Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ได้กล่าวต้อนรับนาย Gevorg Mantashyan และนาย Arto Artinian กงสุลกิตติมศักดิ์แห่งสาธารณรัฐอาเมเนียร์ประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรอง ชั้น 9 พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ได้จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 20 ปี มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่นใดเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ ได้แนะนำหน่วยงานภายใต้กระทรวงและภารกิจที่รับผิดชอบให้ฝ่ายอาเมเนียร์ทราบ เพื่อหารือโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป                   ด้านนาย Gevorg Mantashyan ได้นำเรียนภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงว่ามีความสอดคล้องกับภารกิจของ ก.ดิจิทัลฯ หลายด้าน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กิจการไปรษณีย์ มาตรฐานและกฎระเบียบด้านดิจิทัล โทรคมนาคม และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์                   ในการนี้ จึงเห็นโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือกับประเทศไทยในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในสาขาที่เห็นประโยชน์ร่วมกันให้เป็นรูปธรรมโดย ดศ. และกระทรวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสาธารณรัฐอาร์เมเนียจะมีการประสานงานและหารือกันในรายละเอียดต่อไป   *************************

                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับข่าว ด.ญ.เขมนิจ หรือน้องจีฮุน ที่ถูกลืมไว้ในรถโรงเรียนและเสียชีวิต และแสดงความเสียใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย โดยในบทบาทของผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ มีความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาระบบ Smart School Bus ซึ่งจะนำเทคโนโลยี IoT Sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหว และคลื่นความร้อนของเด็กนักเรียนที่อยู่ในรถ เพื่อทำการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้ปกครองและครู และแจ้งเตือนไปที่ศูนย์บัญชาการของระบบ                    นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการติดตั้ง Face Recognition System หรือระบบจดจำใบหน้าของเด็กนักเรียนที่ขึ้น-ลงรถ เพื่อทราบว่าเด็กขึ้นรถ-ลงจากรถเรียบร้อยหรือยัง โดยสามารถระบุชื่อ ระบุตัวตนของเด็กได้ด้วย                    “การนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้กับระบบ Smart Scool Bus ถ้ามีการลืมเด็กนักเรียนไว้ในรถ Sensor ซึ่งติดตั้งไว้ที่รถ และสามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตอัตโนมัติ ก็จะมีการทำงาน จะตรวจให้เห็นว่ามีคนลืมเด็กนักเรียนไว้ในรถ ทำการแจ้งเตือนมือถือของผู้ที่เกี่ยวข้อง และแจ้งเตือนไปที่ศูนย์บัญชาการของระบบ ทำให้เรารู้ว่ามีการลืมเด็กไว้ในรถนักเรียน เพื่อสามารถเข้าไปรีบช่วยเหลือนำเด็กออกจากรถ ก็จะไม่เกิดปัญหานี้ต่อไป” นายชัยวุฒิกล่าว                     ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ทำโครงการนำร่องร่วมกับโรงเรียนรัฐ 300 แห่ง และโรงเรียนเอกชนอีก 50 แห่ง ที่จะนำ Smart School Bus ไปติดตั้งในรถโรงเรียน โรงเรียนละ 10 คัน รวมทั้งสิ้น 3,500 คัน ทั่วประเทศ ตั้งเป้าหมายผลักดันให้โครงการนี้แล้วเสร็จภายในปีนี้                     นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เชื่อว่าถ้าโครงการนี้สำเร็จ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ทุกโรงเรียนนำไปใช้ต่อ ในการที่เอาระบบเซ็นเซอร์ IoT ไปติดที่รถโรงเรียน เราจะรู้ว่ามีใครลืมเด็กไว้ในรถโรงเรียนหรือไม่ โดยระบบจะมีการแจ้งเตือน ซึ่งถ้าระบบนี้สมบูรณ์ก็จะไม่มีเด็กติดในรถอีก                     สำหรับเป้าหมายโครงการระยะต่อไป เตรียมประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้นำระบบ Smart School Bus ไปติดในรถโรงเรียนทุกคันทั่วประเทศ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ จะสามารถรักษาชีวิตลูกหลานของประชาชนให้ปลอดภัย จะไม่มีใครถูกลืม จะไม่มีลูกหลานเสียชีวิตเพราะถูกทิ้งไว้ในรถโรงเรียนอีกต่อไป   ***********************



