Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส รับหนังสือร้องเรียนจาก หมอโอ๊ค สมิทธิ์ คนดังรายล่าสุดที่ถูกมิจฉาชีพนำรูปภาพและโปรไฟล์ ไปสวมรอยสร้างบัญชีโซเชียลปลอม ใช้แอบอ้างหลอกลวงแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศ เร่งประสานตำรวจรวบรวมหลักฐาน เล็งใช้ 3 กฎหมายลงดาบ ทั้งพ.ร.บ.คอมพ์ฯ กม.อาญา และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (9 มี.ค.65) นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค สมิทธิ์) เดินทางเข้ามายื่นหนังสือร้องเรียน กรณีถูกผู้อื่นนำรูปภาพและโปรไฟล์ในโซเชียล ไปสวมรอยสร้างบัญชีโซเชียลปลอม แอบอ้างและหลอกลวงแฟนคลับ และผู้ติดตามให้หลงเชื่อ บางรายถูกหลอกจนสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง มีผู้ได้รับความเสียหายทั้งในไทยและต่างประเทศ                 ปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยบางบัญชีปลอมมีการปิดไปแล้ว สำหรับพฤติกรรมมิจฉาชีพดังกล่าว เป็นความผิดตามกฎหมาย ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์                  โดย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ระบุว่า ผู้ใดกระทําความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ                   ขณะที่ มาตรา 16 ก็ได้กำหนดโทษสำหรับการนำรูปผู้อื่นหรือโปรไฟล์ใช้แอบอ้าง สวมรอยเป็นบุคคลอื่นไว้ว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏ เป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”                   นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 341 กำหนดไว้ว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”                   “ในกรณีนี้ ยังมีการนำภาพ เสียง วิดีโอ ของหมอโอ๊ค ไปใช้ในบัญชีโซเชียลปลอมนั้นด้วย ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โทษปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท อีกทั้งยังเป็นการนำไปใช้โดยมีเจตนาเพื่อการค้าอีกด้วย ยิ่งผิดขึ้นอีก โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน - 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายชัยวุฒิกล่าว                    นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค สมิทธิ์) กล่าวว่า พบการแอบอ้างในลักษณะหลอกลวง (Scammer) โดยมีการนำภาพ มีการแต่งเรื่อง นำภาพปกไปทำการหลอกลวง สร้างบัญชีโซเชียลปลอมหลอกลวงผู้เสียหายหลากหลาย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และล่าสุดขยายไปถึงอเมริกาใต้ โดยมักเจาะกลุ่มผู้หญิงสูงอายุ หลอกลวงโดยมีเป้าหมายเพื่อความสัมพันธ์ และเรียกร้องเงินทอง มีการขอให้โอนเงินผ่านบัญชีต่างๆ                     “ผมได้รับข้อมูลนี้ผ่านช่องทางส่วนตัวของผม โดยมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาสอบถามว่าเป็นตัวเราจริงหรือไม่ หรือลักษณะว่ามีการโอนเงินไปแล้ว ขอเงินคืนได้หรือไม่ หลายท่านมาด้วยความเดือดร้อนใจ เพราะจำนวนเงินค่อนข้างเยอะ และผู้เสียหายที่อยู่ต่างประเทศ ก็สอบถามด้วยว่าในประเทศไทยมีการจัดการอย่างไรบ้างกับปัญหานี้” นพ.สมิทธิ์กล่าว                     ทั้งนี้ ในฐานะที่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้ เพราะถูกนำไปแอบอ้างตัวตน จึงอยากช่วยเหลือผู้เสียหาย และรับผิดชอบในแง่มุมการให้ข้อมูลการเข้าถึงช่องทางร้องเรียนของผู้สียหาย รวมทั้งอยากให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีผู้เสียหายได้รับข้อมูลช่องทางช่วยเหลือนี้ ซึ่งมิจฉาชีพมักเห็นช่องโหว่ เช่น ความอับอาย ความไม่รู้ จึงสบโอกาส ดังนั้น ปัจจุบันมีการแจ้งความออนไลน์ ให้สามารถเอาผิดมิจฉาชีพพวกนี้ได้ จึงอยากให้ผู้เสียหายใช้ช่องทางนี้แจ้งความดำเนินคดีเรียกร้องความยุติธรรม                     พ.ต.อ. ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบ.สอท. 1 กล่าวว่า ทุกส่วนกำลังดำเนินการเร่งรัดแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและคดีทางเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งช่วง 2 ปีนี้พบมีสูงมากโดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ และการแฮกระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในกรณีของ นพ.สมิทธิ์ ตรวจสอบแล้ว มีการกระทำผิดเกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ถูกแอบอ้างตัวตนนำไปโพสต์โซเชียล ในทางกฎหมายจึงถือเป็นผู้เสียหาย สามารถไปแจ้งความได้ และล่าสุด สตช. ได้เปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีผู้เสียหายแจ้งความเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น                      ขณะที่ รมว.ดีอีเอส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางป้องกันการถูกแอบอ้างสวมรอยบนโซเชียล อยากแนะนำให้คนดังหรือดารา เข้าไปทำการยืนยันตัวตนผ่านระบบยืนยันบัญชี (Verified Badge) ซึ่งทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก ไอจี มีให้บริการอยู่ ให้ยืนยันผ่านระบบนี้ จากนั้นจะมีเครื่องหมายถูกสีฟ้า verify บัญชีโซเชียลนั้นๆ ว่าเป็นตัวตนจริง ขณะที่ ในส่วนของประชาชน หากไม่เห็นเครื่องหมายยืนยันบัญชีดังกล่าว ในเพจหรือไอจีใคร ก็อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน                      นอกจากนี้ หากพบว่ามีบัญชีปลอม ให้มีการ Report เพื่อให้แพลตฟอร์มนั้นๆ ทำการพิจารณาปิด หรือแจ้งมาที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 หรือสายด่วน 1441 ของตำรวจไซเบอร์ หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี www.thaipoliceonline.com   ***********************

               เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส ลงพื้นที่ ถ.สุขุมวิท ติดตามการจัดระเบียบสายสื่อสารของ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ NT นางสมจิตต์ ระขุติกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจขายและบริการลูกค้านครหลวง การลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยคณะรัฐมนตรีดีอีเอสติดตามความพร้อมการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพชั้นใน ณ บริเวณถนนสุขุมวิท 71 ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 31 - ซอยเอกมัย 12 และปากซอยทองหล่อ 10 ทั้งนี้ในระหว่างเดินทางลงพื้นที่ ได้มีคณะผู้บริหารจากสำนักงานเขตวัฒนา การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สน.ทองหล่อ สน.คลองตัน และผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมภาคเอกชนทุกค่าย ร่วมรายงานความคืบหน้า                รัฐมนตรีดีอีเอส ย้ำว่าการจัดระเบียบสายสื่อสารจะเร่งดำเนินการตามแผนจัดระเบียบสายสื่อสารของกระทรวงฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากทุกหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยปี 2565 นี้ จะเริ่มดำเนินการเร่งด่วนพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครก่อน เริ่มประมาณกลางเดือน มีนาคม 2565 เป็นตันไป               ในระหว่างการดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารประชาชนผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้นอาจจะได้รับความไม่สะดวกบ้าง เชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จ บ้านเมืองจะเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในการสัญจรไปมา กระทรวงดีอีเอส เร่งประสานความร่วมมือไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามกำหนด ซึ่งที่ผ่านมาดีอีเอสมอบหมายให้ NT ดำเนินการในโครงการจัดระเบียบสายสื่อสาร บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีการจัดระเบียบสายสื่อสารโทรคมนาคมให้มีทัศนียภาพที่สวยงามและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน   **********************

             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ฝากถึงคนดัง-ดารา ระวังถูกสวมรอยโปรไฟล์โซเชียล หากพบถูกแอบอ้างตัวตนไปเปิดแอคเคาน์ปลอมหลอกลวงประชาชน วอนแจ้งมายังดีอีเอส สายด่วน 1212 หรือแจ้งความทันที เพื่อเร่งปิดกั้นบัญชีโซเชียลปลอม                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส)  เปิดเผยถึงแนวทางการถูกละเมิดเอาโปรไฟล์ของบุคคลมีชื่อเสียงไปแอบอ้างว่า ฝากไปยังดารา นักร้อง นักแสดง และบุคคลที่มีชื่อเสียงทุกคน ขอให้ท่านตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก และบัญชีโซเชียลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ว่ามีคนนำรูป หรือนำชื่อไปใช้หรือไม่ ในทำ account ปลอม                 “ถ้าถูกสวมรอยแอบอ้างตัวตน ไปเปิด account โซเชียลปลอมขึ้นมา แล้วไปหลอกลวงประชาชนไปสร้างความเสียหายและก็มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของท่าน อยากให้ช่วยกันติดตามและถ้าพบว่ามี บัญชีปลอม มีคนเอารูปเอาชื่อท่านไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ขอให้แจ้งมายังดีอีเอส ตำรวจไซเบอร์ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ทันที พวกเราจะช่วยปิดกั้นและดำเนินคดีให้กับบัญชีปลอมให้หมดไป ฝากดารา นักแสดงทุกคนช่วยกันตรวจสอบด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว                 สำหรับช่องทางรับเรื่องร้องเรียน/แจ้งความ ได้แก่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 ของกระทรวงดิจิทัลฯ สายด่วน 1441 ของตำรวจไซเบอร์ หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี www.thaipoliceonline.com   ******************


        “ชัยวุฒิ-จุติ” ประกาศความร่วมมือระหว่างดีอีเอส และ พม. ปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่หัวใจอาสาเป็น Youtuber, Net Idol ด้านดิจิทัลในชุมชน เสริมทัพเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ประจำหมู่บ้าน หวังสร้างเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับพื้นที่ หนุนการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และปลอดภัย             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (11 มี.