Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



               วันที่ 15 ก.ย.65 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม APEC Climate Symposium 2022 (APCS 2022) ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเอเปคด้วยแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ (Enhancing APEC Resilience through AI Applications in Climate Change Adaptation)” โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร. ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา พร้อมด้วย Dr. Do-ShikShin ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศของเอเปค (APCC) Dr. Jin-Ho Yoo ผู้อำนวยการกองศึกษาวิจัยและบริการภูมิอากาศของ APCC ผู้แทนในที่ประชุม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ นักอุตุนิยมวิทยา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ให้บริการอุตุนิยมวิทยา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับด้านสภาพอากาศ ภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเอเปค ประมาณ 300 คน เข้าร่วมผ่านสื่อออนไลน์   *************************

การออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (รวมจำนวน 24 ฉบับ)   ระเบียบ/ประกาศเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล        1. หลักเกณฑ์ค่าเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563)        2. ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563)        3. ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564)        4. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565)        5. ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะอนุกรรมการ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565)        6. ระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2565)        7. ระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และที่ปรึกษาคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2565)        8. ข้อบังคับคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการเงิน การบัญชี และงบประมาณ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2565)        9. ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การกําหนดเบี้ยประชุมของคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565)        10. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565)        11. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง กำหนดแบบบัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565)       12. ระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565       13. ข้อบังคับคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการจัดองค์กรสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565       14. ข้อบังคับคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565       15. ข้อบังคับคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการปฏิบัติงานของเลขาธิการและการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นปฏิบัติงานแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565   ระเบียบ/ประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บังคับใช้เป็นการทั่วไป        1. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การยกเว้นการบันทึกรายการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็ก พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565)        2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับในวันที่ 17 ธันวาคม 2565)        3. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565)        4. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565)        5. ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การพิจารณา และระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องเรียน พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565)        6. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการดำเนินงานอื่นของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565)        7. แนวทางการดำเนินการในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2565)        8. แนวทางการดำเนินการในการแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2565)       9. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2565)   ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2566

         เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "The Competitive Advantage of Thai Digital Economy" ในงาย Asia Connect X Bangkok 2022 ณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีสาระสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยกระทรวงฯ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น โครงการเน็ตประชารัฐ, โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน, การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ 5G, โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ, โครงการเมืองอัจฉริยะ และโครงการ ASEAN Digital Hub เป็นต้น นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้มีการผลักดันกฎหมายดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงการส่งเสริมกฎหมายดิจิทัลอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมกำลังคนด้านดิจิทัล ที่ผ่านการอบรมแล้วมากกว่า 300,000 คนทั่วประเทศ และมีการเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์แล้วกว่า 7.5 ล้านคน   _____________



               เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน ในฐานะ ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมพิธีมอบโล่รางวัลแก่องค์กรส่งเสริมคนดี คนเก่ง คนกล้า ณ ห้อง 402 - 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เป็นประธานในพิธีฯ เพื่อสร้างแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจในการประพฤติ การปฏิบัติตนให้เป็นคนดี คนเก่ง คนกล้าในชุมชน สังคม และประเทศ โดยทางคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ได้เรียนเชิญผู้แทนกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีรับโล่รางวัลดังกล่าว                     ในการนี้กระทรวงดิจิทัลฯได้รับคัดเลือกให้รับโล่รางวัล  2 หน่วยงาน คือ สป.ดศ. และ สศด รวมทั้งได้รับคัดเลือกหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่า ซึ่งมีโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 2 โครงการ ในสังกัด ดศ. ได้แก่                     1.โครงการการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (สป.ดศ.) ได้รับรางวัลองค์กรส่งเสริมคนดี คนเก่ง คนกล้า จากการดำเนินงาน โครงการการพัฒนาอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) เป็นการพัฒนาประชาชนที่มีจิตอาสาที่มีความสนใจด้านดิจิทัล เพื่อเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ช่วยเหลือ ให้คําแนะนํา ภารกิจที่สำคัญของกระทรวงฯ ที่ดำเนินการในพื้นที่ และ การใช้งานด้านดิจิทัลที่ถูกต้อง โดย ผอ. พิยะดา สุดกังวาล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นผู้รับมอบรางวัลดังกล่าว                     2.โครงการเรียน Coding พัฒนา STEM (สศด.) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้รับรางวัลองค์กรส่งเสริมคนดี คนเก่ง คนกล้า จากการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อยกระดับทักษะด้าน Coding STEM AI และ IoT ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรครู ในทักษะที่เกี่ยวข้อง และ ส่งเสริมการยกระดับทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชน เพื่อการประยุกต์ใช้ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa เป็นผู้รับมอบรางวัลดังกล่าว   **************************

             เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีจุดธูป เทียน ถวายเครื่องราชสักการะองค์ท้าวมหาพรหม ณ บริเวณศาลพระพรหม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 6 ปี โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารกระทรวง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นได้เดินทางไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ร่วมถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมและถวายภัตตาหารเพล (ถวายปิ่นโต) แด่พระสงฆ์ ณ ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ***************************

             นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวแถลงผลงานรอบ 1 ปี ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้เพิ่มบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยรูปแบบใหม่อย่างอาชญากรรมออนไลน์ ที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น ตามความแพร่หลายของการเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดีย                สำหรับ 5 ภารกิจที่เลือกมาเป็นผลงานไฮไลท์ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อปักหมุดสถานะด้านดิจิทัลของประเทศไทยบนแผนที่โลก การวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเพื่อเพิ่มปัจจัยบวกต่อการเติบโตของจีดีพี การเตรียมพร้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (Ecosystem) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการสร้างช่องทางออนไลน์ที่สะดวกปลอดภัยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ                ประกอบด้วย 1.ดันดิจิทัลติดอันดับโลก ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับด้านดิจิทัลที่น่าพอใจจากรายงานระดับโลกของ We are Social โดยรายงานอัพเดทล่าสุด Digital 2022 July Global Statshot Report  ซึ่งทำการเก็บข้อมูลจากมากกว่า 220 ประเทศ พบว่าสถานะด้านดิจิทัลของประเทศไทยบนแผนที่โลก ติดอันดับต้นๆ ในหลายหัวข้อ ได้แก่ อันดับ 1 ของโลกในการซื้อสินค้าออนไลน์  อันดับ 3 ในเรื่องความเร็วเน็ตบ้าน (Fixed Internet Connection Speed) ด้วยสปีดที่อัพขึ้นจากปีก่อนหน้า 15.9%  อ้นดับ 3 ในการเสพข่าวผ่านออนไลน์/ใช้โซเชียลเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อันดับ 4 ของโลกในการถือครองเงินคริปโต อันดับ 7 ในการใช้อินเทอร์เน็ตมือถือ อันดับ 7 ในการท่องอินเทอร์เน็ตโดยใช้เวลาวันละกว่า 8 ชั่วโมง อันดับ 8 ของการใช้ระบบจดจำรูปภาพผ่านมือถือ อันดับ 9 ของการใช้เครื่องมือแปลภาษาออนไลน์ อันดับ 10 ของโลกในการสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านมือถือ                  ขณะที่ ภาพรวมสถานะของประเทศไทยในภูมิทัศน์ดิจิทัลระดับโลก เมื่อช่วงต้นปีทาง We are Social ก็ได้สรุปตัวเลขไว้ว่า ปัจจุบันสัดส่วนการใช้มือถือของคนไทยมากกว่า 95 ล้านเลขหมาย แซงหน้าจำนวนประชากรทั้งประเทศไปแล้ว และกว่า 77% ของประชากรไทยเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเป็นจำนวนที่เพิ่มจากปี 64 ชาวไทยกว่าเกือบ 57 ล้านคนเป็นสาวกโซเชียล                  2.การสนับสนุนเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup) โดยขับเคลื่อนผ่านสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) หน่วยงานในสังกัดฯ ปัจจุบันมีดิจิทัลสตาร์ทอัพ เข้าสู่การจัดตั้งบริษัทที่จดทะเบียน และเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจ (Digital Startup Business) เกิดการพัฒนาต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล และขยายธุรกิจ จำนวน 139 ราย สามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างปี 2562 – 2565 (ไตรมาส 3) ประมาณ 16,822 ล้านบาท                  “เรามีการส่งเสริมให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยแสดงศักยภาพผ่านเวทีระดับอาเซียน “ASEAN ICT Awards” มาอย่างต่อเรื่อง โดยในปี 64 มีดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยได้รับรางวัลจากการประกวด ASEAN ICT Awards 2021 ถึง 4 ราย ครอบคลุม หมวดงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ICT หมวด Private Sector ผลิตภัณฑ์หรือบริการด้าน ICT ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม หมวด Start-up Company นวัตกรรมด้าน ICT และหมวด Digital Content” นายชัยวุฒิกล่าว                    นอกจากนี้ เมื่อเดือน มี.