Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

       เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) และพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างสมรรถนะ นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21  ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ  ตามที่นายกรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา เรื่องความปลอดภัยจึงกำหนดให้เป็นวาระแรกใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้พัฒนาระบบการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยขึ้น ใช้ชื่อว่าศูนย์ “MOE SAFETY CENTER” ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นแอปพลิเคชันในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือที่ Call Center 0-2126-6565              ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” บูรณาการความร่วมมือจาก8 กระทรวง และอีก 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี    ____________



              เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2565 ที่จะจัดในวันที่ 24 ก.พ.65 โดยมีนายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเข้าร่วมประชุมด้วย โดยเนื้อหาในที่ประชุมเตรียมการจะเป็นการกำหนดประเด็นผลงานเด่นที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม ประเด็นที่จะขอรับการผลักดัน ขอความร่วมมือ ขอรับการสนับสนุนจากที่ประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี   ********************    

            เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร ) หรือ PCT  พร้อมด้วยนายเอกสิทธิ์  คุณานันทกุล  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ต.พันธนะ  นุชนารถ ผบก.สส.สตม./หน.ชุดปฏิบัติการ ที่ 1, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2 /หน.ชุดปฏิบัติการที่ 5, และคณะเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อเข้าพบ พลเอก เซา ซกคา รองผบ.สส. และผบ.สห. พลโท เจีย เองยง ผบ.หน่วยข่าวกรองความมั่นคง  พลตรี เขียว รัฐา รองผู้บังคับการกองกิจการสาธารณะ  พันเอก เมือง จันโท เลขารอง ผบ สส. และ ผบ.สห. ในฐานะผู้แทนฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา ณ. Royal Gendarmerrie of Cambodia Head Quarter   เมืองพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อช่วยส่งตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีในราชอาณาจักรไทย               นายเอกสิทธิ์ฯ เลขา รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.กระทรวงดิจิทัล ฯ ให้เดินทางมาปรึกษาหารือ ทำ MOU ร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวง คือ กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศไทย และกระทรวงไปรษณีย์โทรเลขและการสื่อสาร ประเทศกัมพูชา ประสานความมือในการให้ข้อมูลสนับสนุนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ Hybrid Scam               รอง ผบ.ตร.  กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้สั่งการให้เร่งระดมกวาดล้างแก็งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทย โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 คดีนี้ภายหลังการเปิดปฏิบัติการและได้ตัวผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว รัฐบาลกัมพูชา จะส่งตัวให้กับทางการไทย ตามแนวทางปฏิบัติในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป ทั้งนี้หากพบเบาะแส สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ PCT 081-8663000 เวลาราชการ หรือ สายด่วน บช.สอท.1441 ตลอด 24 ชม. หรือ www.pct.police.go.th                พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เหลือ ซึ่งอาศัยฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา คดีนี้สืบเนื่องจากปฏิบัติการบูรพา 491 ทลายคอลเซ็นเตอร์ตัดวงจรส่งคนไทยข้ามแดน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีรเดช ฯ ได้นำกำลังตำรวจ PCT และสืบสวนภาค 2 ปูพรมตะเข็บชายแดนสระแก้ว จับกุมสองสามีภรรยา เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ ได้ 2 คน อยู่ฝั่งประเทศไทยทำหน้าที่คอยประสานงานกับหัวหน้าแก๊งชาวจีนส่งคนไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา โดยได้ขยายผลพร้อมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 2 แก๊ง รวมทั้งสิ้น 71  หมายจับ ซึ่งอยู่ในออฟฟิศใหญ่ที่ ประเทศกัมพูชา                ต่อมาเวลา 11.30 น. คณะรอง ผบ.ตร. เดินทางถึงท่าอากาศนานาชาติพนมเปญ และได้เดินทางไปยัง Royal Gendarmerrie of Cambodia Head Quarter เพื่อเข้าพบ พล.อ.เซา ซกคา รอง ผบ.สส. และ ผบ.สห. (Gendarmerrie) ทันที ภายหลังการร่วมหารือเป็นเวลานานกว่า 1 ชม. พล.ต.ต.พันธนะ ฯ หน.ชุด PCT ที่ 1  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับสัญญานที่ดีจากฝ่ายรัฐบาลประเทศกัมพูชา โดย รอง ผบ.ตร. ได้กล่าวกับ พล.อ.เซา ซกคา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทย มีความต้องการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก และระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชามีการประสานความร่วมมือกันด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งผู้แทนกัมพูชา กล่าวว่าฝั่งรัฐบาลกัมพูชาก็ยินดีให้ความร่วมมือ และฝากความระลึกถึงมายัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฯ อีกด้วย หลังจากนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับกัมพูชา โดยมีเป้าหมายในการเข้าตรวจค้น 3 จุดหลักๆ ในกรุงพนมเปญ และ เมืองพระสีหนุ   **************************

