Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


              รมว.ดีอีเอส ส่งหนังสือ ถึงคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) เรียกร้อง ทบทวนมติแบนบุหรี่ไฟฟ้า เผยไม่สอดคล้องกับบริบทปัญหา เเนะเรียกร้องเปิดนำเข้าเสรี เก็บภาษีให้ถูกกฏหมาย สกัดเส้นทางการลักลอบขายออนไลน์                 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากที่คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติในการประชุมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมาได้มีมติห้ามนำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบในประเทศไทย ซึ่งจริงๆก็มีกฎหมายห้ามอยู่แล้ว ขณะนี้คณะกรรมการก็มีมติแบนบุหรี่ไฟฟ้า ห้ามนำเข้าห้ามจำหน่ายในประเทศด้วยเหตุผลที่ป้องกันไม่ให้เยาวชนหรือพี่น้องประชาชนไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดเราก็มีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และดิจิทัลในการใช้ชีวิตในการทำธุรกิจและเราก็พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการขายออนไลน์จำนวนมาก                 เราได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ พบว่ามีการใช้อย่างแพร่หลายมากเพราะประชาชนที่เค้ามีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่จริงและมีการผลการศึกษาจากต่างประเทศซึ่งก็มีสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอังกฤษ ในยุโรปหลายประเทศเป็นประเทศที่เจริญแล้วกว่า 70 ประเทศ  ศึกษาและยอมรับให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศนั้นได้  ซึ่งก็กลายเป็นสร้างปัญหา  สร้างเงื่อนไขที่ทำให้การลักลอบการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านระบบออนไลน์อย่างแพร่หลายซึ่งเราก็ไม่สามารถปิดกั้นได้ มีการลักลอบมีการเรียกร้องเงินใต้โต๊ะเป็นผลประโยชน์มหาศาลซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราทำให้ถูกกฎหมายและเก็บภาษีให้ถูกต้องนี่ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมได้ทำหนังสือคัดค้านไป                    อีกประเด็นผมคิดว่าคณะกรรมการยาสูบแบนบุหรี่ไฟฟ้าโดยอาจไม่ได้ฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือข้อมูลทางวิชาการเป็นมติที่ไม่ชอบ  ควรจะมีการศึกษาอย่างรอบด้านรับฟังความเห็นของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย นำข้อมูลวิชาการของประเทศที่เปิดให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้เอามาร่วมพิจารณาด้วยในการศึกษา ไปห้าม 100 % มันไม่ใช่ทางออกของบริบทในสังคม                    แล้วก็ทำให้ประชาชนที่เค้าอยากจะมีทางเลือกในการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ที่มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนก็ไปจำกัดสิทธิ์ของเค้าด้วย เพราะวันนี้หลายประเทศยอมรับแล้วว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จริงมีสารพิษน้อยกว่า ซึ่งอันนี้ท่านก็ไปจำกัดสิทธิ์จำกัดทางเลือกของพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แล้วที่สำคัญจะไปอ้างว่าป้องกันเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้ามาสุบบุหรี่ ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันเยาวชนคนรุ่นใหม่ ถ้าเค้าอยากสูบบุหรี่เค้าก็ไปซื้อบุหรี่จริงอยู่แล้วซึ่งท่านก็ไม่ได้ห้ามอะไรอยู่ดี ผมคิดว่าจริงๆท่านควรจะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกต้องและก็เข้าอยู่ในระบบอยู่ในเกณฑ์เดียวกับบุหรี่จริง มีการควบคุมการโฆษณา ห้ามโฆษณา                   ห้ามจำหน่ายออนไลน์ อาจจะดีกว่าการที่ผลักให้ไปอยู่ใต้ดินที่ผิดกฎหมายและก็ลักลอบขายกันออนไลน์กันทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งอันนี้ผมเรียนเลยว่าโดยระบบของเราไม่สามารถปิดกั้นหรือเทคดาวน์ได้ทั้งหมด วิธีเดียวที่ดีที่สุดก็คือรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้บุหรี่ไฟฟ้าได้เข้ามามีความส่วนแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับคณะกรรมการ หาทางออกร่วมกันที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถ มีที่ยืนในสังคมไทยเพื่อเราจะได้ควบคุมและใช้ประโยชน์ ดีกว่าเราไปผลักไปๆสร้างปัญหาอื่นๆตามมา  