ค. 65 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการภาษี สำหรับการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งลงทุนโดยตรง และลงทุนโดยอ้อมผ่าน Venture Capital (CVC) จะช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพไทย ระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่ม โดยเว้นเก็บภาษีผลกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ (Capital Gains Tax) เป็นเวลา 10 ปี                   3.การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ เว็บพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตยุคดิจิทัล และชีวิตวิถีใหม่ ที่แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยความคืบหน้าล่าสุดเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดกั้น SMS หลอกลวง จำนวน 46,219 เลขหมาย อายัดบัญชี 28,381 บัญชี และช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ได้ปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ตามคำสั่งศาลแล้ว 2,819 เว็บไซต์                    ขณะที่ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งไทยและกัมพูชา มีการทำ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Hybrid Scam เมื่อเดือน ก.ค. 65 กำลังอยู่ในขั้นตอนการแต่งตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Committee) รวมถึงมีการแต่งตั้งคณะอนุฯ ทำงานด้านการประสานงานการสืบสวน จับกุม และส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศ                  4.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มมูลค่า GDP โดยจากนโบยายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญลำดับต้นๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เข้าไปครองสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2570                  “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เคยจัดทำรายงานระบุว่า เมื่อปี 2561 มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลคิดเป็นสัดส่วน 17% ของจีดีพีประเทศไทย อย่างไรก็ตาม  วิกฤติแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา กลายเป็นตัวเร่งความเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยเติบโตขึ้น 51% จากปี 63 จากปัจจัยหนุนของตัวเลขเติบโตในหลายธุรกิจดิจิทัล เช่น อี-คอมเมิร์ซ โตขึ้น 68% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด คนไทยใช้บริการผ่านแอปต่างๆ สูงขึ้นกว่า 20% บริการดิจิทัลเติบโต 44% ดังนั้นมั่นใจว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ข้างต้นสามารถบรรลุได้แน่นอน” นายชัยวุฒิกล่าว                   และ 5.เสิร์ฟบริการรัฐผ่านดิจิทัล ภายใต้หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล  เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ผ่านโครงการต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ‘สังคมไร้เงินสด’ (Cashless Society) ผ่านบริการพร้อมเพย์ (PromptPay) และแอพพลิเคชั่น ‘เป๋าตัง’ สร้างทางลัดให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสการทำธุรกรรมและค้าขายทางออนไลน์ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น                   ล่าสุด ได้ต่อยอดสู่การเป็นช่องทางบริการภาครัฐ อำนวยความสะดวกประชาชน ตอบสนองจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนบูรณาการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้สามารถการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยหลายๆ หน่วยงานได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลจนเกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างความพึงพอใจต่อประชาชนผู้มาใช้บริการ                   โดยในส่วนของ PromptPay ได้ต่อยอดสู่การเพิ่มช่องทางการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม ให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และผู้มีสิทธิ ผู้ประกันตนสามารถเข้าไปลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน กับธนาคารที่ผู้ประกันตนเปิดบัญชีไว้ได้ทุกธนาคาร                    ขณะที่ แอป "เป๋าตัง" ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเป็นช่องทางรับสิทธิต่างๆ จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ล่าสุดได้รับการขยายผลสู่การเป็นเครื่องมือแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน จากปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา โดยมีการเชื่อมต่อ “เป๋าตัง” กับการจำหน่ายสลากผ่านโครงการ GLO Official Sellers ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) โดยผู้ซื้อสามารถกดเข้าไปเลือกสลากดิจิทัลได้โดยตรง ซึ่งจะมีทั้งฟีเจอร์ผู้ค้าปกติ และฟีเจอร์ร้านค้าผู้พิการ   *******************************

  ประกาศสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงาน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ครั้งที่ 1/2566 <<เข้าชม>> ใบสมัครงาน เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นพนักงานสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล <<เข้าชม>> ประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) สำหรับผู้สมัครงาน  <<เข้าชม>>

      ดีอีเอส สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมรอบสัปดาห์ล่าสุด เห็นสัญญาณบวกคนรู้เท่าทันมากขึ้น โดย 10 อันดับเฟคนิวส์ที่คนสนใจมากสุด ได้รับความสนใจต่ำกว่าหลักร้อย สอดคล้องกับสถิติการแจ้งความออนไลน์ พบจำนวนคดีเกี่ยวกับข่าวปลอมลดลงถึง 80%           นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 9 - 15 ก.ย. 65 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีจำนวนข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 11,300,442 ข้อความ หลังจากคัดกรองพบข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 470 ข้อความ โดยเป็นจำนวนเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 170 เรื่อง             ขณะที่ ภาพรวมสถานการณ์ข่าวปลอมของไทย เริ่มเห็นแนวโน้มว่าประชาชนรู้เท่าทันข่าวปลอมมากขึ้น ให้ความสนใจต่อข่าวปลอมที่ถูกแชร์ต่อๆ กันน้อยลง โดยพบว่าข่าวปลอมที่ติดอันดับคนสนใจมากสุด 10 ข่าวประจำสัปดาห์นี้ไม่มีข่าวใดที่มียอดสนใจถึงหลักร้อย            สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับ ประกอบด้วย อันดับ 1 เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขเปิดให้กรอกข้อมูลเพื่อรับเงินช่วยเหลือโควิด 19 อันดับ 2 ดื่มเหล้าติดต่อกัน 7 วัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และหากดื่มขณะตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพ อันดับ 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดลงทุนหุ้น ECF กำไรสูง เริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท อันดับ 4 ธ. ออมสินปล่อยสินเชื่อออมสินเงินด่วน เงินฉุกเฉิน อนุมัติภายใน 3 นาที  อันดับ 5 พายุหมุ่ยฟ้าจะเข้าภาคอีสานบริเวณจังหวัดมุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี            อันดับ 6 เรื่อง 4 วิธีการปฐมพยาบาลเมื่อสำลักอาหาร ตกหมอน ขาเป็นตะคริว และขาชา อันดับ 7 เรื่องธ.ออมสิน ธ.กรุงไทยร่วมกับบริษัทเอกชน เปิดให้กู้ยืม 5,000 - 300,000 บาท ผ่านไลน์ อันดับ 8 เสมหะตกค้างในเลือด ปวดหัวเรื้อรัง ปล่อยทิ้งไว้นานจะสะสมเป็นลิ่มเลือดในสมอง เสี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาต อันดับ 9 ประเทศไทยในภาคอีสาน ภาคกลาง เตรียมรับมือกับพายุ 4 ลูก และอันดับ 10 ริดสีดวงทวารเรื้อรัง รักษาได้โดยงดเนื้อสัตว์ 7 วันพร้อมกินเห็ดบ่อยๆ             “แนวโน้มที่ประชาชนมีความรู้เท่าทันข่าวปลอมมากขึ้นนี้ ยังสอดคล้องกับข้อมูลการรับแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com ซึ่งหลังจากเปิดตัวมาได้ราว 5 เดือน พบว่าคดีเกี่ยวกับเฟคนิวส์ลดลงถึง 80%” นางสาวนพวรรณกล่าว              ทั้งนี้ ยังต้องขอความร่วมมือกับประชาชน และการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายอยู่บนโซเชียล/ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87   _________________

            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการหลอกหลวงประชาชนในคดี  "Forex 3D"  เสียหายเป็นหมื่นล้านว่า ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ มีความเป็นห่วงในเรื่องของการเชิญชวนคนมาลงทุนทางช่องทางโซเชียลมีเดีย ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึง Facebook  ซึ่งมีการเชิญชวนคนมาลงทุนในหลายรูปแบบ  และก็ได้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าโดยอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัล ไม่สามารถไปปิดเว็บไซด์ หรือ ปิดกั้นโซเชียลมีเดียในช่องทางนั้นได้ทันที ต้องรอให้หน่วยงานที่มีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีความผิดตามกฏหมาย ส่งเรื่องมายังกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อปิดเว็บไซต์ จากนั้นก็จะมีการแจ้งเตือนประชาชน ขณะเดียวกัน ส่วนตัวเห็นว่า หาก ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต.  หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบมีการจัดตั้งบริษัทชวนลงทุนแบบ ผิด กม. หรือ พบการหลอกลวงทางการเงินผิด กม. ทำให้ประชาชนเสียหาย ขอให้เร่งส่ง หลักฐานไปยังกระทรวงดิจิทัลฯเพื่อปิดกั้นเว็บไซต์ หรือ  Facebook ไม่ให้หลอกลวงประชาชน                 “ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ ต้องใช้กฎหมายเดิม คือ พรบ.คอมพิวเตอร์ ในส่วน ของ กลต. ก็ต้องเข้าไปกำกับดูแล เตือนนักลงทุน ตรวจสอบติดตามการลงทุนของประชาชน ทางโซเชียลมีเดียว่ามีใครมาหลอกลวงบ้าง ต้องดูถึงการเชิญชวนคนมาลงทุนโดยที่ไม่ขออนุญาตด้วย เมื่อพบว่ามีคนทำผิด กฏหมายก็ต้องรีบมาประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อใช้อำนาจ พรบ.คอมพิวเตอร์ เข้าไปปิดกั้นปิดเว็บไซต์  ช่วยหาทางป้องกัน ไม่ใช่เกิด เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก” นายชัยวุฒิกล่าว                นายชัยวุฒิ กล่าวเพิ่มว่า ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ จะมีการปรับปรุง พรบ.คอมพิวเตอร์ เพื่อให้กระทรวงดิจิทัล ปิดเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลฯ มีอำนาจจำกัด ต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกลต. หรือ ตำรวจ เป็นคนส่งข้อมูลมา เพราะกระทรวงดิจิทัลฯ ไปเก็บข้อมูลเองไม่ได้ ถือว่าว่ายังเป็นข้อจำกัดในด้านนี้   ___________

              นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุม The 5th China - ASEAN Information Harbor Forum ในช่วงการจัดงานแสดงสินค้าจีน - อาเซียน (China - ASEAN Expo: CAEXPO) ครั้งที่ 19 ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ (Video message)                  “ขอแสดงความยินดีกับการจัดการประชุมครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนพัฒนาการความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิค และการพัฒนานวัตกรรมของเศรษฐกิจดิจิทัล” นายชัยวุฒิ กล่าว                    ทั้งนี้การพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย ที่ได้มีการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ดิจิทัล ผ่านการดำเนินนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 20 ปี เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มีความสะดวกและปลอดภัยสำหรับประชาชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนของประเทศไทย และเน้นย้ำว่าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างประเทศไทยและจีนจะเป็นแรงผลักดันใหม่ที่สำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ                    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีดีอีเอส ได้รับเกียรติให้ร่วมกล่าวปาฐกถาสำหรับพิธีเปิดการประชุม China - ASEAN Silk Road E - Commerce Forum 2022 ในวันที่ 17 กันยายน 2565 ของงานแสดงสินค้าจีน - อาเซียน ครั้งที่ 19 ผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ โดยได้กล่าวถึงประโยชน์ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด –19 ซึ่งยังคงคุกคามสุขภาพของประชาชน และยังคงส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และมีความยินดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ดีสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้อาเซียนและจีนสามารถใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมต่อไป   ***********************

           “ชัยวุฒิ” โชว์วิสัยทัศน์ในงาน ‘HUAWEI CONNECT 2022’ ที่มี 192 ประเทศเข้าร่วม ประกาศดัน Digital  GDP ประเทศไทยโต 30%  เน้นพัฒนาคนให้รองรับตลาดงานดิจิทัลในอนาคต               นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างเข้าร่วมเปิดงานมหกรรมเทคโนโลยีไอซีที ‘HUAWEI CONNECT 2022’  ว่า ปัจจุบันประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ไทยเเลนด์ 4.0 มีการพัฒนาด้านดิจิทัล สนับสนุนเป้าหมายการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าว่าศักยภาพด้านดิจิทัลจะทำให้ GDP ของประเทศเติบโต 30%               ทั้งนี้ ประเทศไทย ต้องเตรียมส่งเสริมเเละพัฒนาบุคลากร ของประเทศเพื่อรองรับตลาดเเรงงาน เเละบริษัทต่างประเทศที่เตรียมเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเติบโตของ GDP ทั่วโลกไม่คงที่ มีเพียงเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้นที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก หรือมากกว่า 15% ในปี 2564 หลายองค์กรจึงพลิกโฉมการดำเนินงาน และการให้บริการด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย                                 สำหรับงาน HUAWEI CONNECT 2022 คืองานประชุมใหญ่ประจำปีของหัวเว่ย ที่จัดขึ้นเพื่ออุตสาหกรรมไอซีทีทั่วโลก มีผู้เข้าร่วมงานราว 4,000 คน จาก 192 ประเทศ จัดตั้งเเต่ วันที่ 19-21 ก.ย.65 คาดว่างานนี้จะดึงดูดเงินเข้าสู่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปิดฉากที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และจัดต่อเนื่องที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และปิดท้ายที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน               โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำหน้าที่เป็นเวทีแห่งการเปิดกว้างและการประสานความร่วมมือ ซึ่งเชิญชวนบรรดาผู้นำทางความคิด ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค บริษัทผู้บุกเบิก พันธมิตรในระบบนิเวศ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และนักพัฒนา มารวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งเสริมอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้าง และแข็งแกร่งเพื่อความสำเร็จร่วมกัน   ****************************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.