           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส นั่งหัวโต๊ะประชุมคกก.ป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ ครั้งที่1 เตรียมผนึกกำลังปปง. – ตำรวจ-ส.ธนาคารไทย/แบงก์ชาติ ใช้มาตรการเข้มสกัดบัญชีม้า เล็งยกระดับความผิดเทียบเท่าพฤติกรรมฟอกเงิน ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกับ สตช.ปลดล็อคความล่าช้าในกระบวนการอายัด               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ขานรับนโยบาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยล่าสุดวันนี้ได้มีการ การประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ ครั้งที่ 1/2565  โดย นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ ครั้งที่ 1/2565 วันนี้ (11 ก.พ.65) ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และ 2.การแจ้งเตือนประชาชนก่อนโอนเงินและมาตรการแก้ปัญหาบัญชีม้า ตามแนวทางที่สมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย นำเสนอต่อที่ประชุม                โดยในส่วนของแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยกำหนดให้พฤติการณ์การเปิดบัญชีม้าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยระบุไว้ในร่างมาตรา 50 เพิ่มเติมมาตรา 61/3 ว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ โดยรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้ว่า การกระทำดังกล่าวจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิด ฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ                 ได้แก่ 1.ใช้ชื่อ บัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของบุคคลอื่น เพื่อปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือทำธุรกรรมกับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน                2.ยอมให้บุคคลอื่นใช้ชื่อ บัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของตนเพื่อให้บุคคลอื่นปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรมกับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน                3.เป็นธุระจัดหา รวบรวม ซื้อ ขาย จำหน่ายบัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของบุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลใดๆ นำไปใช้เพื่อปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรม กับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน”                นอกจากนี้ ยังพิจารณาแนวทางร่วมอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับปัญหาด้านนี้ ได้แก่ การตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการอายัดโดยเฉพาะ  การจัดตั้งทีมเฉพาะกิจในการปฏิบัติงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ (สายตรวจไซเบอร์)  การประสานงานระหว่างประเทศ ในการขอข้อมูล IP Address และข้อมูลผู้กระทำความผิด  รวมทั้ง การพิจารณาจัดทำบันทึก MOU หรือตั้งคณะทำงานร่วมประเทศเพื่อนบ้าน                 นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับการบูรณาการทำงานในเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ทางสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เตรียมแนวทางการแจ้งเตือนประชาชนก่อนโอนเงินและมาตรการแก้ปัญหาบัญชีม้า ดังนี้                 โดยสมาคมธนาคารไทย ได้มีคำเตือนประชาชนเรื่องรับจ้างเปิดบัญชีมีติดอยู่ทุกสาขาธนาคาร ทั้งนี้พนักงานสาขาที่รับเปิดบัญชีต้องมีความระมัดระวังการเปิดบัญชีม้า ซึ่งในอดีตม้าหรือคนรับจ้างเปิดบัญชีจะมีผู้นำและมาเป็นกลุ่มที่สาขาเดียว จึงสังเกตและพบได้ง่าย แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้รับจ้างเปิดบัญชีมีการเรียนรู้ จึงมีการแยกกันเปิดบัญชีตามต่างสาขาหรือต่างธนาคาร                 นอกจากนี้ ให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในการอายัดบัญชี โดยประสานการส่งข้อมูลการอายัดบัญชีกับหน่วยงานด้านกฎหมายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถอายัดบัญชีด้วยความรวดเร็ว อีกทั้ง มีศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT)                 ขณะที่ ธปท.  ได้มีการดำเนินการแล้ว ดังนี้ 1. แจ้งเตือนถึงภัยการเงินต่างๆ โดยเฉพาะปัจจุบันการหลอกให้เปิดบัญชีเงินฝากมีจำนวนมากขึ้น เพื่อนำบัญชีมาเป็นทางผ่านของการรับโอนเงินระหว่างเหยื่อและมิจฉาชีพ 2. มีกระบวนการส่งข้อมูลเพื่อแจ้งอายัดบัญชี โดยปกติ ธปท. สามารถทำการอายัดบัญชีได้ภายใน 1 ชั่วโมง นับแต่ได้รับหมายแจ้งคำสั่งศาล               3. การติดตามธุรกรรม รวมทั้งการส่งข้อมูลข้ามองค์กร เช่น การติดตาม location ของลูกค้า ยังมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคล จึงต้องมีการขอความยินยอมจากลูกค้าก่อน  และ 4. ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร. 1213 รับแจ้งให้คำปรึกษา   *************************

       เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ครั้งที่ 1/2565 ในฐานะรองประธาน และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเลขานุการการประชุม ณ ห้องประชุม 801 และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์            คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วยประธานกรรมการ (นายเธียรชัย ณ​ นคร) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน และกรรมการโดยตำแหน่ง 7 ท่าน ประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรกเพื่อกำหนดกรอบการทำงานขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) คณะกรรมการฯ ได้กำหนดแผนการทำงานในระยะ 6 เดือนแรกเพื่อผลักดันเรื่องเร่งด่วน ได้แก่ การจัดตั้งสำนักงานและการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง            คณะกรรมการฯ รับทราบการเตรียมการที่ผ่านมาเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ทั้งเรื่องการจัดทำ(ร่าง) กฎหมายลำดับรอง (ร่าง) แผนแม่บทส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ร่าง) แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ร่าง) โครงสร้างอัตรากำลังและแผนปฏิบัติการของสำนักงาน การสร้างความตระหนักรู้และให้คำปรึกษาแก่ทุกภาคส่วน ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงการเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล            คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้แก่ทุกภาคส่วน เนื่องจากเป็นกฎหมายกลางที่กำหนดมาตรฐานและกลไกในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศนอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกฎหมายเพื่อจัดทำแผนกลั่นกรองกฎหมายลำดับรองและเสนอแนวทางการให้ความเห็นและตอบข้อหารือ   ____________

       รมว.ดีอีเอส ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี มอบหมายเลขา รมว.ดีอีเอส ผนึกตำรวจเร่งกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามแดน ล่าสุดบุกจับกุมผู้ต้องหา 21 รายที่ฝังตัวในกัมพูชา หารือ MOU ร่วมสองประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานปราบปราม และอำนวยความสะดวกในการเข้าไปปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมขานรับข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับประชาขนจากการสูญเสียทรัพย์สินและตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีการประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามกวาดล้างขบวนการผู้กระทำผิดกฎหมาย และจับกุมมาดำเนินคดี รวมถึงเตรียมเพิ่มความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ในการแก้ไขและปราบปรามปัญหานี้ร่วมกัน             นายเอกสิทธิ์  คุณานันทกุล  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่าเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ ได้รับมอบหมายจากนายชัยวุฒิ รมว.ดีอีเอส ไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับคณะของ สตช. ภายใต้การนำทีมของพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร ) หรือ PCT เดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อพบกับพล.อ.เซา ซกคา รอง ผบ.สส. และ ผบ.สห. (Gendarmerrie) ผู้แทนฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือปฏิบัติการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ฝังตัวอยู่ในกัมพูชา             “ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนมามาก เรื่องคอลเซ็นเตอร์ที่มาหลอกลวงคนไทย และต้นตออยู่ที่ประเทศกัมพูชา ครั้งนี้ รมว.ดีอีเอส จึงได้มอบหมายให้เดินทางร่วมกับทีมงานท่านรอง ผบ.ตร. เพื่อหารือกับประเทศกัมพูชา ในการทำ MOU การประสานงานในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อต่อไปเจ้าหน้าที่ไทยจะได้เข้ามาทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น” นายเอกสิทธิ์กล่าว             ด้านรายละเอียดของปฏิบัติการครั้งนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.พ.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 3 จุดพร้อมกันในกรุงพนมเปญ และเมืองพระสีหนุ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานในการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีคนจีนเป็นหัวหน้าและผู้ควบคุมการทำงาน จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 21 ราย และสำหรับผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เจ้าหน้าที่กัมพูชาจะเร่งรัดดำเนินการติดตามตัวเพื่อส่งตัวให้กลับประเทศไทยโดยเร็ว            โดยพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ มีทั้งชักชวนหลอกลงทุนซื้อขายเหรียญสกุลดิจิทัลผ่านผ่านเว็บไซต์Digital Alliance การโทรหลอกลวงผู้เสียหายที่ประเทศไทยโดยแอบอ้างเป็นดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงการหลอกลวงให้เล่นเกมส์แบบพิชิตเป็นภารกิจโดยส่งลิงก์ผ่านเว็บไซต์ 888168hs.com เพจ ct make money โดยอ้างตัวเป็นเครือของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และ ปตท. หรือกลุ่ม PTTEP มีผู้เสียหายเป็นคนไทยจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท             นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องนี้ และได้สั่งการให้เร่งระดมกวาดล้าง พร้อมกันนี้อยากฝากเตือนประชาชนว่า อย่าไปหลงเชื่อการโทรแอบอ้างใดๆ อย่าโอนเงินให้กับคนที่ไม่รู้จัก และขอประชาสัมพันธ์ไปยังคนไทยที่ไปทำงานในประเทศกัมพูชา และเข้าร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ ว่าจะมีความผิดและต้องถูกดำเนินคดี ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนด้วย              สำหรับผู้พบเบาะแสอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ กล่องข้อความของเพจอาสาจับตาออนไลน์ ที่เพจเฟซบุ๊กhttps://www.facebook.com/DESMonitor/ และช่องทางต่างๆ ของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์ 1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com และเพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร1212 OCC รวมทั้ง ช่องทางติดต่อของศูนย์ PCT 081-8663000 (เวลาราชการ) หรือ สายด่วน บช.สอท.1441 ตลอด24 ชม. หรือ www.pct.police.go.th   _____________

       โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม 2 แบงก์ใหญ่ปล่อยสินเชื่อประชาชนผ่านเอสเอ็มเอส และให้สิทธิ์คนติดแบล็กลิสต์ หลังพบขึ้นแท่นข่าวที่มีผู้สนใจมากสุด 10 อันดับแรกประจำสัปดาห์ ร่วมกับข่าวเราชนะเฟส 4 แจกเงิน 7 พันบาท พร้อมเตือนอย่าคลิกลิงก์ที่ได้รับเชิญชวนก่อนตรวจสอบความถูกต้องจากธนาคารก่อนทุกครั้ง            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 4-10 ก.พ. 65 พบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ว่า ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจมากสุด 10 อันดับแรก หลายข่าวเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องแบงก์ใหญ่เปิดสินเชื่อประชาชนรายย่อยแบบง่ายๆ จนไม่ควรหลงเชื่อ หรือโครงการเราชนะเฟส 4 จะแจกเงินเพิ่มเป็นต้น             โดยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่าข่าวที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.ออมสิน ส่งSMS ให้ประชาชนกดรับสิทธิ์ขอสินเชื่อ GSB จำนวน 60,000 บาท 2.วันที่ 10-20 ก.พ. 65 ฝนตกหนักทุกภาค ทั่วประเทศไทย 3.รักษาโควิด 19 ด้วยสมุนไพรขมิ้นชัน กระชาย พริกไทย ทับทิม 4. คนไทยจ่ายเงินซื้อน้ำมันราคาแพงที่สุดในโลก 5. ดื่มน้ำต้มต้นไมยราบ แทนน้ำเปล่า ช่วยรักษาโรคมะเร็งเต้านม             6. โครงการเราชนะ เฟส 4 แจกเงินคนละ 7,000 บาท เริ่มโอน 10 ก.พ. 65 7. คลิปข้าวสารถูกผลิตจากถุงพลาสติก 8. ธ.กรุงไทย เปิดสินเชื่อกรุงไทยเพื่อนักสู้ ดอกเบี้ย 0.5% ผ่อนนาน 48 เดือน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้ 9. ใช้หม้อทอดไร้น้ำมันปรุงอาหาร ทำให้ก่อมะเร็ง และ 10. ติดเชื้อไวรัส Parabola จากสุนัขและแมว ทำให้ไขกระดูกไม่สร้างเลือด            “อยากเตือนประชาชน ถ้าได้รับข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะเชิญชวนให้คลิกลิงก์กลับ แม้จะบอกว่าเป็นเอสเอ็มเอสจากธนาคาร แต่อย่าหลงเชื่อรีบร้อนคลิก ควรตรวจสอบความถูกต้องจากธนาคารก่อนทุกครั้ง เพราะหลายครั้งเมื่อเราได้รับแจ้งเบาะแส และประสานงานตรวจสอบกับทางธนาคารที่ถูกอ้างชื่อ ก็พบว่าธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งข้อความลักษณะดังกล่าวแต่ประการใด” นางสาวนพวรรณกล่าว           สำหรับรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น  11,468,906  ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 208 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 99 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่องโควิด 22 เรื่อง           ทั้งนี้ กระทรวงฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ต้องขอความร่วมมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข้อมูลผ่านโซเชียล อย่าเพิ่งหลงเชื่อในทันที ขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูล โดยสามารถแจ้งข้อมูลมายังศูนย์ฯ เพื่อช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ และยืนยันข้อเท็จจริงต่อไป และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ___________