ค. 65) ได้มีการแถลงความร่วมมือในการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ประจำหมู่บ้านระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ  และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมทั้งคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม            ทั้งนี้จากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับปัญหาภัยคุกคามทางออนไลน์ ทั้งจากสถานการณ์ข่าวปลอม การฉ้อโกง หลอกลวง และปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ที่แพร่กระจายในวงกว้างตามพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดีย และอินเทอร์เน็ตของประชาชน ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น โดยมอบนโยบายในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน                     นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหลักในการส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกภาคส่วน สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งานเล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างองค์ความรู้ในการ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน เพื่อให้มีวิจารณญาณในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและรู้เท่าทันภัยออนไลน์รูปแบบต่างๆ              ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับ พม. เพื่อพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ทั่วประเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจด้านดิจิทัลในระดับหมู่บ้าน สนับสนุนให้ประชาชนโดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีความรู้ในการใช้ประโยชน์เครือข่ายออนไลน์ และไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ               “กระทรวงดิจิทัลฯ จะพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ที่จะสามารถเป็นผู้เผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลในชุมชน เช่น Youtuber หรือ Net Idol ด้านดิจิทัล เป็นต้น รวมถึงภารกิจอื่น ๆ ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมดิจิทัลในระดับหมู่บ้าน โดยคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ร่วมขับเคลื่อนภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน ปิดช่องว่างทางด้านดิจิทัล พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” นายชัยวุฒิกล่าว            นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า กระทรวงฯให้ความสำคัญกับนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่และเป็นอนาคตของประเทศดังนั้น การสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน จากสภาเด็กและเยาวชนในจังหวัดต่างๆ ในเครือข่าย พม. เข้ามารับการอบรมเป็น “อาสาสมัครดิจิทัล” จะสร้างให้เกิดเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับพื้นที่ โดยมีเป้าหมายการสร้าง อสด. ให้ครบทุกหมู่บ้าน             โดยมองว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและสื่อเข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก นับเป็นความท้าทายของความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล อีกทั้งเยาวชนต้องมี “ทักษะ องค์ความรู้ และช่องทาง” ในการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ดังนั้นการร่วมเข้ารับการอบรมเป็น อสด. จะเป็นการสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ และพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้สังคมเกิดการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และปลอดภัย มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม             นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย  ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า การพัฒนาอาสาสมัครดิจิทัล เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการปิดช่องว่างทางด้านดิจิทัลให้กับชุมชน  ซึ่งความร่วมมือระหว่างดีอีเอส และ พม. ในการขยายเครือข่าย อสด. โดย พม. ได้คัดเลือกเยาวชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีจิตอาสา และดีอีเอส คัดเลือกเครือข่าย อสด. เครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เพื่อมาพัฒนาเติมความรู้ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เป็น อสด. ประจำหมู่บ้าน อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานร่วมกันในระดับพื้นที่               “เรามีเป้าหมายขยายเครือข่ายความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้มี อสด. ครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อเป็นตัวแทนของกระทรวงฯ ในระดับพื้นที่ และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ลดความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม และลดการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการใช้ดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ และสามารถต่อยอดการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลให้มีความหลากหลาย ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน สร้างรายได้ให้กับชุมชน   ______________

