Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

           รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม เผยเเก๊งคอลเซ็นเตอร์ป่วนตำรวจ เหตุเพราะ รัฐรุกปราบปรามหนัก ชื่นชมสื่อเสนอข่าว พร้อมฝากทุกคนช่วยกันเตือนคนไม่ให้ใกล้ตัวตกเป็นเหยื่อ                                                                                               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม เปิดเผยถึงสาเหตุที่เเก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระบาดหนักถึงขั้นโทรศัพท์ไปหาตำรวจ เนื่องจาก ขณะนี้ รัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีคำสั่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ช่วยกัน กวดขันดูเเล เเละมีมาตรการเชิงรุกปราบปรามอย่างหนัก จะเห็นได้จากการเตรียมลงนาม MOU กับประเทศกัมพูชา และ การเเก้กฎหมายเกี่ยวกับบัญชีม้า สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เเก๊งมิจฉาชีพ รู้ว่าจากนี้ ต่อไปไม่ง่าย เเล้วที่เขา จะหลอกกลวงประชาชน แก๊งคอลเซ็นเตอร์คนร้ายที่มาหลอกลวงประชาชนก็แพร่ระบาดไปทุกกลุ่มทุกอาชีพ ไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามา สิ่งเหล่านี้เกิดจากกระบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้เร่งทำงานอย่างหนัก เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าไปกดดัน ปราบปราม จับกุม รวมถึงทลายบัญชีม้า ทำให้การทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยากขึ้น มิจฉาชีพก็ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาที่เรา เข้าไปปราบปรามเขาเช่นกัน                อย่างไรก็ตามผมต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ให้การเสนอข่าวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงพี่น้องประชาชน ซึ่งการแจ้งเตือนประชาชนคือสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ เราต้องช่วยกันพูด ช่วยกันเตือน เพราะทางกระทรวงดิจิทัล ไม่สามารถไปปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างพี่น้องประชาชนได้เป็นสิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญทุกคนมีสิทธิที่จะโทร ติดต่อสื่อสารกัน แต่ถ้าท่านพบว่ามีคนร้ายเข้ามาหลอกลวงท่าน และมีกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาสร้างปัญหาให้พี่น้องประชาชน ท่านร้องเรียนหรือแจ้งความเข้ามาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือที่กระทรวงดิจิทัล เราจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนครับ เเต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนควรเตือนคนใกล้ชิด คนในครอบครัวเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อครับ   ***********************

            เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization: JETRO Bangkok) และหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพมหานคร (Japanese Chamber of Commerce, Bangkok: JCCB) นำโดย Mr. Atsushi Taketani ประธานเจโทร กรุงเทพฯ ในโอกาสเยี่ยมคารวะและหารือ ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม               ในโอกาสนี้ Mr. Atsushi Taketani ได้นำเสนอบทสรุปการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีหลัง พ.ศ.2564 และแนวทางการดำเนินความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน – ญี่ปุ่น ในยุคหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด – 19 พร้อมกันนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้รายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดีขึ้น โดยเฉพาะด้าน 5G และการสื่อสารสารสนเทศ อย่างไรก็ดี ประสงค์ขอรับการสนับสนุนจาก ดศ. แก่บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในภาคไอซีทีและดิจิทัล ในการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย               ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ยินดีให้การสนับสนุนบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเด็นการลงทุนในเขต EEC รวมถึงจะมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและดิจิทัลของไทยให้ดียิ่งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงจะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อกระชับความร่วมมือในทุกมิติต่อไป   ********************


รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือนมกราคม ๒๕๖๕)

           เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมเสวนาออนไลน์ "APAC Beyond" ในหัวข้อ  “Online Security for all” จัดโดย บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด  เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำทางความคิดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมหารือประเด็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่กระทบต่อทุกภาคส่วน มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกแก่ผู้ร่วมงานเกี่ยวกับภัยคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงการหาวิธีการรับมือในปัจจุบันและอนาคต โดยมีผู้แทนประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 8 ท่าน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไรและผู้นำทางความคิด  ร่วมอภิปรายออนไลน์ในครั้งนี้ด้วย สำหรับหัวข้อในการแลกเปลี่ยน มุมมอง  เพื่อส่งเสริมการรักษาความมั่งคงปลอดภัยบนโลกออนไลน์ อาทิ Cybersecurity threats in APAC:What are the biggest cybersecurity threats ,New technologies : How can we leverage technology เป็นต้น   __________  