               ดีอีเอส เปิดตัวเลขแจ้งความออนไลน์เดือน ส.ค. 65 พบเป็นคดีออนไลน์  17,254 คดี มูลค่าความเสียหายรวมทะลุ 3.3 พันล้านบาท รุกอายัดบัญชีแล้ว 4,066 บัญชี                  นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมา พบมีประชาชนติดต่อแจ้งความคดีออนไลน์ผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com รวมทั้งสิ้น 17,254 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 3,317,955,389 บาท โดยหลังจากการประสานงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการอายัดบัญชีที่ใช้ในการกระทำความผิด 4,066 บัญชี                   ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าคดีออนไลน์ที่ได้รับแจ้งความส่วนใหญ่ ในเดือนล่าสุดนี้ ประเภทคดีที่มีผู้เสียหายแจ้งเข้ามาเป็นลำดับต้นๆ เปลี่ยนแปลงไปจากข้อมูลภาพรวมที่เคยทำการสรุปไว้ช่วง 4 เดือนแรก หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีการเปิดรับแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com                   โดยประเภทคดีออนไลน์ที่ได้รับการแจ้งความมากสุด 5 อันดับแรก ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ได้แก่ 1.ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า (34.09%) 2.หลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ (19.21%) 3.หลอกให้ทำงานออนไลน์ (13.20%) 4.หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน (12.48%) และ 5.ข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว หรือ Call Center (6.08%)                    “เมื่อย้อนไปสถิติรวม 4 เดือนก่อนหน้า เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ตอนนั้นคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความเข้ามาลำดับต้นๆ จะเกาะกลุ่มที่คดีหลอกหลวงด้านการเงิน ขณะที่ ล่าสุดเริ่มมีการแจ้งความเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงจากการซื้อสินค้าออนไลน์เข้ามามากขึ้น อาจสะท้อนได้ว่าช่องทางการแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ที่สะดวกสบาย ขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถเข้าถึงประชาชนที่เป็นผู้บริโภคมากขึ้น และได้รับความเชื่อถือว่าเป็นช่องทางที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พวกเขาได้” นางสาวนพวรรณกล่าว                      ทั้งนี้ ระบบรับแจ้งความออนไลน์ เป็นช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถแจ้งความได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น สามารถแจ้งความทางเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com โดยลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน กรอกข้อมูลทางคดี ตามขั้นตอนจนเสร็จ ผู้แจ้งจะได้รับ “เลขรับแจ้งความออนไลน์ หรือ Case ID” อีกทั้ง มีระบบรายงานความคืบหน้าทางคดีในระบบออนไลน์ โดยผู้เสียหายสามารถติดตามความคืบหน้า ส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามปัญหาผ่านระบบได้ตลอดเวลา                       ปัจจุบันกระทรวงดิจิทัลฯ และหลายหน่วยงาน เปิดช่องทางให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาคดีออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้ง และเข้าถึงความช่วยเหลือได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น หากพบเบาะแส สามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ โทร.1212 OCC ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในสังกัดดีอีเอส เพจอาสาจับตาออนไลน์ https://m.facebook.com/DESMonitor/ แจ้งความออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ https://thaipoliceonline.com สายด่วน บช.สอท. 1441   *****************************

               เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมเสวนา “ชีวิตหลังการใช้ PDPA” ในวันพฤหัสที่ 1 กันยายน 2565 ที่วุฒิสภา จัดโดย คณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยมี นายเธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นายปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง ร่วมการเสวนา                   การเสวนา มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังผลกระทบ ปัญหา ข้อจำกัด ข้อดี และข้อเสีย ในการ บังคับใช้ PDPA มาระยะหนึ่ง และเพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการติดตามการออกอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในการเสวนา มีผู้ร่วมงานทาง online มากกว่า 2,500 คน   ***********************