ผมได้ทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติเพื่อให้ทบทวนมติการห้ามจำหน่าย และห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด                    “จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงฯ ในปี 64 พบว่า ประเทศไทยมีผู้บริโภคยาสูบกว่า 10 ล้านคน และมากกว่าร้อยละ 52 ไม่มีความคิดที่จะเลิกบุหรี่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ควรที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเป็นกลางเรื่องผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริโภค และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งซึ่งเด็กและเยาวชนก็ควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับพวกเขา” นายชัยวุฒิกล่าว                    พร้อมทั้งเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อขาย และกฎหมายที่ควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคที่ยังไม่มีความคิดจะเลิกบริโภคยาสูบสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ และอาจลดปริมาณสารพิษที่เกิดขึ้นในอากาศ รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าจะมีมาตรฐานที่ควบคุมได้เช่นเดียวกันกับประเทศทั่วโลก                   นอกจากนี้ นโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสม จำเป็นต้องพิจารณาผลประโยชน์ในภาพรวม ได้แก่ ประโยชน์ที่ผู้สูบบุหรี่ที่จะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่อันตรายน้อยกว่า ประโยชน์ในการปกป้องผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมไปถึงการป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน และประโยชน์ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ที่ไม่ต้องรับสารพิษต่างๆ จากการเผาไหม้                  นายชัยวุฒิ กล่าวย้ำว่า การพิจารณานโยบายเรื่องการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า อย่างเหมาะสมกับบริบทและความเป็นจริง ซึ่งตั้งอยู่บนหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมสมัยใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดอันตรายในด้านสุขภาพ ให้กับผู้บริโภคยาสูบ และประชาชนโดยทั่วไป ขณะเดียวกันก็ยังสามารถปกป้องคุ้มครองเยาวชนไม่ให้เข้าถึงสินค้าเหล่านี้   ******************************

       โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง ห่วงประชาชนหลงเชื่อข่าวปลอม หลังพบมีผู้ไม่หวังดีบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-วัคซีนและเผยแพร่ผ่านโซเชียล คาดเจตนาสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 22-28 เม.ย. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบจำนวนข้อความที่เข้ามา 11,704,186 ข้อความ โดยมีจำนวนที่ต้องดำเนินการ Verify ทั้งหมด  265 ข้อความ เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ 135 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 35 เรื่อง             ขณะที่ จากการตรวจสอบในรายละเอียด พบว่าเริ่มมีผู้ไม่หวังดีเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เกี่ยวกับโควิด และสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบจากวัคซีนป้องกันโควิด เพื่อสร้างความสับสนและความแตกตื่นให้กับประชาชน โดยช่วงสัปดาห์ล่าสุดนี้ มีข่าวปลอม/บิดเบือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นลำดับต้นๆ ถึง4 ข่าว            โดยจากสถิติข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับแรกประจำสัปดาห์ ประกอบด้วย อันดับ 1 ห้ามชาวบ้านและชาวพุทธ เข้าไปยังเขตเขายายเที่ยง อันดับ 2 กรุงไทยและออมสินร่วมกับบริษัทเอกชน ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน ผ่านไลน์ @501atukf อันดับ 3 แบงค์พันปลอมหมายเลขเดียวกันจากต่างประเทศระบาดเข้าไทย อันดับ4 เชื้อโอไมครอน ยังไม่มีหลักฐานมีอยู่จริงในไทย เป็นเพียงการวินิจฉัยเดาสุ่ม อันดับ 5 หากฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ไม่สามารถป้องกัน BA.2 ได้มากกว่า BA.1             อันดับ 6 หากรับบริจาคเลือดจากผู้ที่ฉีดวัคซีนมา จะทำให้ได้รับผลจากวัคซีนดังกล่าวไปด้วย อันดับ 7 หากโดนยึดใบขับขี่ จะไม่ได้คืนต้องไปสอบใหม่ อันดับ 8 ข้าราชการไทยออกบัตรประชาชนให้มุสลิม โดยไม่ทำตามกฎหมายอันดับ 9 เรื่อง 3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง และอันดับ 10 ข้อมูลผู้ที่เสียชีวิตของสปสช. ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนทดลอง ส่วนผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีนทดลอง ร่างกายปกติและแข็งแรงดี             นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ประชาชนตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   ____________