            “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส เปิดการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รับฟังรายงานผลการดำเนินงานของผู้ช่วยรัฐมนตรี และข้อเสนอมาตรการระดมความร่วมมือบูรณาการทำงานข้ามหน่วยงานรัฐ-ภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการสำคัญตอกย้ำนโนบายรัฐบาล ในการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการภาครัฐ ยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2565 วันนี้ (24 ก.พ.64) ว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อพิจารณาและประเมินผลรายงานผลการดำเนินงานของผู้ช่วยรัฐมนตรี ในระยะเวลาที่ผ่านมา และเสนอมาตรการอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตลอดจนพิจารณาเรื่องอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย              สำหรับการประชุมวันนี้ มีประเด็นเพื่อพิจารณาสำคัญๆ คือ การที่กระทรวงดิจิทัลฯ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัด ต้องการขอรับการสนับสนุนและความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจและการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ในการลดความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการยกระดับสู่การบริหารราชการในรูปแบบรัฐบาลดิจิทัล สนับสนุนการเพิ่มความสะดวกประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ครอบคลุมทั่วถึง จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายคุ้มครองประชาชนในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย               นายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า การหารือในที่ประชุม ครอบคลุมข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีใน 5 ด้าน ที่จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสนับสนุนการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ประกอบด้วย 1. การพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ในการบริหารแผ่นดิน               2.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 3.กาพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี 4.การป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ และ 5.ความคืบหน้าการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล               โดยมีประเด็นนำเสนอต่อที่ประชุมฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนและขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ ในโครงการสำคัญ ได้แก่ 1.การดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม  ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ (สป.ดศ.) โดยขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ให้ความสำคัญกับการมอบหมายบุคลากรที่ทำหน้าที่ผู้ประสานงานตรวจสอบข่าวปลอมประจำหน่วย และขอให้แจ้งดีอีเอส ทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการติดต่อประสานงาน และขอความร่วมมือให้ตอบยืนยันข่าวทุกเรื่องที่ได้รับ เนื่องจากศูนย์ฯ ได้คัดเลือกแล้ว ว่าเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ หากชี้แจงได้ ครบถ้วน และทันต่อเวลา จะลดปัญหาข่าวปลอมได้เป็นอย่างมาก               2.โครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อวางกรอบการพัฒนาการใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บูรณาการและให้บริการข้อมูลข้ามหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว ปลอดภัย มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารนำไปใช้วิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม ในการพัฒนา ต่อยอดนโยบายต่างๆ สนับสนุนการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันมีหน่วยงานใช้บริการแล้ว 283 กรม จำนวน 854 หน่วยงาน ซึ่งอยากขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐใช้บริการเพิ่มขึ้น และนำระบบงานที่สามารถเปิดให้บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐกับหน่วยงานอื่นได้ในรูปแบบข้อมูลเปิด (Opendata)                3.การใช้งานแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GPPC) ซึ่ง สดช. เตรียมพัฒนาระบบโดยได้รับงบประมาณจากกองทุนดีอี ประกอบด้วย 4 ระบบงานหลัก ได้แก่ ระบบบริหารจัดการความยินยอม (มาตรา 19) ระบบบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 39) ระบบจัดการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 37) และระบบจัดการคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 30-36) โดยอยากขอความร่วมมือให้ภาครัฐนำไปใช้งาน ลดความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณและเป็นมาตรฐานเดียวกัน               4.