Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

         เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมของ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สป.ดศ.) ครั้งที่ 1/2565 ณ ห้องประชุม 802 เพื่อรับทราบแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมของ (สป.ดศ.) รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมของ สป.ดศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2565 ของ สป.ดศ. ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมในการทำงานเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุเป้าหมายเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมจริยธรรมของสป.ดศ. มีทิศทางในการดำเนินงานส่งเสริมจริยธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เกี่ยวข้องต่อไป   _____________

           เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรมหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 1 โดยมีพลเอก ดร. ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ/ประธานกรรมการบริหารหลักสูตร และพลโท ปริญญา ฉายดิลก ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายและแผน/ผู้อำนวยการหลักสูตรตามลำดับ ในฐานะผู้จัดงานฯ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศาลาไทย โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค  การจัดอบรมหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระดับผู้บริหาร นับเป็นครั้งแรกและครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่สกมช. เปิดหลักสูตรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับผู้บริหาร (Executive CISO) รุ่นที่ 1 เนื่องจากได้เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรและสร้างเครือข่ายของผู้บริหารระดับสูง ในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศในระดับประเทศ                สำหรับหลักสูตรนี้ จะคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ารับการอบรมหลักสูตรฯ ในครั้งนี้ จำนวน 70 คน มีรูปแบบการเรียนตลอดหลักสูตรจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนและถกแถลงเชิงวิชาการอย่างเข้มข้น  ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อาทิ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดดีอีเอส และนายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคุณอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ. วี จำกัด เป็นต้น   _______________




           เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะผู้บริหารฯ ได้ดำเนินการจัดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ให้กับบุคลากรและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานรัฐมนตรีสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท ทีเอ็นเอช สหคลีนิค ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเจ้าหน้าที่ และพนักงานให้ความสนใจเข้ารับการตรวจ ATK จำนวนมากทั้งนี้เพื่อให้เป็นตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด– 19 (Coronavirus Disease 2019) (Covid - 19)   ____________

              เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งของ นางสาวอารีวรรณ ฮาวรังษี อดีตเลขาธิการ องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Telecommunity : APT)  และร่วมกล่าวถ้อยแถลง ณ สำนักงานใหญ่ APT กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดย Mr. Masanori Kondo เลขาธิการ APT โดยมีผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารเข้าร่วม ประกอบด้วย สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union (ITU) Regional Office) สหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union : APPU) สำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเจ้าหน้าที่ของ APT                   นางสาวอารีวรรณ ฮาวรังษี เคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และต่อมาได้รับเลือกตั้งจากประเทศสมาชิก APT ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ APT ติดต่อกัน 2 สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – 2563 โดยนางสาวอารีวรรณฯ ถือได้ว่าเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่เลขาธิการของ APT   ************************

      รมว.ดิจิทัล เตือนประชาชนให้บัญชีมิจฉาชีพเป็นบัญชีม้าผิดกฎหมายฐานตัวการร่วม ย้ำ ดำเนินการตามล่าคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง                        นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการเน็ตประชารัฐ ที่หมู่บ้านยางเปาเหนือ อ.อ๋มก๋อย จ. เชียงใหม่  เกี่ยวกับกรณีที่ เเก๊งมิจฉาชีพ ประกาศรับซื้อ บัญชีธนาคารเพื่อนำไปใช้เปิดเป็นบัญชีม้าหลอกหลวงประชาชน โดยระบุว่า เเม้ว่าการเปิดบัญชีจะไม่มีความผิดทางกฎหมาย เเต่อยากเตือนคนที่คิดว่าจะนำบัญชีไปขายให้เเก๊งมิจฉาชีพ หากพบจะถือว่ามีความผิดในฐานะตัวการร่วม เป็นผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการตรวจสอบ เพื่อล่าตัวกระบวนการบัญชีม้า อย่างเร่งด่วนเพราะมีประชาชนถูกหลอกทุกวัน ดังนั้นจึงอยากฝากเตือนประชาชนว่าช่วงนี้ แก๊ง call center ระบาดหนัก อย่าหลงเชื่อโอนเงิน หรืออย่าตกใจเมื่อมิจฉาชีพ ส่งเอกสารทางราชการปลอมมาทางไลน์ วิธีการคือให้ตรวจสอบไปที่หน่วยราชการของเอกสารนั้น หรือสอบถามไปที่สายด่วน call center 1212 ของกระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด24 ชั่วโมง                                         อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในวันนี้ รมว.ดิจิทัลได้นำถุงยังชีพ จากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติจำกัด  และอุปกรณ์การศึกษา ไปมอบให้กับชาวบ้านเเละเด็กๆพร้อมกับพูดคุย พร้อมฝากเตือนชาวบ้านในพื้นที่ เกี่ยวกับภัยจากเเก๊ง call center ว่าอย่าไปหลงเชื่อ โอนเงิน อย่างเด็ดขาด จำไว้สั่นๆ ว่า อย่าเชื่อ อย่าโอน เพราะถ้าโอนไปเเล้ว โอกาสที่จะได้กลับมานั้นยาก เบื้องต้นก็มีการประสานไปยังธนาคารทุกธนาคารทำข้อความเตือนประชาชนก่อนโอนเงินทุกครั้งอีกด้วย   ________________

