Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา




         รมว.ดิจิทัลฯเข้าพบประธานศาลฎีกา เผยศาลยุติธรรมพร้อมเปิดรับฟ้องคดีออนไลน์ทางอิเล็กทรอนิกส์ปลายเดือนมกราคม หวังช่วยเหลือประชาชนผู้เสียหายจากการซื้อขายออนไลน์                                                                                      ภายหลังจากที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการ กำชับ ให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส)  เร่งรัด ดูแล เรื่องการเเก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลวงเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และได้สินค้าไม่ตรงปก หรือได้ไม่ครบตามจำนวน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีช่องทางใดที่จะดำเนินการเอาผิดกับผู้ขายได้โดยตรง   ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม  ได้เข้าพบ น.ส.ปิยะกุล บุญเพิ่มประธานศาลฎีกา เพื่อติดตามความคืบหน้า เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว  โดย น.ส.ปิยะกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา  กล่าวว่า เราตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน เเละพยายามที่จะดูเเลผู้เสียหายในทุกมิติภายใต้สโลแกนความยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย จึงตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายเข้าถึงการฟ้องคดีแพ่งได้ง่าย ซึ่งขณะนี้ กำลังสร้างช่องทางการรับฟ้องคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมุ่งเน้นไปที่คดีแพ่งเป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหาผู้บริโภคได้รับสินค้าไม่ตรงปก หรือได้รับสินค้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ซึ่งพบว่ามีเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากในยุคปัจจุบัน              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม  กล่าวว่ากระทรวงดิจิทัลฯพร้อมทำงานขับเคลื่อนควบคู่ไปกับศาลยุติธรรมเพื่อเเก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวให้กับประชาชน โดยสนับสนุนเครื่องมือในการทำงานเเละประสานความร่วมมือกันระหว่างศาลยุติธรรมเเละสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(ETDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม               ทั้งนี้การซื้อขายออนไลน์จะสามารถยื่นฟ้องคดีได้ 24 ชั่วโมงเรียกว่ายื่นฟ้องได้ทุกวันตลอดเวลา ผู้เสียหายไม่ต้องนำกระดาษมายื่นฟ้องศาลเหมือนคดีปกติ ช่วยในการอำนวยความสะดวกเรื่องการที่ไม่ต้องเดินทางมาศาลให้ทันเวลาทำการ และสามารถทำได้ที่ไหนก็ได้ การกรอกข้อมูลในระบบที่ใช้ในการฟ้องคดีซื้อขายออนไลน์ได้กำหนดให้ไม่มีความซับซ้อน จะมีช่องกรอกข้อมูลพร้อมเเนบหลักฐานที่จะเป็นไฟล์ทำได้ไม่ยาก ถือว่าเป็นการเเก้ปัญหา เเละอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน อย่างไรก็ตามศาลยุติธรรมเตรียมที่จะเปิดระบบการรับฟ้องคดีทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการได้ภายในเดือนมกราคมนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้ง่ายต่อการติดต่อสื่อสาร                                                                          สำหรับคดีนี้ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องตรงได้ โดยเข้าไปกรอกเอกสารยืนยันตัวตนในเว็บไซต์ โดยมีการตั้งองค์คณะผู้พิพากษา 5 คณะ เพื่อทำการรับเรื่องราว และจะเป็นการพิจารณาความรวมถึงการสื่อความเสียหายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกแก่ผู้เสียหาย แม้วงเงินเสียหายจะไม่มากนัก   ____________

          เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการการะทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ณห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ เรื่องแนวทางการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการการะทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงการดำเนินการกับเนื้อหาที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์กรณีที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน                 ทั้งนี้ แนวทางปรับปรุงฯ ได้แก่ โครงการจัดทำระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์และแนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมและติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและการกระทำความผิดทางสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งกระทรวงฯ มีเป้าหมายการสร้างระบบฐานข้อมูลของดีอีเอส รูปแบบระบบ OAS (Office Automation System) ที่บริหารจัดการโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ เป็นระบบรวบรวม ติดตาม และเชื่อมต่อฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และผู้ให้บริการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังหารือโครงการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่    ____________  