ความร่วมมือด้านการช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ ของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 โดยสํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งยังต้องการความร่วมมือและการสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ผลักดันหน่วยงานที่มีอํานาจ รับผิดชอบเร่งดําเนินการสืบสวน ดําเนินคดี แก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม และ 2.การพิจารณาหาหน่วยงานกลาง ในการดูแลแก้ไขการจับกุมผู้กระทําความผิดประเภทการพนัน การหลอกลงทุนทางออนไลน์ แชร์ลูกโซ่ และการหลอกลวงให้โอนเงินรูปแบบอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ และจัดการปัญหาออนไลน์ให้ เรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม               “หากสามารถผลักดันมาตรการความร่วมมือข้างต้นได้สำเร็จ  จะช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์ปัจจุบันของพฤติกรรมผู้ใช้สื่อออนไลน์ของไทย  ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตและทําธุรกรรมต่าง ๆ รวมถึงการซื้อขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มกันอย่างแพร่หลาย อาจเผชิญความเสี่ยงจากการทําธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ทั้งการฉ้อโกง การรั่วไหลของข้อมูล การคุกคามทางไซเบอร์ และมีมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ แฝงตัวเข้ามาหลอกลวงและหาผลประโยชน์จากผู้บริโภคทางออนไลน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย” นายทศพลกล่าว               5. ขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐส่งบุคลากรเข้าร่วมอบรมหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อพัฒนาการยกระดับสร้างทักษะ (Skill) ขีดความสามารถ (Ability) และความรู้ความเข้าใจ (Knowledge) ของบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (CII)               นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำคัญที่ต้องการได้รับการสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนบูรณาการให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อการบริหารประเทศ และการพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนได้ ได้แก่ 1. โครงการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เพื่อให้บริการสืบค้นข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว  ถือเป็นส่วนสำคัญในการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)                ปัจจุบัน มีจำนวนชุดข้อมูลในระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐแล้ว 841 ชุดข้อมูลจากหน่วยงาน นำร่อง 31 หน่วยงานและ 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ปัจจุบันมีหน่วยงาน ที่มีระบบบัญชีหน่วยงานแล้ว 117 หน่วยงาน  ซึ่งโครงการนี้จะมีความสมบูรณ์ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูล เพื่อจัดทำบัญชีข้อมูลหน่วยงาน  และลงทะเบียนบัญชีข้อมูล (ชื่อชุดข้อมูล คำอธิบายชุดข้อมูล และทรัพยากรชุดข้อมูล) เข้าสู่ระบบนี้ โดยควรเป็นชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง ที่เป็นประโยชน์ และอยู่ในรูปแบบโครงสร้างข้อมูลที่สามารถสืบค้นเนื้อข้อมูล (Data) ในเอกสารได้ เป็นการแบ่งปันและใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ                 2.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพื่อการระบุตำแหน่งสถานที่ และเพื่อการขนส่ง (Digital Infrastructure for Logistics and Location Based Services) โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) โดยจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบพิกัดตำแหน่งที่อยู่จากแบบเดิมคือ รหัสไปรษณีย์ ให้เป็นที่อยู่ดิจิทัล (Digital Address) หรือที่เรียกว่า Digital Post ID ที่สามารถระบุพิกัดที่ตั้งและใช้เป็นข้อมูลในการยืนยันตัวตนได้ สนับสนุนการต่อยอดใช้งานเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ เศรษฐกิจ และสังคมได้ต่อไป และเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพื่อการระบุตำแหน่งสถานที่ และเพื่อการขนส่งของประเทศ                “เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เราต้องการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นภาคีความร่วมมือดำเนินการกำหนดมาตรฐาน พัฒนาระบบงาน และการกำหนดแนวทางการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป โดยโครงการนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และดิจิทัล” นายเนวินธุ์กล่าว                3.