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,585,499 ข้อความ จากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน245 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 116 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 45 เรื่อง              ทั้งนี้ พบว่าข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1 กฟผ. เปิดเพจใหม่ พร้อมจัดกิจกรรมลุ้นเงินรางวัล เป็นสกุลเงินดิจิทัล อันดับ 2 เสียชีวิตบนทางหลวง ขอรับเงินชดเชยจากกรมทางหลวงได้ 15,000 บาท อันดับ 3 ดื่มน้ำอัดลมผสมเกลือ ช่วยแก้อาการขาดน้ำจากภาวะท้องเสีp อันดับ 4 ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร ดีเฮิร์บ (DHerb) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. อันดับ 5 เรื่อง ส่งข้อความทักทายเป็นรูปหรือภาพเคลื่อนไหว ทำให้ถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว              อันดับ 6 ผู้หญิงไม่ควรกินคอลลาเจน เพราะมีสารทำให้เกิดเนื้องอกในร่างกาย อันดับ 7 รัฐบาล ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่ม 2,000 บาท อันดับ 8 ร่าง พรบ.กิจการฮัจย์มีผลให้อิสลามเข้าควบคุมกรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย อันดับ 9 กฟผ. กับ ปตท. ร่วมกันทำให้ค่าไฟแพง และอันดับ 10 ภาคใต้เตรียมรับมือพายุดีเปรสชั่น ช่วงวันที่ 19-20 ธ.ค.              ทั้งนี้ จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 54 เรื่อง โดยเป็นข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนจำนวน 12 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเงินเยียวยา เงินช่วยเหลือจากรัฐ แจกเงิน และกิจกรรมลุ้นเงินรางวัล              “อยากขอความร่วมมือจากประชาชนอย่างต่อเนื่องในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   _____________

          “เนวินธุ์” ผู้ช่วย รมว.ดีอีเอส โชว์ข้อมูลสรุปรอบสัปดาห์ปัญหาร้องเรียนผ่าน 1212 OCC กระเป๋าแบรนด์เนมติดท็อปสินค้าออนไลน์เจ้าปัญหามูลค่าสูงสุด              นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ประจําวันที่ 16–22 ธ.ค. 64 มีจำนวนการร้องเรียนทั้งสิ้น 1,131 เรื่อง โดยปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ยังเป็นอันดับ 1 จำนวน 744 เรื่อง ในส่วนของสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 10,000 บาทขึ้นไป มีจำนวนเรื่องร้องเรียน 10 เรื่อง รวมเป็นมูลค่าความเสียหาย 477,900 บาท                โดยอยู่ในหลักเกินแสนบาท 2 ประเภทสินค้า คือ อันดับ 1 สินค้าแฟชั่น (กระเป๋าแบรนด์เนม) มูลค่า 209,000 บาท ตามมาด้วยสินค้าประเภท Automotive & Motocycles ราคา 135,000 บาท               สำหรับปัญหาร้องเรียนออนไลน์ ลำดับรองลงมา ประกอบด้วย ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 185 เรื่อง ปัญหาอื่นๆ/สอบถามข้อสงสัย 79 เรื่อง ปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์ 17 เรื่อง และข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที 8 เรื่อง                ขณะที่ จังหวัดที่มียอดแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามามากที่สุด  5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพ 119 เรื่อง เชียงใหม่ 30 เรื่อง นครราชสีมา 29 เรื่อง ปทุมธานี 27 เรื่อง และสมุทรปราการ 21 เร่ือง                นายเนวินธุ์ กล่าวว่า ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC พร้อมเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือและประสานการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคและประชาชน ที่พบปัญหาจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีปัญหาในการใช้งานออนไลน์ หรือพบเนื้อหาข้อความที่ไม่ถูกต้องในโลกออนไลน์/โซเชียล สามารถร้องเรียน ขอคำปรึกษา หรือแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ ผ่านช่องทาง ดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์ 1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ   _____________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ไฮไลท์โครงการเด่นกระทรวงฯ รอบปี 64 มุ่งสร้างสังคมปลอดข่าวปลอม ขับเคลื่อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในสังกัด ช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนฝ่าวิกฤตโควิด