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่ได้มีข่าวปรากฎในสื่อออนไลน์ต่างๆ ในประเด็นเรื่อง ตรวจสอบสิทธิเกี่ยวกับ สปสช. ได้ทางไลน์ check-sith ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ               กรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลว่าตอนนี้สามารถตรวจสอบสิทธิผู้ป่วยผ่านช่องทางไลน์ @check-sith ได้แล้ว เพียงแค่พิมพ์เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และวันเดือนปีเกิด ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงว่าสปสช. ไม่เคยมีการจัดทำการสื่อสารดังกล่าว เป็นการแอบอ้างหน่วยงานรัฐเพื่อหลอกดึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยสปสช. ได้มีการประสานไปยัง บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ระงับการใช้งาน Line @check-sith แล้ว พร้อมกันนี้ทางสำนักกฎหมาย สปสช. ยังได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่แอบอ้างดังกล่าว  จึงขอย้ำกับประชาชนว่า สปสช. ไม่เคยมีการสื่อสารใดๆ ผ่านช่องทางนี้ ซึ่งในกรณีที่ประชาชนต้องการที่จะตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพของตนเอง สามารถดำเนินการได้โดยผ่าน 4 ช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการที่ดำเนินการโดย สปสช. คือ 1. สายด่วน สปสช. 1330 กด 2 ตรวจสอบสิทธิ บริการตลอด 24 ชั่วโมง 2. เว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ www.nhso.go.th คลิกตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพ 3. Line @สปสช และ Line @ucbkk สร้างสุข และ 4. แอปพลิเคชัน สปสช.              ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ นอกจากนี้ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ______________


            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เดินหน้าแผนจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ย้ำเพื่อปิดช่องว่างลักลอบขายออนไลน์ ย้ำไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง มั่นใจไม่กระทบฐานเสียงทางการเมือง               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 65 ผู้แทนกลุ่มลาขาดควันยาสูบ นายอาสา ศาลิคุปต และนายมาริษ กรัณยวัฒน์ เดินทางเข้าพบเพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งโดยส่วนตัวสนับสนุนการผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมาย โดยจะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อหากระบวนการทางกฎหมายในการขับเคลื่อน                ปัจจุบัน ในข้อเท็จจริงมีการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และการจำหน่ายทางออนไลน์ผิดกฏหมายอย่างแพร่หลาย ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลฯ พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อยู่ แต่ต้องยอมรับว่าด้วยระบบเทคโนโลยีโชเชียลมีเดียของไทยเป็นระบบเปิด จึงมีข้อจำกัดอย่างมากในการปิดกั้นช่องทางผิดกฎหมายดังกล่าว                “ผมเชื่อว่าการห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่น่าใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะมีผลศึกษาจากหลายประเทศว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า มีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่มวน และในหลายประเทศก็ยอมรับเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดจากเสียงคัดค้านของบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มหนึ่ง ทำให้การขออนุญาตนำเข้าโดยตรงเป็นไปได้ยาก และมีกฎระเบียบห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า” นายชัยวุฒิกล่าว                 ทั้งนี้ หลังจัดตั้งคณะทำงาน ก็จะมีการจัด Forum สัมมนา และจัดหน่วยเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปด้วย โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า                 โดยมองว่าสิ่งสำคัญคือ ถ้าทำให้ถูกกฎหมาย รัฐบาลก็สามารถที่จะควบคุมได้ โดยใช้กระบวนการทางกฏหมายเหมือน พ.ร.บ. ยาสูบฯ และใช้มาตรการภาษีจัดเก็บภาษีในการควบคุมด้วย รัฐก็ได้รายได้เพิ่มขึ้น มีประโยชน์หลายอย่าง                พร้อมกันนี้ ย้ำว่าการขับเคลื่อนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ และไม่มีผลกระทบต่อคะแนนเสียงทางการเมือง เพราะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่มวนได้แล้วหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งปลอดภัยกว่า และจากที่ได้คุยกับหลายพรรคการเมือง รวมถึงประชาชนหลายกลุ่ม มีความเห็นด้วยกับการผลักดันในเรื่องนี้   **********************

