Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


        เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการประเมิณความเสี่ยง FARs : FRAUD RISK – ASSESSMENTS ประจำปี 2565 โดยมีเจ้าหน้าที่คณะทำงานย่อยการประเมิน ITA การประเมินความเสี่ยงการทุจริตจากหน่วยงานในสังกัดฯ เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ โดยการจัดอบรมครั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรที่ร่วมการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจและเทคนิค วิธีการเกี่ยวกับการแนวทางประเมินความเสี่ยงการทุจริต FRAs  ซึ่งเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำหนด  มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนให้หน่วยงานภาครัฐ มีมาตรการ ระบบ หรือแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยง ของการดําเนินงานที่อาจก่อให้เกิดการทุจริต     _______________      



        เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “U.S.- Thailand 6 GHz Standard Workshop” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการค้าและพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา มีผู้เข้าประชุมออนไลน์จากหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน กว่า 100 คน  การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้งานคลื่นความถี่ 6 GHz ซึ่งจะครอบคลุมภาคการสื่อสารไร้สายของอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร   โดยมุ่งเน้นไปที่การยกเว้นใบอนุญาตของเทคโนโลยี Radio Local Area Network (RLAN) เช่นWi-Fi และ 5G NR-U  ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับนโยบายคลื่นความถี่ไร้สายและโทรคมนาคมจากประเทศอื่น ๆ ในอาเชียน  ในส่วนของรัฐบาลไทยจะดำเนินการ ระหว่าง  สดช. และ กสทช. ในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ให้อยู่ในเทคโนโลยีส่วนที่ได้รับการยกเว้น ใบอนุญาต (License-exempt technologies) ผ่านการให้บริการแบบ Wi-Fi              ทั้งนี้เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยเพิ่มผลผลิตในด้านต่าง ๆ ทั่วโลกได้ มากกว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2566 จะมีจุดเชื่อมต่อ สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีสำหรับโลกอนาคตจำนวนไม่น้อยที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เช่น เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เทคโนโลยี AR/VR การบริการสำหรับการแพทย์ทางไกล เช่นเดียวกับการเข้าถึงบรอดแบนด์   สำหรับชุมชนด้อยโอกาส เป็นต้น     _____________  

         เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าผ่านทางโทรทัศน์ในระบบดาวเทียม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายตามมติ ครม. ให้ กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตรวจสอบการนำเสนอข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีการโฆษณาบนโทรทัศน์ในระบบดาวเทียม การกำหนดราคา รวมทั้งคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และให้ดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด             ที่ผ่านมาได้ทำบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกันระหว่าง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่  กสทช. อย. สคบ. ดศ. และ สตช. เพื่อร่วมกันตรวจสอบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย และสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ เข้าข่ายหลอกลวง ภายหลัง MOU ทำให้มีความคล่องตัว เกิดความรวดเร็วในการทำงาน รวมทั้งแลกเปลี่ยน แบ่งปันฐานข้อมูล การประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์              ดังนั้นเมื่อ MOU บูรณาการการทำงานดังกล่าว ช่วยให้การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนได้เร็วขึ้น มีการร้องเรียนลดลง ผู้ประกอบกิจการทำผิดลดลง ที่ประชุมจึงเห็นสมควรเสนอขอให้มีการขยายระยะเวลา MOU ออกไปอีกเนื่องจาก MOU เดิมมีผลบังคับใช้ 3 ปี (ก.พ. 62 – ก.พ. 65)  โดยกระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาการขยายระยะเวลาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU อีก ๓ ปี หรือตามที่เห็นสมควร ในลำดับถัดไป   _______________      