เสริมแกร่งกฎหมายดิจิทัลรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เผยปีหน้านำร่องปั้นอินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานบริการฟรีชุมชนกว่า8,000 แห่งทั่วประเทศ             นายชัยวุฒิ ธนาคมนานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยผลการดำเนินงานในภาพรวมตลอดปี 64 ว่า มีหลายโครงการเด่นจากหน่วยงานใต้สังกัด ที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ทั้งระดับเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำความเชี่ยวชาญและต่อยอดศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาและช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชน จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19              สำหรับผลการดำเนินงานเด่นๆ ในรอบปีนี้ของหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเกี่ยวกับการต่อต้านข่าวปลอม และการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปี 63 – 21 ธ.ค. 64 ดังนี้              โดยตั้งแต่ ต.ค. 63-21 ธ.ค. 64 ได้ประสานส่งข้อมูลข่าวปลอมและบิดเบือน ไปยังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และความมั่นคง สำนักงานตารวจแห่งชาติ (ศตปค.ตร.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จำนวน 226 เรื่อง ผู้กระทำผิด 373 ราย โดยมีการประสานให้หน่วยงานผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแล้ว 20 เรื่อง จำนวน 53 คดี มีการตักเตือนให้ลบหรือแก้ไขข่าว 8 เรื่อง และอยู่ระหว่างสืบสวน 98 เรื่อง               นอกจากนี้ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายแล้ว จำนวน 9,092 บัญชีรายชื่อ(ยูอาร์แอล) แบ่งเป็น หมิ่นสถาบันฯ 289 คำสั่ง รวม 6,563 ยูอาร์แอล ละเมิดลิขสิทธิ์ 5 คำสั่ง รวม 56 ยูอาร์แอลลามกอนาจาร 15 คำสั่ง รวม 258 ยูอาร์แอล การพนัน 65 คำสั่ง รวม 2,198 ยูอาร์แอล และอื่นๆ (ข้อมูลที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน) 1 คำสั่ง รวม 17 ยูอาร์แอล              รวมทั้ง ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ และประสานข้อมูลผู้กระทำความผิดนำเข้าข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จำนวน 1,751 ยูอาร์แอล โดยมากสุดเป็นช่องทางของเฟซบุ๊ก 959 ยูอาร์แอล ตามมาด้วย ทวิตเตอร์ 446 ยูอาร์แอล ยูทูบ 305 ยูอาร์แอล และเว็บไซต์ 41 ยูอาร์แอล              สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 63-64 จึงได้มีการอนุมัติโครงการขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ที่เกี่ยวกับด้านการแพทย์/สาธารณสุข ซึ่งรวมถึง โครงการตามประกาศในสถานการณ์โควิด 42 โครงการครอบคลุมโรงพยาบาล 34 แห่ง รวมจำนวนเตียง  9,000 เตียง ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลไปใช้ในการบริหารจัดการรับมือจำนวนผู้ป่วยและผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหลังการระบาดเมื่อปลายปี 63 โครงการรับทุนเด่นๆ ได้แก่ ครุภัณฑ์เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบนัดหมายและจัดคิว หุ่นยนต์ช่วยแพทย์ ระบบการแพทย์ทางไกล และระบบติดตามผู้ป่วยมะเร็ง ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ของผู้ป่วยมะเร็งกว่า 1,000 คน ในการเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล เป็นต้น              กรมอุตุนิยมวิทยา ในโครงการการยกระดับมาตรฐานอุตุนิยมวิทยาการบินของประเทศ โดยติดตั้งและปรับปรุงเครื่องมือตรวจวัดด้านอุตุนิยมวิทยาการบินประจาสนามบิน ให้เป็นไปตาม มาตรฐาน ICAO และตามแผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ ครอบคลุมสนามบินหลักของประเทศ 9 แห่ง และสนามบินรอง(Domestic) จำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ             สำนักงานสถิติแห่งชาติ  ในโครงการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของกรอบโครงสร้างรัฐบาลดิจิทัล และหนุนให้ก้าวไปสู่รัฐบาลอัจฉริยะ โดยปัจจุบันมี 118 หน่วยงานที่มีระบบบัญชีหน่วยงานพร้อมแล้ว ครอบคลุม หน่วยงานนำร่อง 31 หน่วยงาน และ 3 จังหวัด รวมถึงหน่วยงานตามตัวชี้วัด Open Data จำนวน 84 หน่วยงาน              บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด NT ได้ขานรับนโยบายดีอีเอส เข้าไปช่วยเหลือประชาชน โดยนำความเชี่ยวชาญในธุรกิจให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม เข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ระบบสื่อสารไวไฟความเร็วสูง ระบบซีซีทีวี สนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ 668 แห่งซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และจุดฉีดวัคซีนโควิด-19  งบระมาณที่ใช้จ่ายไปประมาณ 307 ล้านบาท              ทั้งนี้ NT วางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้กับกลุ่มประเทศ CLM (กัมพูชา-ลาว-เมียนมาร์) ภายในปี 67 รวมถึงตั้งเป้าหมายพลิกบทาทเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลเต็มรูปแบบในปี 66-68 โดยจะมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจดิจิทัลมากกว่า 7,600 ล้านบาท ภายในปี 69              บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ช่องทางเว็บไซต์ Thailandpostmart.com สนับสนุนการจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ มีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนรวม 3,060 ราย สร้างรายได้ 200 ล้านบาท สร้างความเติบโตให้เศรษฐกิจฐานราก              รวมทั้งสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ในช่วงโควิด โดยจัดทำโครงการไปรษณีย์ reBOX เปลี่ยนกล่อง/ซองเป็นสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์ รวบรวมกล่อง/ซองใช้แล้ว 200,000 กก. ที่นำไปเปลี่ยนเป็นหน้ากากทางการแพทย์300,000 ชิ้น ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และโครงการ “ส่งความห่วงใย ส่งให้ สู้ภัย COVID-19” จัดส่งเวชภัณฑ์และสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์ 250,000 กก. ให้กับโรงพยาบาลและเรือนจำทั่วประเทศฟรี              สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จัดทำร่าง พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. .... และผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้วโดยจะเป็นกฎหมายสำคัญเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน หรือประชาชนที่ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการซื้อขายผ่านออนไลน์/โซเชียล นอกจากนี้ ยังมีการประกาศใช้ข้อเสนอแนะมาตรฐาน การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital Identity) ฉบับปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องบริบทการใช้งานและความต้องการของธุรกิจ อีกทั้งล่าสุดปรับโฉมบริการสายด่วน 1212 OCC สู่ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ เพื่อให้เกิดการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น              สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ตลอดปีที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินภารกิจยกระดับ Digital Startups กว่า1,200 ราย และส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ผ่านบริการของ Digital Startup แล้วกว่า 11,400 โครงการ ครอบคลุม เอสเอ็มอี ชุมชน/เกษตรกร และหาบเร่แผงลอย               นอกจากนี้ ยังเข้าไปสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลด้าน Big Data ในโครงการ Health-Link ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างดีอีเอส และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและทางโรงพยาบาลเข้าถึงการรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นที่รวบรวมข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสุขภาพเอาไว้ที่เดียว โดยประชาชนสามารถสมัครเข้าร่วมได้ผ่านแอปเป๋าตัง ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 70,000 คน มีโรงพยาบาลเข้าร่วมแล้ว100 แห่ง และอยู่ระหว่างขอเข้าร่วมอีกจำนวนมาก คาดว่าจะเชื่อมโยงและเปิดตัวพร้อมโรงพยาบาลทุกสังกัดในเขตกทม. ได้ในเดือน มี.ค.65               นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับแผนงานในปี 65 กระทรวงดิจิทัลฯ จะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้าถึงครอบคลุมมากที่สุด โดย สดช. หน่วยงานในสังกัดฯ จะนำร่องปูพรมบริการฟรีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่าน “โครงการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชน” ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 8,246 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงบริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบสื่อสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ความเร็วไม่น้อยกว่า 200/100 Mbps ในพื้นที่ไม่มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึง              ขณะที่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม จะตอกย้ำการพัฒนาให้เป็นช่องทางการสื่อสารโดยตรงกับประชาชน รวมถึงการปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายผู้ประสานงาน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องหรือแจ้งเตือนให้แก่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ควบคู่การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อรู้เท่าทันสื่อยุคดิจิทัล และมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาข่าวปลอม               ทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ETDA เตรียมโครงการพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับดูแลธุรกิจดิจิทัลจัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานเกี่ยวกับการกำกับดูแลธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Service) มีกลไกการกำกับดูแล รวมถึงพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง(Secured Environment) ได้แก่ บริการพื้นฐานสำคัญที่น่าเชื่อถือ (Trust Services) สำหรับบริการประชาชนในกระบวนการอนุมัติ อนุญาตของทางราชการ และการตรวจสอบเฝ้าระวังทางด้าน Cybersecurity ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น              และโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในรายงานประจำปีระดับโลกของไอเอ็มดี (IMD World Digital Competitive Index)   ______________

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เปิดสถิติเชิงลึกจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบยอดสะสมจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอมมากกว่า 23 ล้านคน อายุ 18-24 ปี หัวแถวผู้โพสต์และแชร์ข่าวปลอม ด้านกลุ่มอาชีพที่เข้าข่ายเผยแพร่มากสุด คือกลุ่มผู้สื่อข่าวเพราะประชาชนเชื่อถือ เปิดโรดแมปปี 65 ปูพรมสร้างการรับรู้เน้นกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับเยาวชน จนถึงเครือข่ายภาคประชาชน                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากการติดตามข่าวสาร และการสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับข่าวปลอม ตั้งแต่จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมวันที่ 1 พ.ย 62 ถึง 23 ธ.ค 64 มีจำนวน ผู้โพสต์ข่าวปลอม 1,167,543 คน และจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอม 23,785,145 คน โดยช่วงอายุของผู้โพสต์และแชร์มากที่สุด คือ อายุ 18-24 ปี คิดเป็นสัดส่วน 54.5% ขณะที่อายุ 55-64 ปี มีพฤติกรรมแพร่กระจายข่าวปลอมต่ำสุด คิดเป็น 0.1% สำหรับกลุ่มอาชีพที่สนใจประเด็นข่าวปลอมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มผู้สื่อข่าว คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 16.7% เนื่องมาจากเป็นกลุ่มอาชีพที่ประชาชนให้ความสนใจ และเกิดเชื่อถือในการเผยแพร่มากที่สุด รองลงมา คือ กลุ่มผู้จัดการ/ผู้บริหาร 9.3% และผู้ประกอบกิจการต่างๆ 8%               ขณะที่ กลุ่มอาชีพของผู้แชร์ข่าวที่เข้าข่ายเป็นข่าวปลอมมากที่สุด 3 อ้นดับแรก ได้แก่ กลุ่มอาชีพคุณครูอาจารย์ 14.0% ตามมาด้วย กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มอาชีพช่างภาพ 9.4% และกลุ่มอาชีพวิศวกร 7.0%               “ทั้งนี้ เราต้องขอขอบคุณสำนักข่าว และอินฟลูเอนเซอร์หลายราย ที่สนับสนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องไปยังประชาชน และสาธารณะในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง” นายชัยวุฒิกล่าว                โดยในรอบปี 64 มีรายชื่อสำนักข่าว และ Influencer ที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมมากสุด 10 อันดับแรก ดังนี้ ไทยรัฐ จส.100 มติชน บางกอกโพสต์  FM91 Trafficpro ข่าวจริงประเทศไทย ฐานเศรษฐกิจ   News.ch 7  โพสต์ทูเดย์ และคมชัดลึก ตามลำดับ                 สำหรับภาพรวมผลการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (วันที่ 1 พ.ย. 62 – 23 ธ.ค. 2564) มีข้อความข่าวที่ต้องคัดกรอง 455,121,428 ข้อความ หลังจากคัดกรองพบข้อความข่าวที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 13,262 เรื่องแบ่งเป็น โดยหมวดหมู่สุขภาพ 6,855 เรื่อง ตามมาด้วย หมวดหมู่นโยบายรัฐ 5,865 เรื่อง  หมวดหมู่เศรษฐกิจ 282 เรื่อง และหมวดหมู่ภัยพิบัติ 260 เรื่อง                ด้านนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเริ่มจัดเก็บข้อมูลการเปรียบเทียบ Trend ของหมวดหมู่ข่าวทั้ง 4 หมวด โดยระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 63 - 23 ธ.