โครงการพัฒนาระบบจัดการด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (Total Document Handling : TDH)  ที่มีกรอบแนวคิดในการพัฒนาระบบกลางสำหรับใช้รับส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันด้านการรับฝากส่งต่อ และนำจ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยชูความพร้อมทั้งด้านการใช้เทคโนโลยีทันสมัยพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความแข็งแกร่งของเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง                  โดย ปณท ขอสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลฯ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ใช้ระบบบริการ TDH  ซึ่งล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับกลุ่มบริษัทที่คาดว่าจะมาเป็นพันธมิตรพัฒนาบริการนี้ โดยเป็นตัวกลางที่ได้รับความเชื่อถือ (Trusted Third Party) เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องระบบความปลอดภ้ยข้อมูล โดยคาดหวังจะเปิดให้บริการบางส่วนในไตรมาสที่ 2 ปีนี้                 และ 4.ความร่วมมือด้านการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และการจัดทำแผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรายพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ยังขอความร่วมมือสนับสนุนจากพันธมิตรหลายภาคส่วน ในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดแผนการพัฒนา และบริการในเมืองอัจฉริยะให้เป็นไปตามเป้าหมาย ครอบคลุม กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำนักงบประมาณ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและหอการค้าจังหวัด บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)  ภาควิชาการ/สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ อบจ. เทศบาล อบต. เป็นต้น   *******************

       รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคมเตือนนักลงทุนออนไลน์พิจารณาให้ดี เร่งเเก้โครงสร้างกฎหมายเพื่อเอาผิดบัญชีม้า             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีเว็บไซด์ ผิดกฎหมายที่หลอกให้ไปลงทุน ซื้อของ หรือทำผิดกฎหมายต่างๆทำให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ว่า เราต้องแก้ที่โครงสร้างก่อน เรื่องของกฎหมาย การใช้บัญชีม้า การฟ้องร้องเงิน ที่สูญไป ต้องไปแก้ในเรื่องนี้ให้ได้ เพื่อให้การโยกย้ายเงินมันเป็นไปได้ยาก ไม่มีบัญชีม้า ไม่มีบัญชีย้ายเงิน ก็จะทำให้มีการทำงานยากขึ้น ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านช่วยกันทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นการร่วมมือระหว่างประเทศ ถ้าสองสิ่งนี้เกิดขึ้นปัญหาต่างๆมันจะค่อยลดลงไป             ถ้าขึ้นเบอร์แปลกขึ้นมา อันดับแรกให้นึกไว้เลยว่าคือคนร้าย  ถ้าไม่รู้จักเขา เขาโทรมาข่มขู่หรือมาหลอกลวง ก็อย่าไปคุยด้วย ล่าสุดได้ประสานงานกับทาง กสทช. เอไอเอส ดีแทค ทรู ถ้ามีโทรมาจากต่างประเทศ หรือโทรมาตามอินเตอร์เน็ตให้ขึ้นเครื่องหมาย+นำหน้า และเบอร์โทรที่โชว์ตรงหน้าจอเราทีเป็นเลขยาวๆ เราก็จะรู้ว่าโทรมาจากต่างประเทศ หรือโทรจากระบบอินเทอร์เน็ต  ซึ่งให้ตั้งสมมติฐานไว้รอเลยว่าเป็นคนร้ายแน่นอน อย่าไปคุยให้เสียเวลา เราจะตกเป็นเหยื่อของเขา             การโอนเงิน มันเป็นเรื่องที่ง่ายในปัจจุบัน เนื่องจากมันมีอินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง  อยากเตือนผู้โอนเงินก่อนจะโอนเงินต้องคิดให้ดีว่าถ้าไม่รู้จักผู้รับเงินเป็นการส่วนตัวไหม อย่ารีบโอน ตรวจสอบให้ดีก่อน เพราะการจะเอาเงินคืนมันเป็นเรื่องที่อยากมาก ตามเงินคืออยากมาก ยิ่งตอนนี้มีการเปลี่ยนเงินเป็นคริปโต บิตคอยน์ก็จะทำให้ยากขึ้น ทั้งนี้ทางรัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาทางด้านนี้อยู่ สำหรับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสามารถโทรมาแจ้งที่ 1212 หรือ email ทางเราจะช่วยประสานกับตำรวจให้ อีกทางคือต้องรีบไปแจ้งความ อายัดบัญชี ให้เร็วขึ้น ล่าสุดนี้ธนาคารได้มีตั้งศูนย์หรือเจ้าหน้าที่ ที่คอยประสานงานหรือส่งข้อมูลให้กับทางตำรวจ สืบบัญชี โอนไปไหนอย่างไร ก็ทำได้เร็วขึ้น พวกบัญชีม้าก็ทำงานได้ยากขึ้น  ตอนนี้เราสามารถบล็อคเว็บไซต์หรือข้อความที่ผิดกฎหมายได้ ส่วนการบล็อคโทรศัพท์อาจทำได้ยากเพราะมันเป็นสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล   ___________




         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ประธานพิธีลงนามเอ็มโอยูกับอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) ในการทำงานร่วมกันบนระบบคลาวด์ ตั้งเป้าปีแรกประเดิม 10 บริการนำร่องที่จะใช้งานบนเอดับบลิวเอส ผ่านบริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (25 ก.พ.65) ได้มอบหมายให้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือเอดับบลิวเอส (AWS) ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคลาวด์ ในการสนับสนุนการปฏิรูประบบดิจิทัลของภาครัฐ ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ดีอีเอส และหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ จะใช้ AWS เป็นส่วนหนึ่งของคลาวด์ภาครัฐ (Government Cloud) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ส่วนกลางสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ              โดยภายในปีแรก ดีอีเอส จะทำงานร่วมกับภาครัฐ และ AWS เพื่อระบุ 10 โครงการนำร่องที่จะใช้งานบน AWS ผ่านบริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ โครงการนำร่องเหล่านี้จะช่วยให้เห็นถึงความรวดเร็วที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อสร้างและส่งมอบบริการต่างๆ ได้สำเร็จ              “เรายังมีเป้าหมายที่จะหารือถึงทางเลือกที่ตกลงร่วมกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ทั่วโลกของ AWS เพื่อสนับสนุนความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย และปรับใช้เครื่องเสมือนบนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์แบบไฮบริดในช่วง 4 ปีงบประมาณจากนี้ไป และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบคลาวด์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปลดล็อกระดับการประหยัดต้นทุน ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนและเพิ่มการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐ” นายชัยวุฒิกล่าว            นอกจากนี้ ขอบเขตข้อตกลงยังครอบคลุมถึงความร่วมมือ ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งการนำคลาวด์ไปใช้ทั่วประเทศโดยหน่วยงานรัฐ โดย AWS จะสนับสนุนจัดการฝึกอบรมให้ข้าราชการ 1,200 คน ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำในการกำหนดทิศทางที่เหมาะสมกับการใช้งานของรัฐบาลไทยด้วย   _____________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วมพิธีเซ็นเอ็มโอยูการทำงานร่วมกันบนระบบคลาวด์ กับหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) เล็งจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมซอฟต์แวร์ร่วม (Joint Software Innovation Center) สานเป้าหมายยกระดับพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และส่งเสริมระบบนิเวศคลาวด์ร่วมกับรัฐและเอกชน            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (25 ก.พ. 65) ผมมอบหมายให้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ลงนามความร่วมมือข้อตกลงระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ในการผลักดันการทำงานร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีคลาวด์ การวิจัยนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาการจัดการทรัพยากรมนุษย์            ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมซอฟต์แวร์ร่วม (Joint Software Innovation Center) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการส่งเสริมระบบนิเวศคลาวด์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ หุ้นส่วนทางอุตสาหกรรม ธุรกิจสตาร์ทอัพ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาเชิงประยุกต์การใช้แอปพลิเคชั่นที่กําหนดได้เองในคลาวด์ของภาครัฐ (Government Cloud) สําหรับผู้ใช้ในหน่วยงานภาครัฐของไทย โดยมีขอบเขตการทำงานและร่วมมือกันมีการพัฒนาข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลในคลาวด์ของภาครัฐหรือให้เกิดการบูรณาการ ขยายความร่วมมือในเรื่องการจัดเก็บข้อมูลคลาวด์สาธารณะให้มีความก้าวหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0            “ที่สำคัญจะมีการยกระดับพัฒนาบุคคลากรภาครัฐ และเพิ่มพูนทักษะ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2,000 คน รวมถึงสร้างโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐเดินทางแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ณ ศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ระดับโลกของหัวเว่ย และได้สํารวจนวัตกรรมใหม่ในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น บิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ การเชื่อมโยงของอุปกรณ์อัจฉริยะ (IoT) และเทคโนโลยี 5G” นายชัยวุฒิกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมองถึงการขยายความร่วมมือ ไปยังการจัดเก็บข้อมูลคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) เพื่อทันต่อความต้องการและรองรับการใช้งานของผู้ใช้ในหน่วยงานภาครัฐของไทยด้วยการใช้ประโยชน์จากบริการคลาวด์ ที่มีความก้าวหน้าอย่างสูงสุด   _______________

       นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า  ตามที่มีการส่งต่อข้อความเกี่ยวกับประเด็นไปรษณีย์ไทย ใช้เบอร์ 0833377992 และ 0684101248 แจ้งลูกค้าว่าพัสดุมีปัญหาทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ            จากกรณีการแชร์ข้อมูลบนสื่อออนไลน์ที่ระบุว่าไปรษณีย์ไทย ใช้เบอร์ 0833377992 และ 0684101248 แจ้งลูกค้าว่าพัสดุมีปัญหา ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่าเบอร์ดังกล่าวเป็นมิจฉาชีพ เพื่อจะหลอกลูกค้าว่าพัสดุมีปัญหา ทางไปรษณีย์ไทยไม่มีนโยบายโทรติดต่อลูกค้าเพื่อแจ้งว่าพัสดุมีปัญหาตามที่กล่าวอ้าง            ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลงเชื่อโอนเงินเป็นอันขาด โดยหากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูล หรือติดตามสถานะพัสดุ และรับข้อมูลข่าวสารจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์www.thailandpost.co.th หรือโทร. 0 2831 3600            นอกจากนี้ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _____________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.