       “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหายเหยื่อเพจสินค้าแบรนด์เนม ออนไลน์ มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ประกาศใช้ 2 กฎหมายลงดาบมิจฉาชีพร้านค้าออนไลน์ ทั้ง พ.ร.บ.คอมพ์ฯ มาตรา 14 (1) และกฎหมายอาญา มาตรา 341 ฐานฉ้อโกง           วันนี้ (18 ก.พ. 65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และว่าที่ พ.ต.อ.ศุภรฐโชติ จำหงส์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1  (บก.สอท.1) ร่วมกันแถลงข่าว “การรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายที่สั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมออนไลน์แต่ไม่ได้รับสินค้า” ภายหลังมีผู้เสียหาย 8 ราย จากจำนวนผู้เสียหาย 39 รายรวมตัวกันเดินทางมาร้องเรียนที่กระทรวงดิจิทัลฯ บางรายได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว โดย ผู้เสียหายได้สั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากเพจ The Sandy Brand แล้วไม่ได้รับสินค้า  ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน รวมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า  10 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเข้าแจ้งความเพิ่มเติมด้วย                                        โดย นาย ชัยวุฒิ ระบุ ว่า เบื้องต้นต้องดำเนินการปิดเว็ป เเละเอาผิดกับกรณีนี้เป็นการเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อและขอเตือนมิจฉาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ว่า ปัจจุบันเรามีกฎหมายที่กำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่โดยผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา            ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) พร้อมภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการติดตามผู้กระทำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เสียหาย และป้องกันไม่ให้ประชาชนรายอื่นๆเป็นเหยื่อกลโกงของผู้ค้าออนไลน์ในลักษณะนี้ เพราะนี่คือปัญหาใหญ่ของการซื้อขายออนไลน์ ที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดีอีเอส และ ETDA รีบจัดการแก้ปัญหา เพราะพบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการหลอกลวงผู้เสียหายจำนวนมาก สุดท้ายจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อธุรกิจออนไลน์เสียหายไปทั้งระบบ             โดยส่วนความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” และถ้าการกระทำความผิดข้างต้นมิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 14 วรรคท้าย             นอกจากนี้ ผู้หลอกขายยังมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยการทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ หรือความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมาตรา 343 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ โดยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน แล้วแต่กรณีอีกด้วย            นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในส่วนของประชาชน และผู้บริโภค ต้องเร่งสร้างความรู้เท่าทันกลโกงของการซื้อขายสินค้าออนไลน์  โดยแนะนำจุดสังเกตมิจฉาชีพร้านค้าออนไลน์ก่อนตกเป็นเหยื่อ ดังนี้ 1. ตรวจสอบประวัติผู้ขายและรีวิวร้านค้า นำชื่อผู้ขาย เลขบัญชี หรือ เบอร์โทรศัพท์ค้นหาใน google หากมีประวัติการหลอกลวง จะมีคนพูดถึงรายละเอียดการโกง 2. ราคาถูกเกินจริง เช็คราคาท้องตลาด อย่าเห็นแก่ของถูก 3. หลอกให้โอนเงินทันที พยายามโน้มน้าวใจให้ผู้ซื้อรีบโอนเงินก่อนพลาดโอกาสได้ของดีราคาถูก 4. วิธีการสั่งซื้อและวิธีการจัดส่งไม่ชัดเจน ร้านค้าส่วนใหญ่มักจะมีการจัดส่งที่ชัดเจน มีให้เลือกหลายช่องทาง รวมถึงมีบริการเก็บเงินปลายทาง และนัดรับสินค้า            ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC เมื่อสิ้นปี 64 พบว่า เกือบ 80% ของข้อร้องเรียนปัญหาซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ คือ ไม่ได้รับสินค้า และสินค้าไม่ตรงปก โดยประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียรนมากสุด ได้แก่ อุปกรณ์ไอทีและสินค้าแฟชั่น ครองสัดส่วนรวมกันเกือบ 50% โดยช่องทางการซื้อขายที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก คิดเป็น 82.1% ตามมาด้วย เว็บไซต์ อินสตาแกรม แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ไลน์ ทวิตเตอร์ และยูทูบ ตามลำดับ            ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบเบาะแส หรือปัญหาจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สามารถร้องเรียน ขอคำปรึกษา หรือแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ผ่านช่องทางดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล์ 1212@mdes.go.th เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ อีกทั้งยังสามารถแจ้งได้ผ่านกล่องข้อความของเพจอาสาจับตาออนไลน์ที่ https://m.facebook.com/DESMonitor/   ______________

      โฆษกดีอีเอส เตือนประชาชนรู้เท่าทันข่าวปลอม พบกลุ่มดิสเครดิตรัฐบาลปั้นข่าวปลอมข่าวสารราชการอิงประเด็นโควิด เรียกกระแสความสนใจ และสร้างความตื่นตระหนกให้คนที่หลงเชื่อ            นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 11–17 ก.พ. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 11,465,622 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 215 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 107 เรื่อง โดยเป็นเรื่องโควิด 34 เรื่อง             ขณะเดียวกัน พบแนวโน้มการสร้างข่าวปลอม และบิดเบือนข้อมูลในกลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการที่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเฝ้าระวัง เนื่องจากหลายข่าวจะมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนติดตามข่าวสาร เพื่อล่อลวงให้คนเข้ามาคลิกอ่าน ตื่นตระหนกหลงเชื่อ และแชร์ข่าวปลอมโดยรู้ไม่เท่าทันผู้ไม่ประสงค์ดี             โดยจากจำนวนเรื่องที่ประสานงานและได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 60 เรื่องในรอบสัปดาห์ล่าสุด พบข่าวปลอมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข่าวคลิปเสียงการประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข เรื่องรัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูลวัคซีนโควิด-19 กับประชาชน  และข่าวเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาวัคซีนของทางสำนักงานอาหารและยา อีกทั้ง มีการเผยแพร่ข่าวปลอมหวังสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยเชื่อมโยงกับความกลัวที่เกี่ยวเนื่องกับโรคโควิด อย่างเช่น ข่าว สธ. เตือนไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก ให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น              นางสาวนพวรรณ  กล่าวว่า ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายอยู่บนโซเชียล/ออนไลน์ โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ______________  