ค. 64 พบว่า หมวดนโยบาย มีแนวโน้มสูงสุด มียอดเฉลี่ยการพูดถึง 53,017 ครั้งต่อวัน คิดเป็น 46.77% โดยพบว่าข่าวปลอมสูง ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายออกมาเพื่อเยียวยาให้กับประชาชน มียอดการพูด การสนทนา การโพสต์ บทความ ถึงนโยบายเยียวยา การแชร์ข้อมูลความถี่สูงขึ้น               รองลงมาเป็น หมวดหมู่สุขภาพ มียอดเฉลี่ยการพูดถึง 29,329 ครั้งต่อวัน คิดเป็น 25.87% พบว่าข่าวปลอมสูงในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เช่นกัน โดยคาดการณ์ในอนาคต มีแนวโน้มว่า หากมีการพบโรคระบาดใหม่ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการนำประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพการรับประทาน การรักษาด้วยตนเองมาบิดเบือนและแชร์ข้อมูล เกิดความเข้าใจผิดวนซ้ำได้อีก               ขณะที่ หมวดหมู่เศรษฐกิจ มียอดเฉลี่ยการพูดถึง 15,966 ครั้งต่อวัน คิดเป็น 14.09% พบข่าวบิดเบือน และข่าวปลอมในช่วงที่มีการปรับ เปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าอุปโภคและบริโภค ส่วนหมวดหมู่ภัยพิบัติ มีแนวโน้มที่จำนวนการพูดถึงเฉลี่ย 15,042 ครั้งต่อวัน คิดเป็น 13.27% โดยพบข่าวปลอมสูงในบางช่วง ในสถานการณ์วิกฤตช่วงเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ กระแสข่าวเกี่ยวกับมีผู้ประสบภัยพิบัติของทั้งในและต่างประเทศ                นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า ในปี 65 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม จะมุ่งเน้นกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับเยาวชน จนถึงเครือข่ายภาคประชาชน โดยกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา ได้จัดกิจกรรมจัดประกวดการผลิตคลิปวีดีโอสั้น เพื่อสร้างการรับรู้เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาทีมละ 80,000 บาท เปิดรับผลงาน ช่วง ม.ค. 65 – มี.ค 65 และประกาศผล พ.ค. 65 โดยทุกคลิปวิดีโอที่ได้รับรางวัลจะได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงบนสถานีโทรทัศน์                สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาข่าวและข้อมูลปลอม ที่มีการเผยแพร่ส่งต่ออยู่บนสื่อสังคมออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมาก  และมีผู้กระทำผิดอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบ               พิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง  และการดำเนินการติดตามตัว  มาดำเนินคดีตามกฎหมาย  จึงได้ จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หรือ  ANSCOP เพื่อให้การควบคุม  กำกับดูแล  สั่งการ  และบริหารราชการ ให้เป็นเอกภาพ  ภายใต้ยุทธศาสตร์และมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน  พร้อมกันนี้  ได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง  ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคงของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค  1-9  เพื่อให้การปฏิบัติงานครอบคลุมพื้นที่และสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาข่าวและข้อมูลปลอมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ              สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หรือANSCOP  มีการบูรณาการประสานงานกับกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาข่าวและข้อมูลปลอมอย่างต่อเนื่อง  โดยมีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งประเทศไทย  หรือ  AFNC  รับผิดชอบในการรับเรื่อง  ติดตาม  ตรวจสอบข้อมูลข่าวที่อาจมีลักษณะปลอมหรือบิดเบือนอยู่ตลอดเวลา  มีการประสานงานกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมทุกส่วนราชการ  หรือหน่วยงานของรัฐ  เพื่อตรวจสอบและยืนยันข่าว  เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  เมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนแล้ว  ก็จะส่งต่อข้อมูลดังกล่าวมายัง   ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และความมั่นคงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หรือ ANSCOP  เพื่อดำเนินการพิจารณาความผิดตามหลักกฎหมายที่กำหนดไว้  อาทิ  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ  ประมวลกฎหมายอาญา  และกฎหมายอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้อง  หากเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิด  เมื่อผู้เสียหายได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป              ผลการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคงสำนักงานตำรวจชาติ  หรือ  ANSCOP  ในรอบ 8 เดือน ( 1 พ.