        “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เยี่ยมชมทรูดิจิทัลพาร์ค หารือแนวทางขยายความร่วมมือกับเอกชน นำเทคโนโลยี AI และ IoT หนุนเกษตรกรใช้ในสมาร์ทฟาร์มเพิ่มรายได้ พร้อมส่งความรักให้นายกรัฐมนตรี  ยืนยันเสียงพรรคร่วมยังเหนียวเเน่นเดินหน้าทำงานต่อเพื่อประชาชน             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (14 ก.พ.65) ได้ไปเยี่ยมชมทรู ดิจิทัล พาร์ค ศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งแรกในไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อศึกษาโอกาสและขยายความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับภาคเอกชน ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไอโอที (IoT) มาขยายผลส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์กับประชาชนในการเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร โดยมองถึงการขยายผล ในเรื่องของการทำฟาร์มอัจฉริยะ (สมาร์ท ฟาร์ม) และการเพาะปลูกพืชต่างๆ จากที่ผ่านมาเห็นการใช้งานแล้วในเรื่องการค้า การบริการ และอุตสาหกรรม            นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกับทรู ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน  โดยเฉพาะในโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ รวมถึงการบูรณาการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านชุมชน สังคม สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม           สำหรับ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ถือว่าเป็นศูนย์แหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ ศูนย์ทดลองนวัตกรรม และการเรียนรู้จากหน่วยงานภาครัฐ เเละเอกชน  รวมถึงองค์กรชั้นนำระดับโลก             นายชัยวุฒิ ในฐานะรักษาการรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังได้กล่าวฝากถึงนักการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า อยากให้รักกัน ช่วยกันทำงานให้ประเทศชาติเดินหน้าไปให้ได้ ที่สำคัญขอให้รักประชาชน เนื่องจากเราเป็นตัวแทนประชาชน ต้องทำงานด้วยความรักความห่วงใยพี่น้องประชาชน ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด             พร้อมยืนยันว่า ในทางการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน  โดยเฉพาะเสียงในสภามีการตรวจสอบกันโดยตลอด ยังมีเสียงที่เข้มแข็งสามารถทำงานร่วมกันให้อยู่ครบเทอมได้แน่นอน ไม่ได้มีปัญหาหรือข้อขัดแย้ง สส.ส่วนใหญ่ก็ยืนยันที่จะทำงานร่วมกันต่อไป           “ในวันวาเลนไทน์นี้ ผมก็ขอส่งความรักกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ท่านมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำงานต่อไปเพื่อพี่น้องประชาชน เราทุกคนที่เป็นสส. นักการเมือง ก็จะช่วยกันช่วยงานรัฐบาลให้ก้าวหน้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายชัยวุฒิกล่าว   ____________  

     นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประเด็น ไปรษณีย์ไทย ส่งจดหมายถึงลูกค้าให้สแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อกรอกแบบสอบถาม ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            กรณีที่มีการแอบอ้างชื่อบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อส่งจดหมายถึงลูกค้าและให้สแกนคิวอาร์โค้ด พร้อมให้รหัสมาเพื่อกรอกแบบสอบถามกลับไปนั้น ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และชี้แจงว่าในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่มิจฉาชีพกำลังระบาด และใช้ช่องทางของไปรษณีย์ไทยในการหลอกลวงจนทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าเป็นจริงหรือไม่             อย่างไรก็ตาม การทำจดหมายดังกล่าว บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจข้อมูลคุณภาพบริการไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา เพื่อนำข้อมูลวิเคราะห์ – ปรับปรุงบริการให้มีความรวดเร็ว และแน่นอนมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้มีการให้ลูกค้าสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งการดำเนินการมีดังนี้  จดหมายสำรวจคุณภาพบริการจะจัดทำทุก ๆ 2 เดือน และจัดส่งโดยการสุ่มตัวอย่างจ่าหน้า เป็นรายปีซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2533 และมีคิวอาร์โค้ดคำถามเดียวกับที่ปรากฏในจดหมายมาตั้งแต่ปี 2563 คือการถามวันที่ และช่องทางที่ได้รับจดหมายสำรวจคุณภาพบริการและข้อเสนอแนะการบริการ  สำหรับผู้ใช้บริการที่ได้รับจดหมายสำรวจคุณภาพบริการ สามารถตอบแบบสำรวจในจดหมายแล้วจึงนำไปใส่ซองสีฟ้าที่แนบมาด้วย ก่อนส่งคืนมาที่ไปรษณีย์ไทย โดยสามารถส่งคืนได้ที่เจ้าหน้าที่นำจ่าย ตู้ไปรษณีย์ และที่ทำการไปรษณีย์ หรือหากไม่ประสงค์ตอบแบบสำรวจก็สามารถฉีกทำลายได้           ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลงเชื่อโอนเงินเป็นอันขาด โดยหากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูล หรือติดตามสถานะพัสดุ และรับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์www.thailandpost.co.th หรือโทร. 1545              นอกจากนี้ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _______________


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.