        วันนี้ (12 มีนาคม 2565) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม พร้อมด้วยนายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมงานแถลงความร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ Wellness ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Phuket Metaverse City) โดยมีนายวิชัย ทองแตงประธานกรรมการบริษัท บิทคับ เวิลด์เทค จำกัด เเละนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง เเละประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบิทคับ เเคปปิตอล กรุ๊ป โฮดดิ้งส์ จำกัด ให้การต้อนรับ             โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า  นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสนใจใน เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถเพิ่มศักยภาพ ของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล อย่าง Blockchain  metaverse รัฐบาลสนับสนุนเเละพร้อมผลักดันสนับสนุนภาคเอกชนร่วมเดินหน้า ผมมั่นใจว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะเติบโตเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และการพัฒนาต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในโลกดิจิทัลด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนที่ทำให้เราก้าวไปอย่างยั่งยืน            “วันนี้เราทุกคนต้องก้าวล้ำด้วยการใช้เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม  รวมถึงโอกาสในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไปสู่โลกอนาคต  ซึ่งจังหวัดภูเก็ตถือเป็น Destination แห่งการท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ เพราะที่นี่ มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคลากรที่ดีเยี่ยม ซึ่งทาง บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล นำมาซึ่งโครงการ Phuket Metaverse พวกเราให้ความสนใจและก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเรื่องนี้ถือเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัล ได้ดีเยี่ยม กล่าวคือ Phuket Metaverse ไม่ใช่เพียงแต่เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล แต่มันพัฒนาไปมากกว่านั้น การเกิดขึ้นของMetaverse จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง"Disrupt" อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน”นายชัยวุฒิกล่าว              รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าวว่า ตรงนี้ถ้านำมาปรับใช้กับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวและ Wellness จะสร้างรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล แนวทางการทำงานของผม พร้อมเปิดรับการพูดคุยกับผู้บริหารทุกส่วนงานของกระทรวงฯ อยากขอให้เราช่วยกันทำงานเพื่อบ้านเมือง เชื่อมโยงให้เข้ากับความต้องการของประชาชนให้อยู่ดี กินดี มีความสุข โครงการที่ออกมาต้องสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริงและที่สำคัญเราต้องเร็ว  ในปัจจุบันโลกเราหมุนไปเร็วมาก  เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงเร็วมากเช่นกัน นั่นหมายถึง ประเทศไทยต้องก้าวให้ทัน ทำให้เกิดให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด                  ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภาครัฐตั้งใจที่จะสนับสนุน ภูเก็ตให้เป็นเมืองเศรษฐกิจดิจิทัลเเละการท่องเที่ยวพร้อมทั้งฝากให้ช่วยส่งเสริมเเละให้ความรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับเยาวชนให้เรียนรู้อย่างเหมาะสม               ด้านนายวิชัย ทองแตง  ประธานกรรมการบริษัท  บิทคับ เวิลด์เทค จำกัด  เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาครัฐโดยความร่วมมือ 2 กระทรวง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม และ กระทรวงท่องเที่ยวเเละกีฬา เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ ที่สุดในการผลักดันภูเก็ตให้เป็นเมืองเเห่งเทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมเติบโตสู่โลกอนาคตสิ่งสำคัญที่เราต้องส่งเสริมคือ เราไม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทำผิดกฎหมาย   ___________

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 4-10 มี.ค. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบจำนวนข้อความที่เข้ามา 11,519,016 ข้อความ หลังการคัดกรองแล้วมีข้อความที่ต้องดำเนินการ Verify จำนวน  199 ข้อความ รวมจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 106 เรื่อง โดยแบ่งเป็นเรื่องโควิด-19 จำนวน 29 เรื่อง สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับ ในช่วงสัปดาห์ล่าสุดนี้ ได้แก่ อันดับ 1 ไปรษณีย์ไทย ใช้เบอร์ 081-3607134 แจ้งมีพัสดุตกค้าง อันดับ 2 ทาปิโตรเลียม เจลลี่ในรูจมูก ช่วยดักจับฝุ่น PM 2.5 อันดับ 3 กินอาหารค้างคืนอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง อันดับ 4 ธ.