Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

               เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 รอบที่ 1 ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 7 (นายพิฆเนศ ต๊ะปวง) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยได้ประชุมร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดปัตตานี ณ ห้องประชุมศรีนครา ชั้น 4 อาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดปัตตานี ซึ่งที่ประชุมร่วมพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับนโยบายหลักของรัฐบาล ได้แก่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) การจัดการสิ่งแวดล้อมสีเขียวเพื่อความยั่งยืน ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเศรษฐกิจฐานราก การจัดการประมงอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ การลดอุบัติเหตุทางถนน และการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด   **********************







         วันนี้ (16 มี.ค. 65) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ Video Conference)  ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีวาระเพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บมจ.เอ็นที) เกี่ยวกับข้อพิจารณากำหนดขอบเขต หรือบทบาทการเป็นเครื่องมือรัฐของ บมจ.เอ็นที ให้มีความชัดเจนในการเป็นผู้สนับสนุนนโยบายรัฐ             โดยที่ประชุม คนร. มีมติมอบหมายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมาย บมจ.เอ็นที ในการมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนนโยบายของรัฐ ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและความมั่นคง รวมทั้งบริการของรัฐเพื่อสังคมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563               ทั้งนี้ ครม. ได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563  ลงมติว่า ให้ความเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอ โดยให้กระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปหารือ กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งขาติ (กสทช.) ในประเด็นการกำหนดให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) “เป็นผู้สนับสนุนนโยบายของรัฐ ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและความมั่นคง โดยให้รัฐสนับสนุนคลื่นความถี่ที่เหมาะสมในการทำภารกิจ ให้ได้แนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนเหมาะสม และเป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการต่อไป”               รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลฯ กำกับ ให้ บมจ.เอ็นที ปรับปรุงแผนธุรกิจ ให้เป็นไปตามคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาฯ และเสนอ คนร. ภายในเดือนเมษายน 2565 ต่อไป   ______________

             “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส ร่วมลงนาม “โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล” ภายใต้ความร่วมมือ 12 หน่วยงานที่ผนึกกำลังเป็น“องค์กรภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ” ขับเคลื่อนคลังข้อมูลบิ๊กดาต้าเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ                 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์ และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล” วันนี้ (17 มี.ค.65) ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยเป็นอย่างมาก เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องนำข้อมูลขนาดใหญ่มาช่วยในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข และการวิเคราะห์เพื่อพัฒนางานบริการ จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange) อย่างมีประสิทธิภาพ                ทั้งนี้ ได้มีความร่วมมือของ 12 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพมหานคร ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จับมือกันในชื่อ “องค์กรภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ” จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ  “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข” เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ เพื่อเป็นคลังข้อมูล ประโยชน์ต่อสาธารณสุขไทย                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ เนื่องจากองค์กรภาคีเครือข่ายฯ ทั้ง 12 หน่วยงาน ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างกัน  หวังพัฒนาเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data  ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเครือข่ายสาธารณสุขไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ                  “ที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกันของดีอีเอส สธ. และ อว. ได้นำร่องในการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพผ่านระบบ Health Link ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง ที่สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข นำโดย ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ที่ต้องการปฏิรูประบบบริหารจัดการฐานข้อมูล และการสื่อสารของประเทศให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับสถานการณ์การระบาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” นายชัยวุฒิกล่าว                  ขณะที่ ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานทั้ง 12 องค์กร จะช่วยให้เกิดประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ที่ปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยบริการต่างๆ โดยการจัดทำข้อตกลงร่วมกันพัฒนาการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange : HIE) จากระเบียนข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Personal Health Record : PHR) ของแต่ละฝ่ายระหว่างกัน  ทำให้เกิดประโยชน์ของการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศ ความครอบคลุมทั่วถึงของประชาชนที่มีสิทธิเข้ารับบริการด้านสุขภาพได้ทุกหน่วยบริการ  การบริการแพทย์ทางไกล เป็นต้น                  โดยมองว่าจะเป็นก้าวสำคัญ สู่การสร้างความร่วมมือพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มกลางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ (National Health Information Platform)  ซึ่งจะมีคลังข้อมูล (Big Data)  ด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่  สำหรับโครงการฯ นี้ จะเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตสุขภาพที่ 13 ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูประบบการบริการและการรักษาประชาชนของประเทศในระยะต่อไป   *******************




                เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมฯ ในการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาประเด็นสารัตถะด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคของไทย ครั้งที่ 1//2565 โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ เป็นรองประธานคณะทำงานฯ ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้คณะทำงานดังกล่าว ได้จัดตั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่เจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี 2565 ในประเด็นสารัตถะด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ ประกอบกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีกำหนดจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานเอเปคด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ ครั้งที่ 64 (The 64th APEC Telecommunications and Information Working Group: APEC TEL WG 64) ในเดือนพฤษภาคม 2565 ณ กรุงเทพฯ โดยการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1//2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการในเรื่องการพิจารณากำหนดกิจกรรมการประชุม Roundtable /การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายใต้การประชุม APEC TEL WG ครั้งที่ 64 ในส่วนของไทย   *******************************

       ดีอีเอส สรุปผลการมอนิเตอร์สถานการณ์รอบสัปดาห์ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบ 10 อันดับข่าวที่ได้รับความสนใจมากสุด เกาะกลุ่มประเด็นเศรษฐกิจปากท้องและสุขภาพ           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 11-17 มี.ค. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม  คัดกรองแล้วพบว่า มีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 230 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 113 เรื่อง โดยเป็นสัดส่วนในกลุ่มนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการถึง 71 เรื่อง ซึ่งบางข่าวมีประเด็นคาบเกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ทำให้ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก           โดยจากข้อมูลเชิงลึก (Insight) พบว่าข่าวที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับแรกในรอบสัปดาห์ จำกัดวงอยู่ที่ประเด็นเศรษฐกิจปากท้อง และข่าวกลุ่มสุขภาพ ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน  ได้แก่ อันดับ 1 น้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดง ลูกหมากสด สารส้มสตุ ช่วยรักษาแผลเบาหวานให้หายสนิท อันดับ 2 งดใช้ตู้ ATM กรุงไทยทุกตู้ ที่ไม่มีไฟกะพริบตรงที่เสียบบัตร อันดับ 3 ธ. ออมสินส่ง SMS ให้ประชาชนที่ได้รับข้อความสามารถยื่นขอสินเชื่อ GSB ดอกเบี้ยต่ำเป็นสิทธิ์พิเศษอันดับ 4 ธ.ออมสินปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ให้กู้ยืม 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.75% ผ่อนนาน 5 ปี            อันดับ 5 กรมราชทัณฑ์ ปล่อยนักโทษ 38,000 คน เนื่องในวโรกาสสำคัญต่างๆ อันดับ 6 เล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป อันดับ 7 ธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อประชาชนสุขใจ วงเงินสูงสุด 200,000 บาท อนุมัติภายใน 30 นาทีอันดับ 8 ผลิตภัณฑ์ D-POT ดีท็อกซ์ปอด ต้านไวรัสและแบคทีเรีย อันดับ 9 น้ำต้มปูแสม ช่วยรักษาโรคลมบ้าหมู และอันดับ 10 ริดสีดวงเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่           “ประชาชนต้องรู้เท่าทันข่าวปลอม และมีความรอบคอบในการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งต่อกันมาทางโซเชียลเพราะผู้ไม่หวังดีจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ความสนใจของประชาชนหมู่มาก สร้างข่าวปลอมหรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสารล่อลวงให้คนหลงเชื่อ ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   _____________

กิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center : AFNC) วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ โรงแรม ฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อ.เมือง จ.นครพนม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.