         “ชัยวุฒิ” ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยกรณีมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้แอปพลิเคชั่นควบคุมโทรศัพท์ทางไกล มัดรวมรายชื่อตัวอย่างแอปเสี่ยง ห้ามหลงเชื่อมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ ดาวน์โหลดลงมือถือ-บอกรหัส เปิดช่องโหว่ให้เข้ามาเห็นทุกข้อมูลและควบคุมทุกกิจกรรมบนมือ รวมถึงดูดเงินจากบัญชี              วันนี้ (5 พ.ค. 65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงข่าวร่วมกับ พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบก.สอท.1 เพื่อเตือนประชาชนเกี่ยวกับมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ล่อลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่มีการทำงานในลักษณะการควบคุมจากระยะไกล (Remote Desktop) หรือแอปแชร์หน้าจอมือถือ พร้อมหลอกขอรหัส ทำให้มิจฉาชีพเห็นทุกข้อมูลที่ปรากฎบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเหยื่อ เข้าไปทำการเปลี่ยนแปลง รวมถึงดูดเงินจากบัญชีเหยื่อ               นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ "หลอกว่าส่งของผิดกฎหมาย” และอ้างเป็นตำรวจ สภ.เชียงราย ให้ผู้เสียหายกดลิงก์แอปพิลเคชั่นที่สามารถควบคุมเครื่องจากระยะไกล เพื่อแจ้งความออนไลน์ ผู้เสียหายได้โหลดลิงก์ และบอกรหัส 9 ตัวให้กับคนร้าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นรหัสควบคุมเครื่องของผู้เสียหาย จากนั้นคนร้ายให้คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ไว้เป็นเวลา 15 นาที เมื่อเปิดขึ้นมา ปรากฏว่าเงินหายไปจากบัญชีธนาคารรวม 4 บัญชี เป็นเงินทั้งสิ้น 2 ล้านกว่าบาท                จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า แอปพลิเคชั่นที่คนร้ายนำมาหลอกให้ผู้เสียหายโหลดใช้งานนั้น มีลักษณะเป็นRemote Desktop เป็นแอปที่ส่วนใหญ่ผู้บริหารระบบสารสนเทศใช้ประโยชน์ ในการบริหารจัดการระบบ ช่วยให้เข้าไปควบคุมคอมพิวเตอร์อีกเครื่องได้ เสมือนไปนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากระยะไกล แต่ถ้ามิจฉาชีพนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ก็อาจก่อความเสียหายกับเราได้อย่างมหันต์ ดังเช่น กรณีที่กล่าวมาข้างต้น               สำหรับตัวอย่างแอปพลิเคชั่น ที่มีการทำงานในลักษณะ Remote Desktop หรือการควบคุมจากระยะทางไกลได้ เช่น Team Viewer, Airdroid, Chrome Remote Destop, Inkwire, Anydesk, logmein, vnc, parsec เป็นต้น                “สมมติว่าถ้ามิจฉาชีพโทรมาด้วย กลลวงหรือมุกอะไรก็ตาม แล้วส่งลิงก์แอปประเภทนี้ ให้เรา download ซึ่งก็มีอยู่ใน Play Store หรือ App Store หรือเป็นไฟล์ .apk แล้วพูดจาหว่านล้อมให้เราติดตั้งลงไป โดยในตอนแรกคนร้ายจะยังไม่สามารถควบคุมมือถือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ทันที คนร้ายอาจจะบอกขั้นตอนให้เรากรอกตัวเลข หรือ ตัวอักษรสักชุด หรือคนร้ายอาจหลอกถามเอาตัวเลขชุดนั้นจากเรา เมื่อคนร้ายได้รหัสหรือตัวเลขบางอย่างจากเครื่องของเรา คนร้ายจะนำรหัสไปใช้ในการควบคุมเครื่องของเราได้ทันที สามารถใช้งานบังคับ ทุกอย่างได้เปรียบเสมือนเป็นเจ้าของเครื่อง จากนั้นคนร้ายจะทำการโอนเงินไปสู่บัญชีเป้าหมายด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องให้เหยื่อยโอนเงินให้เหมือนวิธีเดิมๆ ทำให้เหยื่อสูญเงินออกจากบัญชี” นายชัยวุฒิกล่าว                ดังนั้น อยากฝากเตือนประชาชนว่า สำนักตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ไม่มีนโยบายให้ติดต่อผู้เสียหายทางไลน์ หรือให้โหลดแอป หรือให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ เพราะฉะนั้นอย่าหลงเชื่อบอกข้อมูลส่วนตัวให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะรหัส OTP หรือรหัสควบคุมเครื่อง                 อีกทั้ง ไม่ควรจดรหัสที่ใช้ในระบบหรือแอปพลิเคชั่นที่สำคัญ เช่น mobile banking หรือแอปเทรดหุ้นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเงินและข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่อง หรือใช้ระบบจดจำรหัสต่างๆ ไว้ตลอดเวลา ซึ่งแม้จะเป็นความสะดวกในการใช้งาน แต่หากพลาดพลั้งอาจทำให้ผู้ร้ายสามารถเข้าถึงแอปหรือข้อมูลที่สำคัญเหล่านั้นได้                พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบก.สอท.1  กล่าวว่า นอกจากนี้ แอปอีกประเภทที่ต้องระวังไม่ดาวน์โหลดตามคำล่อลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็คือ แอปประเภทแชร์หน้าจอ ซึ่งวิธีการใช้เหมือนแอปควบคุมมือถือ โดยคนร้ายจะหลอกให้เหยื่อเปิดแอป หรือเปิดข้อมูลต่างๆ ตามที่คนร้ายพูด เพราะคนร้ายก็จะเห็นหน้าจอทั้งหมด เมื่อได้ข้อมูลแล้วคนร้ายก็อาจนำข้อมูลไปใช้งานต่อ ไม่ว่าเปิดบัญชีม้า หรือนำไปโอนเงินผ่านวิธีการอื่นๆ ต่อไปได้               “สำหรับกรณีที่มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความไว้ข้างต้น ตอนคว่ำหน้าโทรศัพท์ 15 นาที น่าจะเป็นช่วงที่คนร้ายอยู่ระหว่างดำเนินการโอนเงิน โดยเกรงว่าเราจะเห็นหน้าจอตัวเองผิดปกติ เลยหลอกให้คว่ำหน้าจอเพื่อตรวจสอบข้อมูลเมื่อเปิดหน้าจอมา เงินหายหมด เชื่อว่าคนร้ายขอเปลี่ยนรหัสเข้าบัญชีเอง เพราะมีเลข OTP ส่งจากธนาคารมาที่โทรศัพท์ผู้เสียหาย แต่คนร้ายสามารถเห็นได้ที่หน้าจอคนร้ายเอง แล้วทำรายการโอนเงินที่เครื่องคนร้ายทุกบัญชีที่มีอยู่ในโทรศัพท์ เปรียบเสมือนผู้เสียหายโอนเงินเอง” พ.ต.อ.ทำนุรัฐกล่าว              ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำให้ประชาชนมีความรอบคอบและตระหนักว่า หากหลงเชื่อดาวน์โหลดแอปต่างๆ ตามคำล่อลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็เปรียบเสมือนการยื่นโทรศัพท์ให้กับมิจฉาชีพ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเงินในบัญชีเจ้าของเครื่องจะหายได้ทันทีทันใด เพราะคนร้ายก็ยังไม่รู้รหัสการทำธุรกรรม กับ e-banking ดังนั้น ถ้ามีสติ ไม่บอกรหัส ก็ยากที่คนร้ายจะโอนเงินได้              ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งกำจัดอาชญากรรมออนไลน์ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี ทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ              รวมทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 5  ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ               มาตรา 7  ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ                มาตรา 9 ผู้ใดทําให้เสียหาย ทําลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน           ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ                มาตรา 14  (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ               ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดช่องทางสอบถามข้อมูล และแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดังนี้โทรสายด่วน 1212 (24 ชม.), บช.สอท. โทร.1441 หรือ 191 ผู้เสียหายสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่www.thaipoliceonline.com   ___________

           เมื่อวันที่  5 พฤษภาคม  2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมให้การต้อนรับนายฟาน จี๊ ทัญ (H.E. Mr. Phan Chi Thanh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม               ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และนายฟาน จี๊ ทัญ ได้ร่วมหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามในมิติต่าง ๆ อาทิ ความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมือด้านดิจิทัลและไอซีทีระหว่างสองประเทศ ได้แก่ การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน การส่งเสริมทักษะดิจิทัลแก่บุคลากร  การจัดการกับข่าวสารบนสื่อออนไลน์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสนับสนุนภาคธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและไอซีที โดยทั้งสองฝ่ายเห็นว่า การจัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกันจะช่วยให้สามารถผลักดันความร่วมมือในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ             โดยกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทยจะมีการประสานงานและหารือกันในรายละเอียดต่อไป    _________  