       กระทรวงดิจิทัลฯ สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ พบเฟคนิวส์อ้างชื่อสถาบันการเงินเปิดให้กู้เงินแบบให้เปล่า-ผ่อนต่ำ และข่าวลวงเรื่องแรงงาน ติด Top 10 ข่าวปลอมคนสนใจสูงสุด            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ประชาชนให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้อง และรายได้ครัวเรือน ส่งผลให้มีการสร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม โดยใช้ประโยชน์จากความกังวลของประชาชนในเรื่องดังกล่าว เพื่อดึงดูดความสนใจ และลวงให้มีการส่งต่อข่าวปลอมเพื่อเข้าถึงคนในวงกว้าง           โดยพบว่าเริ่มมีความถี่ของข่าวปลอมที่อ้างชื่อสถาบันการเงินว่ามีโปรแกรมเงินกู้เงื่อนไขพิเศษ ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง และยังพบข่าวปลอมในประเด็นที่เกี่ยวกับแรงงานและค่าแรงอีกด้วย ซึ่งทั้งสองเรื่องติดอันดับข่าวปลอมที่มีคนสนใจจำนวนมาก           ทั้งนี้ ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 7-13 ม.ค. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม. พบว่า ข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 มัสยิดกลายเป็นสาขาของธนาคารอิสลาม1,000 แห่งทั่วประเทศ อันดับ 2 ใช้นิ้วหัวแม่มือจิกร่องระหว่างปากและใต้จมูก ช่วยคนที่วูบหมดสติ ให้ฟื้นคืน อันดับ 3 มุสลิมไทยได้เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารอิสลามทุกคน สามารถกู้เงินโดยไม่ต้องใช้หนี้คืนได้ อันดับ 4 บขส. หยุดเดินรถทุกเส้นทางทั่วประเทศไทย อันดับ 5 ธ.ออมสิน ให้กู้ซื้อบ้าน 1 ล้านบาท ผ่อนคืนเดือนละ 10 บาท           อันดับ 6 รักษาอาการเจ็บตาด้วยตนเอง โดยใช้น้ำนมแม่หยอดตา อันดับ 7 กรมการจัดหางานจัดให้คนว่างงานหรือหารายได้เสริม เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับเงินแสน อันดับ 8 นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง อันดับ9 ไมโครเวฟปล่อยคลื่นวิทยุออกมาขณะอุ่นอาหารทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอันดับ 10 ลูกจ้างทดลองงานหากใช้สิทธิลาป่วยจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลาป่วย           สำหรับในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความเข้ามาทั้งสิ้น 11,529,633 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 202 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 91 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 35 เรื่อง          “อยากขอความร่วมมือจากประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อเลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   ____________  

       ชัยวุฒิ รมว.ดีอีเอส ชวน 14 ก.พ นี้ ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส4 หนุนแบ่งเบาค่าใช้จ่ายประชาชน พร้อมเตือนอย่าหลงเชื่อคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโทรตรวจสอบเงินในบัญชี              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในวันที่ 14 ก.พ.65 นี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟส 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือด้านภาระค่าใช้จ่ายจากรัฐบาล และแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงด้วย             พร้อมกันนี้อยากขอย้ำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ แกงค์คอลเซ็นเตอร์ ที่โทรผ่านอินเทอร์เน็ต อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ จะตรวจสอบการเงินบัญชีของประชาชน โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีหน้าที่จะโทรไปหาประชาชนเป็นอันขาด              “ที่สำคัญเรื่องนี้ ผมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพยายามจะทลายแกงค์เหล่านี้ โดยมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา และเร่งแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด พร้อมย้ำว่าเมื่อใช้เทคโนโลยีออนไลน์ ในการโอนเงินจำเป็นจะต้องระมัดระวังมิจฉาชีพด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว              ล่าสุด รมว.ดีอีเอส พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และ นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)  เปิดโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่(New Normal) ที่ตลาดสดสิงห์บุรี    พร้อมพบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า  ให้ยกระดับการค้าขาย โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า ทั้งด้านการขายและการให้บริการ เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยที่กำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังวิกฤตโควิด–19 และมาตรการผ่อนปรนจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ  ซึ่งจังหวัดสิงห์บุรีถือเป็นอีกหนึ่งใน 6 พื้นที่นำร่องของโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่              ทั้งนี้นายชัยวุฒิกล่าวว่า การดำเนินโครงการนี้อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมการขายโดยเฉพาะการชำระเงิน ผ่านระบบคิวอาร์โค้ดหรือออนไลน์ จากนั้นดีป้า จะเข้ามาแนะนำการใช้เทคโนโลยีต่างๆเสริม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้พ่อค้าแม่ค้าได้ปรับตัว    ______________

          เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2564 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานบัตรอำนวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2565 แก่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ ห้องรับรองแขกต่างประเทศ ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2565 โดยด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระองค์ เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร มีพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และข้อความ "พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ. 2565"    _____________