       “เนวินธุ์” ผู้ช่วย รมว.ดีอีเอส เปิดข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC มัดรวม 15 ปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ในรอบปี 64 พบส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก 82.1%            นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ได้สรุปสถิติรูปแบบการฉ้อโกงสำหรับปัญหาการซื้อขายทางออนไลน์ในรอบปี 2564 พบว่าแบ่งประเภทได้ 15 เรื่อง โดยช่องทางการซื้อขายที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก มีสัดส่วนถึง82.1% ตามมาด้วย เว็บไซต์ อินสตาแกรม แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ไลน์ ทวิตเตอร์ และยูทูบ ตามลำดับ ซึ่งความเสียหายที่พบบ่อยคือ สินค้าไม่ตรงปก ไม่ได้รับสินค้า สินค้าชำรุด เป็นต้น            สำหรับรูปแบบการฉ้อโกงในการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ ประกอบด้วย 1. การซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระ มักเกิดเหตุกับสินค้าราคาสูง เช่น ทองคำ โทรศัพท์มือถือ 2.การกดดันให้โอนเงิน มิจฉาชีพมักแฝงตัวขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลสซึ่งเป็นที่นิยม และกดดันให้ลูกค้าโอนเงินทันที โดยอ้างว่าสินค้ามีน้อยและมีลูกค้ารายอื่นกำลังสนใจ 3.ใช้สถานการณ์ Hot issue เป็นช่องการฉ้อโกง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด มีการหลอกขายแอลกอฮอล์ หน้ากาอนามัย เครื่องวัดค่าออกซิเจน ชุดตรวจ ATK เป็นต้น และล่าสุดขยายมาถึงสินค้ายอดนิยมยุคNew normal ได้แก่ ต้นไม้ด่าง           4.การฉ้อโกงผ่าน Social Media สินค้าที่พบปัญหานี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบรนด์เนม และมีมูลค่าความเสียหายสูง 5.การแลกเปลี่ยนสิ่งของผ่าน App แลกเปลี่ยนสิ่งของ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับตามที่ตกลงกันไว้ และถูกบล็อกช่องทางการติดต่อหลังจบการแลกเปลี่ยน 6.การซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ โดยสั่งซื้อสินค้านำเข้าผ่านแพลตฟอร์มด้านนี้โดยตรง แต่ได้รับสินค้าชำรุด           7. การซื้อสินค้าแบบ Pre-order โอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า 8.การถูกฉ้อโกงจากวิธีเก็บเงินปลายทาง ได้รับสินค้าปลอม 9.การแอบอ้างเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า พบบ่อยคือสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือ  แต่เมื่อโอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า 10.การใช้บัญชีที่สวมรอย หลอกลวงให้โอนเงิน 11. พนักงานขนส่งสินค้า ติดต่อให้ชำระเงินค่าสินค้า อ้างว่ามีสินค้าที่ถูกจัดส่งมาจากต่างประเทศ ต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนรับสินค้า           12.การประมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์ เงื่อนไขคือผู้ประมูลจะต้องเติมเงินก่อนการประมูล  แต่หลังจากเติมเงิน ทางแอดมินเพจ  แจ้งว่าไม่สามารถประมูลได้โดยอ้างเหตุผลต่างๆ และผู้เสียหายไม่ได้รับเงินที่โอนเติมเงินคืน 13.การแจกสินค้าฟรี แต่เรียกเก็บเงินค่าจัดส่ง โอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า 14.การซื้อสินค้าประเภทผลไม้ตามฤดูกาล และไม่ได้รับสินค้าตามที่ตกลงกันไว้ และ 15.การหลอกลวงจากการซื้อสินค้าประเภทเครื่องขุดเหรียญดิจิทัล ได้รับของไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้           นายเนวินธุ์ กล่าวว่า ภาพรวมการรับเรื่องร้องเรียนผ่าน 1212 OCC ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พบปัญหาร้องเรียนมากสุด คือ ปัญหาซื้อขายทางออนไลน์ 37,584 เรื่อง (เฉลี่ย 3,132 เรื่อง/เดือน) และตามมาด้วย  เว็บไซต์ผิดกฎหมาย 11,476 เรื่อง ปัญหาอื่นๆ/สอบถามข้อสงสัย 3,200 เรื่อง ภัยคุกคามไซเบอร์ 1,667 เรื่อง และข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที 421 เรื่อง           ทั้งนี้ เกือบ 80% ของข้อร้องเรียนปัญหาซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ คือ ไม่ได้รับสินค้า และสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง/ไม่ตรงตามโฆษณา โดยประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียรนมากสุด ได้แก่ อุปกรณ์ไอทีและสินค้าแฟชั่น ครองสัดส่วนรวมกันเกือบ 50%           “กรณีที่ประชาชนผู้บริโภคพบปัญหาจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สามารถร้องเรียน ขอคำปรึกษา หรือแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC เพื่อเราจะประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด โดยสามารถติดต่อผ่านช่องทาง ดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ” นายเนวินธุ์กล่าว   ____________