             รมว.ดีอีเอส เผยนายกรัฐมนตรีห่วงมิจฉาชีพออนไลน์ปรับวิธีการหลอกประชาชน กำชับคุมเข้มปราบมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน                                                              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีพร้อมกับนางสาว อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ร่วมจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันภัยไซเบอร์และให้คําปรึกษา แนะนําจากการถูกหลอกลวงในการทําธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือภัยออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 OCC) และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยมี นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และ ว่าที่ผู้สมัคร สส. พรรค พลังประชารัฐ  นำโดย น.ส.ชุติมา โชติธนาจินดา ผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 3 ,นายธนวัฒน์ ขันธวิชัย ผู้สมัครส.ส.เขต6,นายสุภีภัทร ภูมิภักดิ์ ผู้สมัครส.ส.เขต7,นางสุกรรณิการ์ นิสสะ ผู้สมัครส.ส.เขต4,นายอฤเดช แพงอะมะ ผู้สมัครส.ส.เขต5 และนายจักรภัทร ชื่นชมกุล ผู้สมัครส.ส.เขต8 ให้การต้อนรับ                 ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนมาก ที่ถูกหลอกลวงจากคนร้ายโดนใช้ช่องทางออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การส่ง sms ส่งแอปพลิเคชันต่างๆ มาให้ประชาชนโหลดเข้าไปแล้วก็ทำให้ถูกดูดข้อมูล แล้วก็หลอกให้โอนเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ กระทรวงดิจิทัลฯ เร่งสร้างความเข้าใจ เเละเตือนภัยประชาชนให้รู้เท่าทัน ให้ทุกคนระมัดระวัง ทางกระทรวงจึงมีการจัดตั้งเครือข่าย ในการเตือนภัย ให้ความรู้ประชาชน เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวง แล้วถ้าคนที่ถูกหลอก หรือมีความเสียหาย ก็จะมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หรือแจ้งความออนไลน์แล้ว ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงดิจิทัล ก็คือ 1212 หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1441 พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ยื่นเรื่องที่ได้ศูนย์ดังกล่าว                   นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีความใส่ใจถึงความเดือนร้อนของประชาชน ได้มอบให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ออกไปสำรวจ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน เพื่อสำรวจความเดือดร้อน ปัญหาต่างๆที่พี่น้องประชาชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหา แล้วเราสำรวจทุกจังหวัด ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศ แล้วจะนำข้อมูลมารวบรวมแล้วก็เป็นแผนงานที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ตามความต้องการของพี่น้องประชาชนต่อไป                            นอกจากนี้ รัฐมนตรีดีอีเอส ได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการเน็ตประชารัฐ ในพื้นที่ที่อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการฟรี Wi-Fi  24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินโครงการกันมาหลายปีแล้ว วันนี้ก็มาดูความคืบหน้า และผลประโยชน์ที่ได้รับกับชุมชนที่อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี อย่างที่วัดก็จะมีประชาชนมาใช้ระบบฟรี Wi-Fi ของโครงการเน็ตประชารัฐกันทุกวันเป็นจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่มาทำบุญ แล้วก็มาปฏิบัติธรรมกันก็ได้ใช้ฟรี Wi-Fi กัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งเมื่อก่อนหมู่บ้านนี้ อินเทอร์เน็ต ไฟเบอร์ บรอดแบนด์ ยังมาไม่ถึง ทางรัฐบาลก็ได้เดินสายไฟเบอร์มาแล้วทำให้ที่นี้มีอินเทอร์เน็ตใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หวังว่าประชาชนจะเข้ามาใช้โครงการมากขึ้น และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกคน ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน   **************************