        ดีอีเอส เปิดผลมอนิเตอร์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์นี้ พบเฟคนิวส์เกี่ยวกับโควิดอยู่ในหลักต่ำสิบ แต่ข่าวอ้างชื่อสถาบันการเงินปล่อยกู้ยังอาละวาดหนัก             นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 26 ส.ค.-1 ก.ย. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบสัญญาณที่ดีขึ้นของการปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับโควิด โดยอยู่ในหลักต่ำสิบเป็นครั้งแรก อาจเป็นเพราะประชาชนรู้เท่าทันข่าวปลอมประเด็นนี้มากขึ้น และมั่นใจกับการติดตามข่าวสารอัพเดทจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงว่ามีความน่าเชื่อถือ             ทั้งนี้ ภาพรวมของการมอนิเตอร์รอบสัปดาห์ พบข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,785,315 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 266 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 141 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 4 เรื่อง             อย่างไรก็ตาม เมื่อดูข้อมูลเชิงลึก (Insight) ยังพบข้อน่าเป็นห่วง เพราะยังมีการกระจายข่าวปลอมเกี่ยวกับการเงิน ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ชักชวนลงทุน หรือรับสมัครพนักงาน โดยอ้างชื่อสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคข่าวสารออนไลน์อย่างมาก            โดยพบว่าข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีดังนี้ อันดับ 1 วัยหนุ่มสาวที่สุขภาพดี ค่าความดันอยู่ที่ 120/80 ผู้สูงวัยที่แข็งแรง ความดันอยู่ที่ 140/90 อันดับ 2 กรมอุตุฯ เตือน 29 จังหวัด เตรียมรับมือพายุไลออนร็อกและพายุคมปาซุ อันดับ 3 ธ.ออมสินเปิดสินเชื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ปล่อยกู้ 300,000 บาท ลงทะเบียนผ่านไลน์ อันดับ 4 ออมสินและกรุงไทย ร่วมกับบริษัทเอกชน ปล่อยสินเชื่อเงินด่วน ให้กู้ยืม 5,000-50,000 บาท ผ่านไลน์  อันดับ 5 เพจธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้รายเดือน  อันดับ 6 กรุงไทยเปิดให้กู้ยืม 5 เท่า ของรายได้ผ่านไลน์  อันดับ 7 เพจบน Facebook และ Line เชิญชวนลงทุนใช้งบน้อยกำไรสูงโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงาน ก.ล.ต. อันดับ 8 บสย. ส่ง SMS เชิญชวนให้กู้ยืมเงิน บริการค้ำประกันสินเชื่อทางออนไลน์ อันดับ 9 น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นช่วยปรับสมดุลร่างกาย และช่วยให้ไม่ปวดเนื้อตัว หรือกระดูก และอันดับ 10 เรื่อง เพจเฟซบุ๊กรับสมัครพนักงานเช็กสินค้า เป็นพนักงานใส่ยูนิฟอร์มของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย             “เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ขอให้ประชาชนตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87” นางสาวนพวรรณกล่าว   _________________

        นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเร่งรัดการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บริเวณถนนกาญจนวนิช จาก หน้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ถึงหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดระเบียบสาย​สื่อสาร รื้อสายไม่ได้ใช้แล้ว มัดจัดระเบียบสายที่มีอยู่ให้เรียบร้อยระยะทาง​  2.5 กิโลเมตร, บริเวณถนนนวลแก้ว ที่กำลังดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร ระยะทาง 5.6 กิโลเมตร และบริเวณถนนธรรมนูญวิถี คือพื้นที่ที่มีการนำสายไฟและสายสื่อสารลงท่อร้อยสายใต้ดินแล้วทั้งหมด ระยะทาง 2.2 กม.                นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวง ดิจิทัลฯ ได้ประสานผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจัดระเบียบสายในถนนเส้นหลักทั่วประเทศ วันนี้มีโอกาสมาติดตามให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานพร้อมเร่งรัดการจัดระเบียบใน อ.หาดใหญ่ซึ่งในภาพรวมสามารถดำเนินการได้ตามแผนและงบประมาณที่อนุมัติมาแล้วได้ดีมาก ยังเหลืออีกบางพื้นที่ที่กำลังดำเนินการอยู่                 การจัดระเบียบสายสื่อสารเป็นการทำงานร่วมกันของผู้ให้บริการเครือข่ายฯ โดยมีทั้ง NT True AIS และ 3BB เป็นหลัก ร่วมกันนำสายสื่อสารของทุกเจ้ามามัดรวมให้เรียบร้อย เดินสายใหม่ เก็บทิ้งสายเก่าทั้งสายเคเบิ้ล สายโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้ จะทำให้ปริมาณสายสื่อสารบนเสาไฟลดลง เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น และในจุดที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการและสายสื่อสารมาก เราก็จะนำลงท่อใต้ดิน โดย DES ประสานงานกับ กสทช. ที่เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้มาตลอด             “หัวใจของการจัดสายสื่อสารคือเรื่องความปลอดภัย สายจะไม่ไปกีดขวางการจราจร หรือกระทบกับเรื่องอื่นความรกรุงรังเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเร่งแก้ปัญหาให้ได้ เพราะทำให้ทัศนียภาพไม่สวยงาม” นายชัยวุฒิ กล่าว               นอกจากนี้ในระยะต่อไปหลังจากที่สามารถจัดสายสื่อสารตามท้องถนนให้เป็นระเบียบได้แล้ว นายชัยวุฒิ กำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับผู้ให้บริการทุกเจ้า ให้สามารถใช้สายไฟเบอร์ที่ต่อเข้าอาคารร่วมกันได้ จากตอนนี้ที่เมื่อผู้ใช้งานต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการก็ต้องมีการเดินสายใหม่ เป็นผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการได้โดยไม่ต้องมีการเดินสายไฟเบอร์ในอาคารใหม่ “หนึ่งบ้านหนึ่งสายสื่อสาร” ได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่เกิดความรกรุงรังในจุดเชื่อมต่อจากถนนเข้าไปถึงตัวอาคารด้วย    ______________

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   📣 เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จำนวน 1 ฉบับ  (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... <<ดาวน์โหลด>>  Draft Notification of the Personal Data Protection Committee on rules and methods of personal data breach notification B.E. …. <> ในระหว่างวันที่ 2 - 20 พฤศจิกายน 2565 (เวลา 16.30 น.) 📅   ร่วมแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าว 👉 คลิก   กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 📖  พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 <<ดาวน์โหลด>>   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 📞 02 141 6993 หรือ 02 142 1033

           เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมกับ นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และคณะร่วมเปิดงาน “ก้าวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลกับการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม” โดยกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศของอุตุนิยมวิทยา ในการคาดการณ์วางแผนการประกอบอาชีพ เช่น กลุ่มอาชีพประมงไว้ตรวจสอบมรสุมก่อนออกเดินเรือ กลุ่มเกษตรกรตรวจสอบน้ำฝนก่อนการหว่านเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวผลผลิต                 สำหรับอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่กรมอุตุนิยมวิทยาตั้งศูนย์ตรวจวัดอากาศ ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนด้วยเรดาร์ ซึ่งจะดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส และที่สำคัญคือ การตรวจวัดอากาศที่แม่นยำ ทำให้ประชาชนได้มีข้อมูลเรื่องสภาพอากาศ เพื่อวางแผนในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพทำให้สามารถประเมินความปลอดภัยก่อนออกไปประกอบอาชีพประมงได้ เมื่อเรามีการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ จะสามารถสร้างเครือข่าย กับกลุ่มอาชีพต่างๆได้ เช่น กลุ่มชาวประมง กลุ่มชาวสวนยาง กลุ่มชาวนา หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไปด้วย พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีดีอีเอส เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง มหาวิทยาลัยทักษิณ กับ กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการเรียนการสอน สร้างความร่วมมือในการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมด้านอุตุนิยมวิทยา เพื่อขยายฐานความรู้ และงานวิจัยด้านอุตุนิยมวิทยาสู่ชุมชนในอนาคต   ______________





icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.