         “นพวรรณ” โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมรายสัปดาห์ ล่าสุดพบประเด็นโควิดติดโผ 21 เรื่องจากจำนวนข่าว 116 เรื่อง ที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ              นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่  14-20 ม.ค. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,540,617 ข้อความ จากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน231 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 116 เรื่อง โดยเป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 21 เรื่อง              ขณะที่ ในภาพรวมทั้ง 116 เรื่อง แบ่งตาม 4 กลุ่มข่าวได้ ดังนี้ กลุ่มนโยบายรัฐบาล/ข่าวสารทางราชการ 74 เรื่อง กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่นๆ 29 เรื่อง กลุ่มภัยพิบัติ 6 เรื่อง และกลุ่มเศรษฐกิจ 7 เรื่อง โดยในภาพรวมได้รับการตรวจสอบกลับมาแล้ว 66 เรื่อง               ทั้งนี้ จากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ ล่าสุดได้รับผลตรวจสอบกลับมาแล้ว 66 เรื่อง ซึ่งจำนวนกว่า 30 เรื่องเป็นข่าวจริง จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่จากการรณรงค์สร้างการรับรู้ของศูนย์ข่าวปลอมทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข่าวปลอมที่เผยแพร่บนโซเชียลมากขึ้น และตื่นตัวที่จะแจ้งเบาะแสมาให้เราตรวจสอบ ทำให้สัดส่วนของข่าวจริงมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้น              “ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันทำงานแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และอยากขอความร่วมมือจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   _____________

       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ ตรวจติดตามความคืบหน้าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริม พัฒนา เมตาเวิร์ส ใช้ใน สมาร์ท ฟาร์ม เเละการค้าขายออนไลน์ ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีพร้อม เตือนประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกหลวงออนไลน์                                                                                    นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นตรวจเยี่ยมเครือข่ายดิจิทัลภาคเหนือและผู้ให้บริการเทคโนโลยี พร้อมเยี่ยมชมเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัล  ผู้ให้บริการเทคโนโลยีผู้ร่วมพัฒนา Digital Ecosystem ของดีป้าซึ่งประกอบไปด้วยนวัตกรรมมทางดิจิทัลที่หลากหลาย โดยขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเอาเมตาเวริส์ มาใช้ระบบ Smart Farm เเละการค้าขายออนไลน์ , Internet of thing  , Point of sale( POS) , Enterprise resource planning (ERP) , Blockchain เป็นต้น            นอกจากนี้ยังมีการประชุม เครือข่ายพัฒนาเมืองอัจฉริยะ  จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ , ภาคเอกชน และ Digital Startup ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ , สภาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ , บริษัท เชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัด , กลุ่ม Northern Digital Startup (MANAWORK , OMM wallet) , เทศบาลนครเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และหน่วยงานภายในกระทรวงดิจิทัล  ซึ่งมุ่งเน้นขับเคลื่อนจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในเมืองเศรษฐกิจ ที่สำคัญของประเทศ ให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่  เพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ง่าย และสะดวก ควบคู่กับการส่งเสริมให้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม ตลอดจนการเพิ่มทักษะความรู้ด้านดิจิทัลแก่ประชาชนให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหลอกหลวงออนไลน์ด้วย   ___________