       โฆษกดีอีเอสฝ่ายการเมือง สรุปสถานการณ์มอนิเตอร์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ พบพฤติกรรมการโพสต์ซ้ำข่าวเก่าหลายเรื่อง ห่วงประชาชนหลงเชื่อ เพราะมี 6 ข่าวเก่าที่ติดอยู่ในกลุ่มข่าวปลอมที่มีคนสนใจ 10 อันดับแรก             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ผลการมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-5 พ.ค. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่ามีการนำข่าวปลอมเก่ามาแพร่กระจายซ้ำหลายข่าว โดยใช้ประเด็นบิดเบือนที่ดึงดูดความสนใจ โดยเฉพาะข่าวในกลุ่มนโยบายรัฐและข่าวสารราชการ               ทั้งนี้ อยากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือส่งต่อข่าวปลอมเหล่านี้ ซึ่งหลายเรื่องเคยได้รับคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปีก่อนหน้าแล้วว่าเป็นข่าวปลอม แต่เมื่อถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำ ก็ยังเป็นที่สนใจ โดยมีจำนวนถึง 6 ข่าวที่ติดกลุ่มอยู่ในการจัดอันดับข่าวที่มีคนสนใจมากสุด 10 อันดับประจำสัปดาห์             โดยจากการจัดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ 10 อันดับแรก  ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องผลิตภัณฑ์  Veta-D ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการต้อลม ต้อเนื้อ ตามัว และแพ้แสง อันดับ 2 เรื่อง บรรจุอิสลามศึกษาเข้าทุกโรงเรียน เพราะเป็นกฎกระทรวง (เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ ส.ค. 63) อันดับ 3 เรื่องอนุมัติงบประมาณสร้างสะพานจันทร์โอชา เชื่อมระหว่างอ.ขนอมกับเกาะสมุย อันดับ 4 เรื่องผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพ ถูกกรมขนส่งยึดใบขับขี่และเรียกสอบใหม่ (เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ ส.ค. 63) อันดับ 5 เรื่อง ศธ. ห้ามนักเรียนใส่หน้ากากอนามัยแบบมีลวดลาย (เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ มิ.ย. 63)               อันดับ 6 เรื่องรับวัคซีนเข็ม 4 แบบแปะฉีดตัวเองที่บ้าน จะกลายเป็นคนติดยา อันดับ 7 กัญชาคั้นสดไม่ออกฤทธิ์ต่อประสาท ป้องกันและรักษาโรคได้ดีกว่าสารสกัดกัญชา (เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ ก.ค. 63) อันดับ 8 เรื่องสภากาชาดไทย จำหน่ายเลือดที่ได้จากการบริจาคฟรี ให้กับโรงพยาบาล (เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ ส.ค. 64) อันดับ 9 เรื่องประกาศจัดตั้งจังหวัดใหม่เพิ่มอีก 7 จังหวัด ทำให้ประเทศไทยมี 84 จังหวัด (เป็นข่าวปลอมครั้งแรกเมื่อปี 58 และต่อมา ต.ค. 64 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำ โดยเปลี่ยนตัวเลขรวมเป็น 83 จว.) และอันดับ 10 เรื่อง นายกฯ ให้ตรึงราคาน้ำมันเครื่องบิน โดยไม่เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน ลิตรละเกือบ 5 บาทต่อไป              สำหรับภาพรวมการรับแจ้งและเบาะแสข่าวปลอม ในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ มีจำนวนข้อความที่เข้ามา11,651,018 ข้อความ คัดกรองแล้วพบข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 257 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 124 เรื่อง โดยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้วจำนวน 53 เรื่อง               “ขอความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ สอบถามโดยตรงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   ___________  

        นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีข่าวการทำโฆษณาโปรโมทการตลาดของแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่งที่เป็นประเด็นอยู่ในโลกโซเซียลมีเดีย  บุคคลที่รับจ้างและเป็นผู้เผยแพร่มีการนำเสนอเนื้อหาหรือภาพที่ไม่เหมาะสมสร้างความไม่พอใจต่อสังคม การเลียนแบบหรือล้อเลียนพฤติกรรมของบุคคลโดยเฉพาะเรื่องของการเจ็บป่วย โดยการนำเรื่องของการเจ็บป่วยมาแสดงออกในทางตลกหรือหมิ่นเหม่กระทบต่อบุคคลอันเป็นที่เคารพสักการะ เพื่อมุ่งหวังผลทางการค้าหรือในทางใดก็ตาม จนเกิดกระแสต่อต้านจนมีการขึ้นแฮชแท็กแบนแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้น              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อตรวจสอบและพิจารณาตามกฎหมาย หากพบว่ามีการกระทำความผิด ขอให้ ปอท.ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไปคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในวันจันทร์นี้ เพื่อไม่ให้เจ้าอื่นหรือผู้ประกอบการอื่นนำไปเป็นพฤติกรรมลอกเลียนแบบ นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม   ___________