ค. จนถึง  ปัจจุบัน) พบว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งประเทศไทย  หรือ  AFNC  ได้ส่งโพสต์ที่ตรวจพบและตรวจสอบแล้วได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน  จำนวน 1193 ราย (Urls)  มีโพสต์ที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการพิสูจน์ทราบผู้กระทำผิดแล้ว  จำนวน 287 ราย (Urls)  ซึ่งมีผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ  ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแล้ว  จำนวน 53 คดี  ซึ่งอยู่ในระหว่างสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน  และทำสำนวนคดี  ส่งฟ้องตามกระบวน การยุติธรรมต่อไป  ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ดำเนินการตักเตือน ให้แก้ไขข่าวหรือลบโพสต์  จำนวน 36 ราย  ตามที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่จะทำได้ในกรณีข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน  ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อโควิด 19 ที่ไม่รุนแรง  อีกทั้งยังได้ขึ้นบัญชี ที่ต้องเฝ้าติดตามผู้ที่มีพฤติการณ์โพสต์ข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน  จำนวน  906 ราย (Urls)                                 หากพบมีการโพสต์ข่าวหรือข้อมูลปลอม  ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย  เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายทันที  ในขณะเดียวกันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ยังมีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข่าว  ของ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  หรือ  บช.สอท.  เพื่อปบัติการชี้แจงและตอบโต้ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้หยุดเคลื่อนไหวหรือลบโพสต์  ที่ไม่ถูกต้องหรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย  โดยการเข้าไป ติดต่อด้วยความสุภาพ  แจ้งข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของข่าว  ที่อาจปลอมหรือบิดเบือน  ไปบนสื่อสังคมออนไลน์ในวงกว้าง  โดยที่ผ่านมามีผลการดำเนินการแล้ว  จำนวน423 ราย (Urls)  ทำให้ผู้โพสต์หยุดเคลื่อนไหวหรือมีการลบโพสต์ดังกล่าว                ฝากความห่วงใยให้แก่พี่น้องประชาชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ระมัดระวัง  หรือไม่ไตร่ตรองข้อมูลให้รอบด้าน  อาจตกเป็นเหยื่อเกิดความเสียหายได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข  ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์  อย่าให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  เสมือนกับ “การฉีดวัคซีนให้กับประชาชน”  แต่หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดอาศัยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการกระทำความผิด  ทั้งการหลอกลวงฉ้อโกง การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ  ปลอม  หรือบิดเบือน  ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน  สังคม  เศรษฐกิจของประเทศ  จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และขอฝากข้อคิดสำหรับพี่น้องประชาชน  ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ว่า  ขอให้ท่านระลึกอยู่ตลอดเวลา เมื่อใช้สื่ออนไลน์  “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”  ทุกท่านจะปลอดภัยจากการถูกฉ้อโกง  หลอกลวง  บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างแน่นอน              “ในปีหน้า เราจะเดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างการรับรู้ เท่าทันข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง และรณรงค์ต่อต้านการเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัย และรู้เท่าทันสื่อในยุคดิจิทัล ตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาข่าวปลอม สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ให้กับสังคม โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มสมาคมวิทยุสื่อสาร กลุ่ม อสม. และกลุ่ม อสด.” นางสาวอัจฉรินทร์กล่าว   _____________




icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.