             ดีอีเอส รุกบูรณาการข้ามหน่วยงานขับเคลื่อนสังคมปลอดข่าวปลอม ชูเครือข่ายผู้ประสานกว่า 300 หน่วยงาน เป็นกลไกช่วยตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องสู่สาธารณะ พร้อมเปิด 10 อันดับข่าวคนสนใจมากสุดในรอบปีงบ 64                นายเอกสิทธิ์  คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการเปิดงานการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการประสานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และมอบนโยบายการบูรณาการการประสานศูนย์ฯ วันนี้ (26 ม.ค. 65) ว่า ปัจจุบันศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีเครือข่ายผู้ประสานงานกว่า 300 หน่วยงานที่ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกทั้งมีเครือข่ายนิติกร ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและยืนยันข่าวให้กับศูนย์ฯ ซึ่งกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานร่วมกันให้ได้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด                นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ประสานงาน ยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและสื่อสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ได้แจ้งเตือนให้แก่ประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ทราบถึงข้อมูลอันเป็นเท็จ และข้อมูลที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆ              “ด้วยสภาพปัจจุบันที่สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อในระบบอินเทอร์เน็ต ถูกผู้ไม่หวังดีใช้เป็นช่องทางนำเสนอข่าวสาร ข้อมูลอันเป็นเท็จ มีการตัดต่อข้อมูล เนื้อหา การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยปราศจากข้อเท็จจริง เพื่อสร้างผลกระทบในทางลบต่อสังคมและประชาชนโดยรวม อันนำมาซึ่งความเสียหายทางสังคม เศรษฐกิจและประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยรัฐบาลมุ่งมั่นให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ให้กับประชาชน ด้วยความห่วงใยในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร” นายเอกสิทธิ์กล่าว                ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่ดำเนินการโดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง (ANSCOP) และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) ขับเคลื่อนการทำงานแก้ไขปัญหาข่าวปลอมโดยใช้เครื่องมือทางกฎหมาย มุ่งเน้นข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนักและความเสียหายกับประชาชนและสาธารณชนในวงกว้าง                นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมา พบ 10 อันดับข่าว ที่มีคนสนใจมากที่สุด ได้แก่ 1.โรคงูสวัด หากขึ้นวนรอบตัวจะทำให้เสียชีวิ9 (ข่าวปลอม) 2.กระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไทยไปทำงานเกาหลี ประเภทกิจการเกษตร/ปศุสัตว์ (ข่าวจริง) 3.รถกระบะตำรวจ ค่าเช่าเดือนละ 48,000 บาท (ข่าวปลอม)                4.ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก ช่วงเทศกาลปีใหม่ 5 วัน (ข่าวจริง) 5.สูดดมแก๊สไนตรัสออกไซด์ต่อเนื่องหรือใช้เป็นประจำ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจเฉียบพลัน ประสาทหลอน (ข่าวจริง) 6.สมุนไพรปอบิด ช่วยรักษาอาการท้องร่วง แก้บิด แก้ท้องเสียได้ (ข่าวจริง)               7. ธอส. แจกเงินปีใหม่ให้ลูกค้าสินเชื่อบ้าน ผ่อนดี 48 เดือน รับเงิน 500 - 1,000 บาท (ข่าวจริง) 8. ประกันสังคม เปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 เปลี่ยน รพ. ในปี 65 (ข่าวจริง) 9.กรมการขนส่งทางบก ใช้ระบบตัดแต้มมาพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ สำหรับผู้ขับรถสาธารณะและรถขนส่ง (ข่าวจริง) และ 10. ฉีดวัคซีนซิโนแวค ซิโนฟาร์ม แอสตร้าฯ เดินทางเข้าประเทศอังกฤษได้ โดยไม่ต้องกักตัว (ข่าวจริง)               ขณะที่ ภาพรวมของข้อความข่าวคัดกรองของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่ผ่านมาช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากสุดมาจาก SocialListeningTools คิดเป็นร้อยละ 99.83 โดยในช่วงปีงบระมาณ 2564 ศูนย์ฯ ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบข้อความที่เป็นกระแสมากขึ้นประมาณ 16 เท่า และมีจำนวนเรื่องที่ต้องส่งตรวจสอบเพิ่มขึ้นกว่าปีงบฯ ก่อนหน้า ร้อยละ 3.78   *********************

           เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2565 ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพิจารณาการมอบหมายหน่วยงานผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดที่ 9 - 10 เพื่อรายงานแบบตรวจการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) สำหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งแนวทางและเครื่องมือการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ตามที่ สำนักงาน ปปช.กำหนด มุ่งเน้นการออกแบบขับเคลื่อนการประเมินอย่างเป็นระบบ ลดภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ.2561-2580)               ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดย กระทรวงดิจิทัลฯ ได้คะแนน 95.42 อยู่ในระดับ AA และเป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนประเมินสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในระดับกระทรวง ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ (สป.ดศ.) ได้คะแนน 94.69 เพิ่มขึ้นจาก 91.31 คะแนนเมื่อปี 2563 ขณะที่ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ ก็มีคะแนนประเมินสูงกว่า 90 คะแนน ทุกหน่วยงาน   *********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.