        นาย ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยระหว่าง  ลงพื้นที่ตลาดท่าเสด็จ จังหวัดหนองคาย เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาจังหวัดหนองคาย  ตามที่ท่านนายกให้ความสำคัญมากในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ทั้งขนส่งระบบราง โดยเฉพาะจุดที่มีการเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว รัฐบาลต้องการเน้นการค้าชายแดนให้กลับมาให้คึกคักเหมือนเดิม ซึ่งวันนี้เราก็ติดตามอยู่ว่าทางฝั่งสปป.ลาว น่าจะมีการเปิดประเทศ ให้มีการเดินทางระหว่างคนไทยกับคนลาวอย่างสะดวกสบายกลับมาค้าขายชายแดนให้ดีเหมือนเดิม เรื่องนี้ท่านนายกเป็นห่วง และติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด           ส่วนงานของกระทรวงดิจิทัลฯ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ในทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ในจังหวัดหนองคายก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ประชาชนก็มาใช้บริการผ่านฟรี Wi-Fi ทุกพื้นที่ก็เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ที่สำคัญวันนี้เราก็มารับฟังความคิดเห็นของผู้นำท้องถิ่น ท่านนายกอบจ. ท่านนายกเทศบาลเมืองหนองคาย รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็มาช่วยกันทำงาน ช่วยกันคุยกันว่าเราจะพัฒนาจังหวัดหนองคายให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบประมาณให้ตรงความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว             ตอนนี้เราก็มีโครงการพัฒนาเเหล่งน้ำห้วยหลวง  อ. โพนพิสัย  เพื่อที่จะให้ชาวโพนพิสัย รวมไปถึงชาวอุดรธานีมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในการทำการเกษตร รวมถึงการป้องกันน้ำท่วมด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของรัฐบาล  ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการพัฒนาระบบชลประทานอย่างครบวงจร เพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่นี้ภาคอีสาน พร้อมกันนี้ ในระหว่างลงพื้นที่ ได้มีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย พรรคพลังประชารัฐ  ให้การต้อนรับ                                                             ___________

         นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางเข้าพบ นายบอเวียงคำ วงดารา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีเเละการสื่อสาร ณ.นครเวียงจันทร์ สปป.ลาว  เพื่อร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการ ถึงความร่วมของทั้ง 2 ประเทศ เกี่ยวกับการพัฒนาการลงทุนด้านดิจิทัล  ระบบ 5 G เเละการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยนายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า ทางรัฐบาล สปป.ลาวเตรียมเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ 9 พฤษภาคม 2565 เเละเชื่อว่าหลังจากนี้การค้าขายระหว่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ที่ประเทศลาวก็กำลังได้รับความนิยม ประกอบกับการ การขนส่งสินค้าก็สะดวกสบาย มีเส้นทางขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศไทยเเละจีน              ทั้งนี้ ประเทศลาว เผชิญปัญหาลักษณะคล้ายๆกับประเทศไทยคือการหลอกลวงออนไลน์ ปัญหาเเก็งคอลเซ็นเตอร์ ที่ทางรัฐบาลลาวกำลังหาแนวทางเเก้ไขปัญหาเช่นกัน นอกจากนี้ นายบอเวียงคำ วงดารา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีเเละการสื่อสารลาว ได้มอบของที่ระลึกเป็น รูปแคน ดอกจำปาลาวเเละกระติบข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศลาว เเละ ได้ฝากความห่วงใยมาถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ขอให้ท่านมีสุขภาพเเข็งเเรง เเละมีความสุขกับการทำงานด้วย   _____________