              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (18 ม.ค. 65) ได้รับข้อร้องเรียนจากนายสุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์ (ส้วม-สุขพัฒน์) นักแสดงและผู้เขียนบท ว่าได้รับความเสียหายจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนในครอบครัวให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น มากกว่า 1 ล้านบาท                 กล่าวคือ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2565 นายสุพจน์ โล่ห์วัชรินทร์ ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลซึ่งไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด แต่อ้างว่ามีหลักฐานว่านายสุพจน์ฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและหลอกลวงให้โอนเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,350,000 บาท โดยได้หลงเชื่อและได้ทำการโอนเงินผ่านแอปพิเคชันระบบมือถือขณะอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ หลังจากโอนเงินไปมาตรวจสอบอีกทีจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจำนวนดังกล่าว จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคนร้ายต่อไป                 นายชัยวุฒิ กล่าวว่า อยากรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยรูปแบบใหม่เหล่านี้ เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ “อยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชน ขณะเดียวกันในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) จะเร่งรัดติดตามคดี และติดตามเงินมาคืนให้ได้ถึงที่สุด และอี่กเรื่องคือ บัญชีม้าหรือบัญชีที่ถูกนำมาใช้หลอกลวงต้องรีบอายัดให้เร็วที่สุด แต่ก็มักไม่ทันเพราะจะถูกโอนต่อไปภายใน 1-2 นาที โดยกำลังหาแนวทางร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถอายัดบัญชีได้เร็วขึ้น” นายชัยวุฒิกล่าว                   รมว.ดีอีเอส กล่าวย้ำว่า อยากฝากสื่อมวลชนช่วยแจ้งเตือนและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนด้วย โดยช่วงนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนักมาก เพราะรู้ว่าเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการกวาดล้าง พวกแก๊งเหล่านี้จึงรีบทำงานหนัก ก่อนถูกกวาดล้างจับกุม และอยากเตือนประชาชนว่า  ข้อแรกอย่าเชื่อ โดยปกติไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐโทรหาเพื่อให้ประชาชนนำเงินมาตรวจสอบ ปัจจุบันปัญหาคือ มีการโอนเงินได้ง่าย สิ่งสำคัญคือ ควรมีคำเตือนในระบบแอปพลิเคชั่นให้ หากสงสัยให้สอบถามหน่วยงานก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ                   ด้านผู้เสียหาย นายสุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์(ส้วม) กล่าวว่า โดยส่วนตัวเคยได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบนี้มาก่อน แต่ไม่เคยโอนเพราะศึกษาข้อมูลมาก่อน จึงไม่เคยหลงเชื่อ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้แจ้งเตือนที่บ้านก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และอีกสาเหตุที่คุณพ่อของตนหลงเชื่อ เพราะผู้โทรอ้างตัวว่าเป็นพนักงานจากบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่คุณพ่อเป็นลูกค้าอยู่ โดยกล่าวอ้างว่าพบการไปเอาประกันสินไหมโควิดที่ภูเก็ต และบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด                   โดยมิจฉาชีพเกลี้ยกล่อมว่าคุณพ่ออาจถูกแอบอ้างชื่อ พร้อมแสดงเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ปลอมแปลงมาให้ดูทางไลน์ หลอกลวงจนหลงชื่อยอมโอนเงินไป โดยอ้างว่าเพื่อตรวจสอบ ซึ่งมีข้อน่าสงสัยคือ บัญชีเป็นชื่อตัวบุคคล โดยทำการโอน 3 ครั้งจนหมดบัญชี รวมยอดเงิน 1,35,000 บาท ต่อมาราวครึ่งชั่วโมง รู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จึงได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ                    พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 “มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทําต่อประชาชน แต่เป็นการกระทําต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ผู้กระทํา ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้”                    สำหรับปัญหาบัญชีม้าที่พบชื่อซ้ำๆ กัน มีสาเหตุจาก 1.จ้างเปิด โดยผู้เปิดบัญชีให้รับรู้อยู่แล้ว และ 2. เจ้าของชื่อถูกหลอกให้เปิด มีการออกหมายเลขบัญชี โดยอาจถูกหลอกว่าใช้เพื่อการสมัครงาน เป็นต้น   ***********************

           เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหารือเพื่อเตรียมเนื้อหาการประชุมคณะทำงานศึกษาและพัฒนาระบบวิทยุคมนาคมของประเทศ ณ ห้องประชุม 701 ชั้น 7 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ประชุมพิจารณาประเด็นสืบเนื่องตามมติที่ประชุมคณะทำงานศึกษาและพัฒนาระบบวิทยุคมนาคมของประเทศ ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเพิ่มเติม  อาทิ 1. แนวทางการใช้งบประมาณจากกองทุน USO หรือการหักลดจากการนำส่ง USO 2. การดำเนินการต้องเป็นไปตามประกาศ กสทช. รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางให้ ครม. พิจารณา 3. เพิ่มจำนวนหน่วยงานที่ต้องการใช้งาน เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดงบประมาณในภาพรวม หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านกฎหมาย แหล่งที่มาของงบประมาณ มาตรฐานบัญชีการเงิน รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมในการบูรณาการการใช้งาน ของเทคโนโลยี LTE และ Digital Trunk Radio เป็นต้น   ______________


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.