     “ชัยวุฒิ” เผยศูนย์ดิจิทัลชุมชนฯเกิดแล้ว 500 แห่ง เตรียมผลักดันให้ครบ 2,000 ศูนย์ฯ ในสิ้นปี 65 มั่นใจชุมชนเรียนรู้และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มมูลค่าของดีในชุมชนนในอนาคตได้            เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธุ์ 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคมพร้อมคณะลงพื้นที่เปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยนางอังคณา ชิตะติตติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ให้การต้อนรับ           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยากสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร การทำธุรกิจต่างๆในชุมชน ซึ่งที่แก่งคอยก็เป็นหนึ่งที่ตั้งเป้าไว้ มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้ประโยชน์ ทั้งการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ให้พี่น้องทำธุรกิจออนไลน์ต่างๆ           “ขณะนี้เปิดไปแล้ว 500 ศูนย์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอยากให้กระจายการใช้อินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ ในการทำธุรกิจต่างๆให้ไปครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เราทำได้ 500 ศูนย์แล้วของกระทรวงดิจิทัล พร้อมกันนี้ยังมีของ กสทช ที่ร่วมทำด้วยอีกส่วนหนึ่ง ภายในปีนี้ตั้งใจส่งเสริม ให้ครบ  2,000 ศูนย์ทั่วประเทศ” รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าว   ______________





           “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับ กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน หนุนขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชน โชว์นโยบายหนุนทุกหน่วยงานใต้สังกัดดีอีเอส เปิดช่องทางรับฟังเสียงและร้องเรียนปัญหาจากประชาชนโดยตรง ติดตามสถานการณ์ดำเนินงานได้ เน้นทำงานกระชับรวดเร็ว มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (21 ก.พ. 65) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เดินทางมาพบปะเพื่อประชุมรับฟังและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกระทรวงดิจิทัลฯ ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย โครงการแผนงาน กิจกรรมการขับเคลื่อนด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีช่องทาง กระบวนการพิจารณารับเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานในสังกัดดีอีเอส             ที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดฯ มีการเปิดรับแจ้งเบาะแส หรือรับฟังข้อเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อในระบบอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางกระทำความผิดหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีจำนวนมาก และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องเชิงการบูรณาการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในระดับประเทศ อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสารข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างผลกระทบในทางลบต่อสังคม ประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว              “ผมได้เน้นย้ำกระบวนการทำงานการพิจารณารับเรื่องร้องเรียน ประชาชนต้องติดตาม ตรวจสอบ สอบถามร้องเรียน และติดตามสถานะการดำเนินงานได้ โดยกระบวนการทำงานกระชับรวดเร็ว มีขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องและจัดการแก้ไขให้ จะต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด” นายชัยวุฒิกล่าว              นอกจากนี้ ดีอีเอส ยังมีช่องทางการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และกระบวนการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน นอกเหนือจากช่องทางภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้แก่ ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC 1111 ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ถือเป็นช่องทางหลักในการให้บริการสอบถามข้อมูลภาครัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการโดย บมจ. NT โดยหัวข้อยอดนิยมที่มีผู้ติดต่อสอบถามเข้ามา ได้แก่ เรื่องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ประเด็นข้อกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อีกทั้ง ยังมีช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และห้องให้คำปรึกษา หรือร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถเข้ามาแจ้งที่ศูนย์รับกระทรวงดิจิทัลฯ ชั้น 6               นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับประเด็นปัญหามิจฉาชีพและกลโกงทางออนไลน์ ปัจจุบันได้ยกระดับ 1212 OCC เป็นศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ ดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งได้จับมือดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ให้คำปรึกษา รับแจ้ง และติดตามการแก้ไขปัญหา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ ได้แก่ สคบ. อย. ปอท. กระทรวงดิจิทัลฯ โดยกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี (ปท.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจะพัฒนาระบบเชื่อมโยง และกรอบเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อีกทั้ง ล่าสุดได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการดำเนินคดีและประสานข้อมูลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม                รวมทั้งนำเทคโนโลยี Social Listening เข้ามาช่วยในการสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ประเด็นจากฝั่งผู้บริโภคผ่านออนไลน์ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังปัญหา รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของปัญหา ที่เกิดขึ้นผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ควบคู่กับการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่แจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ ผ่านช่องทางออนไลน์                “ดีอีเอส ยังขานรับนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี ที่ให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเร่งขยายการทำงานร่วมกับพันธมิตร เช่น ขยายหน่วยงานความร่วมมือ ยกระดับการดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ บช.สอท.  ศปอส.ตร  แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Marketplace) แพลตฟอร์ม Social Commerce อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค ศาลยุติธรรม (ศาลแพ่ง แผนกคดีซื้อขายออนไลน์) เป็นต้น” นายชัยวุฒิกล่าว   **********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.