กรุงไทย ส่งSMS มอบสิทธิ์เงินกู้ผ่านไลน์ และโครงการสนับสนุนเงินกู้ฉุกเฉินของธนาคารโดยลงทะเบียนผ่านลิงก์ อันดับ 5 ธนบัตร 50 บาท มีรูปมัสยิดอยู่บนธนบัตร             อันดับ 6 ปรากฏการณ์ APHELION โลกจะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ ระยะทาง 5 นาทีแสง หรือ 90,000,000 กิโลเมตร อันดับ 7 กรมสรรพากรเริ่มเก็บภาษีทุกวัด อันดับ 8 โดนยึดใบขับขี่จะไม่ได้คืน ต้องไปสอบทำใหม่เท่านั้นอันดับ 9 น้ำต้มหญ้างวงช้างและอ้อยดำ รักษามะเร็งปอด และอันดับ 10 แจ้งจับ ขับต่ำกว่า 90 กม. แช่เลนขวา              “จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้า และบริการออนไลน์มากขึ้น ตลาดอี-คอมเมิร์ซขยายตัวอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งผลสำรวจล่าสุดโดย ETDA ประเมินว่า มีมูลค่าตลาดเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในภาพรวมของประเทศไทย และบริการด้านจัดส่งสินค้า ก็คือหนึ่งในองค์ประกอบของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ดังนั้นมิจฉาชีพจึงใช้เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชนในรูปแบบใหม่ๆ” นางสาวนพวรรณกล่าว              ทั้งนี้ กระทรวงฯ และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ต้องขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข้อมูลผ่านโซเชียล อย่าเพิ่งหลงเชื่อในทันที ขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูล โดยสามารถแจ้งข้อมูลมายังศูนย์ฯ เพื่อช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ และยืนยันข้อเท็จจริงต่อไป และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ____________






               “เนวินธุ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลฯ หนุนประเทศไทยเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ชื่นชมดีป้า รับลูกนโนบายรัฐบาลปั้นโครงการ “Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่” ติดปีกผู้ค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย นำร่อง 10 จังหวัด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วกว่า 300 ล้านบาท เตรียมขยายพื้นที่เพิ่มอีก 25 จังหวัด                   นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” ระหว่างเปิดงาน “Transform Market Showcase 2022” ประกาศความสำเร็จโครงการยกระดับตลาดสดสู่ยุควิถีใหม่ วันนี้ (16 มี.ค.65) ว่า การพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ตระหนักอย่างยิ่งว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยที่ต้องเร่งสร้างและพัฒนา คือ “ทักษะดิจิทัลของคนไทย” ต่อยอดจากการวางโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ขยับสู่การทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงในทุกมิติ                      ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) หน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เริ่มนำร่องการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกอบการของผู้ค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับสู่รูปแบบ “ตลาดสดยุควิถีใหม่” เข้าถึงการใช้นวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมถึงพัฒนาไปสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานำร่องไปแล้วใน 10 จังหวัด ครอบคลุมตลาดสดประมาณ 300 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 30,000 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 300 ล้านบาท                     “ทราบจากดีป้า ว่ามีแผนต่อยอดโครงการนี้ให้เข้าถึงผู้ประกอบการร้านค้าอีก 65,000 ราย พร้อมทั้งสร้างตลาดต้นแบบด้านดิจิทัลเพิ่มเติม 25 จังหวัด โดยขยายจากกรุงเทพและปริมณฑล และภาคกลางบางจังหวัด ให้ครอบคลุมพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่ แผงลอย ประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการขายและจัดส่งสินค้า ตอบรับเทรนด์สังคมไร้เงินสด พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายเนวินธุ์กล่าว                      ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ สามารถผลักดันพ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่การคัดเลือกดิจิทัลสตาร์ทอัพ และผู้ให้บริการดิจิทัลสัญชาติไทย ครอบคลุม 6 กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ การจัดอบรมหลักสูตรออนไลน์ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ และการลงพื้นที่จัดกิจกรรมตลาดต้นแบบในพื้นที่เป้าหมาย เป็นต้น                      สำหรับการจัดงาน “Transform Market Showcase 2022” ยกระดับตลาดสดสู่ยุควิถีใหม่วันนี้ เป็นการประกาศความสำเร็จ (Showcase) ของโครงการ “Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่” ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและนำร้านค้าเข้าแพลตฟอร์มช่องทางการจำหน่ายและจัดส่งสินค้า (Local Application) ผ่านการจับคู่ธุรกิจกับดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยและผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) จำนวน 28 ราย โดยในโครงการนำร่อง 10 จังหวัดที่ดำเนินการไปแล้ว มีสินค้าจำหน่ายมากกว่า 150,000 รายการ                       โดยรูปแบบพื้นที่ตั้งร้านค้าที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ตลาดนัด ตลาดสด และหาบเร่/แผงลอย ร้านค้าริมทาง สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย ระบบชำระเงินออนไลน์ (E–payment) ระบบบริการ (Service) และระบบการสั่งอาหารหรือสินค้า (Delivery) ขณะที่การจัดอบรมหลักสูตรออนไลน์ จำนวน 5 หลักสูตร ผ่าน 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ YouTube, Facebook Group, Classwin และ Digital Skill ซึ่งเปิดระบบตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงปัจจุบัน มีผู้เข้าร่วมอบรมมากกว่า 1,000,000 คน   *******************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.