         “ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส สั่งการหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐานเตรียมใช้กฎหมายลงดาบโฆษณาไม่เหมาะสมของลาซาด้า-นารา เครปกะเทย  พบ 42 ยูอาร์แอลที่เป็นช่องทางแชร์คลิป เตรียมประสานแพลตฟอร์มและศาลให้มีคำสั่งปิดกั้น ล่าสุด ดีอีเอส รับหนังสือร้องเรียนจาก “ศรีสุวรรณ” เรียกร้องให้เอาผิดกับบุคคล/แพลตฟอร์มรวม 3 กลุ่ม             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนที่กระทรวงดิจิทัลฯ เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่มีความผิดทั้งหมด ที่ร่วมกันผลิตและเผยแพร่คลิปโฆษณาไม่เหมาะสม ในการโปรโมทแคมเปญ 5.5 ของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ “ลาซาด้า” ซึ่งผู้ที่มีส่วนร่วมประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ นายอนิวัติ ประทุมถิ่น (นารา เครปกะเทย) เจ้าของโพสต์ บริษัท อินเตอร์เซคท์ ดีไซน์ แฟคทอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณา และบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด (Lazada)              ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่รับทราบว่า มีการโพสต์คลิปไม่เหมาะสมของโฆษณาชิ้นนี้ ในช่องทางโซเชียลต่างๆ รวมถึงบนแพลตฟอร์มลาซาด้า พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้รวบรวมพยานหลักฐานจากทุกช่องทาง ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ล่าสุดพบ 42 ยูอาร์แอลที่มีการแชร์ข้อมูลเนื้อหาไม่เหมาะสมดังกล่าว จึงได้ประสานกับแพลตฟอร์มให้มีการลบ และปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหานั้น พร้อมเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีบางแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามคำขอ ก็จะขอคำสั่งศาลให้ปิดกั้น อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าน่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากแพลตฟอร์มโซเชียลที่ติดต่อไป            “แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องขอบคุณ คุณศรีสุวรรณ ที่ช่วยร้องเรียนและสนับสนุนการทำงานของกระทรวงฯ เราก็จะได้นำเรื่องที่ท่านประสานเข้ามา เรื่องข้อมูลต่างๆ ก็จะรับเข้าไปดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่มีความผิดทั้งหมด ทั้งคุณนารา เครปกะเทย ที่เป็นเจ้าของโพสต์ บริษัทโฆษณา ก็จะมีส่วนร่วม และตัวแพลตฟอร์ม ประกอบด้วย3 กลุ่มนี้ ซึ่งใครจะมีความผิดอย่างไรก็ว่าไปตามกฎหมาย ส่วนการสั่งปิดแพลตฟอร์มลาซาด้า ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ศาลพิจารณา ต้องดูข้อเท็จจริงที่เรื่องกฎหมาย” นายชัยวุฒิกล่าว              พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนไปยังอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ที่จะโพสต์ข้อความหรือคลิปต่าง ๆ รวมถึงเอเจนซี่โฆษณา อยากให้คอยระมัดระวังโพสต์ที่ทำให้กระทบกับความรู้สึกคนไทย หรือผิดกฎหมาย และผิดจรรยาบรรณของสื่อในการโฆษณา อยากให้ทำงานอย่างระมัดระวังอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก              สำหรับเรื่องการกำกับดูแลโฆษณา เป็นหน้าที่ของทางสมาคมโฆษณา ซึ่งมีจรรยาบรรณ มีมาตรฐานวิชาชีพต้องกำกับดูแล  ต้องมีการบังคับใช้เรื่องข้อจริยธรรมให้จริงจัง และควรจะมีบทลงโทษกับคนที่ฝ่าฝืนจริยธรรม จรรยาบรรณของสมาคมฯ          “จรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพมีอยู่แล้ว อยากให้กำกับกันเองมากกว่า ถ้าเราใช้อำนาจรัฐเข้าไป ก็เหมือนแทรกแซง หรือไปทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ผมคิดว่าสมาคมมีกำกับดูแลกันเอง และเราก็จะเข้ามาคอยประสานงาน ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก  ซึ่งกระทบความรู้สึกคนไทย โดยเฉพาะตัวแพลตฟอร์มลาซาด้าเอง เพราะว่าทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม คนไทยก็รับไม่ได้ ก็เป็นอุทาหรณ์ให้กับแพลตฟอร์มหรือการค้าออนไลน์ หรือการโฆษณาต่างๆ ต้องมีความระมัดระวัง การทำอะไรที่ผิดศีลธรรมผิดกฎหมาย ขัดความรู้สึกของคนไทย สังคมลงโทษท่านแน่นอน” นายชัยวุฒิกล่าว   ___________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.